โรงเรียนโปรตุเกสตั้งอยู่ริมแม่น้ำเก่า ตัวอาคารเป็นตึกอิฐสีหม่น สร้างมาตั้งแต่สมัยที่บาทหลวงยังใส่เสื้อคลุมยาวลากพื้น ว่ากันว่ากลางคืน ถ้าลมพัดแรงพอ จะได้ยินเสียงระฆังทั้งที่หอระฆังพังไปนานแล้ว
ผมไม่เชื่อเรื่องผี
จนกระทั่งต้องอยู่เวรคืนวันศุกร์
ไฟในโรงเรียนจะปิดตอนสี่ทุ่ม ยกเว้นอาคารเก่า “อาคารเซนต์มาเรีย” ที่ผอ.สั่งห้ามเข้าเด็ดขาดหลังพระอาทิตย์ตก เหตุผลเป็นทางการคือ โครงสร้างไม่ปลอดภัย
เหตุผลที่เด็กๆ กระซิบกันคือ มีผี
ผมกับเพื่อนอีกสองคนแอบพนันกันว่าใครแน่สุด
แน่นอน—เด็กสมัยนี้ไม่กลัวคำว่า “ห้าม”
ตอนเวลาเกือบห้าทุ่ม เราผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไป กลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นเทียนเก่าลอยมาเหมือนอดีตยังไม่ยอมตาย ทางเดินยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด หน้าต่างกระจกสีแตกไปครึ่งหนึ่ง แสงจันทร์ส่องเป็นเงาแปลกๆ บนพื้น
แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้น
กึก…กึก…กึก…
เหมือนรองเท้าหนังเดินช้าๆ จากปลายโถง
เพื่อนผมหยุดหายใจ
ผมหยุดกลืนน้ำลาย
ร่างหนึ่งปรากฏออกมาจากความมืด ใส่ชุดนักเรียนโบราณ แขนเสื้อยาวเกินมือ หน้าซีดเหมือนกระดาษเก่า ดวงตาดำสนิท ไม่มีตาขาว
“ถึงเวลาเรียนแล้ว…”
เสียงเขาเบา แต่ชัด เหมือนกระซิบในหัว
ไฟในโถงกระพริบ
ผนังเริ่มมีเงาเด็กนักเรียนอีกหลายสิบคน ยืนเรียงเป็นแถว บางคนไม่มีหน้า บางคนไม่มีเท้า ทุกคนก้มหน้าเหมือนรอคำสั่ง
ผมรู้สึกหนาว
ไม่ใช่ที่ผิวหนัง
แต่หนาวถึงความทรงจำ
ผีคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ แล้วชี้ไปที่กระดานดำเก่าๆ
บนกระดานมีชอล์กเขียนไว้ว่า
“คาบสุดท้าย ไม่มีวันเลิก”
ทันใดนั้น เสียงระฆังดังขึ้นจริงๆ
ดังจนหัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ
ผมไม่รู้แรงมาจากไหน แต่ขาผมวิ่งเอง
ประตูที่เข้ามาปิดดังปัง
เสียงหัวเราะเบาๆ ไล่หลังมาเหมือนเงา
เช้าวันต่อมา
อาคารเซนต์มาเรียถูกปิดถาวร
และมีชื่อของนักเรียนเพิ่มขึ้นในบอร์ด “ศิษย์เก่าดีเด่น”
ชื่อหนึ่งในนั้น
เป็นชื่อผม
ทั้งที่ผมยังยืนอ่านมันอยู่ตรงนั้น
และตั้งแต่วันนั้น
ทุกคืนวันศุกร์
ผมจะได้ยินเสียงระฆัง
จากในหัว
ไม่เคยหยุด