ฉากเบื้องหน้าที่ปรากฏให้เห็นประจักษ์คือห้องโถงขนาดใหญ่โจ่งครึ้มกว้างขวาง ที่ประดับประดาไปด้วยแจกันและหยกจักรพรรดิสีเขียวอ่อนสลักเป็นลวดลายหมู่เมฆคล้อยตามสายลม ขนาบข้างมาด้วยเก้าอี้หยกสลักอันพึงมีมูลค่าสูงที่ถูกนั่งโดยชายชรากว่าสิบคน
จุดกึ่งกลางของห้องโถงเผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนที่มีนัยน์ตาเฉียบแหลมดุจอินทรีย์ ริมฝีปากของเขาขดเป็นรอยยิ้มสงบ อาภรณ์ของเขาเป็นสีฟ้าอ่อนและนัยน์ตากำลังส่องประกายแสงแห่งความเฉยเมยออกมา
ชายวัยกลางคนผู้นี้คือฉินเหยียนผู้นำกลุ่มตระกูลฉิน ที่ซึ่งในยามนี้มีไป๋เฉิน ฉินเยว่ฉาน ฉินหมิงหยวนและชายหนุ่มทั้งสี่ที่ยืนห่างจากเขาไม่ไกลนัก
เมื่อยามที่กลุ่มของไป๋เฉินกลับมาถึงตระกูลฉิน ฉินเยว่ฉานได้บอกกล่าวให้คนรับใช้รายงานไปยังเหล่าผู้อาวุโสเพื่อรวมตัวและหารือเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนสืบเสาะต่อไปและร่วมกันไตร่ตรองเพื่อแสวงหาต้นตอของการซุ่มโจมตีระหว่างทาง ผลสุดท้ายจึงได้เกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้อาวุโสภายในตระกูลฉินอย่างที่เห็น
เหล่าผู้อาวุโสกว่าสิบท่านกลับแสดงสีหน้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อาวุโสลำดับที่สองฉินฟงที่ซึ่งกำลังแสดงสีหน้าที่ผิดแผกไปจากปกติเมื่อเห็นว่าไป๋เฉินมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาอย่างไร้ร่องรอยอาการบาดเจ็บ
และแน่นอนว่าการลอบมองของฉินฟงทุกๆคราก็อยู่ภายใต้สายตาของไป๋เฉินในทุกอิริยาบถ จนเขาอดไม่ได้ที่จะลอบคิดภายในใจ 'ดูเหมือนว่าการซุ่มโจมตีในครานี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าฉินฟงนี้เช่นกัน มิเช่นนั้นอัตราการเต้นของหัวใจมันคงจะไม่ถี่ยิบและรวดเร็วถึงเพียงนี้เป็นแน่'
แม้นว่าไป๋เฉินจะไร้รากปราณและอ่อนแอทางด้านกายภาพ แต่ภายในวันเดียวไป๋เฉินได้ขัดเกลาประสาทสัมผัสทั้งหมดให้เฉียบแหลมดุจดั่งราชันย์นักฆ่าเฉกเช่นในชีวิตที่แล้วของเขาได้
มิใช่เพียงแค่อัตราการเต้นของหัวใจเท่านั้น แต่ในรูม่านตาของฉินฟงกลับมีระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนกแฝงอยู่ลึกๆที่ซึ่งไป๋เฉินกำลังอ่านการแสดงออกทางสีหน้าด้วยหลักของจิตวิทยา นั่นหมายความว่าฉินฟงต้องมีส่วนรู้เห็นในการลอบสังหารตนครานี้เป็นแน่!
ไป๋เฉินในอาภรณ์สีดำขลับกำลังยืนเรียงรายด้วยการแสดงออกทางสีหน้าที่เงียบสงัดดุจดั่งน้ำนิ่ง ฉินเยว่ฉานและฉินหมิงหยวนก็ได้ยืนอยู่ต่อหน้าฉินเหยียนในระยะห่างประมาณสิบช่วงตัว
ตามหลังมาด้วยชายหนุ่มทั้งสี่ที่กำลังตัวสั่นสะท้านจากความหวาดกลัวและกำลังก้มหน้าลงอย่างมิอาจหาญสบตา พวกเขารู้ดีว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปมีโอกาสที่พวกเขาจะถูกขับไล่ออกจากตระกูลฉินเนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อยามเช้า
เมื่อครรลองมองและเห็นว่าผู้อาวุโสมารวมตัวกันจนครบ ร่างสีฟ้าของฉินเหยียนเอ่ยถามฉินเยว่ฉานอย่างสงสัยใคร่รู้ "เยว่ฉาน เกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดให้ข้าได้ฟัง"
ฉินเยว่ฉานประสานมือพลางกล่าวตอบ "ท่านพ่อ ระหว่างทางที่กำลังจะเข้าสู่เขตประตูเมืองเทียนเตี้ยนเพื่อไปยังตำหนักของผู้อาวุโสตู้ พวกเรากลับพบเจอเข้ากับกลุ่มนักฆ่าสี่คนที่มิอาจทราบได้ว่าพวกมันฝักฝ่ายใด...และข้าก็ได้เผชิญหน้ากับพวกมันทั้งสี่คน-"
"ปั้ง!"
จู่ๆหญิงชราผู้หนึ่งตบโต๊ะเสียงดังพลันกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด "ช่างกล้ายิ่งนักที่มีนักฆ่าหมายจะลอบสังหารบุตรสาวแห่งตระกูลฉินในเขตของพวกเราเช่นนี้!"
"ดูเหมือนว่าพวกมันจะลืมไปแล้วว่าตระกูลฉินนั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด!"
"ตระกูลฉินของพวกเราเป็นอันดับหนึ่งของเมืองเทียนหยุน แน่นอนว่าหากจะมีศัตรูจริงๆก็คงอาจจะเป็นหนึ่งในสามเมืองที่เหลือเป็นแน่"
"ท่านผู้นำ เราต้องมิให้พวกมันมาเหยียดหยามในถิ่นฐานที่มั่นของเรา"
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างก็แสดงความคิดเห็นต่างๆนานาด้วยแววตาอันเย็นยะเยือก
"เงียบก่อน..." แต่ทว่าฉินเหยียนเพียงโบกมือเบาๆให้พวกเขาลดเสียงลง ก่อนที่ตนจะมองไปยังฉินเยว่ฉานและกล่าวว่า "เล่าต่อไป"
ฉินเยว่ฉานพยักหน้า "ในยามนั้นข้าได้ออกคำสั่งให้ผู้คุ้มกันที่มากับข้าเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้...แต่ทว่าเมื่อถึงเวลาครานั้น พวกเขากลับยืนนิ่งเฉยโดยที่มิได้ลงมือกระทำอันใดเลยแม้แต่น้อย แต่กลับปล่อยให้ข้าได้เผชิญหน้าอยู่กับนักฆ่าทั้งสี่คนโดยลำพัง!"
"ซึ่งนักฆ่าหนึ่งในนั้นเป็นผู้บำเพ็ญปราณปฐพีขั้น 9 และปราณปฐพีขั้น 8 อีกสามคน หากข้ามิได้ก้าวเข้าสู่การบำเพ็ญระดับปราณสวรรค์ก่อนหน้า เกรงว่าข้าคงจะเสียชีวิตและตกตายในที่แห่งนั้นไปแล้วด้วยการปฏิบัติหน้าที่ที่ยอดเยี่ยมของพวกเขา" ฉินเยว่ฉานกล่าวพลางเหล่หางตาไปยังชายหนุ่มสี่คนเบื้องหลังด้วยสีหน้าแววตาประชดประชัน
"ตุบ!"
"ตุบ!"
"ตุบ!"
"ตุบ!"
ทันใดนั้นเสียงเข่ากระแทกพื้นสี่เสียงดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อทอดสายตาเยื้องมุมขวาจะเห็นได้ว่าชายหนุ่มทั้งสี่กำลังคุกเข่าก้มกราบกับพื้นโดยที่มีศีรษะโขกกับพื้นหินอ่อนอย่างรุนแรง
"ท่านผู้นำข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดอย่าขับไล่ข้าออกไปเลย!"
"ท่านผู้นำในยามนั้นข้าขาดสติไปอย่างแท้จริง"
"ท่านผู้นำข้ามิได้มีเจตนาจะไม่ช่วยเหลือ แต่ระดับของพวกเรานั้นห่างชั้นกันจนเกินไป"
"ท่านผู้นำ ข้าขอประทานอภัยที่ข้าไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้"
สายตาอันเฉียบแหลมของฉินเหยียนและเหล่าผู้อาวุโสชำเลืองมองไปยังชายทั้งสี่ด้วยรังสีเข่นฆ่า เห็นได้ชัดว่าหากฉินเยว่ฉานมีระดับการบ่มเพาะที่ต่ำกว่านี้ บางทีบุตรสาวที่ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขาคงจะต้องดับสูญสิ้นไปแล้ว
ฉินเยว่ฉานเปรียบดั่งแสงแห่งความหวังของตระกูลฉิน แน่นอนว่าหากมีภยันตรายเกิดขึ้นกับนาง เหล่าผู้อาวุโสคงจะบ้าคลั่งและทำลายล้างไปทุกหย่อมหญ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉินหมิงหยวนที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบเดินขึ้นมาสามก้าวพร้อมกับประสานมือ "ท่านลุงฉิน ขอให้ข้าได้กล่าวอะไรบางอย่างได้หรือไม่?"
คิ้วของฉินเหยียนเลิกขึ้นสูงด้วยการแสดงออกที่ฉงนฉงาย "ว่ามา..."
ฉินหมิงหยวนโค้งคำนับด้วยท่วงท่าประสานมืออย่างนอบน้อม "ท่านลุง ก่อนหน้านี้พวกเขามิทันได้ระวังตัว และพวกเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับปราณปฐพีขั้น 1 เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะช่วยเหลือคุณหนูน้อยได้ ซ้ำแล้วพวกเขายังถูกกดข่มจากรัศมีของกลุ่มนักฆ่าหนึ่งในนั้นไว้ด้วย"
ฉินหมิงหยวนออกหน้าแก่ต่างให้กับพวกเขาอย่างสุดความสามารถ อันเนื่องมาจากทั้งสี่ต่างก็เป็นลูกสมุนของมันที่ชุบเลี้ยงมา หากชายทั้งสี่ถูกขับไล่ออกไป มันจะไม่มีผู้ใดคอยเป็นมือและเท้าให้มันได้ใช้งานอีกต่อไป
ทว่าฉินเยว่ฉานไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดรอดไป นางเหล่ตามองฉินหมิงหยวนอย่างเฉยเมย "ท่านพ่อ ตัวข้านั้นสามารถรับมือกับนักฆ่าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ทว่าเมื่อยามที่ข้าละสายตา…นักฆ่าหนึ่งในนั้นได้จู่โจมไปยังไป๋เฉินที่ซึ่งเป็นคู่หมั้นของข้าในรถม้า ซ้ำแล้วฉินหมิงหยวนที่อยู่ใกล้กับรถม้าเพียงแค่สองก้าวกลับยืนนิ่งเฉยโดยที่มิได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆเพื่อช่วยเหลือเขา...คงเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ที่มันจะถูกกดข่มไว้ด้วยรัศมีของนักฆ่า?"
"เป็นไปได้ไหมว่าไป๋เฉินเป็นคนนอกในสายตาของเจ้าและตระกูลฉินทั้งหมด" การแสดงออกทางสีหน้าของฉินเยว่ฉานเคร่งขรึมเป็นพิเศษ สายตาของนางปราดมองไปย้งเหล่าผู้อาวุโสอย่างไรความหวาดหวั่นเกรง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าผู้อาวุโสต่างก็หลบหน้ากันอย่างลุกลี้ลุกลน แน่นอนว่าน้อยคนนักที่จะให้การสนับสนุนบุคคลไร้ประโยชน์อย่างไป๋เฉิน แต่ทว่าก็ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยึดถือหลักคุณธรรมไว้บ้าง
ทันใดนั้นริมฝีปากของฉินหมิงหยวนขดเป็นรอยยิ้มมุ่งร้าย มันกลับชี้ตรงไปที่ไป๋เฉินพร้อมกล่าวเสียดสี "เช่นนั้นก็หมายความว่าแท้จริงแล้วเป้าหมายของนักฆ่ามิใช่คุณหนูน้อย หากแต่เป็นไป๋เฉินมิใช่หรอกหรือ?"
ฉินหมิงหยวนประสานมือโค้งคำนับไปยังฉินเหยียนด้วยการแสดงออกที่สุภาพ "ขอให้ท่านลุงได้โปรดจงพินิจไต่ตรองเสียให้ดี ว่าถ้าหากเก็บขยะเช่นนี้ในตระกูลต่อไป อาจจะมีสักวันหนึ่งที่ศัตรูของตระกูลไป๋อาจจะนำพาตระกูลฉินของพวกเราลงสู่ก้นบึ้งก็เป็นได้"
"ถูกต้อง!" จู่ๆฉินฟงก็ยืนขึ้นอย่างฉับพลันพร้อมทั้งรับไม้ต่อจากฉินหมิงหยวนเป็นทอดๆ เขากล่าวแสดงความคิดเห็นในเชิงตรรกะ "แม้นว่าไป๋เฉินจะพำนักพักพิงในตระกูลฉินมาเนิ่นนาน แต่มันกลับมิได้สร้างคุณประโยชน์ใดๆให้แก่ตระกูลฉินแม้แต่น้อย และเหตุการณ์ในครานี้นักฆ่าต่างก็ตั้งเป้าไปที่ไป๋เฉินและมิใช่คุณหนูน้อย นั่นบ่งบอกถึงนัยยะว่าเป้าหมายของมันคือแซ่ไป๋มิใช่แซ่ฉิน...ท่านจะยอมให้ตระกูลฉินที่ท่านสร้างขึ้นมาต้องพังทลายเพียงเพราะเด็กเหลือขอและไร้ค่าเพียงผู้เดียวงั้นหรือ?"
ฉินฟงเอียงตัวไปยังฉินเหยียนและโค้งคำนับในอิริยาบถเฉกเช่นเดียวกับฉินหมิงหยวนทุกประการ พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มหวังดี "เพราะฉะนั้นท่านผู้นำ ท่านควรขับไล่มันออกไปเสียดีกว่าเพื่อผลประโยชน์และความปลอดภัยของตระกูลฉินในภายภาคหน้า... ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าศัตรูของไป๋หนานเทียนจะกลับมาแว้งกัดตระกูลฉินอีกเมื่อใด"
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments