เสียงกระบี่ปะทะกันดังสะท้อนทั่วสำนักกระบี่จันทรา เปลวเพลิงลุกโชนท่ามกลางค่ำคืน เสียงกรีดร้องของเหล่าศิษย์ดังระงม ท้องฟ้าสีดำสนิทถูกย้อมด้วยแสงเพลิงสีแดงฉาน
ไป๋ซูเหยา ซ่อนตัวอยู่หลังศาลากลาง มือเรียวกำกระบี่แน่นจนสั่นสะท้าน เลือดอุ่นซึมออกจากแผลบนไหล่ไหลรินลงมาตามแขน เส้นผมสีดำขลับกระเซอะกระเซิงปกใบหน้าซีดเซียว
"เหตุใด…สำนักของเราจึงถูกทำลาย?"
เสียงกรีดร้องของศิษย์สำนักยังดังอยู่ในหู ภาพของบิดานาง—เจ้าสำนักกระบี่จันทรา—ถูกแทงทะลุอกยังติดตรึงในดวงตา
กลางลานกว้าง ศิษย์ของสำนักอัคคีเมฆากำลังเดินกวาดไปรอบ ๆ ค้นหา "ของสิ่งนั้น" ตามคำสั่งของ จ้าวเทียนหรง ผู้ที่เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมนี้
"ของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน?"
นางไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่รู้เพียงอย่างเดียว—นางต้องรอด
ซูเหยาพยายามควบคุมลมหายใจ ฝ่ามือที่กำกระบี่แน่นชุ่มเหงื่อ นางรู้ดีว่าหากยังอยู่ที่นี่ ชะตากรรมของนางย่อมไม่ต่างจากคนในสำนัก
ลมกลางคืนพัดผ่าน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เคลื่อนใกล้เข้ามา
"ไป๋ซูเหยาต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง! หาต่อไป!"
นางขบริมฝีปากแน่น ก่อนพุ่งทะยานออกจากที่ซ่อน กระโดดข้ามกำแพงสำนักเข้าสู่ป่าทมิฬโดยไม่หันกลับไป
---
**กลางป่าทมิฬ
ป่าทมิฬมืดสนิท ราวกับปากของสัตว์ร้ายที่กำลังรอขย้ำเหยื่อ เสียงสัตว์กลางคืนแว่วดังอยู่รอบตัว ไป๋ซูเหยา ซวนเซเข้าไปในความมืด ฝืนกัดฟันพยุงร่างที่บาดเจ็บ
"ข้าต้องไปให้ไกลกว่านี้..."
ลมหายใจของนางหนักหน่วง ขาทั้งสองเริ่มไร้เรี่ยวแรง พื้นดินลื่นเปียกจากฝนที่เพิ่งตกก่อนหน้านี้ ทำให้นางเสียหลักล้มลง ร่างบางกระแทกลงกับพื้นจนหอบหายใจหนัก
"ข้าจะตายที่นี่หรือ?"
เปลือกตาของซูเหยาเริ่มหนักอึ้ง สติเลือนราง แต่ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะหมดสติ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้น
เงาดำของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกจากความมืด
---
บุรุษลึกลับ
ชายหนุ่มในชุดเกราะทองยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ แผ่นหลังกว้างดูสง่างามราวกับเทพสงคราม ผ้าคลุมยาวสะบัดไหวตามสายลม เยือกเย็น ทรงพลัง และน่าเกรงขาม
ดวงตาคมกริบจับจ้องมายังร่างของซูเหยาที่ยังหายใจรวยริน
"เจ้าคือ ไป๋ซูเหยา?"
ซูเหยาพยายามลืมตา มือยังคงกำกระบี่แน่นแม้ไร้เรี่ยวแรง
"บุรุษผู้นี้เป็นใครกัน?"
