"ไป๋เฉิน! ไป๋เฉิน! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
ระหว่างที่ไป๋เฉินกำลังจัดตำแหน่งมุมมองของมีดสั้น ทันใดนั้นกลับมีเสียงเพรียกหาของหญิงสาวนางหนึ่งดังขึ้นจากไม่ไกล น้ำเสียงนั้นแลดูจะเป็นห่วงเป็นใยเสียเหลือเกิน
ไป๋เฉินที่ม้องย้อนกลับไปเบื้องหลังก็ต้องพบเจอเข้ากับหญิงสาวหนึ่งนางในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่มีต้นขาเรียวยาว ใบหน้าที่ขาวผ่องแต่งแต้มไปด้วยสีชมพูจางดุจดั่งลูกพีชสดที่แก้มอันสมส่วน นัยน์ตาของนางกลับมีสีดำขลับดุจน้ำหมึกด้วยความกังวล พลางวิ่งตรงมายังไป๋เฉินด้วยการแสดงสีหน้าที่กระวนกระวายใจ
รูม่านตาของไป๋เฉินเบิกโพลงอย่างชื่นชมเมื่อสังเกตเห็นร่างที่อรชรอ้อนแอ้นที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เชื่องช้า 'ช่างเป็นสตรีที่งดงามยิ่งนัก นางคือคุณหนูน้อยที่พวกเขากล่าวถึงเมื่อครู่ใช่หรือไม่?'
แต่แล้วแววตาที่ชื่นมื่นกลับคงอยู่แค่ชั่วครู่ก่อนที่ไป๋เฉินจะแสดงสีหน้าที่หวาดผวาเช่นเคย
เมื่อร่างอันชดช้อยกำลังจะเข้าใกล้ ไป๋เฉินขยับฝีเท้าถอยร่นกลับไปพลางเอ่ยถามด้วยริมฝีปากสั่นระเรื่อด้วยความกลัว "เอ่อ...แม่นางน้อยผู้นี้คือ?"
หญิงสาวผู้นั้นหยุดฝีเท้าชะงักงัน และมองไปยังการแสดงออกทางสีหน้าของไป๋เฉินด้วยแววตาที่สับสน "แม่นางน้อย? ไป๋เฉิน ไฉนเจ้าจึงเรียกหาข้าเช่นนั้น?"
ไป๋เฉินไม่รู้ว่าควรจะตอบอันใดต่อไป ทันใดนั้นชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้าตะคอกลั่นออกมาด้วยสีหน้าที่จงเกลียดจงชังอย่างทันท่วงที "โอหัง! ทาสชั้นต่ำอย่างเจ้าจะใช้สรรพนามเช่นนั้นกับคุณหนูน้อยได้อย่างไร!?"
"ซ่า!"
รัศมีปราณสีขาวระเบิดออกเปรียบได้ดั่งดอกไม้ไฟลูกใหญ่ ร่างสีฟ้าย่างกรายเข้าใกล้ไป๋เฉินในลักษณะที่ขู่เข็ญโดยไม่มีสาเหตุ จนมาปรากฏขึ้นห่างจากเขาเพียงแค่สองเมตรเท่านั้น
แต่ทว่าในชั่วพริบตาร่างอ่อนช้อยละลานตาของหญิงสาวปรากฏขึ้นปิดกั้นเส้นทางชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้าโดยพลัน พร้อมทั้งเผยให้เห็นแสงสว่างวาบจากกระบี่หยกที่สาดส่องชี้ตรงไปยังลำคอของชายอาภรณ์สีฟ้าผู้นั้นโดยไร้ความหวั่นเกรง
ร่างอันงดงามของหญิงสาวแหงนหางตามอง พลางกล่าวด้วยสีหน้าที่เย็นชาประดุจดั่งว่าราชินีน้ำแข็งมาจุติ "หมิงหยวน เจ้ากำลังจะทำอะไร? ไป๋เฉินคือคู่หมั้นของข้า และเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะออกความเห็นแทนข้า!"
