ชายชราด้านข้างชายวัยกลางคนที่หลับตาปิดสนิทกล่าวในขณะมิได้เบิกตา "ไป๋หนานเทียนเป็นวีรบุรุษอย่างแท้จริง...แต่ทว่าบัดนี้ตำนานของไป๋หนานเทียนกลับถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา และหลุมฝังศพของมันยังตั้งอยู่นอกเมืองเทียนหยุนอันห่างไกล แต่ก็มีบางครอบครัวที่ยังไปสักการะไป๋หนานเทียนทุกๆหนึ่งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็นทหารผ่านศึกต่างก็ขอบคุณไป๋หนานเทียนที่ทำให้เมืองเทียนหยุนมั่นคงและรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน ความเป็นอยู่ของประชากรเมืองเทียนหยุนนั้นสุขสบายและไร้สงครามมาตลอดหลายปี"
ชายวัยกลางคนเงียบงันไปครู่หนึ่ง เขารินชาลงถ้วยหยกก่อนจะจิบบางเบาพลางบ่นพึมพำ "เจ้าเฒ่าฉินเหยียนช่างโชคดีอย่างแท้จริง ที่ไป๋หนานเทียนได้ตระเตรียมเมืองเทียนหยุนอันเงียบสงบไว้ให้แม้นว่าร่างและจิตวิญญาณของมันจะแตกสลายตายไป...นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดฉินเหยียนจึงได้ประคับประคองดูแลไป๋เฉินเปรียบดั่งบุตรบุญธรรมเช่นนี้"
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองอยู่ในท่วงท่ากอดอกและพยักหน้ารับฟังอย่างฉงน ตนไม่เคยคาดคิดเลยว่าไป๋เฉินที่ไร้ประโยชน์จะมีบิดาที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
ไป๋เฉิน!ชายหนุ่มผู้นี้เคยอยู่ในจุดสูงสุดของการถูกเชิดชู แต่ก็ดำดิ่งลงมาจุดต่ำสุดจนถึงขั้นที่ถูกประนามจากใครหลายๆคนว่าเป็นขยะ!
จิตใจของมนุษย์นั้นยากจะหยั่งถึง เมื่อตระกูลไป๋เจริญรุ่งเรืองต่างก็มีบุคคลมากหน้าหลายตาที่ซึ่งต้องการแสวงหาความคุ้มครอง แต่เมื่อตระกูลไป๋ต้องเผชิญกับภัยพิบัติกลับไม่มีผู้ใดเสนอหน้าเข้าช่วยเหลือแม้แต่ผู้เดียว
แม้แต่ฉินเหยียนเองก็ถูกหักห้ามเอาไว้มิให้ไปช่วยเหลือโดยเหล่าผู้อาวุโส การต่อสู้ในครานั้นเป็นจุดสิ้นสุดของตำนานไป๋หนานเทียนจนถึงทุกวันนี้...
ชายวัยกลางคนด้านข้างกล่าวเสริม "แต่แม้นวิญญาณของไป๋หนานเทียนจะดับสูญสิ้นไป แต่มันกลับทิ้งปัญหาใหญ่เอาไว้ให้แก่ตระกูลฉิน นั่นคือไป๋เฉินบุตรชายของมัน! โชคยังดีที่มันกลับกลายเป็นคนพิกลไปการไปเสีย มิเช่นนั้นหากมันจำต้องผงาดเฉกเช่นเดียวกับบิดาของมัน ตระกูลฉินคงจะสิ้นซากคงเหลือไว้เพียงแค่ชื่อเท่านั้น..."
ทว่าชายหนุ่มอาภรณ์สีทองยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพ่อของตนจึงได้กำหนดเป้าหมายไปยังไป๋เฉินแม้นว่าเขาจะไร้ประโยชน์แล้วเช่นนี้ "ท่านพ่อ ท่านต้องการจะสื่ออันใดกันแน่? เหตุใดท่านจำเป็นต้องสังหารไป๋เฉินโดยที่มันมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งในครานั้นเล่า?"
หลังจากครุ่นคิดอยู่สามลมหายใจ ริมฝีปากของชายวัยกลางคนขยับเอ่ยด้วยสุ้มเสียงทุ้มลึก "ที่ข้าต้องการจะสื่อคืออย่าไว้วางใจตระกูลไป๋ แม้นว่ายามนี้ตระกูลไป๋จะล่มสลายไปและไป๋เฉินจะเป็นเพียงแค่คนพิการไร้ประโยชน์ แต่เราก็มิอาจวางใจได้หากมันยังคงมีชีวิตอยู่...ในอดีตไป๋หนานเทียนก็เป็นเพียงแค่บุรุษไร้ชื่อเสียงเรียงนาม แต่ภายในไม่กี่ปีมันกลับผงาดกลับกลายเป็นมังกรที่มีตำนานเล่าขานจนถึงทุกวันนี้! หากมีวันหนึ่งที่ไป๋เฉินเป็นเฉกเช่นเดียวกับไป๋หนานเทียน ศัตรูทุกผู้คนรวมถึงข้าก็จะไม่มีวันได้กินอิ่มและนอนหลับสบายได้อีกต่อไป"
ชายชราด้านข้างลูบคางพลางเอ่ย "แต่ทว่าเจ้าฉินเหยียนกลับทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องไป๋เฉินให้แคล้วคลาดปลอดภัย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะสังหารไป๋เฉินในเมืองเทียนหยุนของมันเอง"
ชายวัยกลางคนกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาส! เมืองเทียนเตี้ยนนั้นเป็นเมืองแห่งสันติสุข หากต้องการจะสังหารไป๋เฉินมีเพียงแค่ที่แห่งนั้นเท่านั้น มิเช่นนั้นหากวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ไป๋เฉินอาจจะเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่อาจจะเหนือล้ำยิ่งกว่าไป๋หนานเทียนในครานั้นและอาจจะกลับมาล้างแค้นให้แก่บิดาของมัน...เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่ข้าต้องการจะกำจัดสายเลือดของตระกูลไป๋ให้สิ้นซากเสียเนิ่นๆ!"
ชายวัยกลางคนหวาดกลัวต่อตระกูลไป๋เพียงใดก็พอจะตระหนักได้ แม้แต่ชายหนุ่มก็ยังมีสีหน้าหนักอึ้งเมื่อได้รับฟังมาจนถึงตอนนี้
ชายชราโบกมือเบาๆ "สั่งการให้ชิงเอ๋อร์และฉางเอ๋อร์เตรียมพร้อมสำหรับเดินทางไปยังเมืองเทียนเตี้ยนโดยทันที"
ชายหนุ่มผงกศีรษะก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไร้วาจาใดๆ
จากนั้นชายวัยกลางคนยืนขึ้นด้วยท่วงท่าองอาจ แต่ใบหน้าของเขายังมีความกังวลแฝงอยู่ลึกๆ "เราได้แต่หวังว่าไป๋เฉินจะไม่กลับกลายเป็นมังกรผงาดเฉกเช่นบิดาของมัน มิเช่นนั้นตระกูลของเราอาจจะมีอันต้องล่มสลาย..."
.
.
.
รถม้าตระกูลฉินเคลื่อนตัวด้วยความเร็วคงที่กำลังตรงไปยังทิศตะวันออกที่เป็นที่ตั้งของเมืองเทียนเตี้ยนที่ซึ่งเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่และมีธุรกิจมากมายมารวมตัวกันอยู่ภายในเมือง
เมืองเทียนเตี้ยนเป็นหนึ่งในสี่เมืองที่ขึ้นตรงกับผู้มีอำนาจแห่งทวีปเทียนหลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในด้านทักษะแพทย์แผนโบราณและการหลอมโอสถโดยที่มีตำหนักโอสถตระกูลตู้ที่สืบทอดทักษะแพทย์จากรุ่นสู่รุ่น
ตลอดทั้งเส้นทางอารมณ์ของฉินเยว่ฉานกำลังบูดบึ้งและแสดงความรู้สึกขุ่นเคืองต่อฉินหมิงหยวนและชายหนุ่มทั้งสี่ที่มิได้เข้าช่วยเหลือนางหรือไป๋เฉินในยามเผชิญหน้ากับนักฆ่า เพราะฉะนั้นต่อจากนี้นางจะตัดหางปล่อยวัดพวกมันและไม่ต้องการให้ชายหนุ่มทั้งห้าเป็นผู้คุ้มกันอีกต่อไป
ไม่ว่าอย่างไรผู้คุ้มกันที่หวาดกลัวต่อภยันตรายต่อนายของตนนั้นไม่จำเป็นสำหรับตระกูลฉินอีกต่อไป
อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ในครานี้เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตายของไป๋เฉิน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดนางจำต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเขาให้แคล้วคลาดปลอดภัย และสุดท้ายพวกเขาก็ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้โดยที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
ภายในรถม้าร่างสองร่างของฉินเยว่ฉานกำลังนั่งชิดใกล้ไป๋เฉินด้วยเนื้อแนบเนื้อ นางกำลังถือกล่องไม้หนึ่งกล่องที่มีอาหารสำหรับไป๋เฉินมาด้วย
"ไป๋เฉิน อ้าปาก" ฉินเยว่ฉานยกตะเกียบคีบกุ้งย่างหนึ่งตัวก่อนจะวางมันในปากของไป๋เฉินอย่างทะนุถนอมและคอยเอาอกเอาใจอย่างดียิ่ง
ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะตัวสี้ตัวสั่นก่อนจะขบเคี้ยวกุ้งย่างด้วยสีหน้าเอร็ดอร่อยแต่ภายในใจก็อดไม่วายที่จะละอาย 'สตรีหนอสตรี ทำอย่างกะข้าเป็นเด็กๆไปได้'
ไป๋เฉินกลืนอาหารก่อนจะกระแอมบางเบา เขากล่าวถามด้วยสีหน้าใคร่รู้ "เยว่ฉาน อีกนานเท่าใดกว่าจะไปถึงเมืองเทียนเตี้ยน?"
ฉินเยว่ฉานเก็บกล่องอาหารในขณะตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน "ขณะนี้เราผ่านประตูเมืองเทียนเตี้ยนมาแล้ว อีกประมาณหนึ่งลี้พวกเราจะถึงที่หมาย"
"โอ้?" ไป๋เฉินพยักหน้าด้วยรอยยิ้มเข้าใจ และเมียงมองไปยังนอกหน้าต่างราวกับบ้านนอกเข้ากรุง
ฉากทัศน์ที่ปรากฏในยามนี้คือเส้นทางสายยาวที่มีกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ที่เดินเท้าบนทางสัญจรกันอย่างชุกชุม ซ้ำยังมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างชุลมุน หากทอดสายตาไปไกลจะเห็นได้ว่าในละแวกนี้เต็มไปด้วยร้านค้าธุรกิจและการคมนาคมจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ร้านโชห่วย ร้านทำศาสตราวุธ โรงเตี๊ยม ห้องโถงประมูลและตำหนักเก็บตำราโบราณมีแม้กระทั่งการเช่าเกวียนม้าเพื่อใช้ในการเดินทางไกล
ไป๋เฉินเอ่ยถามหลังจากปิดม่านลง "ข้ายังไม่รู้ว่าพวกเรามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด?"
