ฉินเยว่ฉานค่อยๆพยุงร่างไป๋เฉินไว้ด้วยความระมัดระวัง "ไป๋เฉินเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
ไป๋เฉินที่เพิ่งลุกขึ้นได้เพียงแค่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ไม่เป็นไร ข้าสบายดี"
เขาก้มมองลงไปในมือทั้งสองด้วยอาการที่เหม่อลอย ไม่นานนักเขาก็เอ่ยถาม "ข้าหมดสติไปนานเท่าใดกัน?"
ฉินเยว่ฉานคอยจัดระเบียบอาภรณ์ให้แก่เขาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "เวลาเพิ่งผ่านพ้นไปไม่ถึงหนึ่งในสี่ก้านธูปเท่านั้น"
"โอ้?" ไป๋เฉินที่ได้ยินก็อดไม้ได้ที่จะลอบพยักหน้าภายในใจ 'หนึ่งในสี่ก้านธูปก็หมายความว่ายังไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ แต่ในจิตใต้สำนึกของข้าเวลากลับล่วงเลยผ่านไปกว่าเกือบชั่วโมงแล้ว'
ตนไม่คาดคิดว่าการไหลเวียนของเวลาในจิตใต้สำนึกและเวลาเบื้องนอกจะแตกต่างกันมากถึงเพียงนี้
ลุงหยูที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็รีบเข้ามาดูอาการด้วยความเป็นห่วงเป็นใย "หลานเฉิน เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?"
ไป๋เฉินที่ลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคงพลางส่ายหน้าบางเบา เขากล่าวต่อด้วยรอยยิ้มที่สดใส "ดูเหมือนว่าจะเกิดจากอาการตกค้างที่ข้าตกลงไปในก้นหุบเหวกระมัง แต่ตอนนี้ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว"
ไม่เพียงแต่ความทรงจำเท่านั้นที่ได้มา แม้แต่ความสนิทสนมและมักคุ้นต่อบุคคลรอบกายก็ปรากฏขึ้นในก้นบึ้งของจิตใจเขา
หลังจากที่ไป๋เฉินได้รับความทรงจำของไป๋เฉินคนเก่าทั้งหมดทั้งมวล เขาก็กล่าวสนทนากับทหารคนอื่นๆที่รอคอยอยู่นอกกระท่อมด้วยความสนิทสนม ซึ่งไป๋เฉินสามารถเอ่ยนามและกล่าวถามสารทุกข์สุขดิบของบุคคลอื่นๆได้โดยแม่นยำ
เมื่อฉินเยว่ฉานมองลึกลงไปในแววตาของไป๋เฉิน นางก็อดไม่ได้ที่จะอุทาน "ไป๋เฉิน ความทรงจำของเจ้า?"
ก่อนหน้านี้ไป๋เฉินยังคงมีสายตาที่ห่างเหินและหมางเหมินอยู่ตลอดๆราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักมักคุ้นผู้ใดที่อยู่ในที่แห่งนี้แม้แต่ผู้เดียว
แต่ทว่าหลังจากเขาตื่นขึ้นมากลับกลายเป็นว่าแววตาของเขาปรากฏร่องรอยของอารมณ์ที่ผสมปนเปกันได้อย่างเด่นชัด
ไป๋เฉินส่ายศีรษะเบาๆเขาตอบกลับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน "ข้าจำได้เพียงแค่เรื่องของบิดา ลุงหยูและทหารคนอื่นๆของบิดาของข้าเท่านั้น แต่นอกเหนือจากนั้น..."
หากไป๋เฉินบอกว่าความทรงจำกลับคืนมาทั้งหมด เกรงว่าฉินหมิงหยวนและฉินฟงอาจจะรู้ตัวเสียก่อนที่ไป๋เฉินจะเตรียมพร้อมสำหรับการล้างแค้น เพราะฉะนั้นแม้แต่ฉินเยว่ฉานก็มิอาจให้นางรับรู้ได้ว่าเขาฟื้นคืนความทรงจำมาโดยสมบูรณ์แล้ว
ฉินเยว่ฉานที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดดีใจไม่ได้ นางโผเข้ากอดไป๋เฉินด้วยความรักและความอบอุ่นใจ
ไป๋เฉินทำได้เพียงกระแอมด้วยสีหน้าที่เคอะเขินที่มีรอยแดงจางลามบนใบหน้า "อ่ะแฮ่มๆ ข้าต้องการจะไหว้หลุมศพบิดาของข้าเสียก่อน"
ลุงหยูและทหารคนอื่นๆส่งเสียวหัวเราะด้วยบรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข "มาเถอะ ข้าจะนำทางเจ้าไป"
.
.
.
ทุกผู้คนยืนอย่างเป็นระเบียบเรียงรายต่อหน้าแท่นหลุมศพของไป๋หนานเทียน โดยมีไป๋เฉินกำลังจ้องมองด้วยแววตาผันผวน อารมณ์ทุกอย่างของไป๋เฉินคนเก่าได้ถูกสืบทอดมายังไป๋เฉินคนปัจจุบันและเขามองว่าไป๋หนานเทียนนั้นเป็นบิดาของเขาอย่างแท้จริง
นี่คืออิทธิพลที่หลงเหลือไว้ของดวงจิตไป๋เฉินที่ยังคงมีความปรารถนาอยู่
ทหารทุกผู้คนยังคงคะนึงหาไป๋หนานเทียนที่ซึ่งเปรียบดั่งผู้มีพระคุณของพวกเขา ในยามที่พวกเขายังเป็นเพียงขอทานและยาจกข้างถนน ก็มีไป๋หนานเทียนได้มามอบแสงแห่งความหวังให้พวกเขา ดังนั้นแล้วไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะมีความจงรักภักดีต่อไป๋หนานเทียนได้ถึงเพียงนี้
ทหารที่อยู่เบื้องหลังของไป๋เฉินและฉินเยว่ฉานต่างก็ก้มหน้าลงด้วยร่างกายที่สั่นเทิ้ม หากจะเงี่ยหูฟังให้ดีจะได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของพวกเขาอย่างคาดไม่ถึง
"หากนายท่านไป๋ไม่ช่วยเหลือครอบครัวของข้าจากกลุ่มโจรที่จะลักพาตัวลูกเมียของข้าในครานั้น ข้าคงจะไม่มีชีวิตอยู่สุขสบายเฉกเช่นตอนนี้"
"ครานั้นข้าเป็นยาจกข้างถนนไร้อาชีพและไร้เงินตราแม้แต่แดงเดียวติดตัว การที่จะซื้อซาลาเปาลูกเดียวก็ยังไม่มีปัญญาด้วยซ้ำ"
"นายท่านไป๋ได้ช่วยเหลือข้าที่กำลังถูกรังแกและทรมานดุจดั่งทาสไร้ค่าจากตระกูลหลิง หากนายท่านมิได้ช่วยข้าไว้ในยามนั้น ลูกเมียของข้าคงจะกลายเป็นนางบำเรอของนายน้อยตระกูลหลินเป็นแน่!"
"นายท่านไป๋ได้ชักชวนข้าให้เป็นสหาย ที่ซึ่งในขณะนั้นข้าเป็นเพียงแค่ทาสที่ต่ำต้อย..."
"..."