เหล่าฝูงชนที่เมียงมองรอบกายต่างก็หันหน้าหนีและไม่อยากจะมีส่วนเอี่ยวเกี่ยวข้องกับคุณหนูน้อยผู้นี้แม้แต่น้อยนิด
หญิงสาวที่ปรากฏกายขึ้นในยามนี้คือบุตรีคนสุดท้องของผู้นำตระกูลฉินที่มีนามว่าฉินเยว่ฉาน
ฉินเยว่ฉานเป็นหนึ่งในอัจฉริยะผู้ที่มีรากปราณแห่งเทพยดาแห่งเก้าสวรรค์ตั้งแต่กำเนิด และนางยังเป็นตัวตนที่นิกายส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการรับสมัครเป็นศิษย์สายตรง
ทวีปเทียนหลางแห่งนี้จัดหมวดหมู่และความอัจฉริยะของบุคคลขึ้นอยู่กับความกว้างของเส้นลมปราณ การไหลเวียนอันราบรื่นของเส้นลมปราณ และการกักเก็บพลังปราณของเส้นลมปราณภายในตันเถียน
หากจะกล่าวถึงภาพรวมแล้วฉินเยว่ฉานเป็นบุคคลเดียวตั้งแต่การก่อกำเนิดทวีปเทียนหลางที่มีรากปราณที่บริสุทธิ์และกว้างขวางมากที่สุดนางหนึ่ง ดังนั้นแล้วบุคคลทั้งหลายจึงมิกล้าต่อปากต่อคำกับนางแม้นเพียงครึ่งค่ำ
ชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้านามว่าฉินหมิงหยวนที่ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของผู้อาวุโสลำดับที่สองก็หยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน ใบหน้าของมันแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อไป๋เฉินจนถึงกระดูกดำ
ไม่นานนักมันก็คลายพลังปราณที่ปกคลุมออกจากกาย และประสานมือคำนับฉินเยว่ฉานอย่างสุภาพ พร้อมทั้งชี้ไปยังไป๋เฉินพลันกล่าวด้วยสุ้มเสียงทุ้มต่ำ "คุณหนูน้อย ข้าขอประทานอภัย แต่ทาสรับใช้ผู้นี้โอหังเกินไป มันช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง...ได้โปรดลงโทษมันด้วยเถิด"
ไป๋เฉินที่สังเกตสถานการณ์อยู่ด้านหลัง ก็กลับสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตในแววตาของฉินหมิงหยวนได้อย่างแจ่มแจ้ง!
นั่นคือจิตสังหารที่รุนแรงที่แม้นจะต้องใช้วิธีการชั่วช้าใดๆก็จำต้องสังหารเป้าหมายลงให้จงได้!
แม้นว่าไป๋เฉินจะไร้พลังปราณและไร้การฝึกฝนใดๆ แต่ด้วยประสาทสัมผัสในฐานะมือสังหารของตนก็ยังคงความเฉียบแหลมไว้ได้เช่นเดิม แม้นจะเป็นเพียงจิตบางเบาเขาก็สามารถจับสัมผัสมันได้อย่างเด่นชัด
[ หมิงหยวนผู้นี้มีจิตสังหารที่หมายจะเอาชีวิตของข้าจริงๆงั้นหรือ? ]
[ ดูเหมือนว่าการที่ไป๋เฉินคนเก่าตกลงสู่ก้นหุบเหวไปอาจจะมีส่วนเอี่ยวกับคนผู้นี้ ]
[ และดูเหมือนว่าสถานการณ์ของข้าคงจะไม่เรียบง่ายอย่างที่คาดไว้ ]
ฉินเยว่ฉานเพียงพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาและมิได้กล่าวอันใดกับฉินหมิงหยวนอีกต่อไป นางหันกายกลับมาพร้อมทั้งยื่นมือสำรวจร่างกายและใบหน้าอันเลอโฉมของไป๋เฉินอย่างอบอุ่น "ไป๋เฉิน เจ้าฟื้นตัวแล้วงั้นหรือ?"
