NovelToon NovelToon

จักรพรรดิมารนอกรีต

ตอนที่ 1 : ไป๋เฉิน

~ ทวีปเทียนหลาง ~

"ตื่นเถิด...เจ้าหลับใหลมานานแสนนานแล้ว" ในจิตใต้สำนึกปรากฏเสียงลึกลับเลื่อนลอยเอ่ยคล้อยเข้ามาในโสตประสาท

ทันใดนั้นในกระโจมที่ทรุดโทรมดุจดั่งวัดร้างพลันบังเกิดเสียงครวญครางจากเด็กหนุ่มดังลั่นสนั่นก้อง

"ผู้ใดเรียกหาข้า!?"

ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวมอซอสะดุ้งพรวดตื่นบนเตียงไม้ที่เรียบง่ายประดุจดั่งว่าเขากำลังประสบกับความฝันที่เกินจริง

"ที่นี่คือ?"

ร่างสีขาวสำรวจร่างกายอยู่นานสองนาน ก่อนที่ชุดข้อมูลและความทรงจำจะไหลหลั่งมาจากแห่งหนใดไม่ทราบได้จนส่งผลให้ลำคอของเขาเปล่งเสียงอู้อี้ในลักษณะคร่ำครวญ

ทันใดนั้นความทรงจำและภาพฉายต่างๆก็ปรากฏขึ้นในนิมิตที่ซึ่งมิอาจทราบได้ว่าภาพนี้วาบเข้ามาได้อย่างไร

ตัวเขาคือไป๋เฉิน มือสังหารหมายเลขหนึ่งภายในองค์กรนักฆ่าปีกสวรรค์ ที่ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวจากสหรัฐอเมริกาและกองกำลังติดอาวุธนานามากกว่า 12 ประเทศ

เขารับแม้กระทั่งภารกิจสังหารประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในยามนั้น แน่นอนว่าไม่เคยพลาดเป้าหมายแม้แต่หนเดียว มิเช่นนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงถูกเรียกขานว่ามฤตยูสีขาว

หลังจากภารกิจลอบสังหารประธานาธิบดีเขาก็ได้เลื่อนขั้นตำแหน่งเป็นมือสังหารลำดับสูงสุดของเครือข่ายขนาดใหญ่ในแถบเอเชีย แน่นอนไม่มีผู้ใดไม่รู้จักฉายานามมฤตยูสีขาว

ตลอดการเดินทางในอาชีพสายนี้ไม่มีภารกิจใดที่เขาทำไม่สำเร็จ แม้แต่มือสังหารรุ่นเก๋าอย่างป๋อหลุนเทียนที่เดินทางในสายอาชีพนี้มากว่า 50 ปีก็ยังต้องคารวะแก่เขา

จนล่วงเลยเวลามาจนถึงคริสตศักราช 2030 สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งเขารับภารกิจบางอย่างจากชายลึกลับจากแถบเอเชียให้ไปสังหารนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย แน่นอนว่าระบบการป้องกันของประเทศไทยนั้นถือว่าล้าหลังกว่าหลายๆประเทศที่ขึ้นชื่อ จนเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงมีชีวิตอยู่หลังจากที่คดโกงเงินภาษีจากประเทศไปมากมายเช่นนี้?

[ องค์กรระดับนานาชาติไม่ทำอะไรสักอย่างหรืออย่างไร? ]

ไป๋เฉินเต็มใจยอมรับภารกิจสังหารบุคคลประเภทนี้อยู่แล้ว หากคนประเภทนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป รังแต่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนเท่านั้น

แต่ใครจะคิดว่าเขากลับต้องมาเสียชีวิตเพราะเหตุเครื่องบินตกระหว่างการเดินทางไปประเทศไทย

[ ให้ตายเถอะ! ข้าเป็นมือสังหารมาตลอดสามสิบปีกลับไม่เคยเจออะไรที่โชคร้ายเช่นนี้มาก่อน แต่มันกลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในภารกิจจากประเทศไทยได้อย่างไร!? ]

[ นี่เป็นเวรกรรมอะไรของข้ากันแน่! ]

. . .

..กลับมายังปัจจุบัน..

ไป๋เฉินตื่นขึ้นมาจากความฝันมาอยู่ในร่างของเยาวชนผู้หนึ่ง ซ้ำยังนอนอยู่ในสถานที่ที่แปลกประหลาดราวกับว่าได้ย้อนยุคไปยังสมัยราชวงศ์ซ่งของจีนโบราณ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆอย่างเช่นมือถือ อินเทอร์เน็ต กล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ

การแต่งตัวและภาษาพูดของที่นี่ยังคงเป็นภาษาที่อ่อนช้อยผิดหูผิดตายิ่ง

ชายหนุ่มในอาภรณ์ซีดขาวราวหิมะลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบากและสังเกตุเห็นกระจกเหลี่ยมบานใหญ่ตรงข้ามกับเตียง เขาก็อดไม่ได้ที่จะรำพึง 'ผู้ใดเป็นคนจัดตั้งฮวงจุ้ยเช่นนี้? น่าเกลียดมาก'

พร้อมกับจดจ้องไปยังกระจกตรงหน้าด้วยความสงสัยในจิตใจ ก่อนจะสะดุ้งโหยงด้วยสีหน้าประหลาดใจราวกับเห็นผี "เอ๊ะ! ไอ้หน้าหล่อนี่เป็นใครกัน?"

สิ่งที่มองเห็นในกระจกสะท้อนคือภาพของเยาวชนที่มีใบหน้าดั่งหยกขาวเนียนละเอียดอ่อนประดุจหลุดมาจากภาพวาด ผมสีดำแคลงน้ำตาลไหลยาวสลวยดุจปุยเมฆ คิ้วที่ตรงดุจดั่งกระบี่ที่เฉียบแหลม จมูกที่สมส่วนและริมฝีปากบางเล็กน้อยที่แต่งแต้มความอ่อนโยนให้กับรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในใบหน้าที่บอบบางนี้ก็คงหลีกหนีไม่พ้นดวงตา

รูม่านตาของคนผู้นี้มีสีดำและสีแดงปะปนกันซึ่งให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกับใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับคนผู้นี้เกิดมาเพื่อเป็นบุคคลที่ชั่วร้าย!

ดวงตาคู่นี้แทบจะทำลายทัศนียภาพที่ละเอียดอ่อนทั้งหมดบนใบหน้าไปจนสิ้น

ชายหนุ่มกำลังจับแก้มและลูบคลำใบหน้าที่ละเอียดอ่อนด้วยความไม่เชื่อ "นี่มันบ้าอะไร? ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ? แล้วไอ้หมอเป็นใครกันวะเนี่ย?"