ไป๋เฉินที่ได้ยินได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอดด้วยอารมณ์ที่หนักอึ้ง ก่อนที่เวลาต่อมาเขาก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ
หลังจากนั้นไม่นานไป๋เฉินเป็นผู้นำในการหยิบธูปขึ้นมาสิบสามดอก พร้อมทั้งจุดไฟก่อนจะก้มลงคุกเข่าพลางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ท่านพ่อ ข้าขออภัยที่ข้ามิได้มาเยี่ยมเยียนท่านเป็นเวลากว่าสองปีแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าประสบพบเจอกับปัญหาบางอย่าง ขอให้ท่านอย่าได้ขุ่นเคืองต่อข้า"
ทุกคำพูดที่ไป๋เฉินได้เอ่ยออกมานั้นเป็นความทรงจำที่ยังตกค้างของไป๋เฉินคนเก่าที่ต้องการจะกล่าวกับบิดาของเขา
สายตาของไป๋เฉินทอดไปยังอาภรณ์สีดำขลับที่ตั้งอยู่บนหลุมศพก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น "...จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังสบายดี ท่านไม่จำเป็นต้องทุกข์หรือกังวลใจ เมื่อยามใดที่ข้ารู้สึกไม่ดีก็คอยมีเยว่ฉานที่ค่อยอยู่เคียงข้างข้าทุกชั่วยาม เพราะฉะนั้นขอให้วิญญาณของท่านจงไปสู่สุขคติเถิด"
ขณะที่ไป๋เฉินและฉินเยว่ฉานกำลังคุกเข่าตรงหน้าหลุมศพ จู่ๆหมู่เมฆเหนือนภาและสายลมกำลังพริ้วไหวพัดผ่านมาเคลื่อนตัวออกจากกันดุจดั่งสิ่งนี้เกิดจากภัยพิบัติธรรมชาติ
ทันใดนั้นสายลมอุ่นๆพัดผ่านร่างของไป๋เฉินและคนอื่นๆราวกับว่าวิญญาณของไป๋หนานเทียนได้รับรู้ถึงความตั้งใจและการมาถึงของไป๋เฉินอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากปักธูปลงกลางกระถาง ไป๋เฉินยืนขึ้นด้วยท่วงท่าและการแสดงออกทางสีหน้าที่สงบเสงี่ยม นัยน์ตาสีแดงโลหิตส่องแสงประกายดุจพยัคฆ์ ริมฝีปากของเขาขดเป็นรอยยิ้มแสยะ "และอีกอย่าง...ข้าจะตามล้างผลาญแก้แค้นให้แก่ท่าน! แม้นว่ามันจะเป็นพระเจ้าข้าก็จะสะบั้นศีรษะของพระเจ้า! และจะนำเลือดหัวของพวกมันมาถวายให้แก่ท่าน!"
"วูม!"
รัศมีอันอำมหิตมาพร้อมกับจิตสังหารอันบ้าคลั่งดุจดั่งจักรพรรดิมารขยายอาณาเขตออกไปรอบๆสุสาน ส่งผลให้สถานที่และบริเวณโดยรอบกลับบังเกิดบรรยากาศอันหนักอึ้ง!
หมู่เมฆเบื้องบนคล้ายคลับจะกลับกลายเป็นสีแดงโลหิตจากอารมณ์แห่งความเคียดแค้นที่ฉายผ่านนัยน์ตาสีแดงของไป๋เฉิน!
ไป๋เฉินในยามนี้มิอาจหักห้ามจิตสังหารของตนได้หลังจากรับรู้เรื่องราวและความทรงจำทั้งหมดของไป๋เฉินคนเก่า จนเขาจำต้องระบายออกมาผ่านทางแววตาที่อาฆาตแค้นเมื่อเหตุการณ์เป็นฉากๆวาบผ่านวังนิวานและความทรงจำ
ยามนี้ปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านแขนงขององค์ความรู้ต่างๆบนทวีปนี้ของไป๋เฉินคนเก่า ได้ผสานเข้ากับปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านการสังหารและเข่นฆ่าจากต่างโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน!
บัดนี้จักรพรรดิมารจึงได้ถือกำเนิดขึ้น!
"นะ-นั่น!?"
ลุงหยูเป็นบุคคลแรกที่สัมผัสได้ถึงไอเย็นปริศนาแผ่ซ่านออกมาจากร่างของไป๋เฉินราวกับมีรัศมีของนักฆ่าปกคลุมรอบกาย!
แม้นยามนี้จะเป็นเวลากลางวันแสกๆ แต่พวกเขาที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ตระหนักได้ว่าบรรยากาศรอบกายในยามนี้ช่างหนาวเหน็บเย็นยะเยือกจนผิดปกติ แม้แต่ฉินเยว่ฉานก็ยังต้องตัวสั่นสะท้านด้วยปากที่อ้ากว้าง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าไป๋เฉินจะปลดปล่อยจิตสังหารที่รุนแรงเช่นนี้ออกมาได้ ชายหนุ่มหน้าหวานที่มีรอยยิ้มโอนอ่อนละมุนละไมกลับหลบซ่อนความจงเกลียดจงชังเอาไว้อย่างฝังลึกถึงเพียงนี้!
