ในขณะที่กลุ่มหทารกำลังส่งเสียงโห่ร้องยินดีต้อนรับไป๋เฉินอย่างอบอุ่น หลังจากนั้นเสียงใครบางคนกลับเบาบางลงราวกับการพึมพำ "ในที่สุดเจ้ามาเสียที ไปกราบหลุมศพบิดาของเจ้าเสียก่อน แล้วค่อยออกมาพูดคุยกัน"
น้ำเสียงของคนที่กล่าวนั้นเห็นได้ชัดว่ากำลังควบคุมริมฝีปากมิให้สั่นเทาอย่างเต็มที
บุคคลที่อยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บำเพ็ญที่มีระดับการบ่มเพาะที่สูงทั้งสิ้น แต่ยามนี้ดวงตาของพวกเขากลับเปียกชื้นด้วยรอยแดงจางราวกับกำลังจะร่ำไห้เหมือนเด็กน้อย
อารมณ์ที่รุนแรงของเหล่าทหารส่งผลให้ฉินเยว่ฉานแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นางรู้ดีว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่เปรียบดั่งกองกำลังของไป๋หนานเทียนในอดีต แต่ทว่าพวกเขาทั้งหลายกลับมีความพิการหลังจากการต่อสู้เมื่อครานั้น และพวกเขาต่างก็ให้ความเคารพและจงรักภักดีต่อไป๋หนานเทียนมาเนิ่นนาน เพราะฉะนั้นทุกๆหนึ่งเดือนพวกเขาจะมาเก็บกวาดใบไม้ที่ผลิโรยรินและทำความสะอาดเส้นทางรวมถึงป้ายหลุมศพของไป๋หนานเทียนอยู่เสมอๆ โชคยังดีที่ครานี้ไป๋เฉินได้มาประสบพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง
แต่ทว่าแม้นจะมีหลายๆคนกำลังพูดคุยและตบไหล่ของเขา แต่ไป๋เฉินกำลังยืนอ้ำอึ้งด้วยริมฝีปากอ้าออกเล็กน้อย นัยน์ตาของเขาแลดูเหม่อลอยราวกับว่าไม่ได้อยู่กับรูปกับรอย
"มาเถอะหลานเฉิน ให้ข้านำทางไป" เมื่อกล่าวจบลุงหยูเดินเปิดเส้นทางให้แก่ไป๋เฉินและฉินเยว่ฉานหันหลังตรงไปยังป้ายหินที่มุมๆหนึ่ง
ไป๋เฉินและฉินเยว่ฉานพยักหน้าให้แก่กันก่อนจะเดินตามเส้นทางที่ลุงหยูได้นำไปโดยปล่อยให้ชายในชุดเกราะคนอื่นๆกำลังรออยู่เบื้องนอกด้วยอารมณ์ที่หลายหลาก
ลุงหยูนำทางตรงไปยังเส้นทางที่ถูกกวาดจนสะอาดสะอ้านไร้รอยคราบเขรอะกรัง เมื่อเดินเข้าไปเกือบหนึ่งลี้ ที่ตรงนั้นมีอนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่ซึ่งเป็นป้ายหินสูงและสลักอักษรเรียงรายจากแนวตั้งดิ่งลงไว้ว่า [ไป๋หนานเทียน]
ไป๋เฉินสังเกตการมองไปรอบๆบนป้ายหลุมศพนั้นมีพวงมาลัยดอกไม้สดใหม่และยังมีอาภรณ์สีดำขลับที่มีร่องรอยขรึมของการเย็บหลายทบหลายครา หากลองใช้จมูกดมดูให้ดีจะสัมผัสได้ว่ายังมีร่องรอยของกลิ่นโลหิตที่คละคลุ้งจางๆ
ลุงหยูเดินเข้าไปใกล้แท่นหินพร้อมกับยกกระบี่เล่มที่เขาเพิ่งขัดเงามาเมื่อครู่วางปักไว้บนหลุมศพที่ซึ่งมีรูเล็กๆให้สอดเข้าไปได้
ไป๋เฉินทอดสายตามองป้ายหลุมศพของบิดาด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าจู่ๆภายในรูม่านตาพลันบังเกิดการสั่นไหวบางเบาเผยให้เห็นระลอกคลื่นที่กระเพื่อมอยู่ภายใน ริมฝีปากของเขากำลังบ่นพึมพำขาดห้วงโดยที่ไม่รู้ตัวดุจดั่งว่าวิญญาณหลุดออกจากร่างไป
"ไป๋...หนาน...เทียน..."
