ไม่มีอะไรหรอกแค่อยากเขียนสตอรี่โอซีเฉยๆ
3
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาได้ไม่นาน ลูคีอัส ถูกครอบครัวของญาติฝั่งพ่อเขาเอาไปเลี้ยงดูหลังจากที่เขาหนีออกจากบ้านมา
มันน่าแปลกที่เขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาทั้งได้เรียนหนังสือ และมีอาหารดี ๆ กินทุกวัน ทั้งยังได้เปลี่ยนนามสกุลจาก ซานเซีย มาเป็น แลงลีย์
และผู้ที่เลี้ยงดูเขาที่เขาเรียกว่าคุณน้าก็เอ็นดูเขาเป็นอย่างดี แม้คุณน้าจะมีครอบครัวอยู่แล้ว
ทั้ง ลูคีอัส และ คุณน้า มีนิสัยที่เข้ากันได้
ประชดประชัน ปากดี กวนบาทา แต่ลูคีอัสเงียบและใจเย็นกว่า
แต่คุณน้าต้องไปทำงานที่ต่างแดนเป็นเวลานาน บ้านที่เคยอยู่ด้วยกันจึงตกเป็นของลูกชายของเขา ส่วนลูคีอัสในวัย 15 ปี ต้องจำใจย้ายออกไป
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่เขาอยู่คนเดียวมันเหมือนกับนรก คุณน้าส่งเงินมาให้เป็นครั้งคราวส่วนลูคีอัสก็ต้องย้ายไปอยู่ในสลัมแออัด
ผู้คนป่วยตาย หรือถูกปล้นจี้ บ้างก็เล่นยาขายตัวบ้าง เด็กผู้หญิงถูกข่มขืน แก๊งอันธพาล เขาเห็นมันจนชินชา
หรือพวกลัทธิมนต์ดำ เขาเองก็เห็นจนเอียนแล้ว
และเขาเองก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกับสถานที่นี้ไปแล้ว ลูคีอัส ทำงานเป็นมือปืนให้พ่อค้ายาในสลัม
เขาไร้ทางเลือกอับจนหนทางหลังจากที่เขาออกมา รายได้ของเขาน้อยลง เขาไม่มีเงินส่งตัวเองเรียนแม้แต่เงินกินข้าวก็ไม่มี แล้วจะเหลืออะไรกับค่าเช้าห้อง
จนกระทั่งได้เจอกับหนึ่งในบอดี้การ์ดของพ่อค้ายา เขาเสนอให้ลูคีอัสเข้าร่วม ในตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรเพียงกระหายในเงินทอง
เขามันโลภมาก มนุษย์ทุกคนก็โลภมากไม่ใช่เหรอ
ลูคีอัส ถูกฝึกให้สู้ทั้งวันทั้งคืน บางวันก็กล้ามเนื้อฉีกบางวันก็ฝึกจนกระดูกหัก
แต่ก็คุ้มค่าตอนนี้ในวัย 16 ปี ลูคีอัสคือบอดี้การ์ดที่อายุน้อยและมีความสามารถที่สุด เขาฉลาดเรียนรู้ไวแถมหน้าตาดีทำให้เป็นที่โปรดปราณ
ถึงเขาจะไม่ชอบเท่าไหร่ ในสลัมแออัดเป็นที่ที่ไร้ศีลธรรมและความถูกต้อง ใครแข็งแกร่งก็อยู่รอดแต่ก็ยังมีคนดี ๆ อยู่
ชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม คนพวกนี้คือคนดีเขารู้
L
พวกคุณไปทำอะไรมาเหรอ ดูเหนื่อย ๆ นะ
ตปก
พวกเราก็แค่ไปหยุดการขนส่งอาวุธพวกนี้มาน่ะ
ลูคีอัส ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มองไปที่กล้องขนาดใหญ่บรรจุอาวุธปืนและอุปกรณ์เวทย์มนต์ไว้
ตปก
ใช่มั้ยล่ะ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นปืนกล
จู่ ๆ เด็กวัยรุ่นดูโตกว่า ลูคีอัส นิดหน่อย เดินเข้ามากลางวงสนทนา
เขาดูแปลก ๆ ในสายตาของ ลูคีอัสเขารู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ได้มาดีแน่ ๆ
ตปก
อ้าว พวกคุณไปทำอะไรมาน่ะ
ทั้งสองคนอธิบายให้ผู้มาเยือนฟัง ผู้มาเยือนคลี่ยิ้มและยื่นขวดน้ำให้
ลูคีอัส มองดูชายทั้งสองรับขวดน้ำและผู้มาเยือนก็เดินหายไป เขาคิดว่ามันมีอะไรแปลก ๆ เขาไม่ค่อยอยากให้พวกเขาดื่มน้ำเท่าไหร่
แต่พวกเขาดูเหนื่อยคงจะช่วยไม่ได้
ทันทีที่หนึ่งในชายคนนึงกระดกน้ำ ก็เกิดอาการแปลก ๆ มันเป็นแบบที่ ลูคีอัส คิดในน้ำอาจจะมียาหลอนประสาท
เขาหันไปมองชายอีกคนที่หยิบปืนกลจ่อไปที่หัวของเขาเองและลั่นไกปืน ศรีษะของเขาถูกยิงแหลกละเอียดสมอง ลูกตาทั้งสอง ถูกยิงแหลกเลือดพุ่งออกมาจากลำคอ ต่อหน้าต่อตาลูคีอัส
ไม่ทันได้ทำอะไร ชายอีกคนคว้าเศษแก้วบาดลงบนคอของลูคีอัสอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีเขาก็นอนสลบไปอีกคน
ผ่านไปได้หลายวัน เขาลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องพยาบาล และสิ่งที่เหลือจากวันนั้นคือรอยแผลเป็นบนคอของเขา
เขาได้ยินเสียงของคนสองคนคุยกันเขาจับใจความไม่ได้มาก เขาหลับตาฟังพยายามใช้สติอันเลือนลางของเขาเพื่อจับใจความ
ตปก
เขาคงไม่สน แค่...มีตำหนิเล็กน้อย
ตปก
ยังไง... ก็ต้องชอบอยู่ดี ลูคีอัส เป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดีหนิ
ชื่อของเขาในบทสนทนา ดึงความสนใจของเขา
ตำหนิที่ว่าคือยังไง และหมายความว่ายังไงเรื่องขาย ? เขากำลังจะโดนขายเหรอ
และถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ เขาควรจะทำยังไง ถ้าเขาจะถูกขายให้กลายเป็นของเล่นของพวกคนรวยเขายอมถูกควักลูกตาเสียยังดีกว่า
ลูคีอัส หันขวับไปมองนายของตนมือคว้าปืนข้างหัวเตียง ก่อนจะลั่นไกปืนยิงเข้าที่หัวของอีกฝ่าย
เขาไม่อยากโดยขาย ตอนนั้นเขาคิดได้แค่นี้ ไม่อยากเป็นเครื่องระบายราคะให้ใคร ไม่อยากเป็นแบบแม่ของเขา
และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าคนตายจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขาคนนั้นคือนายจ้าง ผู้จ่ายเงินเดือนผู้มอบที่หลับนอนให้เขา
เขารู้สึกเหมือนถูกทรยศเขาเคารพนับถือนายจ้างของเขา แต่พอได้ยินว่าตัวเองกำลังจะถูกขายเหมือนเขากำลังถูกหักหลัง
เขาเอง ก็อาจจะหักหลังเขาเหมือนกัน...?
บอดี้การ์ดอีกคนรีบวิ่งเข้ามา ไม่ทันใดก็ถูกยิงตายไปอีกคน และคนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ ตามมาเรื่อย ๆ จากสองศพเป็นสามจากสามศพเป็นสี่ และจากสี่เป็นห้า หก เจ็ด แปด
ไม่นานศพของเหล่าบุรุษก็กองนอนนองเลือดไปทั่วห้อง เหมือนวันนั้นไม่มีผิด วันที่เขาจะจำมันขึ้นใจ แต่ครั้งนี้คนที่ฆ่าไม่ใช่พ่อของหรือพวกทหาร แต่เป็นเขาเอง ลูคีอัส แลงลีย์ ผู้ที่ลงมือสังหาร
อ่า... ใช่ จำได้เลยล่ะ คุณเจมส์ผู้ที่ทำให้เขาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง คุณลูคัสผู้ที่มักจะให้คำแนะนำเขาเสมอตอนเครียด
ตอนนี้ตายห่ากันแม่งหมดแล้ว
พอมาคิดดูอีกที เขาคงจะคิดน้อยไปหน่อย เขาไม่ใช่คนที่จะให้อารมณ์มาตัดสิน
แต่ดูสิ่งที่เขาพึ่งทำสิ... บางที.. บางทีคนอื่น ๆ อาจจะไม่มีส่วนรู้ร่วมคิดด้วย บางทีคนอื่น ๆ อาจจะเป็นคนดี
ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีชีวิตไหนหวนคืนมาอีก
เขาได้แต่ทอดสายตามองกองศพตรงหน้า
เขาพึ่งจะฆ่าคน อาจจะเป็นคนบริสุทธิ์ก็ได้
เขาทำมัน ไม่ต่างอะไรจากไอ้สวะนั้น ไม่ต่างจากไอ้สาระเลวที่เขาเกลียดลงกระดูกดำ พ่อของเขา
แค่มองตัวเองในกระจกทุกวันก็เกลียดเต็มทีแล้ว เกลียดตัวเขาเองใบหน้าของเขาแม้จะเหมือนผู้เป็นมารดาแต่ส่วนอื่นกลับเหมือนพ่อ
ผมสีน้ำตาลเทา ดวงตาสีกุหลาบ ดวงตาคมเหมือนกับพ่อคิ้วหนาเหมือนกับพ่อ
เหมือนอย่างกับแกะ และยิ่งไว้ผมยาวก็ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่
และในวันนี้ยังจะฆ่าคนเหมือนพ่อของเขาอีก... แต่เขาทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาลงมือสังหารพวกเขาไปหมดแล้ว น่าสมเพช เพียงแค่ลงมือลั่นไกก็สามารถฆ่าคนตายได้มากขนาดนี้เลยหรอ เขาคิด
เขาทั้งรู้สึกผิดแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเช่นกัน มันแปลกที่เขาเริ่มจะตั้งคำถามเกี่ยวกับความตายของมนุษย์และการมีอยู่
เขารู้สึกโศกเศร้าแต่ก็รู้สึกมีอำนาจเช่นกัน เขาเคยถามคนอื่นว่าการฆ่าคนมันรู้สึกยังไง เขาได้คำตอบมาไม่เหมือนกัน บ้างก็ตอบว่ารู้สึกผิด บ้างก็ตอบว่าเศร้า หรือบ้างก็ตอบว่ารู้สึกมีอำนาจ
อ่า... ความรู้สึกมีอำนาจมันเป็นเช่นนี้หรอ รู้สึกเหนือกว่า รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะหยุดเขาได้
แต่พอมองดูศพพวกนี้อีกที มันก็ไม่ต่างอะไรจากก้อนเนื้อสวมเสื้อผ้าจริง ๆ ดูไร้ความหมาย ไร้ประโยชน์
จริง ๆ การฆ่าคนมันอาจจะไม่ได้ยากสำหรับเขา แค่คิดว่าพวกคนที่มีอำนาจเหนือเขามาตลอดตอนนี้นอนตายร่างแนบพื้นนอนจมกองเลือดและเครื่องในของตัวเองก็อยากจะหัวเราะออกมา
สับสนชะมัด แท้จริงแล้ว... รู้สึกอย่างไรกันแน่ ?
เขาเดินออกมาจากจุดนั้น อย่างไร้จุดหมาย เขาไม่อยากไปที่ไหนอยากนั่งเฉย ๆ ทำให้สมองโล่ง
การจะนั่งข้างนอกคงไม่ดีเท่าไหร่ ในสลัมแออัดมีมลพิษทางอากาศที่ไม่ดีต่อร่างกาย เขาไม่สน
เขาหย่อนตัวนั่งลงบนม้านั่งเล็ก ๆ ทอดมองกำแพงที่พ้นสีไว้ บ้างก็เป็นคำด่า บ้างก็เป็นมุขเสี่ยว ๆ เขาถอนหายใจและหลับตาลง
ถ้าเกิดเขายังอยู่บ้านของคุณน้าเรื่องทั้งหมดนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้น หากลูกชายของคุณน้าที่ไม่ชอบเขาลองเปิดใจดู ทั้งหมดนี้คงจะดีกว่าเดิม
เขายันตัวลุกขึ้นเต็มความสูง ขายาวก้าวไปข้างหน้า หอบนำร่างกายไปที่ห้องพักของตัวเอง
ตกใจ เมื่อลูกชายคนโตของคุณน้ายืนอยู่หน้าห้องพักของเขา เขาหันมา
ตปก
ไม่ได้เจอกันตั้งนานแหนะ
เขาเองก็สงสัยว่าทำไมคนคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้
ตปก
ตามหานายซะทั่วเลย ไม่นึกเลยว่าจะมาอยู่ที่นี่
ตปก
พ่อของฉันฝากจดหมายนี่มาให้นาย
ตปก
ไม่ต้องห่วงไม่ได้เปิดดูหรอก
ตปก
แต่บอกไว้ก่อนมันไม่ใช่ข่าวดีเท่าไหร่...