ไป๋เฉืนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาราวกับว่ามิใช่ไป๋เฉินที่พวกเขารู้จักมักคุ้น หากแต่เป็นสถิตย์ร่างของจักรพรรดิมารอย่างไรอย่างนั้น!
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้า ฉินเยว่ฉานเมียงมองไป๋เฉินราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน "ไป๋เฉิน...เจ้า?"
ยามที่ไป๋เฉินหันคอกลับมา นางก็ต้องพบเจอเข้ากับรูม่านตาสีแดงอันเฉียบแหลมที่สามารถทะลุทะลวงปราการภายในจิตใจโดยไม่มีสิ่งใดปิดกั้น! ฉินเยว่ฉานที่สังเกตเห็นดังนั้นก็ตัวสี้ตัวสั่นจนแทบจะเข่าทรุด
ก่อนที่วินาทีต่อมาริมฝีปากของไป๋เฉินขดเป็นรอยยิ้มอ่อนหวานอย่างฉับพลัน "เยว่ฉานกลับกันเถอะ ต่อจากนี้ข้าจะเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาทางกายาโดยทันทีและข้าก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาไปมากนี้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉินเยว่ฉานและคนอื่นๆอดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่ออันเย็นเยียบที่ไหลพรากผ่านหน้าผาก
แม้แต่พวกเขาที่ซึ่งสังหารและคร่าชีวิตไปมากมายก็มิอาจเทียบได้กับจิตสังหารของไป๋เฉินแม้แต่น้อยนิด!
รัศมีเช่นนั้นมีเพียงแต่ราชันย์แห่งนักฆ่าที่แท้จริงเท่านั้นจะครอบครองได้!
หลังจากนั้นไม่นานไป๋เฉินก็ได้ไปไหว้หลุมศพเครือญาตของแซ่ไป๋ และได้เอ่ยคำกล่าวลากับลุงหยูและทหารคนอื่นๆด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย และก่อนจะกลับเขายังนำอาภรณ์สีดำของไป๋หนานเทียนติดตัวกลับมาด้วยเพราะเป็นคำสั่งและความปรารถนาสุดท้ายของไป๋เฉินคนเก่า
แม้นจะยังไม่รู้เหตุผลเบื้องหลังที่ดีพอแต่ตนเชื่อว่าอาภรณ์สีดำนี้ต้องมีบางสิ่งที่สำคัญเก็บซ่อนไว้อยู่เป็นแน่...
.
.
.
ไป๋เฉินและฉินเยว่ฉานเดินกลับไปยังทางเก่าที่มาพลางตรงไปยังรถม้าด้วยสีหน้าที่สดใส และฉินเยว่ฉานมิได้เอ่ยถามอันใดต่อปฏิกิริยาที่ไป๋เฉินแสดงออกมาก่อนหน้าแม้แต่น้อย
นางตระหนักดีว่าไป๋เฉินเป็นชายที่ชอบเก็บงำความเจ็บปวดและความเคียดแค้นทุกสิ่งอย่างไว้เพียงผู้เดียว และจะไม่แสดงออกมาให้ผู้ใดได้เห็น แต่ทว่าก่อนหน้านั้นไป๋เฉินมิอาจจะระงับจิตสังหารที่คุกรุ่นของจิตวิญญาณไป๋เฉินคนเก่าได้แม้แต่น้อย จึงส่งผลให้เกิดฉากอันน่าหวาดผวาเช่นนั้นออกมา
ในขณะที่ไป๋เฉินกำลังจะขึ้นไปบนรถม้า หางตาของเขาเหล่มองฉินหมิงหยวนชั่วครู่ด้วยรอยยิ้มราบเรียบ ก่อนจะย่างก้าวเท้าขึ้นรถม้าไปโดยที่ไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย
ฉินหมิงหยวนที่เผอิญสบตาเข้ากับไป๋เฉินกลับตัวสั่นสะท้านอย่างหวาดกลัวจากสายตาที่มองมา ประดุจดั่งว่ามีอสรพิษที่กำลังจดจ้องหมายปองเอาชีวิตเขาได้ทุกชั่วยาม
จนมันอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าแววตาที่ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง 'เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไป๋เฉินได้ความทรงจำกลับคืนมาแล้วหรือไม่?'
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments