เวลา 23:47 น.
รถแท็กซี่สีดำคันหนึ่งแล่นผ่านถนนเปลี่ยวกลางสายฝน
นนท์ คนขับวัยสามสิบปี กำลังจะกลับบ้านหลังทำงานกะดึก ทันใดนั้นเขาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนน
เธอสวมชุดสีขาว ผมยาวเปียกชุ่ม และยกมือเรียกรถอย่างเชื่องช้า
นนท์จอดรถลดกระจกลง
“จะไปไหนครับ?”
หญิงสาวตอบเสียงเบา
“สุสานท้ายหมู่บ้านค่ะ”
นนท์ขมวดคิ้ว สุสานแห่งนั้นอยู่ห่างออกไปเกือบยี่สิบกิโลเมตร แถมยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านไม่มีใครกล้าเข้าไปหลังเที่ยงคืน
แต่เมื่อเห็นหญิงสาวเปียกฝนจนตัวสั่น เขาก็ยอมให้เธอขึ้นรถ
ตลอดทาง เธอนั่งเงียบอยู่เบาะหลัง
จนกระทั่งผ่านศาลพระภูมิเก่า ๆ แห่งหนึ่ง หญิงสาวก็พูดขึ้น
“พี่คะ”
“ครับ?”
“ถ้าหนูหายไปจากรถ พี่อย่าหันกลับมามองนะ”
นนท์หัวเราะ
“พูดอะไรน่ากลัวจังเลยครับ”
หญิงสาวไม่หัวเราะด้วย
เธอเพียงมองกระจกหลัง แล้วพูดว่า
“หนูไม่ได้ล้อเล่นค่ะ”
นนท์เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล เขาเหลือบมองกระจกหลังอีกครั้ง
หญิงสาวยังนั่งอยู่ที่เดิม
แต่สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกคือ…
เบาะที่เธอนั่งอยู่ไม่มีเงาสะท้อนในกระจก
นนท์รีบหันกลับไปมองถนน หัวใจเต้นแรงจนมือที่จับพวงมาลัยเริ่มสั่น
เขาพยายามปลอบตัวเองว่าอาจเป็นเพราะแสงไฟ
กระทั่งรถแล่นผ่านป้ายข้างทาง
อุบัติเหตุรถชน เสียชีวิต 1 ราย
ด้านล่างมีรูปถ่ายผู้หญิงคนหนึ่ง
นนท์เหยียบเบรกจนรถหยุดกะทันหัน
ผู้หญิงในรูป…
คือผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหลังของเขา!
“คุณ…คุณเป็นใครกันแน่?”
ไม่มีเสียงตอบกลับ
นนท์ค่อย ๆ หันไปมองเบาะหลัง
ว่างเปล่า
ประตูรถยังล็อกอยู่ แต่หญิงสาวหายไปแล้ว
เหลือเพียงหยดน้ำบนเบาะ และกลิ่นดอกมะลิจาง ๆ
เขารีบขับรถออกไปด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งถึงป้อมตำรวจใกล้หมู่บ้าน
“คุณตำรวจครับ ผมเจอผี!”
ตำรวจวัยกลางคนมองเขาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนถามว่า
“ผู้หญิงใส่ชุดสีขาวใช่ไหม?”
นนท์หน้าซีด
“คุณรู้ได้ยังไงครับ?”
ตำรวจถอนหายใจ
“เธอเสียชีวิตตรงถนนสายนั้นเมื่อสามปีก่อน ตั้งแต่นั้นมา คนขับรถหลายคนก็อ้างว่าเจอเธอ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอต้องการอะไร”
นนท์นึกถึงคำพูดของหญิงสาว
ถ้าหนูหายไปจากรถ พี่อย่าหันกลับมามองนะ
เขาขอตัวกลับบ้านทันที
แต่ก่อนออกจากป้อมตำรวจ เจ้าหน้าที่กลับเรียกเขาไว้
“เดี๋ยวก่อนคุณ!”
ตำรวจเปิดสมุดบันทึกเก่า ๆ ให้ดู
ในนั้นมีรายงานอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน
ผู้เสียชีวิต: หญิงสาว 1 ราย และคนขับแท็กซี่ 1 ราย
นนท์อ่านชื่อคนขับแล้วตัวชา
เพราะชื่อที่ปรากฏในรายงานคือชื่อเดียวกับชื่อของเขา
นนท์
เขารีบส่ายหน้า
“เป็นไปไม่ได้ครับ ผมยังมีชีวิตอยู่!”
ตำรวจเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ
“คุณครับ…”
“คุณเข้ามาที่ป้อมตั้งแต่เมื่อไหร่?”
นนท์ชะงัก
ตำรวจค่อย ๆ ชี้ไปที่กระจกหน้าป้อม
เงาสะท้อนของตำรวจปรากฏอยู่ในกระจก
เงาของโต๊ะ เก้าอี้ และตู้เอกสารก็อยู่ครบ
แต่ตรงตำแหน่งที่นนท์ยืนอยู่…
ไม่มีเงาของเขา
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของตำรวจดังขึ้น
เขารับสาย ฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหน้าจะซีดเผือด
“ครับ… พบรถแล้วเหรอครับ?”
ตำรวจหันมามองนนท์
“รถแท็กซี่สีดำตกลงไปในคลองเมื่อคืน คนขับเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”
นนท์ถอยหลัง
“ไม่จริง…”
เสียงของเขาเริ่มสั่น
“ผมขับรถมาที่นี่ ผมยังพูดกับคุณอยู่เลย!”
ตำรวจค่อย ๆ วางโทรศัพท์
“ผมขอโทษด้วยนะครับ”
“คุณเสียชีวิตตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว”
นนท์ทรุดลงกับพื้น
ความทรงจำที่ขาดหายเริ่มกลับมา
ฝนตกหนักในคืนหนึ่ง
เขาขับรถแท็กซี่กลับบ้าน
หญิงสาวคนหนึ่งยืนเรียกรถอยู่ริมถนน
เขาจอดรับเธอ
แล้วจู่ ๆ ก็มีรถบรรทุกพุ่งข้ามเลนมา
เสียงเบรกดังสนั่น
กระจกแตกกระจาย
ทุกอย่างดับวูบ
นนท์จำได้แล้ว
เขาไม่ได้เป็นคนขับรถที่รับหญิงสาวคนนั้น
เขาคือคนขับแท็กซี่ที่เสียชีวิตพร้อมกับเธอ
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองตายไปแล้ว
และหญิงสาวคนนั้นก็ไม่ได้กำลังเดินทางไปสุสาน
เธอเพียงพยายามพาเขากลับไปยังสถานที่ที่ทั้งคู่เสียชีวิต เพื่อให้เขาจำความจริงได้
นนท์เงยหน้าขึ้น
หญิงสาวในชุดขาวยืนอยู่ตรงประตูป้อมตำรวจ
เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“จำได้แล้วใช่ไหมคะ?”
นนท์พยักหน้าช้า ๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ขอโทษนะ…ที่พี่ช่วยเธอไม่ได้”
หญิงสาวส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรค่ะ เรากลับบ้านกันเถอะ”
เธอยื่นมือมาให้เขา
นนท์จับมือนั้นไว้ ก่อนที่ทั้งคู่จะค่อย ๆ เลือนหายไปในสายหมอกยามเช้า
ตำรวจยืนมองประตูที่ว่างเปล่า ก่อนจะถอนหายใจ
คดีคนขับแท็กซี่ที่หายตัวไปอย่างลึกลับจึงปิดลงในที่สุด
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครอธิบายได้
เช้าวันต่อมา กล้องวงจรปิดหน้าป้อมตำรวจบันทึกภาพรถแท็กซี่สีดำคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน
ประตูหลังเปิดออกเอง
จากนั้นมีเสียงผู้หญิงดังขึ้นจากภายในรถ
“ขอบคุณนะคะ ที่พาหนูกลับบ้าน”
และรถแท็กซี่คันนั้นก็แล่นหายไปในสายหมอก
ทั้งที่…
ไม่มีใครนั่งอยู่หลังพวงมาลัยเลยแม้แต่คนเดียว....