"ไป๋...หนาน...ถัง..."
"ไป๋...เสิ่น...เหยียน..."
"ไป๋...ฉาง..เฟิง..."
"ไป๋...หลัว...ลี่..."
"ไป๋...เซี่ย..."
นามของบุคคลมากมายได้วาบเข้ามาในภาพความทรงจำของไป๋เฉินโดยพลัน ตามมาด้วยภาพฉากที่ร้อยเรียงเป็นรูปร่างและใบหน้าของใครหลายๆคนที่ไม่คุ้นตาติดตามมา
ความรู้สึกที่แปลกประหลาดด้านชาได้เข้าถาโถมโหมกระหน่ำดุจดั่งห่าฝนได้เข้าทิ่มแทงจิตวิญญาณและจิตใต้สำนึก
ทันใดนั้นสติสัมปชัญญะพลันเหม่อลอยไปไกลแสนไกล นัยน์ตาสีดำพลบค่ำกลับกลายเป็นสีเทามอดแสงดุจดั่งคนตาบอด
ในเวลาเดียวกันสีหน้าผ่องใสด้วยรอยแดงกลับแปรเปลี่ยนเป็นซีดจางราวกับคนตาย แววตาของไป๋เฉินที่สดใสกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นความว่างเปล่า ร่างกายของกำลังหลั่งบางสิ่งบางอย่างที่ส่งผลให้ความรู้สึกจิตใต้สำนึกของไป๋เฉินกำลังฉีกกระชากออกจากกันอย่างไร้ปราณี!
ภายในสมองของเขามีบางสิ่งกำลังบีบรัดอย่างรุนแรงเปรียบดั่งมีใครบางคนพยายามบดขยี้กระโหลกของเขาด้วยแรงแขนของยักษา สมองของเขาราวกับว่ากำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ!
จู่ๆร่างสีขาวของไป๋เฉินสั่นสะท้านด้วยริมฝีปากสั่นระรัว ขาทั้งสองแสดงอาการสั่นเทาราวกับว่าไร้ความสมดุลและมั่นคง ร่างของเขาล้มลงบนพื้นหินในชั่ววูบพร้อมกับดวงตาที่ปิดลงสนิทโดยไร้เสียงคำเอ่ยคำจาใดๆ
"ไป๋เฉิน! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า!?"
"หลานเฉินเจ้าเป็นอะไรไป?"
"พวกเจ้าเร็วเข้า! รีบเข้ามาช่วยดูอาการของหลานเฉินก่อน!..."
เสียงอันเลือนรางคล้อยสู่โสตประสาทของไป๋เฉิน ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงและมิอาจตระหนักได้ว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้นกับเขาหลังจากนั้น
.
.
.
ฉากที่ขาวโพลนปรากฏขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาที่เบิกโพลงอย่างยากลำบาก ไป๋เฉินสะดุ้งตัวโหยงยืนขึ้นพร้อมทั้งสำรวจรอบกายอย่างลุกลี้ลุกลน
ขณะนี้ไป๋เฉินได้ปรากฏตัวขึ้น ณ ที่ใดไม่ทราบได้ เป็นเพราะว่าอาณาบริเวณรอบๆกายกลับไม่มีสิ่งใดที่ปรากฏให้เห็น เปรียบดั่งกำลังลอยอยู่ระหว่างช่องว่างของความเปล่า เขาหันซ้ายหันขวากลอกตาไปมาด้วยแววตาที่พิลึกพิลั่น "ที่นี่ที่ใดกัน?"
แต่ในระหว่างกำลังสอดส่องสายตา ทันใดนั้นกลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นบางเบาจากข้างหลังเขาโดยไม่รู้ตัว
"ตึก~"
"ตึก~"
"ตึก~"
ไป๋เฉินเอนคอเหลียวมองกลับไปก็ต้องพบเจอเข้ากับชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ย่างกรายกำลังเข้าใกล้ด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ
ชายหนุ่มผู้นั้นสวมใส่อาภรณ์ลำลองสีขาวโปร่ง มือทั้งสองไพล่หลังอย่างสุขุมที่ซึ่งใบหน้าของเขาถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อยอยู่ขณะ ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังมองตรงไปยังไป๋เฉินราวกับว่าเป็นกระจกเงาสะท้อนต่อกันและกัน ทุกอารมณ์ทุกการแสดงออกทางสีหน้าต่างก็เป็นแบบเดียวกันราวกับลอกแม่พิมพ์มาจากแห่งเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น
ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นมีรอยลักยิ้มก่อนที่ริมฝีปากที่เรียบเนียนเป็นเส้นตรงกลับโค้งขึ้นเผยให้เห็นฟันขาวสดใส "ในที่สุดเราก็ได้เจอกันเสียที"
เมื่อชายหนุ่มแสดงรอยยิ้มจะเห็นได้ว่าใบหน้าของไป๋เฉินและชายหนุ่มนั้นเหมือนกันทุกประการ!
การแสดงสีหน้าของไป๋เฉินออกอาการตกตะลึงสุดขีด ก่อนจะที่ขาทั้งสองข้างพลันถอยร่นกลับไปราวกับเห็นผี!
[ เกิดอะไรขึ้น! นี่เป็นความฝันหรือไม่! ]
ไม่ทันจะได้สิ้นสุดความคิดของไป๋เฉิน ชายหนุ่มผู้นั้นกลับส่ายศีรษะไปมาและนัยน์ตาคู่นั้นมองตรงไป๋เฉินเปรียบดั่งเป็นตัวตลก เขากล่าวด้วยสีหน้าที่ขบขันเล็กน้อย "ที่แห่งนี้มิใช่ความฝันแต่อย่างใด หากแต่เป็นจิตใต้สำนึกที่กักขังข้าและเจ้าเอาไว้แค่สองคน"
ไป๋เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะเสียสติ
[ ว๊อทเดอะฟัก! เรื่องบ้าอะไรอีกแล้ววะเนี่ย! ]
ชายหนุ่มผู้นั้นย่นคิ้วลงในลักษณะที่สับสน "ว้อทเดอะฟักคืออะไร? เจ้ากำลังพูดภาษาอันใดข้าไม่รู้ความแม้แต่น้อย"
ไป๋เฉินยืนอ้ำอึ้งและตาค้างอย่างตะลึงลานเกือบจะสิบลมหายใจ
จนชายหนุ่มผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะกวักมือเรียกด้วยเสียงห้วน "มานี่เถิด ข้ามีบางสิ่งที่ต้องบอกกล่าวแก่เจ้า"
ไป๋เฉินยังคงสับสนโดยที่มิได้สนใจคำกล่าวของชายหนุ่มแม้แต่น้อย เขาถอยร่นกลับไปอย่างเงียบๆ "ละ-แล้วเจ้าเป็นใครกัน?"
ชายหนุ่มผู้นั้นยกมือขึ้นป้องปากก่อนจะหัวเราะอย่างสนุกสนาน "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! แค่มองดูก็น่าจะรู้อยู่แล้วมิใช่หรอกหรือ?"
สายตาอันงดงามของชายหนุ่มส่องประกายแสงแห่งความเฉียบแหลมโดยพลัน "ข้าก็คือเจ้า และเจ้าก็คือข้า และเจ้าไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงใดๆ...จิตของข้าอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะฉะนั้นข้าต้องการสนทนากับเจ้าก่อนที่ข้าจะจากไป"
นัยน์ตาของไปเฉินเบิกโพลงอย่างหวาดกลัว
[ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าผีหรือวิญญาณใช่หรือไม่? ]
[ เป็นไปได้ไหมว่าสถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับมุโต้ยูกิในยูกิโอ? ]
[ ตัวชั้นอีกคนหนึ่ง ]
เมื่อเห็นว่าไป๋เฉินกำลังถดถอยออกไป ชายหนุ่มผู้นั้นพลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าในชั่วพริบตาพร้อมกล่าวอย่างไม่พอใจ "อย่าทำให้ข้าเสียเวลามากไปกว่านี้! นั่งลง!"
ด้วยเสียงตะคอกคราเดียวของชายหนุ่ม ไป๋เฉินพลันสะดุดล้มก่อนจะนั่งลงอย่างไม่เป็นท่า ชายหนุ่มผู้นั้นพยักหน้าก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกัน
นิ้วที่สั่นเทาของไป๋เฉินชี้ตรงไปยงชายหนุ่มก่อนจะพยายามเอ่ยถาม "ปะ-เป็นไปได้ไหมว่าเจ้าคือ?"
ชาหยนุ่มผู้นั้นเพียงผงกศีรษะด้วยรอยยิ้มจางๆ "ถูกต้องแล้วอย่างที่ข้าเพิ่งพูดไป ข้าคือไป๋เฉิน เจ้าของร่างที่เจ้าได้เข้ามาแทนที่เมื่ออรุณรุ่งของวันนี้"
"ขุ่นพระ! นี่มันเรื่องจริง!" ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ฉากเช่นนี้ตนเคยอ่านเจอในนิยายกำลังภายในเล่มหนึ่งเมื่อครั้นยังเป็นนักฆ่า แต่ตนไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ด้วยตัวของเขาเอง
ไป๋เฉินพยายามสูดลมหายใจเขาลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจถามต่ออย่างใจดีสู้เสือ "แล้วข้ามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
ชายหนุ่มนั่งไขว้ขาและหันสายตาครรลองมองอย่างอ่อนโยน "นั่นเป็นเพราะทั้งเจ้าและข้าได้มาเห็นหลุมศพของบิดาของข้าอีกครา..."
"โอ้?" ไป๋เฉินเพียงอุทานเบาๆและรับฟังต่ออย่างมีมารยาท
ชายหนุ่มเพียงยิ้มพร้อมส่ายหน้า "ก่อนหน้านี้ข้ายังอยู่ที่นี่ตลอดเวลา และเป็นข้าเองที่ไม่ยอมรับการมีอยู่ของเจ้า ไม่อยากให้เจ้าได้ครอบงำร่างกายและรับรู้สิ่งใดจากข้าแม้แต่น้อย แต่ทว่าข้ากลับไม่มีความแข็งแกร่งทางจิตใจเพียงพอจึงมิอาจจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเจ้าได้...ดังนั้นข้าจึงทำได้เพียงปิดกั้นความทรงจำของตัวข้าไว้มิได้เจ้าได้ตระหนัก"
ชายหนุ่มก้มหน้าพลางทอดถอนหายใจยาว "แต่ทว่าเมื่อข้าลองไตร่ตรองดูอีกที ไม่ว่าอย่างไรจิตของข้าก็ใกล้จะสูญสลายและกลับไปยังวัฏสงสารในอีกไม่นาน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับข้า...ข้าจำเป็นต้องฝากฝังและส่งไม้ต่อให้กับเจ้า เพราะข้าไม่มีโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตอีกต่อไป..."
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 51
Comments