ไป๋เฉินเกาศีรษะอย่างสับสนและแสดงสีหน้าคร่าตาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ "ขะ-ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว"
สายตาของฉินเยว่ฉานกวาดไปมาทั่วทั้งร่างราวกับกำลังตรวจสอบโดยละเอียด นางผงกศีรษะบางเบาพร้อมถอนหายใจอย่างโล่งอก "ดูเหมือนว่าโอสถฟื้นฟูระดับสี่ที่ข้าได้มาจากท่านพ่อจะมีผลกระทบที่ดีพอสมควร"
'โอ้?' เมื่อได้ยินประโยคนั้นไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะลอบอุทานภายในใจ
เหตุการณ์อุบัติเหตุที่ตนเผลอตกลงไปในหุบเหวควรจะมีบาดแผลมากกว่านี้หากจะตระหนักตามตรรกะทั่วไป แต่ทว่าเหตุใดร่างกายของไป๋เฉินจึงมีเพียงบาดแผลร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น? ปรากฏว่ามันมาจากโอสถระดับสี่จากฉินเยว่ฉาน
โดยปกติแล้วไป๋เฉินไม่สามารถตระหนักได้ว่าโอสถระดับสี่นั้นมีคุณค่าเพียงใด แต่ทว่าหากมันมีผลอย่างที่คาดจริงๆ ไฉนวิญญาณเก่าของไป๋เฉินจึงได้หายไป?
หากไป๋เฉินคนเก่ายังไม่ตายคงจะเป็นไปไม่ได้ที่ไป๋เฉินคนใหม่จะเข้าแทรกแซงมาได้ นั่นหมายความว่าไป๋เฉินที่ไร้ประโยชน์ได้ตกตายไปเสียนานแล้ว...
ไป๋เฉินตอบสนองโดยการประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ขอขอบคุณคุณหนูน้อยที่เป็นห่วงเป็นใย"
ฉินเยว่ฉานเผยรอยยิ้มสดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิในวันที่แดดจ้า ทว่าแววตาของนางยังคงเปี่ยมไปด้วยความเคลือบแคลงใจเมื่อมองไปยังแววตาของไป๋เฉินประดุจดั่งว่าไม่เคยรู้จักนางมาก่อน
แสงในรูม่านตาของฉินหมิงหยวนไม่ไกลเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันไร้ขอบเขต เมื่อมันได้ยินว่าฉินเยว่ฉานนำโอสถระดับสี่เพื่อรักษาไป๋เฉิน เพียงแค่นั้นมันก็พอจะคาดเดาได้ว่าฉินเยว่ฉานได้ทุ่มเทให้แก่ไป๋เฉินมากเพียงใด สุดท้ายมันจำต้องกลืนความเกลียดชังลงท้องไปโดยมิอาจกระทำสิ่งใดได้
ด้วยรอยยิ้มอันละลานตาและมิสนใจสายตาผู้ใด ฉินเยว่ฉานเก็บกระบี่คืนสู่ฝักพร้อมกับดึงข้อมือของไป๋เฉินลากไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ไม่ไกล "ไป๋เฉิน ไปที่รถม้ากันเถิด ข้าต้องการฟังเรื่องเล่าจากเจ้าต่อจากคราวนั้น"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นไฟแห่งความหึงหวงกลับลุกโชน ฉินหมิงหยวนจะปล่อยให้ไป๋เฉินเสวยสุขเช่นนี้ได้อย่างไร "คุณหนูน้อย ไป๋เฉินผู้นี้ช่างไร้ประโยชน์และไร้ความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้! หากท่านนำมันขึ้นไปบนรถม้าและมีศัตรูบุกเข้ามา เกรงว่ามันมิอาจจะปกป้องคุณหนูน้อยได้เป็นแน่...เพราะฉะนั้นให้ข้าได้ปกป้องคุณหนูน้อยยังจะมีประโยชน์มากกว่ามันเสียอีก"
ฉินเยว่ฉานหยุดฝีเท้าชะงักงัน ในเวลาเดียวกันนางหันกลับมาด้วยสายตาที่แข็งกร้าว "ข้าจำเป็นต้องทำตามที่เจ้าบอกหรือไม่? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครถึงได้มาสั่งการข้าเช่นนี้?"
"วู้ม!!!"
กระแสพายุหมุนพัดผ่านก่อเกิดแรงดึงดูดอันครอบงำจากร่างบางของฉินเยว่ฉาน เมื่อสัมผัสได้ถึงรัศมีปราณอันเหนือล้ำ ฝูงชนรอบข้างต่างก็เบิกตาโพลงจนแทบจะถลน "คุณหนูน้อยได้ทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับปราณสวรรค์แล้วหรือ!?"
"ไม่น่าเชื่อ! เมื่อวันก่อนคุณหนูน้อยอยู่เพียงแค่ระดับปราณปฐพีขั้น 9 เท่านั้น!"
"ช่างเป็นสตรีที่ได้รับเลือกจากสวรรค์โดยแท้จริง อายุของคุณหนูน้อยเพิ่งจะย่างเข้าสิบหกปี แต่กลับมีระดับการบ่มเพาะปราณสวรรค์ได้แล้ว"
"ในประวัติศาสตร์นับพันปีของทวีปเทียนหลาง ยังมิเคยมีผู้ใดบรรลุระดับปราณสวรรค์ภายในไม่เกินสิบหกปีเฉกเช่นคุณหนูน้อยเสียด้วยซ้ำ!"
เมื่อกระแสปราณพัดผ่านไป๋เฉินมีอาการสั่นสะท้านด้วยความหนาวสั่น ครั้นสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันมหาศาสที่แผ่ซ่านอยู่ตรงหน้าตน
แต่ทว่านัยน์ตาสีแดงโลหิตกลับเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งยวด
[ ความแข็งแกร่ง! เพียงแค่รัศมีอย่างเดียวแต่กลับสามารถทำให้ข้าสั่นสะท้านและขนลุกขนชันได้ถึงเพียงนี้ ]
[ ปราณปฐพี? ปราณสวรรค์? ดูเหมือนว่าข้าควรจะซักไซ้ไถ่ถามนางเกี่ยวกับระดับการบ่มเพาะของโลกใบนี้ก่อนสิ่งอื่นใด ]
รัศมีกลิ่นอายของฉินเยว่ฉานในยามนี้บ่งบอกว่าเส้นด้ายแห่งความอดทนของนางกำลังจะขาดสะบั้นลงในไม่ช้า และทุกผู้คนต่างก็ตระหนักได้ว่าจักเกิดสิ่งใดขี้นต่อไปหากฉินหมิงหยวนยังคงไร้เหตุผลนานัปการอยู่เช่นนี้
"ตึก"
"ตึก"
"ตึก"
รองเท้าส้นสูงของนางส่งเสียงดังฟังชัดอย่างขาดห้วง สายตาพลันจ้องมองฉินหมิงหยวนอย่างไม่เป็นมิตร "ฉินหมิงหยวน เจ้าต้องการจะออกคำสั่งกับข้าอีกคราหรือไม่?"
ใบหน้าของฉินหมิงหยวนซูบซีดอย่างหวาดกลัว
มันจะรับรู้ได้อย่างไรว่าฉินเยว่ฉานได้ทะลวงผ่านปราณปฐพีเข้าสู่ปราณสวรรค์ไปโดยสมบูรณ์แล้ว!
ไม่นานนักร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างระรัวโดยมิอาจหาญกล้าตอบสนอง ก่อนจะก้มหน้าต่ำโดยที่มิได้ต่อปากต่อคำอีกต่อไป "ขะ-ข้ามิกล้า"
ฉินเยว่ฉานเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกดุจภูเขาน้ำแข็งก่อนจะลากร่างของไป๋เฉินไปยังรถม้าโดยมิได้สนใจสายตาของผู้ใด นางยังคงกอดแขนของเขาย่างกรายไปตลอดทั้งเส้นทาง
เมื่อเห็นร่างสองร่างจากไปบนรถม้าด้วยความสนิทชิดเชื้อ ฉินหมิงหยวนที่ยืนเมียงมองไม่ไกลกลับแสดงสีหน้าอิจฉาริษยาและเกลียดชัง! 'ไป๋เฉิน! เป็นบุญของเจ้าที่รอดชีวิตจากเงื้อมมือของข้าไปได้ แต่ทว่าคราหน้าเจ้าจะไม่โชคดีเฉกเช่นวันนี้อีกต่อไป!'
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments
Gwatan
เราอยากอ่านต่อจริงๆ แอดอัพให้เร็วที่สุดน้าา
2025-04-03
1