สวัสดีครับทุกคน! ก่อนที่เราจะเริ่มต้นเข้าสู่โลกของนิยายเรื่องนี้ ผมขอแทรกเวลาสักนิดเพื่ออธิบายถึงที่มาและแนวคิดของเรื่องนี้นะครับ
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานผมในชื่อ 'ทิวา' ซึ่งเป็นนามปากกาที่ผมใช้ในการเขียนเรื่องนี้ครับ เรื่องนี้มีลักษณะเฉพาะตัวที่น่าสนใจคือ มันถูกเขียนในรูปแบบของบทละครหรือสคริปต์ ซึ่งแตกต่างจากนิยายเขียนทั่วไปที่เราคุ้นเคย แรงบันดาลใจในการเขียนสไตล์นี้มาจากนักเขียนระดับโลกอย่าง William Shakespeare
ต้นฉบับของเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษที่เขียนจบเรียบร้อยแล้วครับ แต่ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในกระบวนการแปลและปรับภาษาให้เป็นภาษาไทย และแก้ไขเนื้อเรื่องบางส่วน ซึ่งอาจจะทำให้มันยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ผมพยายามแก้ไขและปรับปรุงให้ดีที่สุดแล้วครับ ผมหวังว่าทุกคนจะค่อยๆ อ่านและทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันกับคนเขียน
ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นผลไม้! ใช่แล้วครับ ผลไม้หลากสีที่เราทานกันเป็นประจำ ผมท้าให้ทุกคนลองทายเล่นๆ ดูว่า ตัวละครแต่ละตัวแทนผลไม้อะไรบ้าง มันจะเป็นเกมสนุกๆ ที่ทำให้การอ่านเรื่องนี้มีสีสันมากขึ้น
นอกจากนี้ ผมยังมีแผนการในอนาคตที่จะพัฒนานิยายเรื่องนี้ให้กลายเป็นการ์ตูนคอมมิคหลังจากที่เขียนจบแล้วครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ไว้กับทุกคนด้วยนะครับ มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจและความรักในงานเขียนของผม ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสและกำลังใจครับ
กำแพงสูงใหญ่สีดำตั้งตระหง่านบนแผ่นดิน ล้อมรอบพระราชวังเวลโมร่า ผืนแผ่นดินแห่งนี้มีธงสีแดงดำโบกสะบัดตามสายลม เป็นเครื่องเตือนถึงอำนาจอันแข็งแกร่งของราชวงศ์แห่งอาณาจักร กฎเกณฑ์ทุกอย่างในที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนหยาดเหงื่อและน้ำตาของประชาชนที่ถูกกดขี่ข่มเหงโดยราชาลำดับที่12
องค์รัชทายาทได้ลงมือสังหารพระบิดาและยึดครองบัลลังก์ด้วยความช่วยเหลือจากสหายคนสนิทและองค์ชายอันดับสอง การขึ้นสู่อำนาจของเขาถูกปกคลุมด้วยเงามืดเปื้อนเลือดและการทรยศ แต่ในขณะนั้น หลายคนยังเชื่อว่าเขาอาจนำการเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่อาณาจักร
แต่หลังจากที่ทุกคนเริ่มมีความหวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากที่ราชาทรงจากไป เรื่องราวกลับกลายเป็นตาลปัตรเมื่อองค์รัชทายาทที่ได้ขึ้นเป็นราชา กลับหลงมัวเมาในอำนาจ เขาสังหารผู้อาวุโสและขุนนางชั้นสูงที่เคยขัดความคิดเห็นของเขา ส่วนที่เหลือถูกริบสมบัติบางส่วนและถูกบังคับให้รับใช้ราชวงศ์ต่อไป
