เช้าวันนี้หยางจินจวี๋ถูกปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง
นางบ่นกระปอดกระแปดแต่พอลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมองเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังสาวใช้คนสนิทเป็นมารดาที่กำลังมองมาด้วยนัยน์ตาฉายแสงเรืองรอง ก็รีบกระเด็งตัวขึ้นนั่ง
ล้างหน้าบ้วนปากอย่างรวดเร็วแล้วปล่อยให้มารดาเป็นคนหวีผมยาวสลวยเงางามถึงบั้นเอวดุจม่านน้ำตกแล้วเกล้าเป็นมวยสูงแบบบุรุษ
คาดรัดเกล้าหยกขาว และสวมชุดนักศึกษาสีขาว
เพราะเสี่ยวจูก็ต้องแต่งตัวของนางเองเช่นกัน
“ท่านแม่...พักนี้ข้าว่าท่านอ้วนขึ้นนะ”
หยางจินจวี๋ตั้งข้อสังเกต แต่ถูกมารดาดีดข้อนิ้วตรงกลางศีรษะ เจ็บจนต้องร้องอูย
“อย่าพูดคำว่าอ้วน
แม่ฟังแล้วแสลงหู โชคดีที่เจ้าเกิดมากินนมแม่เยอะ แม่ถึงยังคงรูปร่างสะโอดสะองเอาไว้ได้”
นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จินซื่อภาคภูมิใจนอกจากเรื่องที่ได้สามีหล่อเหลาและไม่เจ้าชู้
แม้จะเกียจคร้านไปบ้าง แต่ก็นับว่าเอาไปโอ้อวดกับบรรดาฮูหยินได้อย่างมาดมั่น
ยิ่งหลังคลอดบุตรี รูปร่างก็ยังอ้อนแอ้นบอบบางผิดกับฮูหยินบ้านอื่นที่มีลูกแล้วก็จะเริ่มเจ้าเนื้อขึ้นแทบทุกคน
เรื่องนี้นางก็เอาไปโอ้อวดได้อีก
แต่ถึงอย่างไรจินซื่อก็ไม่ชอบเข้าวงสังคม
เพราะนางรู้ดีว่าเพื่อนฝูงที่จริงใจกับนางนั้นมีน้อยยิ่ง
ดังนั้นถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทจริงๆนางจะไม่ยอมรับเทียบเชิญไปดื่มน้ำชาสังสรรค์ด้วยเด็ดขาด
เพื่อจะได้ไม่ต้องระคายหูกับวาจาหวานหูแต่บาดใจ แต่จินซื่อก็เหมือนคนสกุลหยาง
ไม่สนใจเรื่องเล่าลือ ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ไม่สร้างเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจให้ใครก็เป็นพอ
“นับแต่นี้เจ้าต้องไปเรียนกินนอนที่กั๋วจื่อเจียน
อย่าทำให้เสด็จย่าต้องขายหน้าล่ะ” จินซื่อเกริ่นเป็นเชิงเตือน
“เจ้าค่ะ”
หยางจินจวี๋ทำหน้ามุ่ย “ท่านแม่...ข้าสามารถกลับมานอนที่บ้านบ้างได้หรือไม่”
จินซื่อพยักหน้า
“ได้...ทุกวันอาทิตย์เจ้าสามารถกลับมานอนที่บ้านได้ ถ้าเจ้าอยากกลับก็แจ้งท่านจี้จิ่ว
เขาจะส่งคนมาบอกท่านพ่อ ท่านพ่อจะได้ส่งรถม้าไปรับเจ้ากลับบ้าน”
“ดียิ่ง”
หยางจินจวี๋ยิ้มจนตาหยี
“ข้านึกว่าไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียนแล้วจะไม่มีวันได้พบหน้าท่านพ่อท่านแม่อีกจนกว่าจะเรียนครบหนึ่งปี”
จินซื่อลูบหัวบุตรีอย่างทะนุถนอม
ตอบยิ้มๆว่า “บางทีเจ้าอาจจะไม่ต้องเรียนจนครบหนึ่งปีก็ได้
หากมีบัณฑิตคนใดถูกใจเจ้า”
“ท่านแม่!!!” หยางจินจวี๋ร้องประท้วง ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า “ข้าไม่มีทางชอบใครทั้งนั้นแหละ
ข้าตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ไปจนวันตาย”
จินซื่อส่ายหน้า
พูดราวกับบ่นว่า “ไม่เอาหรอก แม่ขี้เกียจเลี้ยงเจ้าไปจนตาย” แล้วนางก็กอดบุตรีก่อนอำลา
เดินไปส่งสองสาวขึ้นรถม้า พอรถม้าแล่นออกไป
รอยยิ้มแปลกๆก็ประดับบนมุมปากของจินซื่อ
กั๋วจื่อเจียนคือสำนักศึกษาสูงสุด
มีสองสังกัด สังกัดหนึ่งเป็นที่สอนสำหรับบุตรหลานขุนนาง อีกสังกัดเป็นที่สอนสำหรับลูกหลานชาวบ้านสามัญชนหากสอบติดเคอจวี่[1]สามารถเลื่อนขั้นเป็นขุนนาง
สำนักศึกษาทั้งสองมีการเรียนการสอนครบถ้วนทุกด้าน ทุกคนถือเป็นศิษย์ของกั๋วจื่อเจียนเหมือนกัน
แต่ด้วยการแบ่งแยกเช่นนี้ทำให้เกิดการชิงดีชิงเด่นกันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
หยางจินจวี๋กับเสี่ยวจูถูกหวงจี้จิ่วพามายังโถงเรียน
บรรดาศิษย์กำลังเรียนกันพอดี มีบัณฑิตเฒ่าถือตำราเดินพร่ำพูดสอนสั่งไปมา
หวงจี้จิ่วตรงเข้าไปหาเขาพูดคุยกันเล็กน้อย พลางชี้นิ้วมายังหยางจินจวี๋กับเสี่ยวจูก่อนบัณฑิตผู้เฒ่าจะพยักหน้ารับ
หวงจี้จิ่วจึงหันมาแนะนำหยางจินจวี๋กับเสี่ยวจูให้ศิษย์ทั้งหลายรู้ว่าพวกนางเป็นก้งซื่อ[2]มาใหม่
ทั้งสองได้รับการรับรองจากหวงจี้จิ่ว นับแต่วันนี้ถือเป็นสหายร่วมชั้นเรียนของพวกเขา
หยางจินจวี๋รีบสาวเท้าเข้าไปค้อมกายคำนับ
กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ผู้น้อยฝูหลานหลิง ขอให้สหายทุกท่านช่วยชี้แนะด้วย”
ทันใดนั้นก็มีคนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะขึ้นมา
“น้องหลานหลิงรูปโฉมงดงามเหมือนหลานหลิงหวัง[3]หวังว่าคงจะไม่มีจุดจบเช่นเขาหรอกนะ”
ยกแรกก็ไม่ได้รับไมตรีเสียแล้ว!!!
