จักรพรรดิมารนอกรีต
~ ทวีปเทียนหลาง ~
"ตื่นเถิด...เจ้าหลับใหลมานานแสนนานแล้ว" ในจิตใต้สำนึกปรากฏเสียงลึกลับเลื่อนลอยเอ่ยคล้อยเข้ามาในโสตประสาท
ทันใดนั้นในกระโจมที่ทรุดโทรมดุจดั่งวัดร้างพลันบังเกิดเสียงครวญครางจากเด็กหนุ่มดังลั่นสนั่นก้อง
"ผู้ใดเรียกหาข้า!?"
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวมอซอสะดุ้งพรวดตื่นบนเตียงไม้ที่เรียบง่ายประดุจดั่งว่าเขากำลังประสบกับความฝันที่เกินจริง
"ที่นี่คือ?"
ร่างสีขาวสำรวจร่างกายอยู่นานสองนาน ก่อนที่ชุดข้อมูลและความทรงจำจะไหลหลั่งมาจากแห่งหนใดไม่ทราบได้จนส่งผลให้ลำคอของเขาเปล่งเสียงอู้อี้ในลักษณะคร่ำครวญ
ทันใดนั้นความทรงจำและภาพฉายต่างๆก็ปรากฏขึ้นในนิมิตที่ซึ่งมิอาจทราบได้ว่าภาพนี้วาบเข้ามาได้อย่างไร
ตัวเขาคือไป๋เฉิน มือสังหารหมายเลขหนึ่งภายในองค์กรนักฆ่าปีกสวรรค์ ที่ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวจากสหรัฐอเมริกาและกองกำลังติดอาวุธนานามากกว่า 12 ประเทศ
เขารับแม้กระทั่งภารกิจสังหารประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในยามนั้น แน่นอนว่าไม่เคยพลาดเป้าหมายแม้แต่หนเดียว มิเช่นนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงถูกเรียกขานว่ามฤตยูสีขาว
หลังจากภารกิจลอบสังหารประธานาธิบดีเขาก็ได้เลื่อนขั้นตำแหน่งเป็นมือสังหารลำดับสูงสุดของเครือข่ายขนาดใหญ่ในแถบเอเชีย แน่นอนไม่มีผู้ใดไม่รู้จักฉายานามมฤตยูสีขาว
ตลอดการเดินทางในอาชีพสายนี้ไม่มีภารกิจใดที่เขาทำไม่สำเร็จ แม้แต่มือสังหารรุ่นเก๋าอย่างป๋อหลุนเทียนที่เดินทางในสายอาชีพนี้มากว่า 50 ปีก็ยังต้องคารวะแก่เขา
จนล่วงเลยเวลามาจนถึงคริสตศักราช 2030 สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งเขารับภารกิจบางอย่างจากชายลึกลับจากแถบเอเชียให้ไปสังหารนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย แน่นอนว่าระบบการป้องกันของประเทศไทยนั้นถือว่าล้าหลังกว่าหลายๆประเทศที่ขึ้นชื่อ จนเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงมีชีวิตอยู่หลังจากที่คดโกงเงินภาษีจากประเทศไปมากมายเช่นนี้?
[ องค์กรระดับนานาชาติไม่ทำอะไรสักอย่างหรืออย่างไร? ]
ไป๋เฉินเต็มใจยอมรับภารกิจสังหารบุคคลประเภทนี้อยู่แล้ว หากคนประเภทนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป รังแต่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนเท่านั้น
แต่ใครจะคิดว่าเขากลับต้องมาเสียชีวิตเพราะเหตุเครื่องบินตกระหว่างการเดินทางไปประเทศไทย
[ ให้ตายเถอะ! ข้าเป็นมือสังหารมาตลอดสามสิบปีกลับไม่เคยเจออะไรที่โชคร้ายเช่นนี้มาก่อน แต่มันกลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในภารกิจจากประเทศไทยได้อย่างไร!? ]
[ นี่เป็นเวรกรรมอะไรของข้ากันแน่! ]
. . .
..กลับมายังปัจจุบัน..
ไป๋เฉินตื่นขึ้นมาจากความฝันมาอยู่ในร่างของเยาวชนผู้หนึ่ง ซ้ำยังนอนอยู่ในสถานที่ที่แปลกประหลาดราวกับว่าได้ย้อนยุคไปยังสมัยราชวงศ์ซ่งของจีนโบราณ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆอย่างเช่นมือถือ อินเทอร์เน็ต กล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ
การแต่งตัวและภาษาพูดของที่นี่ยังคงเป็นภาษาที่อ่อนช้อยผิดหูผิดตายิ่ง
ชายหนุ่มในอาภรณ์ซีดขาวราวหิมะลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบากและสังเกตุเห็นกระจกเหลี่ยมบานใหญ่ตรงข้ามกับเตียง เขาก็อดไม่ได้ที่จะรำพึง 'ผู้ใดเป็นคนจัดตั้งฮวงจุ้ยเช่นนี้? น่าเกลียดมาก'
พร้อมกับจดจ้องไปยังกระจกตรงหน้าด้วยความสงสัยในจิตใจ ก่อนจะสะดุ้งโหยงด้วยสีหน้าประหลาดใจราวกับเห็นผี "เอ๊ะ! ไอ้หน้าหล่อนี่เป็นใครกัน?"
สิ่งที่มองเห็นในกระจกสะท้อนคือภาพของเยาวชนที่มีใบหน้าดั่งหยกขาวเนียนละเอียดอ่อนประดุจหลุดมาจากภาพวาด ผมสีดำแคลงน้ำตาลไหลยาวสลวยดุจปุยเมฆ คิ้วที่ตรงดุจดั่งกระบี่ที่เฉียบแหลม จมูกที่สมส่วนและริมฝีปากบางเล็กน้อยที่แต่งแต้มความอ่อนโยนให้กับรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในใบหน้าที่บอบบางนี้ก็คงหลีกหนีไม่พ้นดวงตา
รูม่านตาของคนผู้นี้มีสีดำและสีแดงปะปนกันซึ่งให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกับใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับคนผู้นี้เกิดมาเพื่อเป็นบุคคลที่ชั่วร้าย!
ดวงตาคู่นี้แทบจะทำลายทัศนียภาพที่ละเอียดอ่อนทั้งหมดบนใบหน้าไปจนสิ้น
ชายหนุ่มกำลังจับแก้มและลูบคลำใบหน้าที่ละเอียดอ่อนด้วยความไม่เชื่อ "นี่มันบ้าอะไร? ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ? แล้วไอ้หมอเป็นใครกันวะเนี่ย?"
คำถามนับร้อยพันกำลังถาโถมเข้าสู่จิตใจของชายหนุ่มในยามนี้ ก่อนที่เขาจะบ่นงึมงำด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ใจนัก
"เป็นไปได้ไหมว่าข้ามาเกิดใหม่ในต่างโลกในร่างของผู้อื่น?"
"แต่เรื่องดั่งเช่นนิยายเช่นนี้เป็นความจริงงั้นหรือ?"
เขาริเริ่มจะสำรวจตนทุกซอกทุกมุม แม้แต่ระหว่างขาก็ไม่มีข้อยกเว้น 'โอ้ ? มีของดีเลยนี่หว่า'
สิ่งที่แปลกไปกว่านั้นนั่นคือผ้าพันแผลที่พันรอบศีรษะอย่างหนาเตอะซ้ำยังเห็นรอยโลหิตสีแดงที่ซึมออกมาจากผ้าสีขาวนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อยคือร่างกายที่ผอมบางผิดปกติและผิวที่ขาวเนียนจนเกินไป อีกทั้งการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าก็ยังปวกเปียกชอบกล
แม้ว่าความสูงจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่กล้ามเนื้อของคนผู้นี้ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนร่างกายเสียด้วยซ้ำ เขาชื่นชอบร่างกายเดิมของเขามากกว่าแม้นว่าจะไม่ค่อยหล่อเหลาสักเท่าใด แต่ก็ไม่อ่อนแอถึงเพียงนี้
หลังจากตรวจสอบทุกอย่างจนละเอียดถี่ถ้วน เขาอดไม่ได้ที่จะตะคอกเมื่อรับรู้ได้ถึงกล้ามเนื้อที่แม้แต่จะยกสิ่งของที่มีน้ำหนักเกินกว่าสิบกิโลยังไม่ได้ด้วยซ้ำ "ไอ้บ้า! อย่าบอกนะว่าพ่อคนนี้กลับมาเกิดในร่างของขยะ?"
โดยไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มสงสัยได้นาน ทันใดนั้นเสียงตะโกนอันก้องกังวานดังขึ้นจากนอกห้อง "ไอ้ขยะ! ออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้าจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อใดกัน!? เราจะออกเดินทางกันแล้ว"
การแสดงออกทางสีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนโดยทันท่วงที 'ข้าไม่จำเป็นต้องไถ่ถามผู้ใดทั้งนั้น คำตอบที่ต้องการกลับส่งมาหาถึงที่เลยจริงๆ'
จู่ๆชายหนุ่มลูบคางพลางตระหนักคิดด้วยเสียงงึมงำเบาๆ "ปรากฏว่าเจ้าของร่างนี้เป็นขยะอย่างไม่ต้องสงสัย"
"เป็นไปได้ไหมว่าข้าเป็นบุตรชายของตระกูลขุนนางซึ่งไม่สามารถฝึกฝนได้? อีกทั้งข้าจะมีคู่หมั้นที่งดงามอยู่ด้วยดั่งพล็อตเรื่องแบบนิยายทั่วๆไป"
"แต่เจ้าของร่างนี้กลับกลายเป็นขยะ แน่นอนว่าคู่หมั้นที่งดงามเช่นนั้นจำต้องยกเลิกการหมั้นหมายเป็นแน่ จนต้องทำให้ข้าข้ามผ่านความยากลำบากต่างๆนานาเพื่อที่จะตบหน้าสั่งสอนพวกสายตาสั้นพวกนั้น"
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มอย่างกะทันหัน "แค่คิดก็รู้สึกสนุกแล้ว ฮี่ฮี่ฮี่ แม้นจะไม่รู้ว่าข้ามาโผล่หัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแปลกกับเรื่องนี้ ข้าเป็นมือสังหารมาเนิ่นนานแน่นอนว่าความตายนั้นอยู่ใกล้ชิดกับข้าตลอดเวลา แม้จะตายไปแล้วข้ากลับไม่มีความรู้สึกเสียใจใดๆ"
"อย่างไรก็ตามในขณะนี้ข้าอยู่ในร่างของลูกขุนนางที่พิการ แล้วข้าจะทำอย่างไรต่อไปดี? ข้าควรจะลักลอบฝึกฝนและทำให้ทั้งตระกูลตกตะลึงหรือไม่?" ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังคิดแผนการด้วยการลูบคางด้วยสีหน้าเจ้ามารยา เสียงตะคอกก็ดังขึ้นมาอีกระลอกอย่างโกรธเคือง
"เจ้าทาสต่ำต้อย! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่! คุณหนูน้อยกำลังจะออกเดินทาง! รีบโผล่หัวออกมา! อย่าให้ข้าต้องพังประตูเข้าไป!"
ชายหนุ่มที่กำลังพะว้าพะวงหลงอยู่ในจินตนาการแทบจะอาเจียนเป็นเลือด
[ เดี๋ยวๆๆเจ้าพูดว่าอะไร!? ทาส!? ให้ข้าเกิดใหม่ในต่างโลก แต่ไม่ใช่ในฐานะลูกคุณหนูอย่างที่คาด แต่กลับกลายเป็นทาส!เป็นขี้ข้าหรอกหรือ? ]
[ โอ้สวรรค์นี่มันเรื่องบ้าบออะไร! มันไม่เห็นเหมือนกับสคริปต์ที่ข้าเคยอ่านเลยแม้แต่น้อย ]
ชายหนุ่มอยากจะร่ำไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา "ข้าควรจะเป็นนายน้อยของตระกูลที่มั่งคั่งไม่ใช่หรือ?"
[ ไฉนชีวิตที่สองจึงได้อดสูถึงเพียงนี้? ]
ชายหนุ่มทำได้แต่คร่ำครวญถึงความลำเอียงของสวรรค์ ความไม่เท่าเทียมของสวรรค์ ว่าพระเจ้าผู้นั้นต้องการให้ข้าใช้ชีวิตดิ้นรนเฉกเช่นดั่งชีวิตที่แล้วหรือไม่?
[ หากข้าเป็นลูกขุนนาง ข้าจะสามารถใช้ชีวิตเหลวแหลกได้ตามที่ต้องการ ทว่าเมื่อเกิดมาเป็นขี้ข้าเช่นนี้ชะตากรรมของต่อจากนี้คงจะไม่สวยหรูนัก ]
หากมีชีวิตใหม่ชายหนุ่มอยากจะเกิดเป็นนายน้อยเสเพลเจ้าสำราญเสียมากกว่า แต่ทว่าการกำเนิดใหม่โดยเป็นขี้ข้าเช่นนี้มีเพียงแต่ต้องทำการพัฒนาไปทีละขั้นทีละตอนเท่านั้น
'ช่างมันเถอะ ในชีวิตที่แล้วมือสังหารอย่างข้าก็เป็นเพียงแค่เด็กกำพร้า ชีวิตนี้จะกลายเป็นเด็กกำพร้าอีกคราก็ไม่เห็นจะแปลกแต่อย่างใด' ชายหนุ่มส่ายศีรษะพลันยิ้มเจื่อนๆกับตัวเอง แต่อารมณ์ที่ขมขื่นกลับปรากฏให้เห็นในแววตาแค่เพียงชั่วครู่
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ในไม่กี่วินาที ชายหนุ่มผู้นี้ตัดสินใจเปิดประตูออกไปและต้องประสบพบเจอเข้ากับชายหนุ่มห้าคนที่ยืนเรียงรายด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ทั้งสี่คนสวมอาภรณ์สีเหลืองดูสวยงามและซ้ำมีอาวุธศาสตราวุธที่ครบมือ ด้านหน้าพวกเขาทั้งสี่มีชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้าที่ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้ ซึ่งขณะนี้สีหน้าของชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้ากลับแสดงอารมณ์ออกมาอย่างตกตะลึง
ชายหนุ่มหน้าลิงพูดขึ้นพร้อมชี้หน้าดุด่าอย่างชอบธรรม "ไป๋เฉิน! เจ้าจะให้คุณหนูน้อยรอไปจนถึงเมื่อใดกัน?"
"เอ๊ะ! ข้าชื่อไป๋เฉินงั้นรึ?" ชายหนุ่มชี้หน้าตัวเองพลางเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อ
'โอ้สวรรค์ ช่างเป็นพล็อตเรื่องแบบเดิมจริงๆ'
ดูเหมือนว่าความทรงจำของร่างนี้จะไม่มีอยู่ภายในความทรงจำใดๆของเขาแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มหน้ายาวที่ยืนเท้าเอวกล่าวอย่างเย้ยหยัน "อะไร? เจ้าเกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมไปแล้วหรือ?"
ชายหนุ่มเกาศีรษะเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่โง่เขลา "เอ่อ...มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นด้วยหรือ?"
จู่ๆชายผมยาวในอาภรณ์สีฟ้าชำเลืองมองไป๋เฉินอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะรีบกล่าวแทรกโดยไม่ทราบสาเหตุ "ชิ! อย่าไปเสียเวลาคุยกับขี้ข้าโสมมเช่นนี้เลย หากมิใช่เพราะคุณหนูน้อยให้พวกข้ามาเรียกหาเจ้า มันคงจะใช้ชีวิตไร้ค่าไปวันๆเท่านั้น...ผู้ที่ไม่สามารถฝึกปราณเช่นมันมีตำแหน่งเป็นทาสก็นับว่าบุญโขแล้ว"
"ผู้ใดไม่รู้บ้างว่ามันไม่เหมาะกับคุณหนูน้อยฉินแม้แต่น้อย แม้นว่าปู่ของมันจะหมั้นหมายไว้กับคุณหนูน้อยแต่ก็ไม่มีผู้ใดในเมืองเทียนหยุนยอมรับเรื่องนี้แม้นแต่ผู้เดียว"
"ฮึ่ม! แค่คางคกกระหายเนื้อหงส์ฟ้า อย่าไปใส่ใจมันเลย พวกเรารีบไปกันเถิด" เมื่อพ่นวาจาเหยียดหยามจนจบ พวกเขาทั้งห้าหันหลังเดินจากไปออกจากเขตกระโจมของไป๋เฉินอย่างไม่มีการรีรอ
ไป๋เฉินทำได้เพียงเมียงมองพวกเขาด้วยสีหน้าโง่งมและกำลังประมวลผลทุกสิ่งอย่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
[ คุณหนูน้อย? ]
[ ขี้ข้าโสมม? ]
[ คางคกกระหายเนื้อหงส์ฟ้า? ]
[ พระเจ้าเอ้ย! ท่านส่งข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด? ต้องการให้ข้าตกตายอย่างน่าสังเวชที่นี่หรือไม่!? ]
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments