NovelToon NovelToon

ตำนานแห่งเทพและเงา

บทเปิดเรื่อง

ณ แดนเทพ เมื่อกว่าสามร้อยปีก่อน...

เสียงคำรามแห่งสงครามดังก้องสะท้อนทั่วนภา เปลวเพลิงและควันไฟลุกโหมกลางผืนฟ้า เมฆาสีเลือดบดบังแสงตะวันจนมืดหม่นราวกับโลกทั้งผืนกำลังสิ้นสุดลง แผ่นดินสั่นสะเทือนด้วยแรงปะทะของเหล่าเทพและอสูรจากอาณาจักรความมืด ทุกย่างก้าวบนสมรภูมิชุ่มโชกไปด้วยโลหิตและเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ล้มตาย

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างหนึ่งพุ่งฝ่าม่านควันออกมา—หญิงสาวผู้เป็นเทพ นางในชุดอาภรณ์สีขาวทองที่ย้อมเปื้อนด้วยคราบเลือด แต่ดวงตายังเปล่งประกายแน่วแน่ แม้จะอ่อนแรงและบาดเจ็บ นางก็ยังไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า เพราะมีเพียงเวลาเท่านั้นที่กำลังไล่ตามอย่างโหดร้าย

ทว่าร่างสูงใหญ่ของนักรบจากอาณาจักรความมืดก็ขวางทางไว้ เสียงหัวเราะเย็นเยียบของเขาก้องสะท้อนในอากาศที่หนักอึ้ง “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าจะหนีไปได้? เกมแมวจับหนูเช่นนี้ ข้าเริ่มเบื่อเต็มที”

เทพสาวกัดฟันแน่น นางรู้ว่าศัตรูตรงหน้ามิใช่คู่ต่อสู้ธรรมดา เขาคือหนึ่งในนักรบนิรนามที่ถูกกล่าวขานว่าไร้เทียมทานในสนามรบ แต่ถึงอย่างนั้น หัวใจของนางก็ยังคงไม่สั่นไหว “ตราบใดที่ข้ายังหายใจอยู่ เจ้าจะไม่มีวันแตะต้องสิ่งนี้ได้”

เสียงหัวเราะของนักรบก้องกังวานยิ่งขึ้น “อาณาจักรของเจ้าลุกไหม้เป็นทะเลเพลิงอยู่เบื้องหลัง คิดหรือว่าเวทป้องกันเก่า ๆ จะขวางพวกข้าได้? แดนเทพกำลังจะล่มสลาย เผ่าพันธุ์ของเจ้าจะถูกกดขี่เป็นทาสของเรา ฮ่าๆๆ!”

เขาก้าวเข้ามา ดาบแห่งความมืดในมือแผ่รังสีเย็นยะเยือกราวกลืนกินแสงทั้งปวงรอบกาย แต่แทนที่เทพสาวจะหวาดหวั่น นางกลับสูดหายใจเข้าลึกแล้วปล่อยมือออก ราวกับปลดพันธนาการที่นางเก็บงำไว้เนิ่นนาน

“บัดซบ…ข้าหวังว่าจะไม่ต้องใช้มัน” นางพึมพำกับตนเอง ก่อนที่ดวงตาคู่งามจะส่องประกายขึ้นมาเป็นแสงทองสว่างไสว

วงแหวนแห่งพลังโบราณพลันผุดลอยรอบกาย รัศมีศักดิ์สิทธิ์แผ่ขยายออกไปทั่วทั้งลานหิน ความกดดันมหาศาลถาโถมจนพื้นแผ่นดินแตกร้าวเป็นทางยาว

ดวงตาแห่งพระเจ้า—สมบัติล้ำค่าที่ถูกกล่าวขานในตำนานว่าผู้ครอบครองจะเป็นผู้ทรงพลังที่สุดในแดนเทพ ปรากฏขึ้นตรงหน้านักรบนิรนาม เขาถึงกับชะงัก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง “นี่มัน…! เป็นไปไม่ได้ นางคือผู้ครอบครองตานั้นจริง ๆ รึ!”

แรงกดทับแผ่ซ่านจนเขาแทบหายใจไม่ออก ทุกอณูอากาศหนักหน่วงราวกับภูผามหึมาทับถม “พลังมหาศาลเช่นนี้…หากนางร่ายสำเร็จ ข้าคงถูกบดขยี้อยู่ ณ ที่นี่!”

ความตื่นตระหนกทำให้เขาฟาดดาบออกไป เสียงแหลมกรีดอากาศดังสะท้อน คมดาบแห่งความมืดพุ่งทะลวงใส่ร่างของเทพสาวโดยไม่ลังเล “ตายซะเถอะ เจ้าเทพชั้นต่ำ!”