เสี่ยวจูเป็นคนถัดไปที่แนะนำตัวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
นางใช้ชื่อ ‘ซ่งเว่ยจื่อ’[4]ก็ถูกศิษย์ที่อยู่มาก่อนเติมคำว่า‘ฟู’ ต่อท้ายชื่อของนาง
แล้วเยาะเย้ยว่าหวังว่าจะไม่ถูกประหารชีวิตหลังจากเป็นขุนนางไม่นาน
หยางจินจวี๋กับเสี่ยวจูต่างไม่ถือสาพวกเขา
เพราะรู้ว่าตนได้รับอภิสิทธิ์พิเศษ จะเจอปฏิกิริยาตอบกลับมาเช่นนี้ก็มิใช่เรื่องแปลก
จึงเดินไปหาที่นั่งข้างๆกัน
ก่อนจะพบว่าที่นั่งข้างๆกันถูกคั่นด้วยโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งมีศิษย์ผู้หนึ่งจับจองอยู่ก่อนแล้ว
ศิษย์ผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาหาตัวจับยาก หยางจินจวี๋เห็นครั้งแรกให้รู้สึกคุ้นตา
แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอบุรุษผู้นี้ที่ไหน
บุรุษตรงหน้ามีสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนท้องน้ำที่ไร้คลื่นกระเพื่อม
นัยน์ตาสีดำเปล่งประกายสดใส ลุ่มลึก ดวงหน้าคมคาย สีผิวคมเข้ม ริมฝีปากสีแดงสดราวกับลูกพลับ
กำลังจับจ้องนางนิ่งๆไม่คลาดสายตา
หยางจินจวี๋เกิดรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาจึงกระแอมเบาๆ
แล้วยกมือคำนับ เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า
“พี่ชาย...ข้ากับซ่งเว่ยจื่อเป็นสหายสนิทที่เดินทางมาด้วยกัน
หากพี่ชายจะเปลี่ยนที่นั่งมานั่งทางนี้ ให้ข้ากับเว่ยจื่อได้นั่งติดกัน ข้าน้อยจะซาบซึ้งใจยิ่ง
ยอมให้ท่านพี่ไหว้วานข้าน้อยทำกิจธุระได้หนึ่งเรื่อง”
บุรุษรูปงาม
ท่าทางภูมิฐาน ดูสูงส่งในบรรดาศิษย์ด้วยกันหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนตัดบทดื้อๆว่า
“ข้าไม่เปลี่ยนที่นั่ง เจ้าจะทำไม!”
ซ้ำยังจ้องตาหยางจินจวี๋อย่างท้าทาย
หยางจินจวี๋อยากเอาห่อสัมภาระที่ในนั้นใส่แท่นหมึกราคาแพงลิบฟาดใส่หัวคนผู้นี้นัก
ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะอย่างชอบใจจากบรรดาศิษย์ในห้อง ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
[1]
ระบบการสอบเข้ารับราชการ ประกอบด้วยการสอบสามรอบ
ในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับประเทศ ถึงจะมีสิทธิสอบในวังหลวง
[2]
ผู้ที่ผ่านสอบระดับเมืองหลวงที่จัดขึ้นทุกสามปี
การสอบได้เป็นก้งซื่อนับว่าเป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง
[3]
1 ใน 4 ชายงามที่สุดในสมัยจีนโบราณ
เป็นแม่ทัพที่เก่งฉกาจ จึงถูกฮ่องเต้ระแวง สุดท้ายถูกลอบวางยาพิษจนตาย
[4]
เว่ยจื่อฟูคือฮองเฮาของพระเจ้าฮั่นอู่ตี้
เป็นสตรีที่มีความงดงามมาก เป็นที่รักของพระเจ้าฮั่นอู่ตี้อย่างยิ่ง
แต่บั้นปลายชีวิตกลับถูกพระเจ้าฮั่นอู่ตี้สั่งประหารชีวิต
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments