NovelToon NovelToon

บัลลังก์หงส์เหนือมังกร

บุรุษแห่งสำนักอักษร

ชื่อเรื่อง : บัลลังก์หงส์เหนือมังกร

ตอนที่ 1 : บุรุษแห่งสำนักอักษร

หิมะแรกของปลายปีโปรยปรายลงเหนือแผ่นดินต้าฉางอย่างเงียบงัน

สายลมหนาวพัดผ่านกำแพงเมืองหลวง เสียงระฆังจากหอระฆังหลวงดังขึ้นสามครั้ง บ่งบอกการเริ่มต้นของยามเฉิน ผู้คนในเมืองหลวงต่างเริ่มเปิดร้านค้า รถม้าของเหล่าขุนนางเคลื่อนตัวผ่านถนนหินสายหลักอย่างไม่ขาดสาย ขณะที่ทหารลาดตระเวนเดินตรวจตราทุกตรอกซอกซอยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เมืองหลวงต้าฉางเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของแผ่นดิน

ผู้ใดได้ก้าวเข้าสู่เมืองแห่งนี้ ย่อมมีได้เพียงสองเส้นทาง...

ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ

หรือถูกเหยียบย่ำจนไม่มีวันลุกขึ้นอีก

เช้าวันนี้ ข่าวคราวหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักเร็วกว่าสายลม

"ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งขุนนางหนุ่มจากเมืองหลินโจวให้เข้ารับราชการโดยตรง"

เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เหล่าขุนนางทั่วเมืองหลวงเริ่มแตกตื่น

...

"ได้ยินหรือยัง"

ภายในโรงน้ำชาริมถนน ชายวัยกลางคนโน้มตัวกระซิบกับสหาย

"ได้ยินว่าฝ่าบาทมีพระราชโองการเรียกตัวคนผู้หนึ่งเข้าวัง"

อีกคนยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางพยักหน้า

"แปลกนัก ปกติผู้จะเป็นขุนนางต้องผ่านการสอบหลวง"

"แต่คนผู้นี้กลับได้รับแต่งตั้งโดยตรง"

"เขาเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่หรือ"

"ไม่ใช่"

"เช่นนั้นคงเป็นแม่ทัพผู้สร้างผลงานในสนามรบ"

"ก็ไม่ใช่อีก"

ชายทั้งสองสบตากัน

"แล้วเขาเป็นใคร"

ไม่มีผู้ใดตอบได้

เพราะแม้แต่ราชสำนักเอง ก็แทบไม่มีใครรู้จักชื่อของบุรุษผู้นั้น

...

ประตูเมืองด้านตะวันออกค่อย ๆ เปิดออก

รถม้าสีดำคันหนึ่งแล่นเข้าสู่เมืองหลวงอย่างเรียบง่าย

ไม่มีธงประจำตระกูล

ไม่มีทหารคุ้มกันจำนวนมาก

มีเพียงคนขับรถม้าวัยกลางคน และองครักษ์ไม่กี่นายติดตามอยู่ด้านหลัง

ทว่าเมื่อทหารประจำประตูเห็นตราสีทองบนตัวรถ ต่างรีบคุกเข่าลงทันที

"คารวะใต้เท้าหลิน"

เสียงนั้นทำให้ผู้คนหันมองพร้อมกัน

ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเปิดออกเล็กน้อย

ใบหน้าของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏขึ้น

คิ้วคม ดวงตาสีนิลสงบนิ่ง จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบาง สีหน้าราบเรียบจนยากจะคาดเดาความคิด

เขาสวมชุดขุนนางสีดำปักลายเมฆเงินอย่างเรียบง่าย

แม้มิได้สวมเครื่องประดับล้ำค่า แต่กลับมีสง่าราศีจนผู้คนไม่กล้าสบตา

บุรุษผู้นั้นคือ...

หลินเซียวอวี่

...

ภายในรถม้า

หลินเซียวอวี่กำลังอ่านฎีกาหลายฉบับที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงตั้งแต่สามวันก่อน

ทุกฉบับล้วนเป็นเรื่องร้องทุกข์ของชาวบ้าน

ภาษีที่เพิ่มขึ้น

ขุนนางทุจริต

ทหารรีดไถประชาชน

การแย่งชิงที่ดิน

นางค่อย ๆ ปิดฎีกาลง

แววตาที่สงบนิ่งเมื่อครู่ กลับฉายแววเย็นเยียบ

"เมืองหลวง..."

