โรงเรียนเก่าแก่กลางเมืองไฮเดลเบิร์กตั้งตระหง่านเหมือนปราสาทหิน สีเทาหม่นของผนังสะท้อนหมอกยามเช้า ราวกับมันหายใจได้เอง
นักเรียนเรียกที่นี่ว่า Schule Nummer Sieben
แต่ในหมู่ภารโรง มีชื่อหนึ่งที่ไม่เขียนในแผนที่
“โรงเรียนที่ไม่ควรอยู่หลังหกโมงเย็น”
ผมชื่อโยฮัน นักเรียนแลกเปลี่ยนปีแรก
วันนั้นผมอยู่ทำรายงานประวัติศาสตร์จนลืมเวลา
หกโมงตรง—ระฆังเก่าดัง กง… กง…
เสียงเหมือนโลหะร้องไห้
ไฟในโถงทางเดินดับพรึ่บ
เหลือแค่แสงจากหน้าต่างสูงเรียวยาว
เงาของผมยืดยาวผิดรูป เหมือนมีใครยืนซ้อนอยู่ข้างหลัง
ผมหันกลับไป
ไม่มีใคร
แต่…
เสียงรองเท้าหนังดัง กึก… กึก…
ไม่ใช่เสียงนักเรียน
มันช้า สุขุม และมั่นคงเกินไป
ผมเดินตามเสียงนั้นไปถึงห้องเรียนหมายเลข 13
ห้องที่ถูกล็อกถาวรตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ประตูเปิดเอง
ช้า ๆ
เหมือนคนรู้มารยาท
ข้างในมีนักเรียนใส่ชุดยูนิฟอร์มเก่า นั่งเรียงเป็นแถว
ทุกคนก้มหน้า
ไม่มีใครขยับ
ครูคนหนึ่งยืนหน้าชั้น
สูทสีดำ
ใบหน้าซีดขาว
ดวงตาไม่มีตาดำ
เขาหันมามองผม
แล้วยิ้ม
“คุณมาสาย”
ภาษาเยอรมันของเขาชัดเป๊ะ เหมือนอ่านจากตำรา
ผมอยากขอโทษ
แต่เสียงหายไปจากคอ
ครูยกไม้เรียวขึ้นเคาะกระดาน
ก๊อก ก๊อก
บนกระดานไม่ได้เขียนตัวหนังสือ
แต่เป็นรายชื่อ
ชื่อทั้งหมดถูกขีดฆ่า
ยกเว้นชื่อเดียวที่เพิ่งปรากฏ
Johann
ไฟกระพริบ
นักเรียนทุกคนเงยหน้าพร้อมกัน
ไม่มีลูกตา
ผมถอยหลัง
สะดุดธรณีประตู
แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท
ผมตื่นขึ้นมาในโถงทางเดิน
แสงเช้าอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจก
นาฬิกาชี้เจ็ดโมงตรง
ภารโรงยืนมองผม
สีหน้าเรียบเฉย
“โชคดีนะ” เขาพูดเบา ๆ
“คุณเป็นคนแรกในรอบห้าสิบปี…
ที่กลับออกมาได้”
ผมถามเขาเรื่องห้อง 13
เขาส่ายหัว
“ไม่มีห้องนั้นตั้งแต่แรก”
“มีแต่ห้องเรียน…
สำหรับคนที่ไม่ยอมกลับบ้าน”
ตั้งแต่นั้นมา
ผมไม่เคยอยู่โรงเรียนหลังหกโมงเย็นอีกเลย
และทุกครั้งที่ระฆังดัง
ผมยังได้ยินเสียงรองเท้าหนัง
เดินช้า ๆ
อยู่ข้างหลังเสมอ