เขากล่าวเสียงสั่นเครือแววตาฉายแววเศร้า ลูคีอัส รับซองจดหมายมา ก่อนที่เขาจะเดินออกไปทิ้งลูคีอัสไว้ลำพัง
ลูคีอัส เข้ามาในห้องพัก แม้จะดูเก่าแต่ก็ดูเรียบร้อยมาก ถ้าเทียบกับห้องของเด็กวัยรุ่นชายอายุเท่าเขา
เขาเปิดซองจดหมาย.. เขาใช้เวลาอ่านมันสักพักก่อนจะทรุดตัวลง
'ถึง ลูคีอัส ถ้าจดหมายนี้ไปถึงนายแล้ว โปรดจงรู้ ว่าฉันไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว ฉันเขียนมันไว้เพื่อการนี้และเป็นไปได้ฉันไม่ได้อยากใช้มันนัก นายคงจะเดาสาเหตุการตายของฉันได้ ถ้าไม่ป่วยตาย ก็คงโดนพ่อนายฆ่านั่นแหละ นายก็รู้ว่าเราไม่ถูกกันเท่าไหร่ แต่จงรู้ไว้ต่อให้นายเป็นลูกของเขาก็อย่าได้โกรธเกลียดเขาหรือตัวเองเลย ฉันไม่มีโอกาสจะได้พูดคำนี้ออกไปแต่ฉันภูมิใจในตัวของนายมาก และหวังว่าสักวันฉันคงจะได้ยินนายเรียกฉันว่าพ่อแทนน้า ลูคีอัส ต่อไปนี้จงใช้ชีวิตด้วยความเข้มแข็งแม้นายจะโดดเดี่ยวหรือทุรนทุรายเพียงใดอย่าได้ยอมแพ้'
จดหมายจบเพียงเท่านั้น ลูคีอัสล้มนั่งลงกอดเข่าตัวเองไว้แน่น วันนี้เขาเจออะไรมาเยอะสุด ๆ เขาทั้งเหนื่อยและท้อแท้
น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาอาบแก้มเขาก้มหน้าลง ปล่อยให้น้ำตาช่วยชำระล้างความเศร้า
วันนี้เป็นงานศพของคุณน้า ลูคีอัสยืนอยู่หน้าโรงศพบรรยากาศมีแต่ความเศร้าโศกเสียใจของบรรดาญาติ ๆ
และคนที่ดูจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ก็ยืนอยู่ในงานศพหน้าด้าน ๆ พ่อแท้ ๆ ของลูคีอัสเอง ข้างกายของผู้เป็นพ่อคือภรรยาและเด็กแฝดทั้งสองตอนนี้ทั้งคู่น่าจะมีอายุประมาณ 8-9 ปีแล้วกระมัง
ขนาดตอนนี้เขายังมีรอยยิ้มเย่อหยิ่งเหมือนเคย
สายฝนพรำลงมา สร้างบรรยากาศโดยรอบให้ดูหม่นหมองกว่าเดิม แขกก็เริ่มทยอยกลับไปทีละคน.. สุดท้ายเหลือเพียงแค่ ลูคีอัส ที่ยืนมองหลุมศพอยู่
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น ลูคีอัสค่อย ๆ หันไป ผู้เป็นพ่อของเขาเอง เดเนียล ซานเซีย
ลูคีอัส ไม่ได้เอ่ยตอบอะไร เพียงจ้องเขาด้วยนัยน์ตาสีกุหลาบ เดเนียลหัวเราะอย่างสมเพช
ตปก
นายนี่ยิ่งโต ยิ่งเหมือนฉันขึ้นทุกวันนะเนี่ย
เขากัดฟันแน่น คำพูดของผู้เป็นพ่อไม่ใช่คำชมสำหรับเขาเลย เดเนียลมองลูคีอัส พิจารณาสีหน้าของเขาก่อนจะหัวเราะในลำคออีกครั้ง เด็กแฝดทั้งสองก็มอง ลูคีอัส ด้วยสายตาที่สงสัย
ทั้ง เดเนียล ภรรยาและเด็กแฝดเดินจากไป ทิ้งเขาอยู่คนเดียวท่ามกลางสายฝนอีกรอบ เขาเดินออกมาจากสุสาน เดินออกมาเรื่อย ๆ ก็คือสะพานถ้ามองลงไปจะเป็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว
เขาอยู่มาได้ 17 ปีแล้ว ช่างน่าเสียดาย.. ที่ชีวิตเขาอาจจะจบลงแล้ว
ไม่ทันจะได้กระโดดลงไป ทุกอย่างก็กลายเป็นสีดำมืดก่อนที่สติของเขาจะเลือนหายไป...
Comments