ชนชั้นหนึ่งหรือก็คือราชวงศ์ซึ่งเชื่อว่ายิ่งผลไม้ของตนสีเข้มเท่าไร ความบริสุทธิ์ของพลังก็ยิ่งมากขึ้น พวกเขาบังคับให้ชนชั้นสองที่ด้วยกว่ากลายเป็นผู้รับใช้ และเนรเทศชนชั้นสามที่แตกต่างจากทั้งสองชนชั้น ไปยังพื้นที่แห้งแล้งนอกเขตฟูวีนเรีย ที่ซึ่งชีวิตเต็มไปด้วยความแห้งแล้งและความหิวโหย
ชาวเมืองชนชั้นสองที่เห็นขุนนางใหญ่โตตกต่ำต่างพากันออกมาเดินขบวนประท้วงด้วยความอัดอั้นที่สะสมมาตั้งแต่สมัยพระบิดาของพระองค์ แต่พระราชาองค์ใหม่กลับไม่สนใจความต้องการของพวกเขา กลับยิ่งแสดงความโกรธ สั่งจับและประหารชีวิตชาวบ้านเหล่านั้นจนแทบไม่เหลือผู้ใดกล้าออกมาประท้วงอีก พร้อมประกาศว่าเขาจะไม่ยอมรับชนชั้นสามอีกต่อไป และหากพบผู้ใดที่ยังคงต่อต้านให้ฆ่าทันที ส่วนใครที่ให้ความช่วยเหลือก็จะถูกตัดหัวประจาน
ในขณะเดียวกัน กลุ่มต่อต้านเริ่มก่อตัวขึ้นในเงามืด พวกเขาเริ่มรวบรวมผู้คนที่ถูกกดขี่และปลุกปั้นความหวังในใจของพวกเขา พวกเขาค่อยๆ รวบรวมกำลังและวางแผนลับเพื่อล้มล้างราชวงศ์ที่กดขี่นี้
ชนชั้นสองที่ตอนนี้กำลังอ่อนกำลัง ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากก้มหน้ารับชะตากรรมและหวาดกลัวต่ออำนาจของพระราชาองค์ใหม่ แต่ในใจของพวกเขา ไฟความแค้นและความปรารถนาในอิสรภาพยังคงลุกโชน
ภายในห้องบัลลังก์อันกว้างใหญ่และเย็นยะเยือก แกรนนิตนั่งบนบัลลังก์หินดำอันสูงส่ง ท่าทางผ่อนคลายแต่เต็มไปด้วยอำนาจ ขาข้างหนึ่งพาดทับอีกข้าง ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ กับพนักวางแขน สีหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มพอใจ ขณะที่เคอร์ริสยืนอยู่ตรงหน้า แววตาของเขาสะท้อนทั้งความยินดี ส่วนโอซินมีซ้ายของแกรนนิตยืนประจำที่อีกฟากหนึ่งของห้อง สายตาเฝ้าสังเกตทุกการเคลื่อนไหว
แกรนนิต: (ยิ้มกว้าง พลางพูดด้วยน้ำเสียงเบิกบาน) น้องชาย เจ้าเห็นไหม? บัลลังก์นี้สมควรเป็นของเรามาตลอด พระบิดาของเราไม่เหมาะสมสำหรับที่นั่งอันนี้และมงกุฎ แต่ข้า... ข้าจะทำให้อาณาจักรนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็น ข้าคือคนที่คู่ควร
เคอร์ริส: (พยักหน้าเล็กน้อย แววตาสะท้อนความยินดีแต่แฝงด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก) ข้ายินดีกับเจ้า แกรนนิต เราได้ทำในสิ่งที่ต้องทำแล้ว แต่ข้ามีความรู้สึกว่าเราไม่มีความจำเป็นจะไม่ต้องแลกมันด้วยเลือดมากมายขนาดนี้
แกรนนิต: (หัวเราะเบา ๆ) เลือด? นั่นคือราคาของอำนาจ เคอร์ริส และข้าเต็มใจจะจ่ายมัน (หยุดพักครู่ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน) เจ้ารู้รึไม่ว่า? ข้าเพิ่งเนรเทศสนมของพระบิดาออกไปราวยี่สิบคน พวกนางไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรได้เลย แถมยังใช้สมบัติของราชวงศ์ราวกับเป็นปลิง อีกทั้งพวกนางยังเป็นภาระเสียด้วยซ้ำ
เคอร์ริส: (ยกคิ้วเล็กน้อย) ทุกนางหรือ? เจ้าคิดว่ามันจำเป็นต้องถึงขนาดนั้นเลยหรือ? มารดาของ....
