เสียงนาฬิกาเรือนเก่าดัง ติ๊ก—ติ๊ก—ติ๊ก
ทั้งที่มันไม่มีถ่าน
ผมรู้ได้ยังไง?
เพราะผมเป็นคนถอดมันออกเอง…เมื่อสิบปีก่อน
คืนฝนตก ฟ้าร้องเหมือนโลกกำลังทะเลาะกับตัวเอง
ผมนั่งอยู่ในห้อง สงสัยชีวิตตามประสาเด็กที่คิดว่าตัวเองเข้าใจจักรวาล
แล้วจู่ๆ พื้นก็ “หายไป”
ไม่ใช่ยุบ
ไม่ใช่แตก
แต่มัน เลือกไม่อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป
ผมหล่น
หล่นผ่านตัวอักษร
หล่นผ่านความทรงจำ
หล่นผ่านคำถามที่ยังไม่มีใครตอบ
แล้วก็ “หลุด”
ลืมตาอีกที ท้องฟ้าเป็นสีม่วงเข้ม
ดวงอาทิตย์มีสามดวง
และเงาของผม…ไม่เหมือนผม
“ยินดีต้อนรับ ผู้ที่หลุดจากเส้นเรื่อง”
เสียงใครบางคนดังขึ้น
ไม่มีร่าง แต่มีน้ำหนัก
เหมือนประโยคที่รู้ว่ามันจริง แม้ยังไม่เข้าใจ
ที่นี่ไม่มีกฎฟิสิกส์
มีแต่ “ความเชื่อ”
ใครเชื่อแรง โลกก็ยอมอ่อนข้อให้คนนั้น
ผมลองคิดถึงบ้าน
โลกสั่นเล็กน้อย
เหมือนมันหัวเราะ
“กลับได้ไหม” ผมถาม
“ได้” เสียงนั้นตอบ
“แต่ถ้ากลับ นายจะลืมว่าที่นี่เคยมีอยู่
และถ้าอยู่ต่อ นายจะลืมว่าโลกเดิมเคยเรียกว่า ‘ปกติ’”
ผมมองมือของตัวเอง
มันเริ่มโปร่งแสง
เหมือนกำลังถูกเลือก
หรือถูกลบ
สุดท้ายผมก้าวไปข้างหน้า
ไม่ใช่เพราะกล้าหาญ
แต่เพราะอยากรู้
บางที…
การหลุด
อาจไม่ใช่อุบัติเหตุ
แต่อาจเป็นทางลัดของคนที่ไม่ยอมเดินตามเส้นเดิม
และนั่นแหละ
คือจุดเริ่มต้นของโลกที่ไม่มีใครเขียนตอนจบไว้ให้