ก่อนที่สติจะดับวูบ นางรู้สึกถึงมือที่ยื่นเข้ามาประคองร่างของนางไว้ กลิ่นอายอบอุ่นปะปนกับแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้นางรู้ว่า... บุรุษผู้นี้ ไม่ใช่คนธรรมดา
ลมกลางคืนพัดผ่านกิ่งไม้จนเกิดเสียงแผ่วเบา ดวงจันทร์สีเงินทอดแสงลงมายังป่าทมิฬ เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวที่แน่นิ่งอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดขาวของ ไป๋ซูเหยา มีรอยเลือดเปรอะเปื้อน นางหายใจแผ่วเบา และร่างกายอ่อนล้าเกินกว่าจะลุกขึ้นได้
บุรุษในชุดเกราะทองมองร่างบอบบางตรงหน้า ดวงตาคมกริบจับจ้องนางอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะคุกเข่าลง ใช้สองนิ้วแตะชีพจรที่ข้อมือของนาง
"ยังไม่ตาย"
ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อย ทว่าในแววตากลับไม่มีความเมตตาหรือเวทนา
"ไป๋ซูเหยา…"
เขาพึมพำชื่อของนาง ดวงตาฉายแววครุ่นคิด
ท่ามกลางป่าทมิฬที่เต็มไปด้วยอันตราย การทิ้งนางไว้ที่นี่ไม่ต่างจากการปล่อยให้นางตาย แต่…เขากลับเอื้อมมือไปอุ้มร่างบาดเจ็บของนางขึ้นมาอย่างง่ายดาย
ร่างสูงสง่าเคลื่อนกายไปเบื้องหน้า ไม่รีบร้อน แต่มั่นคง
---
ณ กระท่อมร้างกลางป่า
เสียงลมพัดผ่านช่องว่างของกระท่อมเก่า เสียงไฟในเตาเล็ก ๆ แตกเปรี๊ยะ ๆ ส่องแสงสว่างริบหรี่ในความมืด
ไป๋ซูเหยาลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เปลือกตาหนักอึ้ง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นของเปลวไฟที่อยู่ใกล้ ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยเข้าจมูก
"ข้า…ยังไม่ตาย?"
ดวงตาของนางสั่นไหวเมื่อพบว่าตนเองถูกพันแผลอย่างดี โดยเฉพาะแผลที่ไหล่ซ้ายที่ถูกกระบี่ฟัน
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากมุมหนึ่งของกระท่อม
"ตื่นแล้วหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำทำให้ซูเหยารีบหันขวับไปมอง
บุรุษในชุดเกราะทองยืนพิงกำแพงไม้ มองนางด้วยแววตานิ่งสงบ ใบหน้าของเขาแม้จะถูกเงามืดบดบังไปบางส่วน แต่ยังคงแฝงความสง่างาม
"เจ้าเป็นใคร?" ซูเหยาถามเสียงแหบแห้ง
ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที เขาก้าวเข้ามาใกล้ แล้วยื่นขันน้ำมาให้
"ดื่มซะ"
ซูเหยาจ้องเขาอย่างระแวง แต่สุดท้ายก็รับน้ำมาดื่ม กลิ่นของสมุนไพรบางอย่างติดอยู่ในน้ำทำให้นางรู้ว่าเขาต้องใส่ยารักษาเข้าไปด้วย
"เหตุใดเขาถึงช่วยข้า?"
นางกำขันแน่น ก่อนตัดสินใจถามอีกครั้ง
"เจ้าชื่ออะไร?"
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
"หลงเฉินอวี่"
ชื่อของเขาทำให้ซูเหยาขมวดคิ้ว นางรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่ไม่อาจนึกออกว่าเคยได้ยินจากที่ใด
"เจ้า…เป็นคนของสำนักใด?"
หลงเฉินอวี่มองนางนิ่ง ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ
"มิใช่คนของสำนักใดทั้งสิ้น"
ซูเหยารู้สึกได้ถึงบางอย่างในน้ำเสียงของเขา บุรุษตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน แต่ในตอนนี้ นางยังไม่มีแรงพอจะซักถามมากกว่านี้
---
การไล่ล่ายังไม่จบ
กลางดึก เสียงใบไม้ไหวแผ่วเบาทำให้ซูเหยาตื่นขึ้นมาจากภวังค์
นางเหลือบไปมองหลงเฉินอวี่ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตาไฟ มือข้างหนึ่งถือกระบี่ที่ยังไม่ชักออกจากฝัก ดวงตาของเขายังคงมองไปยังประตูราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง
จากนั้น…เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้น
ซูเหยากลั้นหายใจ นางรับรู้ได้ทันทีว่า—พวกมันมาแล้ว!
"ไป๋ซูเหยา! เจ้าไม่มีทางหนีรอด!"
เสียงของหนึ่งในนักฆ่าของสำนักอัคคีเมฆาดังขึ้นนอกกระท่อม
ในพริบตา หลงเฉินอวี่ลุกขึ้นอย่างสง่างาม เขาคว้ากระบี่ทองของตนแล้วเดินไปยังประตู
"อย่าขยับ" เขากล่าวเสียงเรียบ แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจ
ซูเหยามองแผ่นหลังของเขา แม้ไม่รู้ว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู แต่นางก็รู้ว่า... เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามาได้ง่าย ๆ
---
กระบี่แรกของหลงเฉินอวี่
ประตูไม้ถูกผลักออกอย่างแรง แสงจันทร์สาดส่องลงมาเผยให้เห็นกลุ่มชายในชุดดำกว่าเจ็ดคน ยืนอยู่ในท่วงท่าพร้อมสังหาร
ดวงตาของหลงเฉินอวี่กวาดมองศัตรูเหล่านั้น ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเล็กน้อย
"กระบี่ของพวกเจ้า... อ่อนหัดเกินไป"
ทันทีที่สิ้นเสียง ลมหายใจของทุกคนก็สะดุด
เพราะในพริบตานั้น หลงเฉินอวี่ก็พุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วเหนือมนุษย์
---
ศึกแรกระหว่างเงาจันทร์
เสียงกระบี่ปะทะกันดังกึกก้อง เปลวไฟจากคบไฟส่องประกายให้เห็นเงาแห่งการต่อสู้ หลงเฉินอวี่เคลื่อนไหวราวกับสายลม มือของเขาถือกระบี่ทองที่ตวัดออกไปเพียงครั้งเดียว
เลือดพุ่งกระเซ็น...
ร่างของนักฆ่าผู้หนึ่งล้มลงไปโดยไร้แม้แต่เสียงกรีดร้อง
"บัดซบ! มันเป็นใครกัน!?"
ชายชุดดำที่เหลือเริ่มล้อมวง พยายามโจมตีจากทุกทิศทาง แต่หลงเฉินอวี่กลับไม่หวั่นไหว เขาหมุนตัวรับการโจมตีอย่างง่ายดาย ก่อนจะแทงกระบี่ออกไปอย่างเฉียบขาด
เพียงพริบตาเดียว ศัตรูอีกสองคนก็ล้มลง
ซูเหยามองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง
"เขา... แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
แม้แต่นางก็ยังไม่เคยเห็นวรยุทธ์ที่ลื่นไหลเช่นนี้มาก่อน
แต่ทันใดนั้นเอง… เงาดำอีกกลุ่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามา!
"ฆ่าพวกมันทั้งสอง!"
เสียงฝีเท้าและลมกระบี่แหวกอากาศดังขึ้นอีกครั้ง นักฆ่าชุดดำกลุ่มใหม่ปรากฏตัวจากความมืด จำนวนของพวกมันมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลงเฉินอวี่ยืนนิ่ง แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มือที่ถือกระบี่ทองยังมั่นคงไร้ซึ่งความลังเล
"มากันเยอะดีนี่" เขาพูดเสียงเรียบ
ซูเหยากัดฟัน พยายามลุกขึ้น นางอาจจะบาดเจ็บ แต่ถ้ายังปล่อยให้เขาสู้คนเดียว นางคงเป็นเพียงภาระ
มือเรียวเอื้อมไปคว้ากระบี่ข้างกาย แล้วพยายามพยุงตัวขึ้นจากพื้น
หลงเฉินอวี่เหลือบมองนางก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ
"นั่งอยู่เฉย ๆ"
"ข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น!" ซูเหยาตอบกลับอย่างดื้อรั้น
ทันใดนั้น นักฆ่าคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหานางด้วยความเร็วสูง!