แกรนนิต: (ยิ้มเยาะ) ทำไมล่ะ? พวกนางเป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีตที่ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป (พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ) และข้ายังมีแผนการคิดอีกมากมาย ที่ต้องคิด เคอร์ริส ชนชั้นที่สาม... ข้าพึ่งเนรเทศพวกมันไปเขตกันดาร ส่วนชนชั้นที่สอง... หากพวกมันยังคงดื้อด้านไม่ยอมคำนับข้า พวกมันก็จะถูกขับไล่เช่นกัน
เคอร์ริส: เจ้าคิดได้ดี แกรนนิต การทำให้พวกมันรู้จักที่ต่ำที่สูง..
แกรนนิต: (วางมือบนไหล่ของเคอร์ริส) เจ้าเป็นน้องชายที่ข้ารักที่สุด เคอร์ริส (พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงด้วยความเย็นชา) จำไว้ว่า อำนาจคือสิ่งเดียวที่ทรงพลัง
เคอร์ริส: (พยักหน้า) ข้าจะจำไว้ แกรนนิต
แกรนนิต: (พูดขึ้นเบา ๆ) อาณาจักรเวลโมร่านี้จะเป็นของข้าและเจ้า เคอร์ริส และไม่มีใครจะมาหยุดเราได้
เคอร์ริส: (พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา) ข้าเชื่อในตัวเจ้า แกรนนิต
ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ และเงาของอำนาจที่แผ่ขยายไปทั่วทุกมุม
โอซิน: (ก้าวเข้ามาใกล้) ข้าก็เชื่อมั่นในตัวพระองค์เช่นกัน อาณาจักรนี้จะรุ่งเรืองภายใต้การปกครองของพระองค์
แกรนนิต: (หันมามองโอซินมีซ้ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ) ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนที่จงรักภักดี ต่อข้าโอซิน
แกรนนิต: (หัวเราะเบา ๆ) ความไม่พอใจ? ข้าไม่กลัวสิ่งนั้น เคอร์ริส ข้ามีอำนาจ และข้าจะใช้มันเพื่อสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่
โอซิน: (พูดขึ้น) องค์ราชา ข้ามีข่าวดีที่จะรายงาน
แกรนนิต: (หันมามองโอซินมีซ้าย) ว่ามา
โอซิน: (ยิ้ม) แบรนและเซรีสได้นำกองทัพกลับมาแล้วเมื่อครู่นี้ พร้อมกับชัยชนะในการรบที่ชายแดนตะวันออก
แกรนนิต: (ยิ้มกว้าง) นั่นคือข่าวที่ดีที่ข้าอยากได้ยิน ข้าจะทหารเหล่านั้นอย่างสมเกียรติ
เคอร์ริส: (พยักหน้า)
ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ และเงาของอำนาจที่แผ่ขยายไปทั่วทุกมุม
แกรนนิต: (พูดขึ้นเบา ๆ) อาณาจักรนี้จะเป็นของเรา เคอร์ริส และไม่มีใครจะมาหยุดเราได้
เคอร์ริส: (พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา) ข้าเชื่อในตัวเจ้า แกรนนิต
ทั้งสองยืนอยู่ข้างกันในความเงียบ แกรนนิตมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน
...----------------...