ทว่าพลังแสงทองกลับแผ่ซ่านออกมาก่อนที่คมดาบจะถึงตัว มันกลืนกินความมืดอย่างไร้ร่องรอย แสงสว่างอันบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังเงามืดที่พยายามกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

เสียงกรีดร้องสุดท้ายของนักรบนิรนามดังก้อง ก่อนร่างจะถูกฉีกสลายหายไปกับอำนาจแห่งพระเจ้า

แต่ชัยชนะนั้นไม่ได้มาพร้อมความสมบูรณ์ เทพสาวทรุดลงกับพื้น โลหิตไหลรินจากดวงตาที่ถูกใช้งานเกินขีดจำกัด มือเรียวกุมใบหน้าที่พร่ามัวไปด้วยเลือดและความเจ็บปวด

“ตาของข้า…บัดซบ…ข้ามาช้าเกินไปแล้ว” นางเอ่ยเสียงสั่น ดวงตาเปล่งประกายสุดท้ายก่อนจะดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความสิ้นหวังที่ยังคงปกคลุมแดนเทพ…

บทที่ 1 : การกลับมาพบกันอีกครั้ง

ฉันชื่อ “เมล์” อายุเพียงยี่สิบปี แต่เส้นทางชีวิตที่ผ่านมานั้นแทบไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าธรรมดาเลย ชีวิตของฉันเหมือนถูกโยนเข้าไปกลางพายุโกลาหล พายุที่พยายามจะฉีกทำลายฉันให้แหลกสลายตั้งแต่วัยเด็ก

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อสิบปีก่อน วันที่พ่อกับแม่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ตำรวจจะพยายามเต็มที่แต่สุดท้ายมันก็ยังคงเป็นปริศนาอันเจ็บปวด ฉันถูกฝากฝังให้อยู่กับครอบครัวเพื่อนของพ่อ พวกเขารับฉันไปเลี้ยงและปฏิบัติเหมือนลูกแท้ ๆ ความอบอุ่นนั้นช่วยเยียวยารอยแผลในใจได้บ้าง

ตอนที่ฉันย้ายไปอยู่บ้านนั้น ฉันได้พบกับเพื่อนบ้านใหม่—“กิ๊ฟ” เธออายุมากกว่าฉันสองปี ทั้งฉลาดและสุขุม และไม่นานเธอก็กลายเป็นมากกว่าคำว่าเพื่อน ราวกับเป็นคนที่ถูกกำหนดมาให้เป็นคู่ชีวิตตั้งแต่แรกเห็น แต่ความสัมพันธ์นั้นกลับสิ้นสุดลงกะทันหันเมื่อหกปีก่อน ครอบครัวของเธอย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง และนับจากนั้นเราก็ติดต่อกันไม่ได้อีกเลย

แล้วอยู่ ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน เหมือนโชคชะตาเล่นตลก กิ๊ฟส่งข้อความมาหาฉัน บอกว่าเราเรียนอยู่ที่เดียวกัน และเธอจะมารอรับฉันที่สถานีรถไฟในวันแรกที่ฉันก้าวเข้ามาในเมืองนี้…

วันนี้เอง วันที่ชีวิตใหม่ของฉันเริ่มต้นขึ้น

...

...

เสียงประกาศของสถานีรถไฟดังก้องเหนือผู้คนที่เดินขวักไขว่ ฉันก้าวลงมาพร้อมสัมภาระในมือ พลางสูดลมหายใจลึก ๆ มองไปรอบ ๆ เมืองใหญ่ตรงหน้า “นครสุริยันตรา” ศูนย์กลางเทคโนโลยีของประเทศ และเป็นที่ตั้งของ GAIA มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่ฉันใฝ่ฝัน หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น

...“เอาล่ะ…ชีวิตใหม่ เมืองใหม่ ทุกอย่างกำลังเริ่มต้นขึ้น” ...

ฉันพึมพำกับตัวเองแล้วเหลียวซ้ายขวาหาคนที่นัดไว้

“เมล์! ทางนี้!”

เสียงใสที่ฉันจดจำได้ไม่เคยลืมดังขึ้นมาจากฝูงชน ฉันหันขวับไปตามเสียงนั้น และภาพที่เห็นทำให้ขยับตัวแทบไม่ออก เธอ…กิ๊ฟจริง ๆ

ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง “กิ๊ฟเหรอ…โห! ไม่เจอกันตั้งนาน”

เธอวิ่งเข้ามาหาฉัน ดวงตาเป็นประกายเหมือนเดิมทุกอย่าง

“ฉันคิดถึงเธอมากเลยนะ”

“ใช่…ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มที่เกือบลืมวิธีใช้ไปแล้ว

กิ๊ฟหัวเราะ พลางมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ว้าว ดูสิ เธอโตเป็นสาวเต็มตัวแล้วนี่นา”

ฉันหยอดกลับไปทันที “แล้วเธอก็ยังตัวเล็กเหมือนเดิมเลยนะ…”

ผลลัพธ์คือหมัดเล็ก ๆ กระแทกเข้าที่แขนอย่างจัง

“โอ๊ย! เจ็บนะเนี่ย!” ฉันร้องโอดครวญ

“จำไม่ได้เหรอว่าฉันไม่ชอบให้พูดเรื่องส่วนสูง!”

กิ๊ฟทำแก้มป่องอย่างหงุดหงิด แต่แววตานั้นกลับแฝงรอยยิ้มที่ฉันคุ้นเคย

“ขอโทษ ๆ ก็แค่ล้อเล่น ฉันชอบเธอตอนโกรธ มันตลกดี” ฉันยกมือยอมแพ้

บทสนทนาของเราไหลลื่นเหมือนไม่เคยมีเวลาห่างหาย กิ๊ฟเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมาเธอฝึกศิลปะการต่อสู้ ทั้งกังฟูและคาราเต้จนสามารถปกป้องตัวเองได้ เธอพูดอย่างภาคภูมิใจว่าจัดการพวกนักเลงในโรงเรียนมาแล้วนักต่อนัก ฉันถึงกับหัวเราะออกมาเมื่อคิดภาพ “เครื่องจักรสังหารตัวเล็ก”

ส่วนเธอก็ไม่ลืมจะแซวฉัน

“ผ่านไปห้าปี เธอเปลี่ยนไปมากเลยนะ ไม่ใช่อีบื้อเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

ฉันหัวเราะรับ “จะถือว่านั่นเป็นคำชมละกัน”

ระหว่างที่เราคุยหยอกล้อกันอย่างออกรส กิ๊ฟก็พูดขึ้นว่า

“ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะได้กลับมาเรียนที่เดียวกันอีก”

ความรู้สึกอบอุ่นแล่นวาบในอกฉันทันที ภาพอดีตของแก๊งสามสหายผุดขึ้นมาในหัว—ฉัน กิ๊ฟ และเอ็ม เพื่อนที่ขาดไม่ได้

“ใช่แล้ว แก๊งสามสหายกลับมาอีกครั้ง” ฉันเอ่ยย้ำด้วยรอยยิ้ม

กิ๊ฟพยักหน้าอย่างตื่นเต้น ก่อนชี้ไปที่ลานจอดรถอีกฝั่ง

“ไปกันเถอะ ฉันจะพาเธอไปหอพัก รถฉันจอดอยู่ตรงนั้น”

ฉันเบิกตากว้าง “เฮ้ย เธอมีรถขับด้วย”

...

“ก็แค่รถเก่าของพ่อหรอก” เธอตอบพลางยักไหล่ แต่ในสายตาฉันมันดูดีเสียจนแทบไม่เหมาะจะเรียกว่ารถเก่าเลย

เมื่อเราขึ้นรถ กิ๊ฟเล่าให้ฟังว่าตอนนี้เธอถูกมอบหมายให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ เธอบ่นว่ามันเหนื่อยสุด ๆ แต่ก็ดูมีประกายสนุกในดวงตา ฉันจึงอาสาช่วยทันที และเราก็ตกลงกันว่าจะเจอกันที่เวทีในมหาวิทยาลัยพรุ่งนี้เช้าเพื่อช่วยกันเตรียมงาน

...

...

บทสนทนาระหว่างทางเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงล้อเล่น และความทรงจำเก่า ๆ ที่ค่อย ๆ หวนกลับมา ความรู้สึกเหมือนตัวตนที่ขาดหายไปกำลังกลับคืนมาอย่างช้า ๆ

นี่ไม่ใช่เพียงแค่วันแรกในเมืองใหม่ แต่มันคือการเริ่มต้นของเรื่องราวที่ฉันไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะพาฉันไปถึงที่ใด

บทที่ 2 : ราชินีน้ำแข็ง

รถของกิ๊ฟแล่นเข้ามาจอดที่หน้าหอพักนักศึกษาในย่านกลางเมือง แสงแดดยามบ่ายส่องลงมาบนตึกสูงทรงทันสมัยที่ออกแบบด้วยกระจกสะท้อนแสงระยิบระยับราวกับคริสตัล

“โอเค! ถึงแล้วล่ะ ที่นี่แหละ” กิ๊ฟพูดพลางดับเครื่อง หันมายิ้มให้ฉันด้วยแววตากรุ้มกริ่ม

“เยี่ยมเลย ขอบใจมากนะ กิ๊ฟ” ฉันตอบไปตามมารยาท แต่ไม่ทันจะขาดคำ เธอก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วหัวเราะ

“โอ้โห! พูดจาสุภาพเชียว นี่เธอเป็นใครกันแน่? เด็กตัวแสบเมื่อก่อนหายไปไหนแล้ว?”

ฉันได้แต่กลอกตา ยังกวนประสาทเหมือนเดิมจริง ๆ

หลังจากลากกระเป๋าลงจากรถ ฉันตรงไปที่ประตูห้องหมายเลขที่กิ๊ฟบอกไว้ แต่ยังไม่ทันพิจารณาดี ฉันก็ดันเปิดประตูเข้าไป—แล้วช็อกทันทีเมื่อเห็นร่างสาวสวยที่ไม่ใส่ชุดอะไรเลยยืนอยู่ตรงนั้น

“หะ…นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?” เธอร้องลั่น ใบหน้าสวยคมเต็มไปด้วยความตกใจ

“หา!? เดี๋ยวสิ! ขะ-ขอโทษค่ะ! ฉันเข้าห้องผิด!” ฉันรีบโค้งขอโทษ แต่ไม่ทันจะได้อธิบาย ประตูก็ถูกปิดปังใส่หน้าฉันทันที

“ออกไปเลยโว้ย!!”

เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในหู ขณะที่ฉันยืนแข็งค้างอยู่นอกห้องด้วยความอับอาย

“อีบื้อ! อีกห้องต่างหากต่างหาก!” กิ๊ฟรีบวิ่งมาดึงแขนฉันไปอีกทาง

ฉันหน้าแดงจัด “อ๋อเหรอ!? ก็เธอไม่ได้บอกให้ชัดนี่นา! น่าอายชะมัดเลย”

เสียงดังมาจากในห้องที่ฉันเพิ่งบุกรุกเข้าไป “ยัยกิ๊ฟ แกนี่มันน่าหมั่นไส้จริง ๆ”

กิ๊ฟยิ้มแหยพลางยกมือไหว้ท่วมหัว “ขะ-ขอโทษนะ น้ำ! ///คราวนี้งานเข้าแน่เลย”

แต่แทนที่จะเครียด เธอกลับกระซิบแกล้งฉัน

“ว่าแต่…เราได้เห็นวิวเด็ด ๆ ไปแล้วนี่นา ใช่มั้ย?”

ฉันถึงกับสะดุ้ง หน้าแดงก่ำ “ใช่ หน่มน๊ม—ไม่สิ! ไม่ใช่นะ ฉันไม่ใช่พวกโลกจิตสักหน่อย!”

กิ๊ฟหัวเราะเสียงใส “อย่ามาทำเป็นไม่ชอบเลย เมื่อกี้ตาเธอเป็นประกายเลยนะ”

(เอาจริง ๆ ฉันก็ชอบแหละ…) ฉันคิดในใจแต่ไม่กล้าเอ่ยออกไป

หลังจากส่งฉันถึงห้อง กิ๊ฟก็ขอตัวไปทำธุระต่อ ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ฟังดูไม่สบายใจเท่าไรนัก

“ไม่ต้องห่วงเรื่องที่เธอเห็นหรอก น้ำเป็นเพื่อนสนิทฉัน คงไม่ฆ่าเธอหรอก…มั้งนะ”

“ฟังแล้วสบายใจขึ้นเยอะเลยนะ…” ฉันพึมพำประชด แต่เธอก็เพียงแค่โบกมือบ๊ายบายแล้วเดินจากไป

คืนนั้น ฉันนอนพลิกตัวไปมาในห้องใหม่ ความคิดตีกันวุ่นวาย วันแรกก็วุ่นซะแล้ว กิ๊ฟยังคงกวนประสาทเหมือนเดิม แต่ก็ดีที่เธอไม่เปลี่ยนไปเลย

และแน่นอน…ภาพหน้าอกของ “น้ำ” ก็ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด (ไม่! เลิกคิดได้แล้วเมล์!)