ฉึก!
ร่างของมันชะงักค้างก่อนที่เลือดจะไหลออกจากปากแผลกลางอก นักฆ่าผู้นั้นล้มลงอย่างไร้ชีวิต ก่อนที่ซูเหยาจะทันได้ขยับตัว
หลงเฉินอวี่ถอนกระบี่ออกจากศัตรูอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาใช้เพียงก้าวเดียวก็มาถึงตรงหน้านาง ปิดช่องโหว่ที่อาจทำให้นางถูกโจมตี
"เจ้าช่วยตัวเองไม่ได้หรอก"
ซูเหยากัดริมฝีปาก รู้ดีว่าตอนนี้นางอยู่ในสภาพบาดเจ็บ แต่การถูกปกป้องเช่นนี้ก็ทำให้นางรู้สึกขัดใจ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง
"ล้อมมันไว้!"
นักฆ่าที่เหลือเริ่มเปลี่ยนรูปแบบโจมตี พวกมันเคลื่อนที่เร็วขึ้น บางคนใช้หน้าไม้ บางคนฟาดกระบี่เข้ามาพร้อมกัน
หลงเฉินอวี่กระตุกยิ้มเย็นชา มือของเขาขยับเล็กน้อยก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งออกไปเหมือนพายุ
กระบี่ทองสะท้อนแสงจันทร์ ราวกับมังกรที่คำรามกลางราตรี
เพียงพริบตาเดียว—เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
---
คืนที่เต็มไปด้วยโลหิต
นักฆ่ากว่าครึ่งนอนจมกองเลือด อีกส่วนหนึ่งเริ่มถอยห่างด้วยความหวาดกลัว
"บัดซบ! พวกเราไม่ใช่คู่มือมัน!"
"ถอยก่อน!"
เหล่าศัตรูเริ่มแตกกระเจิง บางคนพยายามหนีเข้าไปในความมืด
แต่ก่อนที่พวกมันจะได้ก้าวออกไป เสียงกระบี่แหวกอากาศก็ดังขึ้น
ฉัวะ!
หนึ่งในนักฆ่าถูกแทงทะลุอก ร่างของมันล้มลงอย่างไร้สติ
"ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้พวกเจ้าหนี?" หลงเฉินอวี่พูดเสียงเรียบ ดวงตาของเขาเยือกเย็นอย่างไร้ปรานี
คนที่เหลือเริ่มตัวสั่น ก่อนจะรีบเผ่นหนีไปในที่สุด
ซูเหยามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาตกตะลึง
"เขา…เป็นใครกันแน่?"
---
สายสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้น
เมื่อการต่อสู้จบลง หลงเฉินอวี่หันกลับมามองซูเหยา
"พวกมันจะกลับมาอีก เจ้าควรหาที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัยกว่านี้"
ซูเหยายังคงมองเขาด้วยความสับสน
"เหตุใดเจ้าถึงช่วยข้า?"
หลงเฉินอวี่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบเสียงแผ่วเบา
"ข้ามีเหตุผลของข้า"
คำตอบของเขายิ่งทำให้นางสงสัยมากขึ้น แต่ในตอนนี้ นางไม่มีแรงจะคาดคั้นอะไร
เมื่อหลงเฉินอวี่เห็นว่านางยังบาดเจ็บหนัก เขาก็ถอนหายใจ ก่อนจะพูดขึ้น
"พักก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทาง"
"ไปที่ไหน?"