ฉินเยว่ฉานเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเหนียมอายในขณะรอยแดงจางๆลามบนแก้มที่ขาวผ่อง "ยามแรกนั้นการเดินทางในครั้งนี้คือการนำโอสถของเยาวชนภายในตระกูลฉินกลับไปเฉกเช่นทุกที และพ่อบ้านในตระกูลจะมารับด้วยตนเองในทุกๆสองสัปดาห์...แต่ทว่าสามวันก่อนเจ้ากลับหมดสติไปโดยไร้การตอบสนองและไม่ฟื้นคืนสติกลับมาด้วยทุกๆวิธีการ ดังนั้นข้าจึงอาสามาที่นี่ด้วยตัวข้าเองเพื่อหาวิธีการในรักษาอาการของเจ้า"
"แม้นยามนี้เจ้าจะตื่นขึ้นแล้ว แต่ข้าต้องมาเพื่อไถ่ถามเกี่ยวกับการรักษารากปราณของเจ้า แพทย์ตู้ชิงนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นมหาแพทย์ที่เก่งกาจที่สุดในยุค ข้าเชื่อว่าอย่างน้อยท่านต้องมีวิธีการช่วยเจ้าเป็นแน่"
"อืม..." ไป๋เฉินพึงรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากฉินเยว่ฉาน จิตใจที่แข็งกระด้างก็เริ่มที่จะอ่อนยวบลง
[ ฮ่าย~ ข้าละอิจฉาไป๋เฉินเสียจริง ]
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นาน เมื่อรถม้าหยุดลงร่างทั้งสองของไป๋เฉินและฉินเยว่ฉานลงจากรถม้าลงมาอย่างระมัดระวัง
ฝูงชนรอบข้างที่สังเกตเห็นว่าเป็นรถม้าของตระกูลฉิน พวกเขาต่างก็ถอยร่นฝีเท้าออกมาก่อนจะโค้งคำนับอย่างสุภาพเรียบร้อย ฉินเยว่ฉานเพียงแค่ส่งรอยยิ้มเรียบเฉยแก่พวกเขา นางย่างกรายไปในทิศทางที่เป็นตำหนักเก่าแก่ทรุดโทรมที่มีป้ายไม้ผุๆสลักไว้ว่าตำหนักตู้
ไป๋เฉินสอดส่องสายตาไปรอบๆอาณาบริเวณด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไกลสุดสายตาเป็นคฤหาสน์ของตระกูลมู่ที่ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเทียนเตี้ยนรายล้อมไปด้วยรั้วสูงที่มีการตกแต่งที่เขามักคุ้น
สายตาของเขานั้นเปล่งแสงระยิบระยับลุกวาวราวกับได้ย้อนยุคไปในตำนานของราชวงศ์ชิงโบราณ
[ สถานที่แห่งนี้คลับคล้ายคลับคลากับตำหนักหลวงของเมืองเสิ่นหยางในประวัติศาสตร์ของจีนโบราณจริงๆ ]
"ไป๋เฉิน เจ้ากำลังมองหาอะไร?" ฉินหมิงหยวนอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามราวกับมองบ้านนอก
แต่ทว่าไป๋เฉินเพียงเผยรอยยิ้มมุมปากราวกับสุนัขจิ้งจอก มือขวาของเขาพลันจับไปที่ข้อมืออันนุ่มนวลและหอมหวลกลิ่นลีลาวดีก่อนที่เขาจะกล่าวด้วยสุ้มเสียงสนิทสนม "เยว่ฉาน ไปที่ตำหนักโอสถกันเถิด ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าภายในนั้นเป็นอย่างไร"
ฉินเยว่ฉานพยักหน้าด้วยรอยยิ้มละมุนละไม ก่อนจะปราดมองไปยังชายหนุ่มทั้งห้าด้วยสายตาแข็งกร้าว "พวกเจ้ารออยู่ที่นี่และไม่จำเป็นต้องตามมา หากมีศัตรูจู่โจมอีกครา ข้าจะได้ไม่จำเป็นต้องมาปกป้องพวกเจ้าไปในขณะเดียวกัน"
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments