โรงเรียนของผมเงียบเหมือนถูกลืมไว้กลางความมืด
ลมพัดผ่านตึกเรียนเก่า เสาธงโยกเบา ๆ ราวกับกำลังไหว้ใครบางคน
คืนนี้ผมกับเพื่อนอีกสองคนต้องมาทำเวร เพราะครูสั่ง—เหตุผลเรียบง่าย แต่ผลลัพธ์ไม่เรียบเลย
“มึงเคยได้ยินไหม…ว่าห้องน้ำตึกสามมีเสียงร้องตอนตีสอง”
เพื่อนผมกระซิบ เสียงมันสั่นยิ่งกว่าไฟนีออนที่กระพริบไม่หยุด
ผมหัวเราะกลบเกลื่อน
โรงเรียนไทยก็แบบนี้แหละ—มีเรื่องเล่าคู่กับพัดลมติดผนัง
แต่พอเข็มนาฬิกาชี้ตรงเลขสอง เสียง เอี๊ยดดด ก็ดังขึ้นจริง ๆ
ไม่ใช่จากประตู
แต่มาจาก ชั้นบนสุดของตึกสาม
เราไม่ได้นัดกัน
แต่ขาทั้งสามคู่เดินขึ้นบันไดพร้อมกัน
ทุกก้าวเหมือนเหยียบลงบนความทรงจำเก่า ๆ
ภาพเด็กนักเรียนที่เคยหัวเราะ เคยวิ่ง เคยโดนครูดุ—ลอยปะปนกับเงามืด
หน้าห้องน้ำหญิง ประตูบานหนึ่งเปิดแง้ม
กระจกสะท้อนภาพนักเรียนหญิงในชุดพละ
ผมยาวเปียก
หน้าไม่มีดวงตา
“หนูกลับบ้านไม่ทันค่ะ…”
เสียงนั้นไม่ดัง
แต่มันดัง ในหัว
ผมรู้ทันที—นี่ไม่ใช่ผีที่อยากหลอก
แต่มันคือผีที่อยากถูกจำ
เด็กที่เคยอยู่เวรเหมือนเรา
เด็กที่ไม่มีใครรอรับกลับบ้าน
ไฟดับ
ลมแรง
แล้วทุกอย่างก็เงียบ
เช้าวันรุ่งขึ้น โรงเรียนกลับมาคึกคัก
ไม่มีร่องรอยอะไรเลย
นอกจากกระดาษแผ่นหนึ่งหน้าห้องน้ำตึกสาม
เขียนด้วยลายมือเด็ก ๆ ว่า
“ขอบคุณที่มาหา”
ตั้งแต่นั้นมา
โรงเรียนผมไม่มีเสียงร้องตอนตีสองอีก
แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านตึกสาม
ผมจะยกมือไหว้เบา ๆ
เพราะโรงเรียนไทย…
ไม่ได้มีแค่ครูที่เฝ้าสอน
แต่ยังมีใครบางคน
เฝ้าโรงเรียนอยู่เสมอ