เมื่อได้เห็นการแสดงออกของชายหนุ่ม ไป๋เฉินมองไปยังใบหน้าที่ไร้หนทางนั้นอย่างเห็นอกเห็นใจ และตนก็ไร้ความกลัวที่จะพูดคุยกับเขาอีกต่อไป
ไป๋เฉินมิได้ตีรอบพุ่มไม้หากแต่เอ่ยถามความต้องการของชายหนุ่มโดยตรง "เจ้าต้องการให้ข้าแก้แค้นแทนเจ้างั้นหรือ?"
แม้นว่าการแก้แค้นจะเป็นสิ่งที่ไป๋เฉินจะคาดเดาไปเอง แต่ตนก็เชื่อว่าอย่างน้อยชายหนุ่มคงจะเป็นกังวลเรื่องนี้อยู่เป็นแน่
แต่ทว่าชายหนุ่มกลับเผยรอยยิ้มพลางส่ายศีรษะบางเบา "สิ่งที่ข้าต้องการมิใช่การแก้แค้น เพราะข้ารู้ดีว่าต่อให้ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็คงไม่มีพละกำลังเพียงพอในการกระทำเช่นนั้น...ในยามนี้จิตวิญญาณของข้าใกล้จะสูญสลายไปตามวาระ แต่ก่อนที่จิตของข้าจะหายไปอย่างสมบูรณ์ข้ายังมิอาจทำบางสิ่งที่ยังค้างคาให้สำเร็จลุล่วงได้"
ไป๋เฉินลูบคางพลางกล่าวด้วยคิ้วที่ชนกัน "มันคืออะไร? ในเมื่อข้าได้มาอาศัยอยู่ภายในร่างของเจ้าแล้ว บางทีข้าอาจจะสามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้"
ชายหนุ่มกลับส่ายศีรษะพลันยืนขึ้นด้วยมือทั้งสองที่ไพล่หลังอย่างเพริศแพร้ว ทุกอิริยาบถและท่วงท่าของเขาช่างสง่างามเสียยิ่งกว่าผู้ดีใดๆทั้งปวง
หลังจากเงียบไปชั่วครู่เขาก็กล่าวอย่างแผ่วเบา "รอให้เจ้าออกไปจากที่นี่ เมื่อนั้นความทรงจำของข้าจะค่อยๆเข้าหลอมรวมกับความทรงจำของเจ้า...และเจ้าก็จะรับรู้ได้ด้วยตัวเจ้าเอง"
ด้วยท่วงท่าอันสง่างามและสูงส่งของชายหนุ่ม จึงทำให้ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าตนคือไป๋เฉินคนเก่าอย่างที่พวกเขาร่ำลือกันจริงๆงั้นหรือ?
ดังนั้นตนจึงตัดสินใจเอ่ยอย่างลำบากใจที่จะกล่าว "จะ-เจ้าคือไป๋เฉินที่ขี้ขลาดและไร้ประโยชน์ผู้นั้นจริงๆหรือ?"
เมื่อสังเกตดูจากทุกกิริยาและการพูดการจาของชายหนุ่มแล้ว คงจะเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้าจะเป็นไป๋เฉินอย่างที่เคยได้ยินมาก่อนหน้า
เนื่องจากคำปรามาสของผู้คนภายในตระกูลฉินต่างก็ยกยอให้ไป๋เฉินเป็นเพียงขยะไร้ประโยชน์ที่ซึ่งหยิบจับไม้กวาดขึ้นมาแทนกระบี่และยอมรับตำแหน่งทาสที่พวกเขาเหล่านั้นมอบให้โดยปริยาย แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ชายหนุ่มที่ซึ่งสง่างามผู้นี้จะแสดงกิริยาเช่นนั้นออกมา?
เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้น ดวงตาของชายหนุ่มหดลีบเป็นรอยกรีดเสี้ยวพระจันทร์พร้อมทั้งเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่นอยู่ในลำคอ "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! แน่นอนว่าคนผู้นั้นที่เจ้ากล่าวถึงก็คือข้า!"
ไป๋เฉินก็ยังไม่วายที่จะลดละความสงสัย "แล้วเจ้า?..."
ราวกับว่าชายหนุ่มตระหนักได้ว่าไป๋เฉินต้องการจะทราบสิ่งใด เขาโบกมือเบาๆพลันเอ่ยในเชิงเชาว์ "เจ้าควรลองไตร่ตรองทบทวนดูให้ดีว่าหากข้ามีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งขึ้นมาจะเกิดสิ่งใด?"
