บนอาคารชั้นสองของคฤหาสน์สูงใหญ่ มีใครบางคงกำลังเหม่อมองสถานการณ์ทุกเหตุการณ์ได้อย่างแจ่มชัด ฉากทัศน์เบื้องล่างจะเห็นได้ว่าฉินเยว่ฉานได้ลากร่างอันปวกเปียกของไป๋เฉินเข้าสู่รถม้าไปเรียบร้อย
ร่างนั้นกำลังเกาะระเบียงเมียงมอง เสื้อผ้าอาภรณ์ของเขาเป็นสีฟ้าอ่อนก่อนจะถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ "ฮ่าย~ ช่างเป็นบุตรีที่โง่เขลายิ่งนัก การที่นางกระทำเช่นนี้ต่อไปไม่ต่างจากการหาศัตรูคู่อาฆาตและสร้างความยากลำบากให้แก่ไป๋เฉินเท่านั้น"
ชายวัยกลางคนที่กำลังบ่นพึมพำอยู่นี้คือผู้นำของตระกูลฉินแห่งเมืองเทียนหยุน ฉินเหยียน และเขาเป็นบิดาของฉินเยว่ฉานที่เพิ่งจะดึงร่างของไป๋เฉินเข้าสู่รถม้าไป
เขากำลังแสดงความคิดเห็นในมุมมองของตนกับตัวเอง นั่นเป็นเพราะตำแหน่งและความสำคัญของฉินเยว่ฉานและไป๋เฉินนั้นช่างห่างชั้นกันจนเกินไป ส่งผลให้ไป๋เฉินที่ซึ่งใกล้ชิดกับฉินเยว่ฉานมากที่สุดต้องรับกรรมในส่วนนั้นไปจากการปรามาสจากฝูงชน
บุคคลหนึ่งเป็นถึงอัจฉริยะที่ปรากฏตัวขึ้นในรอบหนึ่งพันปี ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นเพียงขยะไร้ประโยชน์ที่ไม่มีการฝึกฝน ไม่ว่าอย่างไรทุกคำครหาจะถูกสาดสีตีไข่ไปยังไป๋เฉินผู้เดียวทั้งสิ้น
แต่ถึงแม้นฉินเหยียนจะหักห้ามบุตรสาวมิให้เข้าใกล้ไป๋เฉินอย่างไร ก็ไม่มีทีท่าว่าอารมณ์ของนางจะทุเลาลงแม้แต่น้อย
เหตุการณ์สืบเนื่องมาจากไม่กี่ปีก่อนหน้า ที่ทั้งสองได้หมั้นหมายกันตั้งแต่วัยเยาว์จากรุ่นบรรพบุรุษของพวกเขา แต่หลังจากนั้นไม่นานบุคคลในตระกูลไป๋รวมถึงบิดามารดรของไป๋เฉินต่างก็สาบสูญสิ้นชีวิตไปจากภัยของสงคราม ผลสุดท้ายตระกูลฉินที่ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับตระกูลไป๋จึงได้นำไป๋เฉินมาเลี้ยงดูแทน
และเหตุผลหลักที่ไป๋เฉินต้องกลับกลายเป็นขยะไร้ประโยชน์ก็เนื่องมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน...
ในครานั้นกลุ่มโจรมากมายคณานับไม่ทราบฝ่ายได้เข้าทำการปิดกั้นเส้นทางเสบียงและเงินตราที่มีมูลค่าสูงเสียดฟ้าที่ขับเคลื่อนผ่านทางรถม้าโดยที่มีฉินเยว่ฉานอยู่ภายใน แต่ทว่าบุคคลที่คุ้มกันในขณะนั้นกลับมีระดับพลังปราณที่อ่อนด้อยยิ่งกว่ากลุ่มโจรฉกรรจ์เป็นไหนๆ
และเพื่อความปลอดภัยของฉินเยว่ฉาน ไป๋เฉินจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเพื่อระเบิดตันเถียนหมายที่จะทำลายล้างกลุ่มโจรไปด้วยกันกับตน!
และผลสุดท้ายกลุ่มโจรฉกรรจ์พวกนั้นถูกทำลายล้างอย่างไม่เหลือซาก!
เคราะห์ดีที่เขาสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ด้วยการช่วยเหลือที่ทันการณ์ของฉินเหยียน แต่ทว่าเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาก็กลับกลายเป็นว่าไป๋เฉินเป็นคนอ่อนแอและไร้ซึ่งพลังปราณอย่างที่ปรากฏให้เห็น
และแล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นกลับมีมติภายในระหว่างเหล่าผู้อาวุโสตระกูลฉินที่ซึ่งต้องการจะถอนคำหมั้นหมายที่เคยให้สัจจะไว้แต่คราก่อนกับตระกูลไป๋ เพื่อที่จะให้ฉินเยว่ฉานได้หมั้นหมายกับบุตรชายของเจ้าเมืองเทียนเฟิงที่มันเองก็ชมชอบฉินเยว่ฉานมาเนิ่นนาน ที่ซึ่งเป็นการแต่งงานระหว่างการเมือง
แต่แล้วในวินาทีสุดท้ายก็เป็นฉินเหยียนที่เข้าข้างไป๋เฉินและคอยช่วยเหลือเขาเท่าที่จะทำได้
ตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา ฉินเยว่ฉานที่ไม่พอใจกับการตัดสินใจของเหล่าผู้อาวุโสจึงได้เก็บตัวเงียบงันหมายจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะปกป้องไป๋เฉินจากผู้ที่มีประสงค์ร้ายแม้นว่านางจะต้องพบเจอกับอุปสรรคใดๆก็ตาม
นั่นเป็นเหตุผลเบื้องหลังที่ไป๋เฉินถูกถีบหัวส่งไปอยู่ตำแหน่งที่ต่ำที่สุดเฉกเช่นทาสและถูกเรียกขานว่าขยะไร้ประโยชน์ โดยเนื่องมาจากการยุยงของเหล่าผู้อาวุโส!
และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เข้าใจได้ว่าไฉนฉินเยว่ฉานจึงแลดูเป็นห่วงเป็นใยไป๋เฉินได้ถึงเพียงนี้
ใกล้เคียงร่างของฉินเหยียนที่กำลังบ่นงึมงำ พลันปรากฏเงาชายชราที่มีใบหน้าใจดีเอ่ยวาจาด้วยคิ้วที่เลิกสูง "น้องรอง เจ้ารู้หรือไม่ว่าไป๋เฉินฟื้นคืนสติกลับมาได้อย่างไร? เขาควรที่จะดับสูญสิ้นไปแล้วมิใช่หรอกหรือ?"
ฉินเหยียนส่ายศีรษะเป็นการตอบกลับ "ข้าเองก็ประหลาดใจไม่น้อย แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะหลุดพ้นจากความตายและหวนคืนชีวิตกลับมาได้ แม้นว่าข้าจะฟื้นฟูบาดแผลทางกายภาพของเขาได้จนสมบูรณ์ แต่บาดแผลภายในโสตประสาทและสัมผัสวิญญาณนั้นกลับสาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่า แต่ทว่าไป๋เฉินในยามนี้แลดูจะแตกต่างออกไปราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักผู้ใดในแห่งนี้มาก่อน"
คิ้วของชายชราขมวดเป็นปม ระลอกคลื่นในดวงตาเกิดอาการสั่นไหว "ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ยามที่มันออกจากกระโจมมาข้ากลับสัมผัสได้ถึงนัยน์ตาที่ว่างเปล่าและไร้อารมณ์ราวกับว่ามันเป็นคนละคนอย่างไรอย่างนั้น..."
ก่อนที่หวนนึกถึงเรื่องราวตำนานอันน่าเหลือเชื่อ ชายชราเหล่หางตาพลางกล่าวถามอย่างไม่แน่ใจ "เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันได้รับการกระทบกระเทือนจนเกิดอาการความจำเสื่อมที่ปรากฏในพงศาวดารในตำนาน?"
ฉินเหยียนทำได้เพียงเงียบงันไปสามลมหายใจก่อนจะผงกศีรษะอย่างเห็นด้วยในเวลาต่อมา มีเพียงแค่อาการความจำเสื่อมเท่านั้นที่ส่งผลให้ไป๋เฉินดูแปลกแยกและพิลึกพิลั่นไปจากเดิม
ฉินเหยียนเหม่อมองไปยังเส้นทางสัญจรก่อนจะตัดสินใจกล่าวคำสั่งอย่างเด็ดขาด "เอาล่ะ อย่าลืมส่งคำสั่งให้พวกเขาส่งคนไปจับตามองไป๋เฉินไว้ให้ดี หากครานี้เขาต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์เช่นก่อนหน้านี้อีก ข้าอนุญาตให้สังหารผู้กระทำความผิดได้อย่างไร้ปราณีไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม!"
นัยน์ตาของเขาเหม่อมองไปยังท้องนภา เปี่ยมไปด้วยการระลึกถึงใครบางคนพลางกล่าวเสียงแผ่ว "ในลมหายใจสุดท้าย พี่ใหญ่ได้ฝากไป๋เฉินไว้กับข้า ข้าจำเป็นต้องปกป้องเขาจนกว่าที่เขาจะกระทำสิ่งใดได้ด้วยตนเอง"
ชายชราข้างกายเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจยิ่งกว่า "น้องรอง เจ้าเอาจริงงั้นรึ?"
ฉินเหยียนมิได้กล่าวอันใด หากแต่นิ่งเงียบเป็นคำตอบว่า เขาหันกลับไปเข้าสู่อาคารตามเดิมโดยมิได้เสนอความเห็นอีกต่อไป
. . .
เส้นทางสัญจรของเมืองเทียนหยุนที่ซึ่งเป็นเส้นทางหลัก รถม้าของตระกูลฉินกำลังเดินทางไปยังเมืองเทียนเตี้ยนเพื่อขอความช่วยเหลือจากมหาแพทย์ตู้ชิง และรอบๆรถม้ามีชายหนุ่มทั้งห้ากำลังล้อมรอบทุกทิศทางบนหลังม้าอีกห้าตัวในตำแหน่งของผู้คุ้มกัน
ภายในรถม้าตระกูลฉินร่างสีขาวอันหล่อเหลากำลังนั่งนิ่งอย่างเลิ่กลั่กอยู่ตำแหน่งตรงกันข้ามกับฉินเยว่ฉานที่ซึ่งในยามนี้กำลังแสดงสีหน้าเอ่ยถามเชิงสอบสวน "ไป๋เฉิน เกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้ากันแน่? ข้าจำได้ว่าเจ้าหมดสติไปตลอดสามวันโดยมิได้ตื่นขึ้นมาแม้แต่คราเดียว...เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้กระทำให้เจ้าต้องตกลงไปในหุบเหวเมื่อครานั้น?"
นางมิได้ปักใจเชื่อว่าการที่ไป๋เฉินร่วงหล่นลงไปสู้ก้นหุบเหวเพียงเพราะการเก็บสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ต้องมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้อุบัติเหตุในคราวนั้นเกิดขึ้นโดยกะทันหัน
ไป๋เฉินเกาศีรษะอย่างฉงน เขาหลบสายตาพลางเอ่ยอย่างคลุมเครือ "ขะ-ข้าเองก็จำอะไรไม่ได้เช่นกัน"
ฉินเยว่ฉานเอ่ยถามต่อด้วยริมฝีปากที่สั่นเครือ "แล้วมีสิ่งใดที่เจ้าคลับคล้ายคลับคลาพอจะจำได้บ้างหรือไม่?"
ไป๋เฉินพึมพำด้วยเสียงแผ่วก่อนจะหยุดประโยคอย่างกะทันหันด้วยรอยยิ้มขมขื่น "ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก ข้าจำได้แค่ว่าข้าคือไป๋เฉินเท่านั้น แต่นอกเหนือจากนั้น-"
นัยน์ตาอันงดงามของฉินเยว่ฉานเบิกกว้างก่อนจะมองให้ลึกเข้าไปในดวงตาของไป๋เฉิน และแล้วดวงตาสีแดงคู่นั้นฉายชัดแล้วว่าเขามิได้รู้จักมักคุ้นกับนางแม้แต่น้อยราวกับว่าทั้งสองเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้น
เพราะนัยน์ตาของผู้คนมิอาจจะโกหกโป้ปดได้!
เมื่อได้ยินคำเรียกแทนและความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยจากการมองของไป๋เฉิน ฉินเยว่ฉานกลับมีน้ำขังในดวงตาราวกับว่าเขื่อนกั้นน้ำตากำลังจะพังทลายลง จมูกของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับกำลังจะร่ำไห้ "เจ้า...เจ้าจำข้าไม่ได้จริงๆงั้นหรือ?"