นางพึมพำเบา ๆ

"ยังไม่เปลี่ยนเลย"

ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้น

"ใต้เท้า อีกไม่นานก็จะถึงพระราชวังแล้ว"

หลินเซียวอวี่พยักหน้า

"อาเฉิน"

"ขอรับ"

"เมื่อเข้าเมืองหลวงแล้ว..."

"ห้ามเรียกข้าว่าคุณหนูอีก"

อาเฉินรีบก้มศีรษะ

"ข้าน้อยทราบดีขอรับ"

ชายชราผู้นี้รับใช้ตระกูลหลินมาตั้งแต่นางยังเยาว์วัย

เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ความลับว่า...

ใต้ชุดบุรุษนั้น

แท้จริงแล้วคือสตรี

ความลับนี้ถูกปิดซ่อนมานานกว่าสิบปี

หากรั่วไหลเมื่อใด

โทษคือประหารทั้งตระกูล

...

รถม้าหยุดลงหน้าประตูพระราชวัง

กำแพงวังสีแดงสูงตระหง่านทอดยาวสุดสายตา

ทหารองครักษ์หลวงยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ

ขันทีผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามา

"ใต้เท้าหลิน ฝ่าบาททรงรออยู่ที่ท้องพระโรง เชิญขอรับ"

หลินเซียวอวี่ก้าวลงจากรถม้า

เพียงก้าวแรกที่เหยียบพื้นหินอ่อน ผู้คนรอบด้านต่างลอบมองด้วยความสงสัย

"เขานั่นหรือ"

"เด็กเกินไปหรือไม่"

"อายุคงไม่ถึงยี่สิบห้ากระมัง"

"เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงโปรดปราน"

เสียงซุบซิบดังไม่ขาดสาย

หลินเซียวอวี่มิได้สนใจแม้แต่น้อย

นางเดินตามขันทีเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างมั่นคง

...

ภายในท้องพระโรง

เสาหยกสีทองตั้งเรียงรายสองฝั่ง

เหล่าขุนนางนับร้อยคนยืนประจำตำแหน่งอย่างพร้อมเพรียง

เมื่อประตูใหญ่เปิดออก

สายตาทุกคู่ต่างหันมามองบุรุษหนุ่มผู้มาใหม่

บางคนดูแคลน

บางคนสงสัย

บางคนอิจฉา

แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา

หลินเซียวอวี่เดินมาหยุดกลางท้องพระโรง ก่อนคุกเข่าลง

"กระหม่อม หลินเซียวอวี่ ถวายบังคมฝ่าบาท"

เสียงสงบนิ่งดังกังวานไปทั่วห้อง

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรบุรุษเบื้องล่างอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนรับสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ลุกขึ้น"

"ขอบพระทัยฝ่าบาท"

หลินเซียวอวี่ลุกขึ้นอย่างสงบ

ฮ่องเต้แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย

"เราเคยอ่านรายงานที่เจ้าส่งมาจากหลินโจว"

"การจัดการน้ำท่วม การลดภาษี การปราบโจร และการฟื้นฟูเมือง ล้วนทำได้ดี"

"เจ้าคิดว่าผู้ปกครองที่ดีควรเป็นเช่นไร"

ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ

คำถามนี้ไม่มีอยู่ในธรรมเนียม

หลายคนลอบยิ้ม

คิดว่าขุนนางใหม่คงตอบผิดเป็นแน่

หลินเซียวอวี่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

"ทูลฝ่าบาท"

"ผู้ปกครองที่ดี..."

"ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว"

"แต่คือผู้ที่ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว"

สิ้นคำตอบ

ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบ

ขุนนางหลายคนสีหน้าเปลี่ยนทันที

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเสียงดัง

"ดี!"

"ตอบได้ดี!"

"ตั้งแต่วันนี้..."

"เราขอแต่งตั้งเจ้าเป็น รองเจ้ากรมสำนักอักษร มีหน้าที่ตรวจฎีกาและถวายความเห็นต่อราชสำนัก"

ทันทีที่สิ้นพระสุรเสียง

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

รองเจ้ากรมสำนักอักษร...

ตำแหน่งนี้สูงเกินกว่าขุนนางหน้าใหม่จะได้รับ

สีหน้าของขุนนางผู้ใหญ่หลายคนเริ่มเคร่งเครียด

แต่ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านพระราชโองการ

หลินเซียวอวี่ประสานมือ

"กระหม่อมรับพระราชโองการ"

...

หลังเลิกประชุม

หลินเซียวอวี่เดินออกจากท้องพระโรงเพียงลำพัง

นางยังไม่ทันก้าวพ้นบันไดหินอ่อน

เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

"ใต้เท้าหลิน"

นางหยุดเดิน

เมื่อหันกลับไป ก็พบชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดเกราะสีดำสนิท

รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าคมคาย ดวงตาเฉียบดุจคมดาบ

เขาคือบุรุษเพียงคนเดียวในเรื่อง...

เซียวจิ่นอัน

แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์เมืองหลวง

เซียวจิ่นอันประสานมือเล็กน้อย

"ข้า เซียวจิ่นอัน"

หลินเซียวอวี่ตอบคำนับ

"คารวะแม่ทัพเซียว"

ทั้งสองสบตากัน

ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดอยู่หลายอึดใจ

ราวกับต่างกำลังอ่านความคิดของอีกฝ่าย

ท้ายที่สุด เซียวจิ่นอันจึงยิ้มบาง

"เมืองหลวงแห่งนี้..."

"ไม่เหมาะกับคนซื่อตรง"

หลินเซียวอวี่ตอบกลับทันที

"ข้าไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนซื่อตรง"

คำตอบนั้นทำให้แม่ทัพหนุ่มหัวเราะเบา ๆ

"ดี"

"หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกัน"

"เช่นกัน"

ทั้งสองแยกย้ายกันคนละทาง

แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า...

การพบกันในวันนี้

จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เปลี่ยนชะตาแผ่นดินทั้งแผ่นดิน

...

ค่ำคืนมาเยือน

ภายในเรือนพักที่ราชสำนักจัดไว้

หลินเซียวอวี่ปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา

นางตรวจดูทุกมุมห้อง ก่อนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่

จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอดหมวกขุนนางออก

เส้นผมสีดำยาวสลวยคลายตัวลงถึงแผ่นหลัง

บุรุษผู้สง่างามในยามกลางวัน

กลับกลายเป็นสตรีผู้มีโฉมสะคราญในยามค่ำคืน

นางยืนมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง พลางยกมือสัมผัสปิ่นไม้เก่า ๆ เพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวมาตลอดหลายปี

"ท่านพ่อ..."

นางพึมพำเบา ๆ

"ลูกกลับมาแล้ว"

"ครั้งนี้..."

"ลูกจะเปลี่ยนแผ่นดินแห่งนี้ด้วยมือตัวเอง"

นอกหน้าต่าง

เงาคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ เฝ้ามองเรือนพักอย่างเงียบงัน ก่อนจะหายวับไปกับความมืด ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน

คืนแรกของหลินเซียวอวี่ในเมืองหลวง...

เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

ตอนต่อไป : ปริศนาฎีกาเลือด

ปริศนาฎีกาเลือด

ชื่อเรื่อง : บัลลังก์หงส์เหนือมังกร

ตอนที่ 2 : ปริศนาฎีกาเลือด

เสียงระฆังยามห้าเพิ่งดังขึ้นเหนือพระราชวังต้าฉาง แสงอาทิตย์แรกของวันค่อย ๆ สาดส่องผ่านหมอกสีขาวที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคากระเบื้องเคลือบสีทอง อากาศยังคงหนาวเย็น แต่ภายในราชสำนักกลับเริ่มคึกคักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

เหล่าขันทีเดินเข้าออกตำหนักอย่างเร่งรีบ ขุนนางทยอยเข้าสู่ที่ทำการของแต่ละกรม ทหารผลัดเวรเปลี่ยนกำลังอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างดำเนินไปตามกิจวัตรของเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล

ภายในเรือนพักของขุนนางใหม่ หลินเซียวอวี่ลืมตาขึ้นตั้งแต่ยามเหม่า นางแต่งกายด้วยชุดขุนนางสีดำสนิท รวบผมเป็นทรงบุรุษอย่างประณีต ก่อนมองเงาสะท้อนของตนในกระจกทองเหลือง

ใบหน้าที่งดงามถูกซ่อนด้วยความสุขุม ดวงตาที่อ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเพียงชั่วพริบตา

"ตั้งแต่วันนี้...ไม่มีหลินเซียวอวี่ที่เป็นสตรีอีก"

"มีเพียงใต้เท้าหลิน"

นางกล่าวกับตัวเองเบา ๆ ก่อนหยิบตราประจำตำแหน่งติดไว้ที่เอว

อาเฉินยืนรออยู่หน้าห้อง

"ใต้เท้า อาหารเช้าพร้อมแล้วขอรับ"

หลินเซียวอวี่ส่ายหน้า

"ไม่ต้อง"

"แต่ว่า..."