"...แน่นอนว่าศัตรูของข้าคงจะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะสังหารข้าเป็นแน่! และข้าในยามนั้นก็ได้ทำเฉกเช่นเดียวกับเจ้าที่กำลังทำอยู่ในยามนี้ นั่นก็คือการแสร้งทำเป็นอ่อนแอ!" ชายหนุ่มกล่าวในลักษณะเคร่งขรึม
เมื่อได้ยินความจริงที่เกิดขี้น นัยน์ตาของไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะเบิกกว้างอย่างตะลึงลาน
แท้จริงแล้วไป๋เฉินคนเก่านั้นไม่ต่างจากไป๋เฉินคนปัจจุบันมากนัก เนื่องจากความต้องการที่จะรอดพ้นจากสายตาที่กำลังจดจ้องหมายปองมายังตน มีเพียงแค่การแสร้งทำเป็นอ่อนแอและขี้ขลาดเท่านั้นที่จะทำให้เขามีเวลาเพียงพอในการที่จะลอบฝึกฝนและพัฒนาฝีมือขึ้นไปอีกขั้น
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวต่ออย่างหมดหนทาง "ข้าจำต้องไร้ซึ่งพลังและอำนาจ ข้าจำต้องยอมโดนปรามาสเพื่อมิให้มีใครบางคนไหวตัวทันและจับสังเกตข้าได้ เพราะฉะนั้นข้าจึงได้กลายเป็นไป๋เฉินผู้ไร้ประโยชน์และไร้พลังอย่างที่เจ้าเห็น"
ไป๋เฉินไม่คาดคิดเลยว่าจิตใจและความมุมานะของชายหนุ่มจะรุนแรงถึงเพียงนี้ จิตใจของชายหนุ่มนั้นแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าภูผา ต้องยอมทนโดนดูถูกและเหยียดหยามแต่กลับนิ่งเฉยอยู่ได้ตลอดมา
หลังจากเว้นวรรคชั่วครู่ชายหนุ่มก็กล่าวต่อด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิ "...แต่แท้จริงแล้วก่อนหน้านี้ข้ามีระดับการบำเพ็ญอยู่ที่ระดับปราณสวรรค์แล้ว"
"ปราณสวรรค์!?" ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะอุทานลั่น
นั่นหมายความว่าชายหนุ่มในขณะนั้นมีระดับพลังปราณที่สูงกว่าฉินเยว่ฉานที่ซึ่งเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ! แต่ชายหนุ่มกลับปกปิดมันไว้มิให้ผู้ใดรับรู้!
หลังจากเรียงไล่ระดับการบำเพ็ญแล้ว ชายหนุ่มอาจจะเป็นพรสวรรค์ที่เก่งกาจและอายุน้อยที่สุดตั้งแต่เคยพบเจอมาในทวีปเทียนหลาง!
ไป๋เฉินตระหนักได้ว่าความแข็งแกร่งของชายหนุ่มนั้นไปไกลเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากโข เขาจึงอดไม่ได้ที่จะไถ่ถามในสิ่งที่ฉินเยว่ฉานเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้า "แล้วในเมื่อเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญระดับปราณสวรรค์ ไฉนในครานั้นเจ้าจึงได้ทำลายตันเถียนและรากปราณของเจ้าทิ้งไปเล่า?"
หากเป็นการปล้นของกลุ่มโจร คงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้บำเพ็ญเพียรปราณสวรรค์จำต้องเสียสละถึงเพียงนี้ใช่หรือไม่?
เมื่อได้ยินคำถามนี้รูม่านตาอันอ่อนโยนของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบแหลมดุจดั่งกระบี่ในบัดดล "เพราะกลุ่มคนพวกนั้นมิใช่กลุ่มโจร...หากแต่เป็นนักฆ่า! และนักฆ่าผู้นั้นเป็นผู้บำเพ็ญปราณลึกลับที่ระดับพลังของมันสูงกว่าข้าอย่างยิ่ง"
"นักฆ่า?" ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ด้วยคำอธิบายจากฉินเยว่ฉานไม่นานมานี้ ผู้บำเพ็ญในระดับปราณลึกลับนั้นมีเพียงแค่ระดับกลุ่มของผู้อาวุโสในตระกูลฉินเท่านั้น นั่นก็หมายความว่านักฆ่าผู้นั้นต้องเป็นยอดฝีมือที่ซึ่งปลอมตัวมาในรูปลักษณ์ของโจร!
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่กำลังปองร้ายชายหนุ่มมิใช่ขุมกำลังที่จะมองข้ามได้ มันต้องเป็นขุมกำลังที่มีอำนาจเทียบเคียงกันกับตระกูลฉิน!
ในระหว่างที่ไป๋เฉินกำลังเงียบงัน ชายหนุ่มพลันเผยรอยยิ้มเรียบเฉยที่มุมปาก "และเป้าหมายที่แท้จริงของนักฆ่านั้นมิใช่เยว่ฉานตั้งแต่แรกหากแต่เป็นตัวข้าเอง และหากมันไม่จับเยว่ฉานเป็นตัวประกัน ในครานั้นข้าคงไม่ตัดสินใจเลือกหนทางนั้นเป็นแน่..."
"...แต่ข้าไม่เสียใจแม้แต่น้อย ที่ได้ปกป้องนางในครานั้น"
ชายหนุ่มกล่าวด้วยนัยน์ตาที่เด็ดเดี่ยวไร้ซึ่งความลังเลใจและไร้ซึ่งความเสียใจใดๆ จนไป๋เฉินที่ได้ฟังเรื่องราวจากปากของชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเคารพนับถือเชิดชูเขาอย่างยิ่ง
ในยามนั้นชายหนุ่มอาจจะสามารถคิดหาวิธีที่จะหลบหนีไปได้ด้วยความสามารถของเขาและด้วยการคิดวิเคราะห์วางแผนต่างๆ แต่ทว่าชายหนุ่มเป็นห่วงเป็นใยฉินเยว่ฉาน แม้นจะรู้ว่านักฆ่าจะไม่ทำอันตรายต่อนางก็ตาม
จะกล่าวได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าของไป๋เฉินคือบุรุษที่แท้จริง!
หลังจากนั้นทั้งสองยังคงแลกเปลี่ยนสนทนาเป็นเวลามากกว่าหนึ่งก้านธูป ไป๋เฉินและชายหนุ่มในยามนี้มีความสนิทสนมกันมากขึ้นยิ่งกว่าเก่าราวกับว่าทั้งสองเป็นสหายต่อกันมาเนิ่นนาน
เบื้องหน้าของพวกเขามีโต๊ะหนึ่งตัวพร้อมกับถ้วยชาหยกที่ปรากฏขึ้นมาจากไหนก็ไม่ทราบได้ ทั้งสองยังคงเปล่งเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลาประดุจดั่งว่าไป๋เฉินได้เจอะเจอกับเพื่อนที่รู้ใจ
หลังจากที่ไป๋เฉินได้สะดับรับฟังเรื่องราวของชายหนุ่มอยู่เนิ่นนาน แม้แต่เขาที่เคยเป็นนักฆ่าผู้โดดเดี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะนับถือใจของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าตนยิ่งนัก
หากชายหนุ่มผู้นี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะกลายเป็นอัจฉริยะที่มีการคิดวิเคราะห์และทัศนคติที่เด็ดเดี่ยวกว่าผู้ใดเท่าที่ไป๋เฉินรู้จักมา
จากนั้นไป๋เฉินยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆก่อนที่เขาจะกล่าวถามด้วยความสนิทชิดเชื้อ "ในเมื่อเจ้าชมชอบฉินเยว่ฉานถึงปานนั้น แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ทำให้นางกลายเป็นของเจ้าเสียเล่า?"
ชายหนุ่มที่กำลังยกถ้วยชาและกำลังจะกลืนก็เกือบจะสำลักชาพ่นออกมาทางรูจมูก "แค่ก! แค่ก!...เจ้ากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่!"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงหัวเราะลั่นด้วยสีหน้าที่หยอกล้อ
แต่กลับกลายเป็นว่าสีหน้าของชายหนุ่มที่กำลังทะเล้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในชั่ววูบโดยตั้งตัวไม่ทัน พร้อมทั้งกล่าวด้วยสุ้มเสียงที่จริงจัง "หากจะให้ตอบคำถามของเจ้า ข้ามีเพียงเหตุผลข้อเดียวเท่านั้น...ข้ารู้ว่าศัตรูของบิดาข้าแข็งแกร่งเพียงใด เพราะฉะนั้นข้าจึงมิอาจจะฉุดรั้งและลากนางมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของตระกูลไป๋ได้…และอีกอย่าง-"
"เฮ้อ~" จู่ๆชายหนุ่มก็ตัดจบบทสนทนาไปเสียกลางคันด้วยการทอดถอนหายใจ เขายกถ้วยชาขึ้นมาเป่าก่อนจะจิบเบาๆอีกครั้ง
ไป๋เฉินรับรู้ว่ามีบางสิ่งที่อาจเป็นเรื่องลำบากใจที่จะกล่าวดังนั้นตนจึงไม่สนใจที่จะแวะเวียนในหัวข้อนี้อีกต่อไป
ด้วยความมักคุ้นกันจากนั้นไป๋เฉินจึงตัดสินใจไถ่ถามเกี่ยวกับบางสิ่งที่ยังคงสงสัยอยู่ภายในใจ "แล้วเมื่อสามวันก่อน เจ้าตกลงไปในก้นหุบเหวได้อย่างไร?"
ชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตารินชาก็กลับแหงนหน้าขึ้นมามองด้วยรังสีที่เฉียบแหลม "เจ้าเชื่อจริงๆงั้นหรือว่าข้าจะตกลงไปในก้นหุบเหวโดยอุบัติเหตุหรือความบังเอิญ?...ข้าเพียงแค่ต่อกรกับพวกมันไม่ได้เท่านั้น"
ไป๋เฉินที่ได้ยินก็เลิกคิ้วสูง และตระหนักได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล "ต่อกรกับพวกมันไม่ได้? เจ้ากำลังหมายถึงผู้ใด?"
ชายหนุ่มเพียงกล่าวแค่สามพยางค์ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย "ฉินหมิงหยวน"
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments