โรงเรียนเซอกลางตั้งอยู่ชานเมืองยะโฮร์ อาคารเก่า สีขาวหม่น หลังคาทรงโคโลเนียล
กลางวันมันคือโรงเรียนธรรมดา
แต่หลังหกโมงเย็น…
มันเหมือนสิ่งมีชีวิตที่เริ่มหายใจ
อาซรี นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวไทย ถูกครูสั่งให้มาทำเวรเก็บห้องสมุดเพียงลำพัง
ไฟฟลูออเรสเซนต์กระพริบเหมือนคนกระพริบตาช้า ๆ
ติ๊ก… ติ๊ก…
เสียงนาฬิกาแขวนผนังดังชัดเกินเหตุ
ตอนเขากำลังก้มเก็บหนังสือเล่มสุดท้าย
เสียง รองเท้านักเรียน ดังขึ้นจากชั้นบน
แตะ… แตะ… แตะ…
ทั้งที่ครูบอกชัด
“หลังหกโมง ห้ามขึ้นอาคารเก่าเด็ดขาด”
อาซรีกลืนน้ำลาย
หัวเราะแห้ง ๆ ให้ตัวเอง
“คงเป็นยาม”
แต่เสียงนั้น เดินไม่สม่ำเสมอ
เหมือนคนลากขา
เหมือนใครบางคน…ไม่สมบูรณ์
ไฟดับ
ความมืดไม่ใช่สีดำ
แต่มันคือความนิ่งที่มีน้ำหนัก
อาซรีได้กลิ่นชอล์กเก่า ๆ ผสมกลิ่นฝน ทั้งที่ไม่มีฝนตก
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ใกล้หูมาก
“Kamu nampak nama saya tak…” (เธอเห็นชื่อฉันไหม…)
อาซรีหันขวับ
เด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนมาเลเซียยืนอยู่ตรงนั้น
หน้าซีด
ผมยาวเปียกชื้น
แต่ไม่มีเงา
ที่หน้าอกเสื้อมีป้ายชื่อ
ตัวอักษรเลือนราง
เหมือนถูกขูดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อาซรีสั่น
แต่สายตากลับไปหยุดที่เท้า
เธอใส่รองเท้านักเรียน
แต่ เท้าซ้ายหายไปครึ่งหนึ่ง
“ฉัน…สอบตก”
เธอพูดเบา ๆ
“ครูบอกว่าฉันไม่มีตัวตน”
พื้นไม้เริ่มเย็นจัด
เสียงนาฬิกากลับมาเดินอีกครั้ง
แต่เดินถอยหลัง
ติ๊ก… ติ๊ก…
อาซรีนึกถึงข่าวเก่า
เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่ง
หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน
ไม่มีชื่อในทะเบียน
ไม่มีรูปในแฟ้ม
“เธออยากให้ฉันช่วยอะไร”
อาซรีถาม ทั้งที่ขาแทบทรุด
เด็กหญิงยิ้ม
รอยยิ้มที่ไม่ควรอยู่บนใบหน้าเด็ก
“อ่านชื่อฉันให้ครบ”
ไฟสว่างวาบ
หนังสือทะเบียนเก่าบนโต๊ะเปิดเอง
หน้ากระดาษพลิกเร็วราวกับมีลม
อาซรีเห็นชื่อหนึ่ง
ถูกขีดทับ
แต่ยังอ่านออก
เขาอ่านออกเสียง
ทันทีที่เสียงสุดท้ายจบ
เสียงกรีดร้องดังลั่น
ไม่ใช่จากเด็กหญิง
แต่จาก ตัวอาคาร
ผนังสั่น
ฝุ่นร่วง
แล้วทุกอย่างก็เงียบ
เด็กหญิงหายไป
เหลือเพียงรองเท้านักเรียนข้างเดียว
เปียกน้ำ
วันรุ่งขึ้น
อาซรีเห็นชื่อเด็กหญิงคนนั้น
กลับมาอยู่ในทะเบียน
สมบูรณ์
ชัดเจน
แต่ใต้ชื่อ
มีตัวหนังสือเล็ก ๆ เพิ่มขึ้น
นักเรียนยังคงอยู่
เพียงรอให้มีคนจำได้
ตั้งแต่นั้นมา
หลังหกโมงเย็น
ถ้าใครได้ยินเสียงรองเท้าเดินลากบนชั้นบนของอาคารเก่า
อย่าหันกลับไปมอง
เพราะบางที
เธอแค่กำลังหาใคร
มาช่วยอ่านชื่อ…
ของคนต่อไป