"ข้าไม่ชอบให้คนรอ"

อาเฉินได้แต่ถอนหายใจ

เขารู้ว่าตั้งแต่เด็ก นางไม่เคยเปลี่ยนนิสัย เมื่อมีเรื่องต้องทำ จะไม่สนใจแม้กระทั่งอาหารหรือการพักผ่อน

ไม่นาน หลินเซียวอวี่ก็มาถึงสำนักอักษร

สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมฎีกาจากทั่วแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคำร้องทุกข์ของประชาชน รายงานของเจ้าเมือง หรือหนังสือลับจากชายแดน ล้วนถูกส่งมาที่นี่ก่อนเข้าสู่พระเนตรของฮ่องเต้

เมื่อเหล่าขุนนางเห็นนางเดินเข้ามา ต่างลอบมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

"นั่นหรือ รองเจ้ากรมคนใหม่"

"อายุเพียงเท่านี้ กลับปีนขึ้นมาตำแหน่งสูง"

"คงอาศัยเส้นสาย"

เสียงซุบซิบดังแว่วมาจากทุกทิศ

หลินเซียวอวี่ทำราวกับไม่ได้ยิน นางเดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน ก่อนวางมือบนกองฎีกาที่สูงเกือบถึงอก

"ทั้งหมดนี้หรือ"

เจ้าหน้าที่หนุ่มรีบก้มศีรษะ

"ขอรับใต้เท้า เป็นฎีกาที่ค้างการพิจารณาสามเดือน"

"เหตุใดจึงค้าง"

เจ้าหน้าที่ลังเล

"เอ่อ...เป็นเรื่องเล็กน้อยขอรับ"

หลินเซียวอวี่เปิดอ่านฉบับแรกทันที

เพียงไม่กี่บรรทัด สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป

ฎีกาฉบับนั้นเขียนว่า...

"ชาวบ้านตำบลชิงสุ่ยถูกเก็บภาษีซ้ำสามครั้งในปีเดียว ผู้ใดคัดค้านถูกจับเข้าคุก"

นางเปิดฉบับที่สอง

"เด็กสิบสองคนอดตายเพราะยุ้งฉางหลวงไม่ยอมเปิดแจกข้าว"

ฉบับที่สาม

"เจ้าเมืองยึดที่นาของชาวบ้านกว่าร้อยครัวเรือน"

หลินเซียวอวี่ค่อย ๆ ปิดฎีกา

"นี่หรือ...เรื่องเล็กน้อย"

เจ้าหน้าที่หน้าซีด

"ใต้เท้า...เรื่องพวกนี้..."

"ถูกเก็บไว้ เพราะเกี่ยวข้องกับขุนนางใหญ่"

บรรยากาศทั้งห้องเงียบกริบ

หลินเซียวอวี่ไม่ได้ดุ ไม่ได้ขึ้นเสียง

แต่น้ำเสียงเรียบเฉยของนางกลับกดดันจนไม่มีใครกล้าสบตา

"เอากฎระเบียบของสำนักมา"

"ขอรับ"

ไม่นาน หนังสือกฎเล่มหนาก็ถูกนำมาวางตรงหน้า

นางเปิดอ่านทีละหน้า ก่อนหยุดตรงข้อหนึ่ง

"ฎีกาของประชาชน ต้องเข้าสู่พระเนตรภายในเจ็ดวัน ห้ามผู้ใดกักไว้โดยไม่มีเหตุผล"

หลินเซียวอวี่เงยหน้าขึ้น

"ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบ"

ชายชราผู้หนึ่งเดินออกมาช้า ๆ

"กระหม่อมเอง"

"ค้างมาสามเดือน"

"ใช่"

"เพราะเหตุใด"

ชายชราก้มหน้า

"ข้าน้อย...ได้รับคำสั่ง"

"จากผู้ใด"

"..."

ไม่มีคำตอบ

หลินเซียวอวี่ไม่ได้ถามซ้ำ

นางเพียงหยิบฎีกาทั้งหมดขึ้นมา

"ตั้งแต่วันนี้"

"ฎีกาทุกฉบับจะต้องถึงมือข้าก่อน"

"หากผู้ใดฝ่าฝืน..."

"ปลดจากตำแหน่ง"

คำสั่งนั้นทำให้ทั้งสำนักตกอยู่ในความเงียบ

ไม่มีใครคาดคิดว่า รองเจ้ากรมคนใหม่จะลงมือทันทีตั้งแต่วันแรก

...

ขณะเดียวกัน

ภายในกองบัญชาการทหาร

เซียวจิ่นอันกำลังฝึกดาบกับทหารคนสนิท

เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่น

เพียงสิบกระบวนท่า ทหารทั้งสามก็ถูกปลายดาบของแม่ทัพหนุ่มแตะคอพร้อมกัน

"แพ้อีกแล้ว"

เซียวจิ่นอันเก็บดาบเข้าฝัก

ทหารคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา

"ท่านแม่ทัพ"

"มีข่าวจากสำนักอักษร"

"ว่ามา"

"ใต้เท้าหลินสั่งรื้อฎีกาค้างทั้งหมด"

เซียวจิ่นอันหัวเราะเบา ๆ

"เร็วกว่าที่คิด"

"ดูเหมือน..."

"เมืองหลวงจะเริ่มวุ่นวายแล้ว"

...

ตกบ่าย

หลินเซียวอวี่กำลังอ่านฎีกาฉบับสุดท้าย

ทันใดนั้น กระดาษแผ่นหนึ่งหล่นออกมาจากด้านใน

ไม่ใช่ฎีกา

แต่เป็นกระดาษสีแดงเข้ม

เมื่อคลี่ออก

กลับมีเพียงตัวอักษรสั้น ๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำ

"หยุดสืบเสีย หากยังอยากมีชีวิต"

ด้านล่างของกระดาษ...

มีรอยเลือดแห้งติดอยู่

หลินเซียวอวี่ใช้นิ้วแตะเบา ๆ

เลือดแห้งมานานหลายวันแล้ว

นางยิ้มบาง

ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว

แต่เพราะรู้ว่า...

คนร้ายเริ่มร้อนตัวแล้ว

"ใต้เท้า!"

เจ้าหน้าที่รีบวิ่งเข้ามา

"เกิดเรื่องแล้วขอรับ"

"มีอะไร"

"เสมียนผู้ดูแลฎีกาค้าง..."

"...ถูกฆ่าตาย"

หลินเซียวอวี่ลุกขึ้นทันที

"พาข้าไป"

ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงห้องเก็บเอกสารด้านหลังสำนัก

ร่างของเสมียนวัยกลางคนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เลือดไหลนองทั่วแผ่นหิน

ไม่มีร่องรอยการต่อสู้

มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ข้างศพ

หลินเซียวอวี่ก้มลงหยิบขึ้นมา

ตัวอักษรเหมือนกับแผ่นก่อนทุกประการ

"คนที่รู้อะไรมากเกินไป...ต้องตาย"

นางกำกระดาษในมือแน่น

ดวงตาเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม

ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากด้านหลัง

"ดูเหมือน..."

"ข้าจะมาช้าไป"

หลินเซียวอวี่หันกลับ

เซียวจิ่นอันยืนอยู่หน้าประตู มือวางบนด้ามกระบี่ สีหน้าเคร่งขรึม

ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีรอยยิ้ม

มีเพียงคดีฆาตกรรมคดีแรก...ที่กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเกมการเมืองอันนองเลือดในราชสำนัก

ตอนต่อไป : เงามืดในราชสำนัก

เงามืดในราชสำนัก

ชื่อเรื่อง : บัลลังก์หงส์เหนือมังกร

ตอนที่ 3 : เงามืดในราชสำนัก

แสงตะวันยามบ่ายสาดผ่านหน้าต่างไม้ของสำนักอักษร แต่ภายในห้องเก็บฎีกากลับเงียบงันราวกับเวลาหยุดเดิน

กลิ่นคาวเลือดลอยอวลไปทั่ว

ขุนนางและเจ้าหน้าที่หลายคนยืนอยู่ห่างจากร่างไร้วิญญาณ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ ศพของเสมียนวัยกลางคนนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหิน เลือดที่ไหลออกจากบาดแผลบริเวณลำคอเริ่มแข็งตัวเป็นสีดำคล้ำ

หลินเซียวอวี่คุกเข่าลงข้างศพอย่างสงบนิ่ง

นางมิได้รีบร้อนแตะต้องศพ หากใช้สายตาสำรวจทุกสิ่งโดยรอบอย่างละเอียด

ชั้นวางเอกสารถูกเปิดออกเพียงบางส่วน

ม้วนฎีกาหลายฉบับกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

เชิงเทียนทองเหลืองล้มตะแคง แต่เปลวไฟยังไม่ดับสนิท

นางค่อย ๆ ใช้นิ้วแตะคราบเลือดที่พื้น ก่อนยกขึ้นพิจารณา

"เลือดยังอุ่นไม่ถึงครึ่งชั่วยาม..."

เซียวจิ่นอันเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง

"หมายความว่าคนร้ายเพิ่งหนีไปไม่นาน"

หลินเซียวอวี่พยักหน้า

"ถูกต้อง"

นางลุกขึ้น เดินไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่

รอยเท้าเปื้อนโคลนปรากฏอยู่บนขอบหน้าต่างอย่างชัดเจน

"คนร้ายออกทางนี้"

เซียวจิ่นอันก้มลงตรวจดูเช่นกัน

"รองเท้าหนังพื้นแข็ง"

"เป็นของทหารหรือไม่"

หลินเซียวอวี่ส่ายหน้า

"รองเท้าทหารมีตะปูเหล็ก"

"คู่นี้ไม่มี"

นางมองออกไปด้านนอก

หลังสำนักอักษรเป็นสวนไผ่ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับกำแพงพระราชวัง หากชำนาญเส้นทางก็สามารถหลบหนีโดยไม่ถูกพบเห็น

แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองสตรีตรงหน้า

แม้ภายนอกจะเป็นบุรุษผู้สุขุม แต่ทุกการวิเคราะห์กลับเฉียบคมเกินกว่าขุนนางทั่วไป

"ใต้เท้าหลิน"

"อืม"

"ท่านเคยเรียนการสืบคดีหรือ"

หลินเซียวอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ

"เพียงอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่น"

เซียวจิ่นอันยิ้มบาง

เขาไม่เชื่อ

แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ

...

ไม่นาน หัวหน้าหน่วยชันสูตรก็เดินเข้ามา

"คารวะใต้เท้าทั้งสอง"

หลินเซียวอวี่หันไปถามทันที

"ผลเป็นอย่างไร"

ชายชราประสานมือ

"ผู้ตายเสียชีวิตจากของมีคมเพียงครั้งเดียว"

"คนร้ายลงมือแม่นยำ"

"ไม่มีร่องรอยการต่อสู้"

เซียวจิ่นอันขมวดคิ้ว

"แสดงว่าผู้ตายไม่ทันระวังตัว"

"หรือ..."

หลินเซียวอวี่กล่าวต่อ

"...รู้จักคนร้าย"

ทุกคนในห้องเงียบลงทันที

หากเป็นเช่นนั้น...

คนร้ายอาจเป็นคนในราชสำนัก

...

ขณะกำลังจะออกจากห้อง

หลินเซียวอวี่พลันหยุดฝีเท้า

สายตาของนางจับจ้องไปยังปลายแขนเสื้อของผู้ตาย

มีด้ายสีม่วงเส้นเล็กติดอยู่

นางใช้นิ้วหยิบขึ้นมา

เส้นด้ายละเอียดมาก อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ติดอยู่

"นี่คือ..."

เซียวจิ่นอันรับมาดู

"ผ้าไหม"

"คุณภาพดี"

หลินเซียวอวี่พยักหน้า

"ขุนนางทั่วไปไม่ใช้ผ้าชนิดนี้"

"มีเพียง..."

"คนในวังชั้นใน"

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง

หากหลักฐานชิ้นนี้เป็นของจริง

แสดงว่าคดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับคนในวังหลวง

...

ข่าวการเสียชีวิตของเสมียนแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม

ร้านน้ำชา โรงเตี๊ยม และตลาดต่างพูดถึงเรื่องเดียวกัน

"ได้ยินหรือยัง"

"เสมียนสำนักอักษรถูกฆ่า"

"ว่ากันว่าเกี่ยวกับฎีกาค้าง"

"หรือจะมีขุนนางใหญ่เกี่ยวข้อง"

ผู้คนเริ่มหวาดหวั่น

ส่วนเหล่าขุนนางกลับเริ่มระแวงกันเอง

...

ตกเย็น

ฮ่องเต้มีพระราชโองการเรียกประชุมด่วน

ท้องพระโรงเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรขุนนางทุกคน

"คดีนี้..."

"ผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ"

ก่อนที่ใครจะทันเอ่ย

หลินเซียวอวี่ก้าวออกมาหนึ่งก้าว

"กระหม่อมขอรับผิดชอบ"

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

รองเจ้ากรมเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเพียงสองวัน

กลับกล้ารับคดีใหญ่ของราชสำนัก

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางครู่หนึ่ง

"เหตุใด"

หลินเซียวอวี่ประสานมือ

"เพราะฎีกาเหล่านั้นอยู่ในความรับผิดชอบของกระหม่อม"

"หากปล่อยให้คนร้ายลอยนวล"

"ประชาชนจะหมดศรัทธาต่อราชสำนัก"

ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างพอพระทัย

"ดี"

จากนั้นจึงหันไปยังแม่ทัพหนุ่ม

"เซียวจิ่นอัน"

"กระหม่อมอยู่"

"เจ้าร่วมสืบคดีนี้กับใต้เท้าหลิน"

"ห้ามให้เกิดเหตุซ้ำอีก"

"กระหม่อมรับพระราชโองการ"

เซียวจิ่นอันหันไปสบตาหลินเซียวอวี่

ทั้งสองต่างรู้ดี

นับจากวันนี้...

พวกเขาจะต้องร่วมมือกัน

แม้จะยังไม่อาจไว้ใจกันทั้งหมดก็ตาม

...

คืนนั้น

หลินเซียวอวี่กลับถึงเรือนพักช้ากว่าปกติ

นางเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมหนาว ก่อนหยิบกระดาษสีแดงที่พบข้างศพขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง

ลายมือเรียบร้อย

หมึกคุณภาพดี

ไม่ใช่ของที่คนธรรมดาจะหาได้

ขณะกำลังครุ่นคิด

เสียงเบา ๆ ดังขึ้นจากหลังคา

ตึก...

ตึก...

นางรีบดับตะเกียงทันที

มือข้างหนึ่งคว้ากระบี่สั้นที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะ

เงาดำสายหนึ่งเคลื่อนผ่านหน้าต่างอย่างรวดเร็ว

หลินเซียวอวี่ผลักหน้าต่างเปิดออก กระโดดขึ้นสู่หลังคาโดยไม่ลังเล

สายลมหนาวพัดแรง

เงาปริศนาวิ่งนำหน้าอย่างคล่องแคล่ว

นางไล่ตามข้ามหลังคาหลายหลัง จนมาถึงสวนหลวงอันเงียบสงัด

ทันใดนั้น...

เงาปริศนาหยุดลง

ก่อนจะโยนซองจดหมายสีดำลงบนพื้น

แล้วหายไปในความมืดราวกับสายลม

หลินเซียวอวี่รีบเปิดซอง

ภายในมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว

เขียนไว้ว่า

"หากอยากรู้ความจริงของฎีกาเลือด...จงไปที่ศาลบรรพชนร้าง คืนวันเพ็ญ"

ไม่มีชื่อผู้ส่ง

ไม่มีตราประทับ

มีเพียงสัญลักษณ์รูปดอกเหมยสีดำประทับอยู่มุมกระดาษ

หลินเซียวอวี่กำกระดาษแน่น

แววตาแน่วแน่กว่าเดิม

"ไม่ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง..."

"ข้าจะลากตัวออกมาให้ได้"

เหนือกำแพงวังหลวง

มีสายตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองนางอยู่เงียบ ๆ

เจ้าของสายตานั้นค่อย ๆ ยกยิ้ม

ก่อนกล่าวกับตนเองเบา ๆ

"ใต้เท้าหลิน..."

"หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"

ค่ำคืนอันเงียบงันกำลังจะสิ้นสุดลง

และเกมการเมืองที่แท้จริง...

เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

ตอนต่อไป : ศาลบรรพชนร้าง

เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!

novel PDF download
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!