รุ่งเช้า เวทีต้อนรับนักศึกษาใหม่ของ GAIA ถูกตั้งตระหง่านกลางลานกว้าง ฉันกับชเอมเพื่อนเก่าสมัยมัธยมก็มาถึงตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยงาน

“เฮ้! เมล์!” เสียงกิ๊ฟดังขึ้น เธอโบกมือมาแต่ไกล ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นชเอม “เอ้า ว่าไง ชเอม ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

“กิ๊ฟ! โอ้โห ยังตัวเล็กเหมือนเดิมเลยนะ!” ชเอมแซวเสียงดัง

ผลลัพธ์คือหมัดเล็ก ๆ ของกิ๊ฟฟาดเข้าใส่จนชเอมร้องลั่น “โอ้ยยย!”

ฉันรีบวิ่งเข้าไปห้าม “ตายแล้ว งานเข้าอีกแล้ว!”

กิ๊ฟสะบัดมือพลางเชิดหน้า “อย่ามาเรียกว่าตัวเล็กอีกนะ!”

ในขณะที่พวกเรากำลังจัดการหลังเวที สายตาของฉันก็พลันสะดุดเข้ากับใครบางคนที่เดินเข้ามา… ใบหน้าสวยเย็นชาที่ฉันจำได้ขึ้นใจตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อวาน

นั่น…เธอ!

“อ้อ…เธออีกแล้วเหรอ” น้ำพูดเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบจ้องฉันจนเหมือนทะลุทะลวงถึงวิญญาณ

ฉันยกมือไหว้แทบไม่ทัน “เอ่อ…หวัดดี น้ำ ใช่ไหม เรื่องเมื่อวาน ฉันขอโทษจริง ๆ นะ มันเป็นความผิดพลาด!”

เธอถอนหายใจเบา ๆ “ช่างมันเถอะ ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง ฉันแค่ไม่ชินเฉย ๆ”

กิ๊ฟรีบเข้ามาสมทบ “น้ำ นี่เมล์ เพื่อนสนิทสมัยเด็กของฉัน ส่วนเมล์ นี่คือน้ำ เพื่อนสาวจากมหาลัยของฉัน ถือโอกาสแนะนำอย่างเป็นทางการเลยแล้วกัน”

แม้คำตอบของน้ำจะเป็นเพียงคำสั้น ๆ “ก็ได้ ถือว่าผ่านไปแล้วกัน” แต่แววตาเย็นชานั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำแข็ง

“อย่าคิดมากเลย” กิ๊ฟกระซิบกับฉัน “ทุกคนเรียกเธอว่า ‘ราชินีน้ำแข็ง’ เพราะนิสัยแบบนี้แหละ แต่จริง ๆ แล้วเธอเป็นคนอบอุ่นนะ ถ้าเธอสองคนสนิทกันจริง ๆ จะรู้ว่าเธอน่ารักเหมือนลูกหมาเลย”

ฉันหัวเราะแห้ง ๆ “ลูกหมาเหรอ…ลูกหมาที่กัดหัวหลุดสินะ”

กิ๊ฟถึงกับหัวเราะลั่น “ไม่ใช่แบบนั้นสิ!”

หลังจากนั้น เราต้องช่วยกันขนของหนัก ๆ ไปหลังเวที เครื่องเสียง สายไฟ และอุปกรณ์อีกมากมายทำให้เหงื่อท่วมไปทั้งตัว ฉันหอบแฮ่กแต่ก็ยังยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“โอเค! นี่ชิ้นสุดท้ายแล้ว!” ฉันยกกล่องลงกับพื้นอย่างโล่งอก

กิ๊ฟเช็ดเหงื่อพลางยิ้ม “สปิริตดีมากเมล์ ฉันประทับใจจริง ๆ”

จู่ ๆ เสียงฟ้าร้องกึกก้องขึ้นมาจากฟากฟ้า ท้องฟ้าที่ควรจะแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงอย่างน่าประหลาด ลมแรงพัดผ่านจนป้ายผ้าโบกสะบัด

“ฝนจะตกเหรอเนี่ย?” ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความสงสัย

“แปลกมาก…” กิ๊ฟขมวดคิ้ว “พยากรณ์บอกว่าวันนี้ไม่มีฝน ไม่มีกระทั่งเมฆพายุ แต่ทำไม…”

สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านในจังหวะที่แสงไฟบนเวทีสั่นไหว ทุกคนหยุดมือพร้อมกัน หันไปมองท้องฟ้าอันมืดครึ้มอย่างหวั่นใจ

นี่ไม่ใช่ฝนธรรมดาแน่…

จบตอนที่ 2

เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!

novel PDF download
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!