คำถามนับร้อยพันกำลังถาโถมเข้าสู่จิตใจของชายหนุ่มในยามนี้ ก่อนที่เขาจะบ่นงึมงำด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ใจนัก

"เป็นไปได้ไหมว่าข้ามาเกิดใหม่ในต่างโลกในร่างของผู้อื่น?"

"แต่เรื่องดั่งเช่นนิยายเช่นนี้เป็นความจริงงั้นหรือ?"

เขาริเริ่มจะสำรวจตนทุกซอกทุกมุม แม้แต่ระหว่างขาก็ไม่มีข้อยกเว้น 'โอ้ ? มีของดีเลยนี่หว่า'

สิ่งที่แปลกไปกว่านั้นนั่นคือผ้าพันแผลที่พันรอบศีรษะอย่างหนาเตอะซ้ำยังเห็นรอยโลหิตสีแดงที่ซึมออกมาจากผ้าสีขาวนั้น

แต่สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อยคือร่างกายที่ผอมบางผิดปกติและผิวที่ขาวเนียนจนเกินไป อีกทั้งการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าก็ยังปวกเปียกชอบกล

แม้ว่าความสูงจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่กล้ามเนื้อของคนผู้นี้ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนร่างกายเสียด้วยซ้ำ เขาชื่นชอบร่างกายเดิมของเขามากกว่าแม้นว่าจะไม่ค่อยหล่อเหลาสักเท่าใด แต่ก็ไม่อ่อนแอถึงเพียงนี้

หลังจากตรวจสอบทุกอย่างจนละเอียดถี่ถ้วน เขาอดไม่ได้ที่จะตะคอกเมื่อรับรู้ได้ถึงกล้ามเนื้อที่แม้แต่จะยกสิ่งของที่มีน้ำหนักเกินกว่าสิบกิโลยังไม่ได้ด้วยซ้ำ "ไอ้บ้า! อย่าบอกนะว่าพ่อคนนี้กลับมาเกิดในร่างของขยะ?"

โดยไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มสงสัยได้นาน ทันใดนั้นเสียงตะโกนอันก้องกังวานดังขึ้นจากนอกห้อง "ไอ้ขยะ! ออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้าจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อใดกัน!? เราจะออกเดินทางกันแล้ว"

การแสดงออกทางสีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนโดยทันท่วงที 'ข้าไม่จำเป็นต้องไถ่ถามผู้ใดทั้งนั้น คำตอบที่ต้องการกลับส่งมาหาถึงที่เลยจริงๆ'

จู่ๆชายหนุ่มลูบคางพลางตระหนักคิดด้วยเสียงงึมงำเบาๆ "ปรากฏว่าเจ้าของร่างนี้เป็นขยะอย่างไม่ต้องสงสัย"

"เป็นไปได้ไหมว่าข้าเป็นบุตรชายของตระกูลขุนนางซึ่งไม่สามารถฝึกฝนได้? อีกทั้งข้าจะมีคู่หมั้นที่งดงามอยู่ด้วยดั่งพล็อตเรื่องแบบนิยายทั่วๆไป"

"แต่เจ้าของร่างนี้กลับกลายเป็นขยะ แน่นอนว่าคู่หมั้นที่งดงามเช่นนั้นจำต้องยกเลิกการหมั้นหมายเป็นแน่ จนต้องทำให้ข้าข้ามผ่านความยากลำบากต่างๆนานาเพื่อที่จะตบหน้าสั่งสอนพวกสายตาสั้นพวกนั้น"

รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มอย่างกะทันหัน "แค่คิดก็รู้สึกสนุกแล้ว ฮี่ฮี่ฮี่ แม้นจะไม่รู้ว่าข้ามาโผล่หัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแปลกกับเรื่องนี้ ข้าเป็นมือสังหารมาเนิ่นนานแน่นอนว่าความตายนั้นอยู่ใกล้ชิดกับข้าตลอดเวลา แม้จะตายไปแล้วข้ากลับไม่มีความรู้สึกเสียใจใดๆ"

"อย่างไรก็ตามในขณะนี้ข้าอยู่ในร่างของลูกขุนนางที่พิการ แล้วข้าจะทำอย่างไรต่อไปดี? ข้าควรจะลักลอบฝึกฝนและทำให้ทั้งตระกูลตกตะลึงหรือไม่?" ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังคิดแผนการด้วยการลูบคางด้วยสีหน้าเจ้ามารยา เสียงตะคอกก็ดังขึ้นมาอีกระลอกอย่างโกรธเคือง

"เจ้าทาสต่ำต้อย! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่! คุณหนูน้อยกำลังจะออกเดินทาง! รีบโผล่หัวออกมา! อย่าให้ข้าต้องพังประตูเข้าไป!"

ชายหนุ่มที่กำลังพะว้าพะวงหลงอยู่ในจินตนาการแทบจะอาเจียนเป็นเลือด

[ เดี๋ยวๆๆเจ้าพูดว่าอะไร!? ทาส!? ให้ข้าเกิดใหม่ในต่างโลก แต่ไม่ใช่ในฐานะลูกคุณหนูอย่างที่คาด แต่กลับกลายเป็นทาส!เป็นขี้ข้าหรอกหรือ? ]

[ โอ้สวรรค์นี่มันเรื่องบ้าบออะไร! มันไม่เห็นเหมือนกับสคริปต์ที่ข้าเคยอ่านเลยแม้แต่น้อย ]

ชายหนุ่มอยากจะร่ำไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา "ข้าควรจะเป็นนายน้อยของตระกูลที่มั่งคั่งไม่ใช่หรือ?"

[ ไฉนชีวิตที่สองจึงได้อดสูถึงเพียงนี้? ]

ชายหนุ่มทำได้แต่คร่ำครวญถึงความลำเอียงของสวรรค์ ความไม่เท่าเทียมของสวรรค์ ว่าพระเจ้าผู้นั้นต้องการให้ข้าใช้ชีวิตดิ้นรนเฉกเช่นดั่งชีวิตที่แล้วหรือไม่?

[ หากข้าเป็นลูกขุนนาง ข้าจะสามารถใช้ชีวิตเหลวแหลกได้ตามที่ต้องการ ทว่าเมื่อเกิดมาเป็นขี้ข้าเช่นนี้ชะตากรรมของต่อจากนี้คงจะไม่สวยหรูนัก ]

หากมีชีวิตใหม่ชายหนุ่มอยากจะเกิดเป็นนายน้อยเสเพลเจ้าสำราญเสียมากกว่า แต่ทว่าการกำเนิดใหม่โดยเป็นขี้ข้าเช่นนี้มีเพียงแต่ต้องทำการพัฒนาไปทีละขั้นทีละตอนเท่านั้น

'ช่างมันเถอะ ในชีวิตที่แล้วมือสังหารอย่างข้าก็เป็นเพียงแค่เด็กกำพร้า ชีวิตนี้จะกลายเป็นเด็กกำพร้าอีกคราก็ไม่เห็นจะแปลกแต่อย่างใด' ชายหนุ่มส่ายศีรษะพลันยิ้มเจื่อนๆกับตัวเอง แต่อารมณ์ที่ขมขื่นกลับปรากฏให้เห็นในแววตาแค่เพียงชั่วครู่

หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ในไม่กี่วินาที ชายหนุ่มผู้นี้ตัดสินใจเปิดประตูออกไปและต้องประสบพบเจอเข้ากับชายหนุ่มห้าคนที่ยืนเรียงรายด้วยสีหน้าไม่พอใจ

ทั้งสี่คนสวมอาภรณ์สีเหลืองดูสวยงามและซ้ำมีอาวุธศาสตราวุธที่ครบมือ ด้านหน้าพวกเขาทั้งสี่มีชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้าที่ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้ ซึ่งขณะนี้สีหน้าของชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้ากลับแสดงอารมณ์ออกมาอย่างตกตะลึง

ชายหนุ่มหน้าลิงพูดขึ้นพร้อมชี้หน้าดุด่าอย่างชอบธรรม "ไป๋เฉิน! เจ้าจะให้คุณหนูน้อยรอไปจนถึงเมื่อใดกัน?"

"เอ๊ะ! ข้าชื่อไป๋เฉินงั้นรึ?" ชายหนุ่มชี้หน้าตัวเองพลางเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อ

'โอ้สวรรค์ ช่างเป็นพล็อตเรื่องแบบเดิมจริงๆ'

ดูเหมือนว่าความทรงจำของร่างนี้จะไม่มีอยู่ภายในความทรงจำใดๆของเขาแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มหน้ายาวที่ยืนเท้าเอวกล่าวอย่างเย้ยหยัน "อะไร? เจ้าเกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมไปแล้วหรือ?"

ชายหนุ่มเกาศีรษะเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่โง่เขลา "เอ่อ...มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นด้วยหรือ?"

จู่ๆชายผมยาวในอาภรณ์สีฟ้าชำเลืองมองไป๋เฉินอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะรีบกล่าวแทรกโดยไม่ทราบสาเหตุ "ชิ! อย่าไปเสียเวลาคุยกับขี้ข้าโสมมเช่นนี้เลย หากมิใช่เพราะคุณหนูน้อยให้พวกข้ามาเรียกหาเจ้า มันคงจะใช้ชีวิตไร้ค่าไปวันๆเท่านั้น...ผู้ที่ไม่สามารถฝึกปราณเช่นมันมีตำแหน่งเป็นทาสก็นับว่าบุญโขแล้ว"

"ผู้ใดไม่รู้บ้างว่ามันไม่เหมาะกับคุณหนูน้อยฉินแม้แต่น้อย แม้นว่าปู่ของมันจะหมั้นหมายไว้กับคุณหนูน้อยแต่ก็ไม่มีผู้ใดในเมืองเทียนหยุนยอมรับเรื่องนี้แม้นแต่ผู้เดียว"

"ฮึ่ม! แค่คางคกกระหายเนื้อหงส์ฟ้า อย่าไปใส่ใจมันเลย พวกเรารีบไปกันเถิด" เมื่อพ่นวาจาเหยียดหยามจนจบ พวกเขาทั้งห้าหันหลังเดินจากไปออกจากเขตกระโจมของไป๋เฉินอย่างไม่มีการรีรอ

ไป๋เฉินทำได้เพียงเมียงมองพวกเขาด้วยสีหน้าโง่งมและกำลังประมวลผลทุกสิ่งอย่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

[ คุณหนูน้อย? ]

[ ขี้ข้าโสมม? ]

[ คางคกกระหายเนื้อหงส์ฟ้า? ]

[ พระเจ้าเอ้ย! ท่านส่งข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด? ต้องการให้ข้าตกตายอย่างน่าสังเวชที่นี่หรือไม่!? ]

ตอนที่ 2 : กระบี่สีดำคร่ำครึ

หลังจากล้างหน้าล้างตาจนสะอาดสะอ้านไป๋เฉินดึงผ้าโพกศีรษะออกก่อนจะโยนมันทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมทั้งจัดระเบียบอาภรณ์ที่สวมใส่ให้เข้าที่ ขณะนี้รัศมีอันทรุดโทรมเส็งเคร็งกลับเปล่งประกายแสงแห่งความจริงจังราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน 

ในระหว่างกำลังเดินตามรอยเท้าของชายหนุ่มทั้งห้าไปอย่างกระชั้นชิด ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะคิดเพ้อฝันภายในใจ "คุณหนูน้อยงั้นหรือ? ข้าควรจะไปสอดแนมดูดีกว่าว่านางเป็นสตรีประเภทใดกัน" 

ไป๋เฉินยังคงมิอาจทำความเข้าใจกับชีวิตใหม่ได้ดีพอ เพราะฉะนั้นตนจำต้องออกเดินทางและสอบถามเกี่ยวกับจารีต ประเพณีและข้อบ่งชี้ต้องห้ามภายในโลกแห่งนี้ 

แม้นแต่เขาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นขี้ข้าก็ยังมิอาจตระหนักได้ว่าความทรงจำของร่างเก่านั้นหายไปได้อย่างไร มีเพียงแต่ต้องขุดคุ้ยหลอกถามจากบุคคลรอบกายเสียก่อน

เพราะเขาเองก็มิอาจทราบได้ว่าเจ้าของร่างเก่านี้มีที่มาอย่างไร และมาลงเอยโดยการเป็นทาสได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจนกว่าจะรวบรวมข้อมูลตัวตนได้จนพอสังเขป เขาจะไม่ผลีผลามเคลื่อนไหวโดยบุ่มบ่ามเด็ดขาด

มิเช่นนั้นหากเขาพลั้งเผลอกระทำสิ่งใดที่ผิดสังเกต คงจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูให้ตื่นโดยไม่รู้ตัว

แม้นว่าเขาเพิ่งจะตื่นขึ้นมาบนโลกนี้ได้ไม่ถึงห้านาที แต่ในใจของเขากลับมีสัญชาตญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าเขาไม่ควรที่จะทำตัวสะดุดตาจนเกินไปหากยังไม่มีความแข็งแกร่งที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นทุกย่างก้าวที่ต้องเดินหมากเขาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่ซึ่งอุปนิสัยนี้ได้มาจากการเป็นมือสังหารมากว่าสามสิบปีในชีวิตที่แล้ว

ทันใดนั้นใบหน้าที่หวาดกลัวจากบุคลิกเก่ากลับกลายเป็นความเคร่งขรึมและห่างเหินราวกับว่าเขาเป็นบุคคลเดียวที่อยู่อย่างโดดเดียวเงียบเหงาบนโลกใบนี้ "ต่อจากนี้ข้าจำต้องแสร้งทำเป็นความจำเสื่อมเท่านั้น หากทำเช่นนั้นข้าจะได้ข้อมูลมากมายภายในเวลาอันสั้นที่สุด"

.

.

.

~ เมืองเทียนหยุน ~

คฤหาสน์ไม้สลักอันงดงามสูงใหญ่ตระการตา เบื้องหน้าทางเข้านั้นปรากฏให้เห็นป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่จารึกอักษรไว้ว่าฉิน

สถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในตระกูลที่อาศัยอยู่ในทวีปเทียนหลางอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งในทวีปเทียนหลางนั้นประกอบไปด้วยเมืองสี่เมืองที่ประจำตำแหน่งทั้งสี่ทิศได้แก่ เมืองเทียนหยุน เมืองเทียนเหลย เมืองเทียนเฟิงและเมืองเทียนเตี้ยน

ซึ่งเมืองเทียนหยุนนั้นตั้งอยู่ทางทิศใต้ของทวีปเทียนหลางอันกว้างใหญ่ที่ซึ่งเป็นโลกของผู้ฝึกฝนพลังฉีหรือพลังปราณอย่างที่ทราบโดยทั่วกัน และมีการแบ่งชนชั้นของระดับการบ่มเพาะออกเป็นเก้าระดับและแต่ละระดับก็มีถึงเก้าขั้นตอน

โดยปกตินั้นบุคคลที่ประจำตำแหน่งเจ้าเมืองแต่ละเมืองต้องขึ้นตรงกับผู้มีอำนาจจากทวีปเทียนหลางเป็นผู้แต่งตั้งยศถา ยกตัวอย่างเช่นว่าเมืองเทียนหยุนที่ซึ่งไป๋เฉินอาศัยอยู่พำนักพักพิงนี้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของตระกูลฉินที่ซึ่งนับว่าเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่วยวดในอาณาจักรเทียนหยุน ดังนั้นความเป็นอยู่ของตระกูลฉินนั้นนับได้ว่าเป็นที่นับหน้าถือตาภายในเมืองเทียนหยุนเป็นอย่างยิ่ง

แต่ทว่าทวีปเทียนหลางอันกว้างใหญ่กลับมีสิ่งอื่นใดที่นอกเหนือจากผู้ฝึกฝนอีกต่างๆนานาอีกหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนโบราณ ช่างหลอมศาสตราวุธและไม่เว้นแม้แต่แพทย์โอสถที่ซึ่งเป็นที่น่าเคารพสูงสุดภายในทวีปนี้

แต่แล้วกฏเหล็กของโลกใบนี้กลับเป็นกฏของความแข็งแกร่งของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ที่ซึ่งผู้อ่อนแอไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆเฉกเช่นเดียวกับสมัยของราชวงศ์โบราณ

หากไม่มีความแข็งแกร่งก็จะไม่มีวันได้ดั่งใจสมปรารถนา มีเพียงแต่ว่าจำต้องดิ้นรนฝ่าฟันด้วยตนเองเท่านั้นหากเกิดมาในตระกูลอันต่ำต้อย

และเนื่องด้วยที่ว่าไป๋เฉินมิอาจทราบสิ่งใดเกี่ยวกับที่มาของตนได้แม้แต่น้อยนิด เขาตัดสินใจเงี่ยหูฟังการสนทนาของพ่อบ้านและข้ารับใช้คนอื่นไปตลอดทั้งเส้นทางสวนบุปผาขนาดใหญ่ที่ซึ่งเป็นทางเดินหินอ่อนตรงไปยังอาคารที่มีชายหนุ่มทั้งห้านำทางไป ซึ่งฝูงชนส่วนใหญ่แล้วต่างก็ติฉินนินทาต่างๆนานามายังตนที่ซึ่งเป็นขี้ข้าไร้ประโยชน์เท่านั้น

"ข้าได้ยินมาว่าไป๋เฉินตกลงสู่ก้นหุบเหวไปแล้วมิใช่หรอกหรือ? และตอนที่เฉียนซุนนำมันกลับมา อาการมันอิดออดโรยรินใกล้จะสิ้นลมแล้วด้วยซ้ำ"

"นับว่าดวงวาสนาของมันดีพอสมควร หากเป็นบุคคลปกติทั่วไปเกรงว่าคงมิอาจยื้อชีวิตไว้ได้ถึงเพียงนี้เป็นแน่"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เพียงแค่ไปเก็บสมุนไพรไม่คาดคิดว่ามันจะพลั้งเผลอตกลงไปที่ก้นหุบเหวจริงๆ" 

"อย่างไรก็ดี...แม้นว่ามันจะกลับมาจากความตายได้ แต่บางทีหากมันต้องตกตายไปอาจจะยังดีกว่าโดนปรามาสและเหยียดหยามอยู่ทุกวี่วันเช่นนี้ หากจะกล่าวว่ามันมีวาสนาที่ดีก็คงจะมิใช่นัก"

"ถูกต้อง หากมันต้องตกตายไป บางทีมันอาจจะสะดวกสบายคลายความกังวลได้และความทุกข์ทรมานได้พอสมควร"

"..."

ไป๋เฉินกำลังกลั่นกรองข้อมูลจากคำนินทารอบข้างอย่างฉงน ในสายตาของตนกำลังฉายแววครุ่นคิด "ดูเหมือนว่าบุคลิกเก่าของเจ้าร่างนี้คือขี้ขลาด ขี้หวาดกลัว ไร้ประโยชน์ อ่อนแอและปวกเปียก...เพราะฉะนั้นข้าจำต้องเล่นคล้อยตามบทตามบาทไปเสียก่อน"

แต่เมื่อคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง มันช่างยากแสนเข็ญที่บุคคลที่มีอาชีพเป็นนักฆ่าจะต้องมาแสดงละครตบตาเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ดีมีเพียงแต่ต้องทำให้แนบเนียนจนถึงที่สุดก่อนที่เขาจะได้รับข้อมูลที่มากเพียงพอ

ชายหนุ่มทั้งห้าที่เดินนำหน้าพลันหยุดชะงักงัน ก่อนที่ชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้าจะหันไปด้านหลังก่อนจะเอ่ยด้วยมุมปากที่ขดเป็นรอยยิ้มเป็นห่วงเป็นใย "ไป๋เฉิน ไฉนเจ้าไม่ลองเลือกอาวุธก่อนหละ?"

แม้นว่าประโยคของชายหนุ่มผู้นี้จะแลดูเหมือนหวังดี แต่ทุกคนที่อยู่ที่นี้ต่างก็รับรู้ได้ว่าไป๋เฉินนั้นแทบจะหยิบจับสิ่งใดไม่ได้ด้วยความอ่อนแอทางกล้ามเนื้อ อย่าว่าแต่ใช้งานอาวุธเลย แม้แต่งานยกของตกแต่งหรือแจกันก็ยังยากที่จะประคับประคองไม่ให้ตกแตกได้ด้วยซ้ำ

ใบหน้าละเอียดอ่อนของไป๋เฉินยังคงแสดงสีหน้าที่ไม่เข้าใจและท่าทีที่หวาดกลัว "ขะ-ข้าสามารถใช้อาวุธได้ด้วยงั้นหรือ?"

ชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้าหัวเราะร่าด้วยการแสดงออกที่เหยียดหยาม "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! แน่นอน ภารกิจของพวกเราในครานี้คือการคุ้มครองคุณหนูน้อยที่จะเดินทางไปยังตำหนักโอสถของมหาแพทย์ตู้ชิง และในระหว่างทางอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพราะฉะนั้นต่อให้เจ้าเป็นขี้ข้าหรือบุคคลที่ไร้ประโยชน์เพียงใด ขอเพียงแค่เจ้าสละชีวิตของเจ้ากับคุณหนูน้อยได้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว"

บุคคลรอบข้างต่างก็ส่งเสียงต่ำหัวเราะเย้ยหยันกันทุกผู้คน ราวกับว่าสิ่งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดเป็นกิจลักษณะของไป๋เฉินแต่เพียงผู้เดียว

ไป๋เฉินทำได้เพียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

และแม้นว่าฝูงชนจะเยาะเย้ยเขาสักเพียงใด เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะโกรธได้ลง เพราะตนมิใช่ไป๋เฉินที่ไร้ประโยชน์ผู้นั้นอีกต่อไป 

แม้นว่าจะไม่มีพลังปราณและมีกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ แต่ทว่าทักษะที่ได้ฝึกฝนมายังคงฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณการเคลื่อนไหวในทุกฝีก้าว หากมีอาวุธมีคมเพียงแค่หนึ่งอย่าง เขาสามารถเคลื่อนไหวกระทำการสังหารทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้ภายในไม่ถึงสิบลมหายใจเสียด้วยซ้ำ

ไป๋เฉินเดินตรงไปยังทิศทางที่พวกเขาชี้ชัดให้ไป ฝีเท้าของเขาย่างกรายอย่างปวกเปียกโดยที่ไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต และท่วงท่าลักษณะการย่างก้าวส่งผลให้พวกเขาที่เฝ้ามองต่างก็อัดอั้นมิให้เผลอหลุดขำออกมา 

ริมฝีปากของชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้าขดเป็นรอยยิ้มแสยะ เมื่อได้ยินไป๋เฉินถูกประนามและเหยียดหยามส่งผลให้จิตใจของมันแจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก

ทันใดนั้นฝีเท้าของไป๋เฉินก็หยุดลงที่กล่องไม้ซอมซ่อ หางตาของเขากำลังจดจ่อปราดมองไปยังอาวุธที่ตั้งอยู่สะเปะสะปะภายใน 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาวุธที่กองอยู่เบื้องหน้าต่างก็มีคุณภาพที่ด้อยค่าทั้งสิ้น

ทันใดนั้นหางตาของเขาประสบพบเข้ากับบางสิ่ง ด้านในนั้นเป็นกระบี่สีดำคร่ำคร่าราวกับว่าเป็นศาสตราวุธที่ชำรุด พร้อมกับปลอกกระบี่ลวดลายสีทองที่แลดูมีคุณค่า แต่ทว่าตนกลับสามารถเห็นรอยจางๆได้ว่าคมกระบี่ด้านในนั้นเกรอะกรังไปด้วยสนิมเกาะกุม

เขายื่นมือเอื้อมไปหยิบกระบี่ขึ้นมาอย่างยากลำบากราวกับว่าไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอ ฉากที่ปรากฏส่งผลให้เสียงหัวร่อรอบข้างดังกระหึ่มยิ่งกว่าเก่า

ไม่ทันที่ไป๋เฉินจะได้หยิบกระบี่ขึ้นมา ชายหนุ่มในอาภรณ์ฟ้ากลับกล่าวอย่างเสียดสี "โอ้? ไม่คาดคิดว่าครานี้เจ้าจะเลือกกระบี่ ข้าคิดว่าเจ้าจะเลือกไม้กวาดเฉกเช่นทุกทีเสียอีก"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ครานี้มันไม่เลือกไม้กวาดแล้ว สงสัยมันคงต้องการนำเอากระบี่ไปกวาดพื้นเป็นแน่"

มุมปากของไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะกระตุกอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาลามไปด้วยรอยแดงจางอย่างละอายใจ 

[ ตัวตนเก่าของร่างนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่? หยิบไม้กวาด? เอาไม้กวาดมาเป็นอาวุธ? ช่างน่าอัปยศอดสูเสียนี่กระไร! ]

ทว่าไป๋เฉินกลับมิได้สนใจคำพูดรอบข้างแต่อย่างใด หากแต่ยื่นมือออกไปหยิบยกกระบี่สีดำคร่ำครึกขึ้นมาอีกครา

แต่แล้วเมื่อยกกระบี่เล่มนั้นออกมาจากกล่องได้ กลับบังเกิดภาพที่ไม่คาดฝัน เมื่อกระบี่เล่มนั้นพลัดตกร่วงหล่นจากมือราวกับว่ามีน้ำหนักเกินไปที่แรงแขนของไป๋เฉินจะรับไหว ข้อมือสีขาวเนียนอันสดใสกลับบังเกิดการสั่นสะท้านให้เห็นได้อย่างเด่นชัด

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

"แค่ไม้กวาดก็แทบจะยกไม่ขึ้นอยู่แล้ว แต่มันกลับเลือกกระบี่เสียได้ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

เมื่อได้ยินเสียงสมน้ำหน้าจอแจตอบสนองจากรอบข้าง ไป๋เฉินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก "ดูเหมือนว่าการแสดงของข้ายังคงไม่เป็นสองรองใครจริงๆ ด้วยการแสดงเพียงแค่นี้พวกมันก็เชื่ออย่างสนิทใจเสียแล้ว"

มือซ้ายเกาะกุมกระบี่แน่นในขณะที่มือขวาพยายามจะดึงกระบี่ออกมาจากปลอกสีทองอย่างทุลักทุเล

"ครืด~" 

เสียงที่ดังออกมานั้นคือการเสียดสีระหว่างสนิมที่เขรอะกรังภายในคมกระบี่ในขณะที่มิอาจดึงมันออกมาได้แม้แต่มิลเดียว

[ ไอ้บ้า! ไม่ว่าจะมองอย่างไรกระบี่เล่มนี้ก็เป็นของดีอย่างเห็นได้ชัด แต่ไฉนมันจึงติดสนิมเกาะแน่นจนดึงออกมาไม่ได้เช่นนี้? ]

เมื่อพยายามอยู่นานสองนานไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะตัดใจแต่ก็เก็บกระบี่ไว้แนบชิดกับตัว ก่อนจะกวาดสายตามองไปในกล่องไม้นั้นอีกครา 

ก่อนที่ในวินาทีต่อมาเขากลับเลือกหยิบมีดสั้นสีดำขลับออกมาสี่เล่มทดแทน

"แม้นรูปทรงรูปร่างจะไม่ค่อยปราณีตและการตีขึ้นรูปไม่ค่อยจะสมดุล แต่อย่างไรแค่เพียงใช้เข่นฆ่าได้ถือว่าเป็นพอ" ไป๋เฉินนำมีดสั้นสี่เล่มเหน็บไว้ตรงเอวสี่มุม หากจะมองตามบุคคลปกติการเก็บอาวุธไว้ในที่แห่งนี้เป็นตำแหน่งที่ยากจะหยิบจับมาใช้งาน แต่ในฐานะมือสังหารแล้วไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืนหรืออาวุธมีคมใดๆกลับเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการหยิบจับเป็นอย่างดี

ตอนที่ 3 : ฉินเยว่ฉาน

"ไป๋เฉิน! ไป๋เฉิน! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

ระหว่างที่ไป๋เฉินกำลังจัดตำแหน่งมุมมองของมีดสั้น ทันใดนั้นกลับมีเสียงเพรียกหาของหญิงสาวนางหนึ่งดังขึ้นจากไม่ไกล น้ำเสียงนั้นแลดูจะเป็นห่วงเป็นใยเสียเหลือเกิน

ไป๋เฉินที่ม้องย้อนกลับไปเบื้องหลังก็ต้องพบเจอเข้ากับหญิงสาวหนึ่งนางในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่มีต้นขาเรียวยาว ใบหน้าที่ขาวผ่องแต่งแต้มไปด้วยสีชมพูจางดุจดั่งลูกพีชสดที่แก้มอันสมส่วน นัยน์ตาของนางกลับมีสีดำขลับดุจน้ำหมึกด้วยความกังวล พลางวิ่งตรงมายังไป๋เฉินด้วยการแสดงสีหน้าที่กระวนกระวายใจ

รูม่านตาของไป๋เฉินเบิกโพลงอย่างชื่นชมเมื่อสังเกตเห็นร่างที่อรชรอ้อนแอ้นที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เชื่องช้า 'ช่างเป็นสตรีที่งดงามยิ่งนัก นางคือคุณหนูน้อยที่พวกเขากล่าวถึงเมื่อครู่ใช่หรือไม่?' 

แต่แล้วแววตาที่ชื่นมื่นกลับคงอยู่แค่ชั่วครู่ก่อนที่ไป๋เฉินจะแสดงสีหน้าที่หวาดผวาเช่นเคย

เมื่อร่างอันชดช้อยกำลังจะเข้าใกล้ ไป๋เฉินขยับฝีเท้าถอยร่นกลับไปพลางเอ่ยถามด้วยริมฝีปากสั่นระเรื่อด้วยความกลัว "เอ่อ...แม่นางน้อยผู้นี้คือ?"

หญิงสาวผู้นั้นหยุดฝีเท้าชะงักงัน และมองไปยังการแสดงออกทางสีหน้าของไป๋เฉินด้วยแววตาที่สับสน "แม่นางน้อย? ไป๋เฉิน ไฉนเจ้าจึงเรียกหาข้าเช่นนั้น?"

ไป๋เฉินไม่รู้ว่าควรจะตอบอันใดต่อไป ทันใดนั้นชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้าตะคอกลั่นออกมาด้วยสีหน้าที่จงเกลียดจงชังอย่างทันท่วงที "โอหัง! ทาสชั้นต่ำอย่างเจ้าจะใช้สรรพนามเช่นนั้นกับคุณหนูน้อยได้อย่างไร!?"

"ซ่า!"

รัศมีปราณสีขาวระเบิดออกเปรียบได้ดั่งดอกไม้ไฟลูกใหญ่ ร่างสีฟ้าย่างกรายเข้าใกล้ไป๋เฉินในลักษณะที่ขู่เข็ญโดยไม่มีสาเหตุ จนมาปรากฏขึ้นห่างจากเขาเพียงแค่สองเมตรเท่านั้น

แต่ทว่าในชั่วพริบตาร่างอ่อนช้อยละลานตาของหญิงสาวปรากฏขึ้นปิดกั้นเส้นทางชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้าโดยพลัน พร้อมทั้งเผยให้เห็นแสงสว่างวาบจากกระบี่หยกที่สาดส่องชี้ตรงไปยังลำคอของชายอาภรณ์สีฟ้าผู้นั้นโดยไร้ความหวั่นเกรง 

ร่างอันงดงามของหญิงสาวแหงนหางตามอง พลางกล่าวด้วยสีหน้าที่เย็นชาประดุจดั่งว่าราชินีน้ำแข็งมาจุติ "หมิงหยวน เจ้ากำลังจะทำอะไร? ไป๋เฉินคือคู่หมั้นของข้า และเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะออกความเห็นแทนข้า!"

เหล่าฝูงชนที่เมียงมองรอบกายต่างก็หันหน้าหนีและไม่อยากจะมีส่วนเอี่ยวเกี่ยวข้องกับคุณหนูน้อยผู้นี้แม้แต่น้อยนิด 

หญิงสาวที่ปรากฏกายขึ้นในยามนี้คือบุตรีคนสุดท้องของผู้นำตระกูลฉินที่มีนามว่าฉินเยว่ฉาน

ฉินเยว่ฉานเป็นหนึ่งในอัจฉริยะผู้ที่มีรากปราณแห่งเทพยดาแห่งเก้าสวรรค์ตั้งแต่กำเนิด และนางยังเป็นตัวตนที่นิกายส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการรับสมัครเป็นศิษย์สายตรง

ทวีปเทียนหลางแห่งนี้จัดหมวดหมู่และความอัจฉริยะของบุคคลขึ้นอยู่กับความกว้างของเส้นลมปราณ การไหลเวียนอันราบรื่นของเส้นลมปราณ และการกักเก็บพลังปราณของเส้นลมปราณภายในตันเถียน

หากจะกล่าวถึงภาพรวมแล้วฉินเยว่ฉานเป็นบุคคลเดียวตั้งแต่การก่อกำเนิดทวีปเทียนหลางที่มีรากปราณที่บริสุทธิ์และกว้างขวางมากที่สุดนางหนึ่ง ดังนั้นแล้วบุคคลทั้งหลายจึงมิกล้าต่อปากต่อคำกับนางแม้นเพียงครึ่งค่ำ

ชายหนุ่มอาภรณ์สีฟ้านามว่าฉินหมิงหยวนที่ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของผู้อาวุโสลำดับที่สองก็หยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน ใบหน้าของมันแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อไป๋เฉินจนถึงกระดูกดำ

ไม่นานนักมันก็คลายพลังปราณที่ปกคลุมออกจากกาย และประสานมือคำนับฉินเยว่ฉานอย่างสุภาพ พร้อมทั้งชี้ไปยังไป๋เฉินพลันกล่าวด้วยสุ้มเสียงทุ้มต่ำ "คุณหนูน้อย ข้าขอประทานอภัย แต่ทาสรับใช้ผู้นี้โอหังเกินไป มันช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง...ได้โปรดลงโทษมันด้วยเถิด"

ไป๋เฉินที่สังเกตสถานการณ์อยู่ด้านหลัง ก็กลับสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตในแววตาของฉินหมิงหยวนได้อย่างแจ่มแจ้ง! 

นั่นคือจิตสังหารที่รุนแรงที่แม้นจะต้องใช้วิธีการชั่วช้าใดๆก็จำต้องสังหารเป้าหมายลงให้จงได้!

แม้นว่าไป๋เฉินจะไร้พลังปราณและไร้การฝึกฝนใดๆ แต่ด้วยประสาทสัมผัสในฐานะมือสังหารของตนก็ยังคงความเฉียบแหลมไว้ได้เช่นเดิม แม้นจะเป็นเพียงจิตบางเบาเขาก็สามารถจับสัมผัสมันได้อย่างเด่นชัด

[ หมิงหยวนผู้นี้มีจิตสังหารที่หมายจะเอาชีวิตของข้าจริงๆงั้นหรือ? ]

[ ดูเหมือนว่าการที่ไป๋เฉินคนเก่าตกลงสู่ก้นหุบเหวไปอาจจะมีส่วนเอี่ยวกับคนผู้นี้ ]

[ และดูเหมือนว่าสถานการณ์ของข้าคงจะไม่เรียบง่ายอย่างที่คาดไว้ ] 

ฉินเยว่ฉานเพียงพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาและมิได้กล่าวอันใดกับฉินหมิงหยวนอีกต่อไป นางหันกายกลับมาพร้อมทั้งยื่นมือสำรวจร่างกายและใบหน้าอันเลอโฉมของไป๋เฉินอย่างอบอุ่น "ไป๋เฉิน เจ้าฟื้นตัวแล้วงั้นหรือ?"

ไป๋เฉินเกาศีรษะอย่างสับสนและแสดงสีหน้าคร่าตาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ "ขะ-ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว"

สายตาของฉินเยว่ฉานกวาดไปมาทั่วทั้งร่างราวกับกำลังตรวจสอบโดยละเอียด นางผงกศีรษะบางเบาพร้อมถอนหายใจอย่างโล่งอก "ดูเหมือนว่าโอสถฟื้นฟูระดับสี่ที่ข้าได้มาจากท่านพ่อจะมีผลกระทบที่ดีพอสมควร" 

'โอ้?' เมื่อได้ยินประโยคนั้นไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะลอบอุทานภายในใจ 

เหตุการณ์อุบัติเหตุที่ตนเผลอตกลงไปในหุบเหวควรจะมีบาดแผลมากกว่านี้หากจะตระหนักตามตรรกะทั่วไป แต่ทว่าเหตุใดร่างกายของไป๋เฉินจึงมีเพียงบาดแผลร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น? ปรากฏว่ามันมาจากโอสถระดับสี่จากฉินเยว่ฉาน

โดยปกติแล้วไป๋เฉินไม่สามารถตระหนักได้ว่าโอสถระดับสี่นั้นมีคุณค่าเพียงใด แต่ทว่าหากมันมีผลอย่างที่คาดจริงๆ ไฉนวิญญาณเก่าของไป๋เฉินจึงได้หายไป?

หากไป๋เฉินคนเก่ายังไม่ตายคงจะเป็นไปไม่ได้ที่ไป๋เฉินคนใหม่จะเข้าแทรกแซงมาได้ นั่นหมายความว่าไป๋เฉินที่ไร้ประโยชน์ได้ตกตายไปเสียนานแล้ว...

ไป๋เฉินตอบสนองโดยการประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ขอขอบคุณคุณหนูน้อยที่เป็นห่วงเป็นใย"

ฉินเยว่ฉานเผยรอยยิ้มสดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิในวันที่แดดจ้า ทว่าแววตาของนางยังคงเปี่ยมไปด้วยความเคลือบแคลงใจเมื่อมองไปยังแววตาของไป๋เฉินประดุจดั่งว่าไม่เคยรู้จักนางมาก่อน

แสงในรูม่านตาของฉินหมิงหยวนไม่ไกลเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันไร้ขอบเขต เมื่อมันได้ยินว่าฉินเยว่ฉานนำโอสถระดับสี่เพื่อรักษาไป๋เฉิน เพียงแค่นั้นมันก็พอจะคาดเดาได้ว่าฉินเยว่ฉานได้ทุ่มเทให้แก่ไป๋เฉินมากเพียงใด สุดท้ายมันจำต้องกลืนความเกลียดชังลงท้องไปโดยมิอาจกระทำสิ่งใดได้

ด้วยรอยยิ้มอันละลานตาและมิสนใจสายตาผู้ใด ฉินเยว่ฉานเก็บกระบี่คืนสู่ฝักพร้อมกับดึงข้อมือของไป๋เฉินลากไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ไม่ไกล "ไป๋เฉิน ไปที่รถม้ากันเถิด ข้าต้องการฟังเรื่องเล่าจากเจ้าต่อจากคราวนั้น"

เมื่อได้ยินเช่นนั้นไฟแห่งความหึงหวงกลับลุกโชน ฉินหมิงหยวนจะปล่อยให้ไป๋เฉินเสวยสุขเช่นนี้ได้อย่างไร "คุณหนูน้อย ไป๋เฉินผู้นี้ช่างไร้ประโยชน์และไร้ความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้! หากท่านนำมันขึ้นไปบนรถม้าและมีศัตรูบุกเข้ามา เกรงว่ามันมิอาจจะปกป้องคุณหนูน้อยได้เป็นแน่...เพราะฉะนั้นให้ข้าได้ปกป้องคุณหนูน้อยยังจะมีประโยชน์มากกว่ามันเสียอีก"

ฉินเยว่ฉานหยุดฝีเท้าชะงักงัน ในเวลาเดียวกันนางหันกลับมาด้วยสายตาที่แข็งกร้าว "ข้าจำเป็นต้องทำตามที่เจ้าบอกหรือไม่? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครถึงได้มาสั่งการข้าเช่นนี้?"

"วู้ม!!!" 

กระแสพายุหมุนพัดผ่านก่อเกิดแรงดึงดูดอันครอบงำจากร่างบางของฉินเยว่ฉาน เมื่อสัมผัสได้ถึงรัศมีปราณอันเหนือล้ำ ฝูงชนรอบข้างต่างก็เบิกตาโพลงจนแทบจะถลน "คุณหนูน้อยได้ทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับปราณสวรรค์แล้วหรือ!?"

"ไม่น่าเชื่อ! เมื่อวันก่อนคุณหนูน้อยอยู่เพียงแค่ระดับปราณปฐพีขั้น 9 เท่านั้น!"

"ช่างเป็นสตรีที่ได้รับเลือกจากสวรรค์โดยแท้จริง อายุของคุณหนูน้อยเพิ่งจะย่างเข้าสิบหกปี แต่กลับมีระดับการบ่มเพาะปราณสวรรค์ได้แล้ว"

"ในประวัติศาสตร์นับพันปีของทวีปเทียนหลาง ยังมิเคยมีผู้ใดบรรลุระดับปราณสวรรค์ภายในไม่เกินสิบหกปีเฉกเช่นคุณหนูน้อยเสียด้วยซ้ำ!"

เมื่อกระแสปราณพัดผ่านไป๋เฉินมีอาการสั่นสะท้านด้วยความหนาวสั่น ครั้นสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันมหาศาสที่แผ่ซ่านอยู่ตรงหน้าตน 

แต่ทว่านัยน์ตาสีแดงโลหิตกลับเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งยวด

[ ความแข็งแกร่ง! เพียงแค่รัศมีอย่างเดียวแต่กลับสามารถทำให้ข้าสั่นสะท้านและขนลุกขนชันได้ถึงเพียงนี้ ]

[ ปราณปฐพี? ปราณสวรรค์? ดูเหมือนว่าข้าควรจะซักไซ้ไถ่ถามนางเกี่ยวกับระดับการบ่มเพาะของโลกใบนี้ก่อนสิ่งอื่นใด ]

รัศมีกลิ่นอายของฉินเยว่ฉานในยามนี้บ่งบอกว่าเส้นด้ายแห่งความอดทนของนางกำลังจะขาดสะบั้นลงในไม่ช้า และทุกผู้คนต่างก็ตระหนักได้ว่าจักเกิดสิ่งใดขี้นต่อไปหากฉินหมิงหยวนยังคงไร้เหตุผลนานัปการอยู่เช่นนี้ 

"ตึก"

"ตึก"

"ตึก"

รองเท้าส้นสูงของนางส่งเสียงดังฟังชัดอย่างขาดห้วง สายตาพลันจ้องมองฉินหมิงหยวนอย่างไม่เป็นมิตร "ฉินหมิงหยวน เจ้าต้องการจะออกคำสั่งกับข้าอีกคราหรือไม่?"

ใบหน้าของฉินหมิงหยวนซูบซีดอย่างหวาดกลัว 

มันจะรับรู้ได้อย่างไรว่าฉินเยว่ฉานได้ทะลวงผ่านปราณปฐพีเข้าสู่ปราณสวรรค์ไปโดยสมบูรณ์แล้ว!

ไม่นานนักร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างระรัวโดยมิอาจหาญกล้าตอบสนอง ก่อนจะก้มหน้าต่ำโดยที่มิได้ต่อปากต่อคำอีกต่อไป "ขะ-ข้ามิกล้า"

ฉินเยว่ฉานเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกดุจภูเขาน้ำแข็งก่อนจะลากร่างของไป๋เฉินไปยังรถม้าโดยมิได้สนใจสายตาของผู้ใด นางยังคงกอดแขนของเขาย่างกรายไปตลอดทั้งเส้นทาง

เมื่อเห็นร่างสองร่างจากไปบนรถม้าด้วยความสนิทชิดเชื้อ ฉินหมิงหยวนที่ยืนเมียงมองไม่ไกลกลับแสดงสีหน้าอิจฉาริษยาและเกลียดชัง! 'ไป๋เฉิน! เป็นบุญของเจ้าที่รอดชีวิตจากเงื้อมมือของข้าไปได้ แต่ทว่าคราหน้าเจ้าจะไม่โชคดีเฉกเช่นวันนี้อีกต่อไป!'

 

เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!

novel PDF download
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!