ในศตวรรษที่ 24 บนแผนที่โลกมีจุดเล็ก ๆ แทบมองไม่เห็น เป็นเกาะที่ไม่มีชื่อเรียกในสมุดเรียน ไม่มีธงในพิธีการใด ๆ แต่ในทุกหัวข้อข่าว ทุกบทสนทนา มันถูกเรียกตรงกันว่า “อาณานิคมคนบาป” ผู้คนบนเกาะนั้นไม่ได้ทำสงคราม ไม่ได้ปล้น ไม่ได้ก่อการร้าย พวกเขาเพียงถูกโลกตัดสินว่า “ผิด” โดยไม่มีใครจำได้แล้วว่า เพราะอะไร
ทุกคนที่นี่ต้องผ่านการตรวจเลือดทุกปี ใส่กำไลชีวภาพ และผ่านแบบทดสอบจิตวิทยา ผลทั้งหมดถูกนำไปคำนวณด้วย “อัลกอริทึมเพื่อความสงบสุขของมนุษยชาติ” และมันไม่ได้ตัดสินว่าใคร “ทำผิด” แต่มันตัดสินว่า ใคร มีแนวโน้มที่จะสร้างปัญหาในอนาคต
และผู้ที่ได้คะแนนเสี่ยงสูง แม้ไม่เคยทำผิดเลย จะถูกส่งมายังเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาถูกอธิบายอย่างหรูหราในรายงานว่า
“การย้ายถิ่นเชิงป้องกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพโลก”
แต่ในภาษาคนธรรมดานั่นแปลว่า
"เอาไปทิ้งให้ไกลที่สุด"
ที่กลางเกาะมีกำแพงสูงสีเทา และป้ายสนิมขึ้นว่า
“ผู้ที่อยู่ที่นี่คือภยันตรายต่อความสงบของโลก”
เลียมเด็กชายวัย 15 ปี ถูกส่งมาเพราะเขามี “ดัชนีตั้งคำถามต่ออำนาจ” สูง นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า คนประเภทนี้อาจนำไปสู่การก่อกบฏ แม้เขาจะเคยทำเพียงตั้งคำถามว่า “ทำไมเราต้องยอมให้เครื่องจักรตัดสินอนาคต?”
มีหญิงคนหนึ่งชื่อ มีรา เธอเป็นพยาบาลที่ช่วยชีวิตเด็กหลายร้อยคน แต่ยีนของเธอมีตัวแปรที่ อาจ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าในวัยชรา ระบบจึงสรุปว่า เธอมีโอกาสทำให้การรักษาวุ่นวายจึงไม่เหมาะสมที่จะรักษาใคร
มีชายอีกคนชื่อ กริมม์ แบบทดสอบบอกว่าเขามีระดับความเห็นอกเห็นใจสูงเกินเกณฑ์ หน้าที่เชิงทหารไม่เหมาะกับเขา
และคนที่เห็นใจมากเกินไป อาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ จึงเหมาะกับเกาะ…มากกว่าเมือง
สุดท้าย แม้แต่ครูธรรมดาคนหนึ่งก็ถูกส่งมา เพราะเขาเลือกสอนบทเรียนที่ทำให้นักเรียน “คิดเป็นระบบ” มากเกินไป อาจนำไปสู่การตั้งคำถามต่อโครงสร้างโลก
ทุกคนบนเกาะ ต่างมี “เหตุผล” ที่ดูเหมือนจะเข้าใจได้
แต่เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งหมดก็แค่...ความกลัว
คืนหนึ่ง เกิดแผ่นดินไหวเล็ก ๆ โครงสร้างเก็บน้ำทะเลสาบแตก คนบนเกาะช่วยกันซ่อมอย่างเป็นขั้นตอน แบ่งงานเหมือนทีมมืออาชีพ โดยมีเลียมคอยประสานงาน มีราดูแลผู้บาดเจ็บ กริมม์ทำหน้าที่ประคองใจทุกคน
พวกเขาอยู่รอดเพราะ ความเป็นมนุษย์ ข่าวหลุดออกไป โลกจึงเริ่มถกเถียง นักวิชาการเตือนว่า หากปล่อยพวกเขาออกมา พวกเขาอาจรวมพลังกันเรียกร้องสิทธิ์ รัฐบาลจึงออกคำสั่งใหม่ว่า “บุคคลที่ปรับตัวเก่งเกินไปในอาณานิคม ถือเป็นภัยระดับสูง สามารถกำจัดทิ้งได้ทุกเมื่อ”
เลียมได้ยินแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ มันฟังดูมีเหตุผลพอ ๆ กับคำโกหกที่ดีทุกคำ
“พวกเรากลายเป็นอันตราย เพราะเราอยู่รอดร่วมกันอย่างสงบงั้นเหรอ? เหอะ”
คืนนี้ รอบกองไฟ คนบนเกาะเล่าเรื่องของตัวเองอีกครั้ง
พวกเขาไม่ได้หวังพิสูจน์อะไรต่อคนทั้งโลก แค่เตือนกันว่า โลกอาจใช้ข้อมูลตัดสินเรา แต่ค่าของเรายังไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตัวเลขของใคร
พวกเขามองคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า ป้ายสนิมหน้าท่าเรือค่อย ๆ ล้มลง ข้อความบนป้ายเลือนหายไปทีละตัว จนเหลือเพียงคำเดียวที่อ่านได้ชัดเจนที่สุดนั่นคือ “คน”
-จบ-
สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็คือคน ทุกคนยิ้มได้ร้องไห้เป็น คุณค่าของคนเรามีแค่ตัวเราที่สามารถตัดสินได้ อย่าให้ใครตัดสินเรา เพียงเพราะเราไม่เป็นในแบบที่เขาต้องการ