ในเงามืดของคืนนั้น เพียงสองคนอยู่ในห้องบัลลังก์อันกว้างใหญ่ แสงจากคบไฟส่องสว่างเพียงเล็กน้อย สร้างเงารูปทรงแปลกตาบนผนังหินดำ แกรนนิตนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบแต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจมองข้ามได้
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างช้า ๆ แบรนเดินเข้ามาในห้อง ชุดเกราะของเขาปกคลุมด้วยฝุ่นและร่องรอยของสงคราม เขาคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมต่อแกรนนิต
แบรน: (พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความเคารพ) ข้ามารายงานต่อพระองค์ สงครามครั้งนี้... เราชนะแล้วพะยะค่ะ
แกรนนิต: (ยิ้มบาง ๆ แววตาสะท้อนความพอใจ) ดีมากแบรน (พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น) เล่าให้ข้าฟังสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
แบรน: (พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูด) กองทัพของเราได้บุกโจมตีซึ่งหน้าและจัดการกำจัดพวกมันทั้งหมด สะกัดทางหนีของพวกกบฏไว้ให้ไม่ทันตั้งตัว เราได้ทำการทำลายค่ายของพวกมันและสังหารผู้นำของพวกมันไปเกือบทั้งหมดพะยะค่ะ
แกรนนิต: (พยักหน้าช้า ๆ) และความสูญเสียของเรา?
แบรน: (น้ำเสียงมั่นคง) ไม่เกินจำนวนนิ้วมือนับพะยะค่ะพระองค์ กองทัพของเราแข็งแกร่งและมีวินัย พวกกบฏไม่มีโอกาสสู้กับเราได้เลย
แกรนนิต: (ยิ้มกว้างขึ้น) ดีมาก แบรน เจ้าทำได้ดี (พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแต่แฝงด้วยความพอใจ) สงครามนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
แบรน: (พยักหน้า) ข้าเข้าใจดีพระองค์ และข้าจะทำตามคำสั่งของพระองค์เสมอ
แกรนนิต: (ลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินไปหาแบรน) เจ้าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ข้าไว้ใจได้ แบรน (พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงด้วยความเยือกเย็น) อำนาจของข้าจะไม่มีวันสั่นคลอน หากเรายังคงแข็งแกร่งเช่นนี้
แบรน: (มองขึ้นมา แววตาสะท้อนความจงรักภักดี) ข้าจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังพะยะค่ะ
แกรนนิต: (ยิ้มบาง ๆ) ข้ารู้ดี (พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น) ตอนนี้เจ้าไปพักผ่อนเถอะ เจ้าสมควรได้รับมัน
แบรนคุกเข่าลงอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ แกรนนิตยืนอยู่กลางห้องบัลลังก์ แสงจากคบไฟส่องสว่างใบหน้าของเขา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่น
แกรนนิต: (พูดกับตัวเองเบา ๆ) อาณาจักรนี้จะเป็นของข้า... และไม่มีใครจะมาหยุดข้าได้
กลางดึกคืนนั้น
ฝนตกหนักอย่างไม่ยอมหยุด เสียงฝนกระทบหลังคาพระราชวังดังกระหึ่มราวกับธรรมชาติกำลังร้องไห้ให้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น แสงฟ้าแลบตัดผ่านท้องฟ้ามืดมิด ส่องสว่างลงบนสนามรบที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ไมล์
สนามรบที่แบรนเพิ่งจากมา ถูกชะล้างด้วยสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง เลือดที่เคยท่วมพื้นดินค่อยๆ จางหายไปกับน้ำฝน กลายเป็นเพียงรอยเปื้อนจางๆ ที่เลือนหายไปกับดินโคลน ศพของทหารและกบฏนอนเกลื่อนกลาดทั่วพื้นที่ บางศพยังคงกำอาวุธไว้แน่นในมือราวกับยังไม่ยอมรับความตายของตัวเอง เสื้อเกราะที่เคยเป็นประกายถูกปกคลุมด้วยโคลนและเลือด สะท้อนความโหดร้ายของสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องราวกับพระเจ้ากำลังส่งเสียงร้องให้กับชีวิตที่สูญเสียไป ใบหน้าของทหารที่ตายแล้วถูกฝนชะล้างให้สะอาด แต่แววตาที่ว่างเปล่าของพวกเขายังคงบอกเล่าความเจ็บปวดและความกลัวในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
แบรน ยืนอยู่บนป้อมปราการ มองออกไปยังสนามรบที่ถูกฝนชะล้าง แม้เขาจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ แต่ความรู้สึกในใจของเขากลับหนักอึ้ง
ในสนามรบที่ถูกฝนชะล้าง
ชายสองคนเดินท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง สีผิวของพวกเขามีหลากหลายมากกว่าสองสี แสดงถึงชนชั้นสามที่ถูกกดขี่และถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลังของสังคม เมิร์ฟ และ เคียน เดินผ่านศพที่เกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นดิน ด้วยความหวังและความกลัวที่ปนกันในใจ พวกเขาค่อยๆ เปิดผ้าคลุมศพทุกอันออก ราวกับกำลังหาใครบางคนที่สำคัญกับพวกเขาอย่างมาก
เคียน: (พยักหน้า ก่อนจะเปิดผ้าคลุมศพอีกศพหนึ่ง) ข้าจะต้องหานางให้เจอ เมิร์ฟ ข้าสัญญากับนางไว้แล้ว...
ทั้งสองเดินผ่านศพที่ถูกฝนชะล้างเลือดออกไปแล้ว แต่ละศพที่พวกเขาเปิดดูทำให้ความหวังในใจของพวกเขาค่อยๆ จางหายไป
เมิร์ฟ: (หยุดอยู่ที่ศพหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมออก) ไม่... นี่ไม่ใช่นาง...
เคียน: (มองไปที่เมิร์ฟ) เมิร์ฟ... เราต้องเดินต่อไป นางอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง...นาง...
ทั้งสองเดินต่อไปท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกไม่หยุด เสียงฝนกลบเสียงก้าวเท้าของพวกเขา แต่ไม่สามารถกลบความเจ็บปวดในใจของพวกเขาได้
เคียน: (หยุดอยู่ที่ศพสุดท้าย ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมออก) ไม่... นี่ไม่ใช่นาง... (เขาค่อยๆ ส่ายหัวด้วยความผิดหวัง) เรา... เราไม่เจอนาง...
เมิร์ฟ: (วางมือบนไหล่ของเคียน) เคียน.... ข้ายังต้องเชื่อว่านางยังมีชีวิตอยู่... ดีแล้วไม่ใช่หรือที่ศพพวกนี้หนึ่งในนั้นไม่ใช่นาง
ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยศพและความสูญเสีย ฝนยังคงตกไม่หยุด ชะล้างเลือดและความเจ็บปวดออกจากพื้นดิน แต่ไม่สามารถชะล้างความเศร้าสลดในใจของพวกเขาได้
...----------------...
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังฝนตก แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของปราสาท กลิ่นน้ำค้างและเสียงนกร้องเบาๆ บนต้นไม้ทำให้บรรยากาศดูสงบและสดชื่น แต่ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงลอยอยู่ในอากาศ
เลสมาร์ นั่งอยู่ที่หน้าต่างขนาดใหญ่ที่ประดับประดาอย่างสวยงาม มองออกไปยังสวนกว้างข้างล่าง ของมากมายบนตัวของเธอและเครื่องประดับอยู่บนศีรษะจนหนักอึ้ง แต่กลับรู้สึกเหมือนมีน้ำหนักมหาศาลกดทับ มันเป็นเครื่องเตือนใจถึงชีวิตที่เธอไม่เคยขอ หน้าที่ของคู่หมั้นของขุนนาง
เสียงฝีเท้าเบาๆ ใกล้เข้ามาและมีการเคาะประตู เลสมาร์ไม่ได้ขยับ เธอตกอยู่ในพวังความดิด การเคาะดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ดังขึ้นกว่าเดิม ทำให้เธอสดุ้งและหันไปทางประตูที่เปิดออก
บริสต้า (ด้วยเสียงสดใสและไร้เดียงสาขณะเดินเข้ามาในห้อง): “ท่านพี่! ท่านพี่!” (ดวงตาสีฟ้าสดใสของบริสต้าเป็นประกาย มือเล็กๆ ถือถ้วยชาที่ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับเธอ) “ข้าเอาชามาให้เพคะ! หวังว่ามันจะอร่อยนะ ข้าพยายามทำให้เหมือนที่ท่านพี่ชอบเลยนะเพคะ”
เลสมาร์หันไปยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับภาพของเด็กหญิงตัวน้อย ความไร้เดียงสาในใบหน้าของบริสต้าขัดแย้งกับความตึงเครียดที่ล้อมรอบตัวเธอ บริสต้าเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง แล้วส่งถ้วยให้เลสมาร์พร้อมกับรอยยิ้มภูมิใจ
เลสมาร์ (รับชามา ด้วยเสียงนุ่มนวล): “ขอบคุณเจ้ามากบริสต้า เจ้านึกถึงข้าเสมอ” (เธอดื่มชา พยายามยิ้มให้เด็กหญิง เพื่อให้กำลังใจ แต่รอยยิ้มไม่ถึงดวงตา)
บริสต้า (นั่งลงข้างๆ ด้วยความตื่นเต้น): “ข้าได้ยินจากคนใช้ว่า จะมีงานเลี้ยงพรุ่งนี้ ท่านพี่เลสมาร์จะใส่ชุดสวยๆเหมือนเจ้าหญิงในนิทานแบบครั้งก่อนหรือไม่เพคะ? ข้าคิดว่ามันสวยมากเลยเพคะ! ท่านพี่ต้องสวยมากจนท่านพี่แกรนนิตขอเต้นรำด้วยแน่เลยเพคะ! ข้าชอบดูท่านพี่เลสมาร์เต้นมากๆ
เลสมาร์หัวเราะเบาๆ กับความตื่นเต้นไร้เดียงสาของบริสต้า แต่รู้สึกเหมือนเห็นร่างของเด็กสาวน้อยตรงหน้าเป็นเธอในวัยเด็ก เสียงนั้นเป็นการสะท้อนจากสิ่งที่เธอเคยรู้สึกในอดีต เธอยิ้มให้กับเด็กหญิงตัวน้อยที่เปล่งประกายด้วยความหวังและความสุขในโลกนี้
เลสมาร์ (ด้วยรอยยิ้มที่แฝงความเศร้า): ข้าคิดว่าพรุ่งนี้คงไม่ได้เต้นรำหรอกบริสต้า ตอนนี้ทุกอย่างมัน...
บริสต้า (เอนหัวไปข้างหนึ่ง ความไร้เดียงสาแสดงออกมาจากการที่เธอไม่เข้าใจ): “ซับซ้อน? แต่ท่านพี่เลสมากำลังจะเป็นราชินี! ทุกคนจะมีความสุขมากๆ แล้วท่านก็จะอยู่ท่สนพี่แกรนนิต!”
รอยยิ้มของเลสมาร์เริ่มหายไปเมื่อบริสต้าพูดถึงแกรนนิต ความคิดที่จะได้เป็นราชินีของเขาตอนนี้ดูเหมือนเป็นสิ่งแปลกประหลาดสำหรับเธอ
เลสมาร์ (ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล): “ใช่แล้วข้าจะเป็นราชินีของเขา... สักวันหนึ่ง” (น้ำเสียงของเธอดังแผ่วเบา และเธอหันไปมองไกลออกไป จิตใจของเธอลอยไปนามสายลม)
บริสต้า (สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของเลสมาร์ แต่ยังคงพยายามทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น): “ท่านพี่จะเป็นราชินีที่ดีที่สุดเลยเพคะ! ข้ารู้ค่ะ! ท่านเก่งและฉลาดและ... และสวยมาก!” (บริสต้ายิ้มกว้าง ดูเหมือนว่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอีกครั้ง)
หัวใจของเลสมาร์บีบแน่นกับคำพูดของบริสต้า และในช่วงสั้นๆ เธอเกือบจะเชื่อในสิ่งที่เด็กหญิงพูด แต่เมื่อนึกถึงความจริงกลับทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบเหมือนโดนน้ำสาด ลมเย็นที่พัดผ่านปราสาท
เลสมาร์ (มองลงไปที่บริสต้า น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและไม่แน่ใจ): “เจ้าคิดว่าข้าทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่บริสต้า? ที่ผ่านมา..และที่ๆกำลังทำอยู่ นี่มันสิ่งที่ข้าควรทำจริงๆ หรือเปล่า?”
บริสต้า มองขึ้นไปที่เธอด้วยดวงตาที่เชื่อมั่นและไร้เดียงสา
บริสต้า (ด้วยท่าทางจริงจังที่เหมาะสมกับอายุของเธอ): “ถ้าท่านทำมัน ก็ต้องถูกต้องแน่นอนค่ะ! ท่านจะทำให้ทุกคนมีความสุขค่ะ ท่านช่วยทุกคนเสมอ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นมัน ท่านใจดีให้กับคนใช้ แล้วท่านพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ข้าคิดว่าไม่เป็นไรค่ะ ข้าไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ท่านดีมากค่ะ”
เลสมาร์มองบริสต้า ใจของเธอบีบแสบเมื่อได้ยินคำพูดที่บริสุทธิ์และยังไม่ได้เห็นความซับซ้อนในโลกใบนี้ของเด็กที่ยังไร้เดียงสา เธออยากจะเชื่อ อยากจะรู้สึกว่าเธอสามารถเป็นราชินีที่แข็งแกร่งที่ทุกคนคาดหวังให้เป็น แต่ก็ไม่ง่ายอย่างนั้น
เลสมาร์ (เบาๆ กับตัวเอง): “ข้าไม่รู้ว่าข้าสามารถเป็นคนนั้นได้อีกหรือเปล่า”
บริสต้า (เข้าใจผิด แต่ว่ายังคงพยายามทำให้เลสมาร์รู้สึกดีขึ้น): “ไม่ต้องห่วงท่านพี่เลสมาร์! ท่านพี่จะเข้าใจเองเพคะ บางทีวันหนึ่ง ท่านจะบอกข้าว่าเป็นอย่างไรบ้างที่ได้เป็นราชินี แล้วข้าจะเข้าใจด้วยค่ะ!” (เธอหัวเราะเบาๆ แต่ก็เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความกังวล และไม่ได้รับผลกระทบจากความจริงในชีวิตที่ปราสาท)
เลสมาร์ยิ้มอ่อนๆ พยายามผลักความสงสัยออกไป เธอยื่นมือออกไปและขยี้ผมบริสต้าเบาๆ โดยพยามจัดการอารมณ์ของตัวเอง
เลสมาร์ (เบาๆ): “ขอบคุณนะ บริสต้า เจ้าทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้น แม้ว่าข้าจะไม่รู้จะทำยังไง”
บริสต้า (ยิ้มกว้าง เสียงของเธอน่ารักและหวาน): “ข้าจะอยู่ตรงนี้เสมอสำหรับท่านพี่นะคะ ถ้าท่านพี่รู้สึกเศร้า แค่เข้ามาคุยกับข้าเพคะ ข้าจะทำให้ท่านพี่ยิ้มได้อีกครั้งเพคะค่ะ!”
เลสมาร์มองบริสต้าเดินออกจากห้อง ไปพร้อมกับความเชื่อมั่นไร้เดียงสาของเด็กหญิงที่เปล่งประกายในการปิดประตู เธอรู้สึกอบอุ่นในความเชื่อที่บริสุทธิ์ของบริสต้า แต่เมื่อประตูปิดลง คำถามกลับมาหลอกหลอนเธอ—เธอจะสามารถเป็นราชินีที่บริสต้าเชื่อมั่นได้หรือไม่?
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!