"หาที่ปลอดภัยกว่านี้"
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องช่วยนาง แต่ซูเหยาก็รู้ดีว่าตอนนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อใจเขา
---
ค่ำคืนที่เปลี่ยนโชคชะตา
ใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง กระท่อมเก่ากลางป่าเงียบสงัด
ร่างของสองบุคคลที่แตกต่างกันสุดขั้ว กลับมาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันโดยไม่คาดคิด
นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น…ของโชคชะตาที่พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
---
(จบตอนที่ 2)
ฟ้าสางแล้ว...
แสงแรกของรุ่งอรุณสาดผ่านช่องไม้ของกระท่อมร้าง เสียงนกร้องดังแว่วอยู่ไกล ๆ ลมยามเช้าพัดผ่าน ทำให้บรรยากาศหนาวเย็น
ไป๋ซูเหยาลืมตาขึ้นช้า ๆ ร่างกายของนางยังเจ็บปวด แต่ดีกว่าเมื่อคืนมาก นางขยับตัวเล็กน้อยก็พบว่าผ้าพันแผลถูกเปลี่ยนใหม่แล้ว กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนผิว
"เจ้าตื่นแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น หลงเฉินอวี่ยืนอยู่หน้าเตาไฟ เขากำลังต้มน้ำสมุนไพรอยู่
ซูเหยาเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย บุรุษที่มีฝีมือสูงส่งเช่นนี้ เหตุใดจึงมาดูแลนางถึงขนาดนี้?
"เจ้าช่วยข้าเพราะอะไร?" นางถามอีกครั้ง
หลงเฉินอวี่เหลือบตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
"ข้าไม่ชอบเป็นหนี้ใคร"
"หนี้?" ซูเหยาขมวดคิ้ว
"ครั้งหนึ่ง... ข้าเคยติดหนี้คนผู้หนึ่ง นางเคยช่วยข้าไว้"
คำพูดของเขาทำให้นางนิ่งงันไปชั่วขณะ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก่อนจะได้ถามอะไรไปมากกว่านี้ หลงเฉินอวี่ก็พูดขึ้น
"กินยาเสีย เราต้องออกเดินทางก่อนที่พวกมันจะกลับมา"
---
การเดินทางอันตราย
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย สองร่างก็เริ่มออกเดินทาง
เส้นทางผ่านป่าเขายังคงอันตราย มีทั้งสัตว์ร้ายและนักฆ่าที่อาจโผล่มาได้ทุกเมื่อ ซูเหยายังคงบาดเจ็บ แต่นางก็กัดฟันทนเดินต่อไป แม้ว่าภายในใจยังคงไม่เข้าใจว่าตนควรไว้ใจบุรุษผู้นี้หรือไม่
หลงเฉินอวี่เดินนำหน้า ร่างของเขาสูงสง่า ทุกก้าวที่เดินมั่นคงและระมัดระวัง มือยังคงจับกระบี่ทองแน่น
"เราจะไปที่ใด?" ซูเหยาถามขึ้น
"มีที่หนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับเจ้า"
"ที่ไหน?"
"หมู่บ้านซือหลิง"
ซูเหยานิ่งไป หมู่บ้านนั้นเป็นสถานที่ลึกลับ มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ และที่นั่นขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่แม้แต่นักฆ่าก็ไม่อาจบุกรุกได้ง่าย ๆ
"เหตุใดเจ้าจึงพาข้าไปที่นั่น?" นางถามอีกครั้ง
"เจ้าไม่ต้องรู้มากนัก" หลงเฉินอวี่ตอบกลับเรียบ ๆ
ซูเหยาขมวดคิ้ว รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้เต็มไปด้วยความลับ
---
นักฆ่ากลับมาอีกครั้ง
ระหว่างเดินผ่านป่า เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้
"หยุด" หลงเฉินอวี่เอ่ยขึ้นพลางยกมือให้นางหยุดเดิน
ซูเหยาเพ่งมองไปข้างหน้า นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่กำลังแผ่กระจายออกมา
ทันใดนั้น...
ฉัวะ!
ลูกธนูแหวกอากาศพุ่งตรงมาที่พวกเขาด้วยความเร็วสูง!
หลงเฉินอวี่คว้าตัวซูเหยาพลิกหลบอย่างว่องไว ก่อนที่ปลายกระบี่ของเขาจะสะบัดออกไปปัดลูกธนูจนแตกกระจาย
เงาร่างของนักฆ่าสำนักอัคคีเมฆาพุ่งออกมาจากที่ซ่อน นับสิบคนล้อมพวกเขาไว้
"ไป๋ซูเหยา เจ้าไม่มีทางหนีรอด!"
ซูเหยากัดฟันแน่น นางรู้ดีว่าพวกมันไม่มีทางปล่อยนางไปง่าย ๆ
"หลงเฉินอวี่ ถ้าเจ้าหนีไปตอนนี้ยังทัน!" นางหันไปบอกเขา
แต่บุรุษในชุดเกราะทองกลับยกกระบี่ขึ้น ดวงตาของเขาไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"ข้าไม่ถนัดเรื่องวิ่งหนี"
ซูเหยาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะหัวเราะเบา ๆ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นตาย แต่นางกลับรู้สึกแปลก ๆ ที่มีคนเช่นเขาอยู่ข้าง ๆ
"เช่นนั้นก็อย่าตายล่ะ"
สิ้นเสียงของนาง พวกมันก็พุ่งเข้าโจมตีทันที!
---
ศึกกลางป่าทมิฬ
หลงเฉินอวี่สะบัดกระบี่อย่างรวดเร็ว ร่างของเขาเคลื่อนไหวดุจสายลม ท่วงท่าการต่อสู้ของเขาสมบูรณ์แบบและเฉียบขาด กระบี่ทองในมือฟาดฟันศัตรูรอบด้าน
"อั่ก!"
เสียงร้องของนักฆ่าดังขึ้นเมื่อกระบี่ของเขาฟันผ่านร่างของมัน
ซูเหยาเองก็ไม่ยอมเป็นเพียงผู้ถูกปกป้อง นางดึงกระบี่ออกจากฝัก แม้จะบาดเจ็บ แต่นางก็ยังสามารถรับมือกับศัตรูที่เข้ามาได้
เสียงกระบี่ปะทะกันดังกึกก้อง สะเก็ดไฟแลบขึ้นในอากาศ
ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"ถอยไป! ให้ข้าจัดการเอง!"
ร่างของชายในชุดดำก้าวออกมาจากเงามืด
ดวงตาของซูเหยาหรี่ลงทันที
"ไป๋หลิงเซียว!"
ชายผู้นี้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนาง ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งพี่ชายที่นางเคารพ แต่ตอนนี้ เขาคือคนที่ต้องการสังหารนางที่สุด
หลิงเซียวมองนางด้วยแววตาเย็นชา
"ซูเหยา เจ้าทำให้สำนักต้องมัวหมอง ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้แล้ว"
---
การเผชิญหน้ากับอดีต
ซูเหยากำกระบี่แน่น แม้ในใจจะเจ็บปวด แต่ดวงตาของนางกลับแน่วแน่
"ข้าไม่ได้ทำผิด สำนักต่างหากที่ทรยศข้า!"
"เงียบเสีย! เจ้าคือคนทรยศ!"
หลิงเซียวพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง!
ซูเหยารีบยกกระบี่ขึ้นรับการโจมตี แรงปะทะทำให้นางแทบเซถอยหลัง แต่ก่อนที่หลิงเซียวจะโจมตีซ้ำ หลงเฉินอวี่ก็พุ่งเข้ามาขวางไว้
กระบี่ทองปะทะกับกระบี่ของหลิงเซียว เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น
"เป็นเจ้า?" หลิงเซียวจ้องบุรุษในชุดเกราะทองอย่างไม่พอใจ
หลงเฉินอวี่ไม่พูดอะไร ดวงตาของเขานิ่งสงบ แต่เต็มไปด้วยไอสังหาร
"หากเจ้าจะฆ่านาง ก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน"
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!