อารมณ์ของนางในขณะนี้ช่างยากที่จะเข้าใจ มันแฝงไปด้วยความไม่เชื่อ ความตกตะลึง ความเสียใจ และความสับสนอลม่านโดยมิอาจจะรู้ได้ว่าหลังจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะเป็นอย่างไรต่อไป
ไป๋เฉินเพียงผงกศีรษะด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิดเล็กน้อย
[ มิใช่ว่าข้าจำสิ่งใดมิได้ ข้าไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยต่างหาก! ]
[ ไป๋เฉินคนนู้นมันตายไปแล้ว! ข้าคือมฤตยูสีขาวไป๋เฉินแห่งปีกสวรรค์เท่านั้น ]
เมื่อเห็นว่าแม่นางฉินกำลังจะร่ำไห้ในไม่ช้า ไป๋เฉินจึงรีบบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนคำถามเพื่อทำให้สถานการณ์ทุเลาลง "แล้วแม่นางน้อยมีนามว่าอันใด? และข้าเป็นใครมาจากไหน? เจ้าช่วยบอกให้ข้าได้รับรู้ได้หรือไม่? บางทีข้าอาจจะจดจำและหวนนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้"
[ แม้นว่าข้าจะแถจนสีข้างถลอกก็ไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก ]
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของฉินเยว่ฉานก็อ่อนลงอย่างที่คาด นางปาดน้ำตาราวกับหยาดไข่มุกออกจากใบหน้าอันบริสุทธิ์ดุจเทพยดานั้น "ข้ามีนามว่าฉินเยว่ฉาน และข้าก็เป็นคู่หมั้นของเจ้า"
เมื่อได้ยินประโยคนั้นไป๋เฉินแทบจะลื่นล้มหัวฟาดพื้น
[ นี่มันเรื่องบ้าอะไร!? ไฉนนางยังมองข้าเป็นคู่หมั้นของนางอยู่? ]
[ ข้าไร้ประโยชน์มิใช่หรอกหรือ? ข้าที่มีร่างกายปวกเปียกและอ่อนแอถึงเพียงนี้ มีเพียงคนโง่เขลาเท่านั้นที่ต้องการจะหมั้นหมายกับบุคคลไร้ประโยชน์เช่นข้า ]
หลังจากตั้งสติได้ไป๋เฉินเบิกตากว้างและเอ่ยถามย้ำอีกครา "เจ้าเป็นคู่หมั้นของข้าจริงๆงั้นหรือ?"
ไป๋เฉินได้ยินเรื่องนี้ผ่านหูมาก่อนหน้าจากปากของฉินหมิงหยวน แต่เขากลับมิได้คาดคิดว่าทั้งสองจะยังคงหมั้นหมายกันอยู่จนถึงบัดนี้
ฉินเยว่ฉานเพียงผงกศีรษะด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน นางเริ่มเข้าใกล้และเล่าเรื่องราวทุกอย่างในอดีตของไป๋เฉินทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจกับข้อมูลส่วนใหญ่โดยสังเขป
ขณะนี้นางเชื่ออย่างสนิทใจว่าไป๋เฉินคงจะสูญเสียความทรงจำเนื่องจากอุบัติเหตุจนสมองเกิดการกระทบกระเทือนจนความจำเสื่อมอย่างที่เขาอ้างไว้
ฉินเยว่ฉานได้เริ่มอธิบายตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีของทวีปแห่งนี้
โลกที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้ถูกเรียกขานว่าทวีปเทียนหลางที่ซึ่งแบ่งระดับการบ่มเพาะปราณของมนุษย์ออกเป็นเก้าระดับได้แก่ ต้นกำเนิดปราณ ปราณปฐพี ปราณสวรรค์ ปราณลึกลับ ปราณไร้ขอบเขต ปราณกษัตริย์ ปราณจักรพรรดิ ปราณนักบุญและระดับสุดท้ายที่ซึ่งยังไม่เคยมีผู้ใดไปถึงจุดนั้นมาก่อน นั่นคือปราณแห่งเต๋าในตำนาน!
มีคำกล่าวขานร่ำลือว่าระดับปราณแห่งเต๋านั้นเป็นผู้ที่สร้างทวีปเทียนหลางนี้ขึ้นมา และไม่มีผู้ใดทราบว่าบุคคลนั้นเป็นใคร มีที่มาอย่างไร ตำราบอกล่าวเพียงแค่ว่าคนผู้นั้นถูกเรียกขานว่ามหาเทวะแห่งการสรรค์สร้าง
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments