โรงเรียนเงียบผิดปกติในคาบสุดท้ายของวัน
ไม่ใช่ความเงียบแบบเลิกเรียน
แต่เป็นความเงียบที่เหมือน…ทุกอย่างหยุดฟังอะไรบางอย่างอยู่
ผมนั่งอยู่ห้องคนเดียว
ครูออกไปประชุม เพื่อน ๆ กลับบ้านกันหมด
ไฟนีออนกระพริบ แชะ…แชะ เหมือนหายใจไม่สม่ำเสมอ
กระดานดำยังมีคราบชอล์กเขียนค้างไว้
“อย่าอยู่เกินกริ่ง”
ผมขำในลำคอ
ใครเขียนมุกโบราณแบบนี้กัน
ทันใดนั้น—
กริ่งดังขึ้น
แต่ไม่ใช่เสียงกริ่งเลิกเรียน
มันต่ำกว่า ยาวกว่า และสั่นเหมือนโลหะครูดกระดูก
เสียงดังมาจากลำโพงทั้งโรงเรียน ทั้งที่ไฟอาคารฝั่งอื่นดับไปหมดแล้ว
ผมลุกจะออกจากห้อง
แต่ประตู…ไม่ขยับ
ไม่ใช่ล็อก
มันเหมือนมีใคร “จับไว้” จากอีกฝั่ง
กระจกหน้าต่างสะท้อนเงาผม
แต่มีอีกเงาหนึ่งยืนซ้อนอยู่
นักเรียนผู้หญิง ใส่ชุดนักเรียนเก่า สีซีด
ผมยาวปิดหน้า
คอเสื้อเปื้อนคราบชอล์ก
เธอไม่ขยับ
แต่กระดานดำเริ่มเขียนเอง
ครืด…ครืด…
“คาบสุดท้าย ยังไม่จบ”
อากาศเย็นลงทันที
กลิ่นห้องเรียนเก่า—ฝุ่น ชอล์ก เหงื่อ—ปนกับกลิ่นสนิม
ผมถอยหลังชนโต๊ะ
เก้าอี้ขยับเองพร้อมกันทั้งห้อง เอี๊ยด—
เงาในกระจกเงยหน้า
ไม่มีตา
มีแต่กระดานดำแทนใบหน้า
ตัวอักษรขาว ๆ ปรากฏทีละคำ
“เธอเห็นฉันไหม”
ผมส่ายหัวแรง ๆ
ปากพูดไม่ออก
หัวใจเต้นเหมือนจะกระโดดออกมา
ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดเอง
ทางเดินยาวมืดสนิท
ไฟกระพริบเป็นจังหวะเหมือนนับเวลา
เสียงฝีเท้า
ไม่ใช่ของผม
เด็กนักเรียนหลายสิบคนเดินผ่านหน้าห้อง
ทุกคนก้มหน้า
ชุดนักเรียนซีดเหมือนกันหมด
ไม่มีใครมีเงา
คนสุดท้ายหยุด
เธอเงยหน้า
หน้าเดียวกับเงาในกระจก
“ถึงคาบของเธอแล้ว”
กริ่งดังอีกครั้ง
ใกล้มาก—เหมือนดังอยู่ในหัว
ผมหลับตาแน่น
นับหนึ่งถึงสิบ
สวดอะไรไม่รู้มั่วไปหมด
แล้ว—
เงียบ
ผมลืมตา
แสงแดดยามเย็นส่องเข้ามา
เสียงนักเรียนคุยกันหน้าห้อง
ครูเดินเข้ามาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บนกระดานดำ
ไม่มีข้อความ
แต่ใต้โต๊ะผม
มีผงชอล์กขาวกองเล็ก ๆ
ครูหันมาพูดเบา ๆ
เหมือนเตือน เหมือนกระซิบ
“คราวหน้า…อย่าอยู่เกินกริ่งนะ”
ผมหันไปมองนาฬิกา
เวลา 16:59
กริ่งกำลังจะดังอีกครั้ง