บัลลังก์หงส์เหนือมังกร
ชื่อเรื่อง : บัลลังก์หงส์เหนือมังกร
ตอนที่ 1 : บุรุษแห่งสำนักอักษร
หิมะแรกของปลายปีโปรยปรายลงเหนือแผ่นดินต้าฉางอย่างเงียบงัน
สายลมหนาวพัดผ่านกำแพงเมืองหลวง เสียงระฆังจากหอระฆังหลวงดังขึ้นสามครั้ง บ่งบอกการเริ่มต้นของยามเฉิน ผู้คนในเมืองหลวงต่างเริ่มเปิดร้านค้า รถม้าของเหล่าขุนนางเคลื่อนตัวผ่านถนนหินสายหลักอย่างไม่ขาดสาย ขณะที่ทหารลาดตระเวนเดินตรวจตราทุกตรอกซอกซอยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมืองหลวงต้าฉางเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของแผ่นดิน
ผู้ใดได้ก้าวเข้าสู่เมืองแห่งนี้ ย่อมมีได้เพียงสองเส้นทาง...
ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ
หรือถูกเหยียบย่ำจนไม่มีวันลุกขึ้นอีก
เช้าวันนี้ ข่าวคราวหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักเร็วกว่าสายลม
"ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งขุนนางหนุ่มจากเมืองหลินโจวให้เข้ารับราชการโดยตรง"
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เหล่าขุนนางทั่วเมืองหลวงเริ่มแตกตื่น
...
"ได้ยินหรือยัง"
ภายในโรงน้ำชาริมถนน ชายวัยกลางคนโน้มตัวกระซิบกับสหาย
"ได้ยินว่าฝ่าบาทมีพระราชโองการเรียกตัวคนผู้หนึ่งเข้าวัง"
อีกคนยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางพยักหน้า
"แปลกนัก ปกติผู้จะเป็นขุนนางต้องผ่านการสอบหลวง"
"แต่คนผู้นี้กลับได้รับแต่งตั้งโดยตรง"
"เขาเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่หรือ"
"ไม่ใช่"
"เช่นนั้นคงเป็นแม่ทัพผู้สร้างผลงานในสนามรบ"
"ก็ไม่ใช่อีก"
ชายทั้งสองสบตากัน
"แล้วเขาเป็นใคร"
ไม่มีผู้ใดตอบได้
เพราะแม้แต่ราชสำนักเอง ก็แทบไม่มีใครรู้จักชื่อของบุรุษผู้นั้น
...
ประตูเมืองด้านตะวันออกค่อย ๆ เปิดออก
รถม้าสีดำคันหนึ่งแล่นเข้าสู่เมืองหลวงอย่างเรียบง่าย
ไม่มีธงประจำตระกูล
ไม่มีทหารคุ้มกันจำนวนมาก
มีเพียงคนขับรถม้าวัยกลางคน และองครักษ์ไม่กี่นายติดตามอยู่ด้านหลัง
ทว่าเมื่อทหารประจำประตูเห็นตราสีทองบนตัวรถ ต่างรีบคุกเข่าลงทันที
"คารวะใต้เท้าหลิน"
เสียงนั้นทำให้ผู้คนหันมองพร้อมกัน
ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเปิดออกเล็กน้อย
ใบหน้าของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
คิ้วคม ดวงตาสีนิลสงบนิ่ง จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบาง สีหน้าราบเรียบจนยากจะคาดเดาความคิด
เขาสวมชุดขุนนางสีดำปักลายเมฆเงินอย่างเรียบง่าย
แม้มิได้สวมเครื่องประดับล้ำค่า แต่กลับมีสง่าราศีจนผู้คนไม่กล้าสบตา
บุรุษผู้นั้นคือ...
หลินเซียวอวี่
...
ภายในรถม้า
หลินเซียวอวี่กำลังอ่านฎีกาหลายฉบับที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงตั้งแต่สามวันก่อน
ทุกฉบับล้วนเป็นเรื่องร้องทุกข์ของชาวบ้าน
ภาษีที่เพิ่มขึ้น
ขุนนางทุจริต
ทหารรีดไถประชาชน
การแย่งชิงที่ดิน
นางค่อย ๆ ปิดฎีกาลง
แววตาที่สงบนิ่งเมื่อครู่ กลับฉายแววเย็นเยียบ
"เมืองหลวง..."
นางพึมพำเบา ๆ
"ยังไม่เปลี่ยนเลย"
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้น
"ใต้เท้า อีกไม่นานก็จะถึงพระราชวังแล้ว"
หลินเซียวอวี่พยักหน้า
"อาเฉิน"
"ขอรับ"
"เมื่อเข้าเมืองหลวงแล้ว..."
"ห้ามเรียกข้าว่าคุณหนูอีก"
อาเฉินรีบก้มศีรษะ
"ข้าน้อยทราบดีขอรับ"
ชายชราผู้นี้รับใช้ตระกูลหลินมาตั้งแต่นางยังเยาว์วัย
เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ความลับว่า...
ใต้ชุดบุรุษนั้น
แท้จริงแล้วคือสตรี
ความลับนี้ถูกปิดซ่อนมานานกว่าสิบปี
หากรั่วไหลเมื่อใด
โทษคือประหารทั้งตระกูล
...
รถม้าหยุดลงหน้าประตูพระราชวัง
กำแพงวังสีแดงสูงตระหง่านทอดยาวสุดสายตา
ทหารองครักษ์หลวงยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ
ขันทีผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามา
"ใต้เท้าหลิน ฝ่าบาททรงรออยู่ที่ท้องพระโรง เชิญขอรับ"
หลินเซียวอวี่ก้าวลงจากรถม้า
เพียงก้าวแรกที่เหยียบพื้นหินอ่อน ผู้คนรอบด้านต่างลอบมองด้วยความสงสัย
"เขานั่นหรือ"
"เด็กเกินไปหรือไม่"
"อายุคงไม่ถึงยี่สิบห้ากระมัง"
"เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงโปรดปราน"
เสียงซุบซิบดังไม่ขาดสาย
หลินเซียวอวี่มิได้สนใจแม้แต่น้อย
นางเดินตามขันทีเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างมั่นคง
...
ภายในท้องพระโรง
เสาหยกสีทองตั้งเรียงรายสองฝั่ง
เหล่าขุนนางนับร้อยคนยืนประจำตำแหน่งอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อประตูใหญ่เปิดออก
สายตาทุกคู่ต่างหันมามองบุรุษหนุ่มผู้มาใหม่
บางคนดูแคลน
บางคนสงสัย
บางคนอิจฉา
แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
หลินเซียวอวี่เดินมาหยุดกลางท้องพระโรง ก่อนคุกเข่าลง
"กระหม่อม หลินเซียวอวี่ ถวายบังคมฝ่าบาท"
เสียงสงบนิ่งดังกังวานไปทั่วห้อง
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรบุรุษเบื้องล่างอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนรับสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ลุกขึ้น"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท"
หลินเซียวอวี่ลุกขึ้นอย่างสงบ
ฮ่องเต้แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย
"เราเคยอ่านรายงานที่เจ้าส่งมาจากหลินโจว"
"การจัดการน้ำท่วม การลดภาษี การปราบโจร และการฟื้นฟูเมือง ล้วนทำได้ดี"
"เจ้าคิดว่าผู้ปกครองที่ดีควรเป็นเช่นไร"
ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
คำถามนี้ไม่มีอยู่ในธรรมเนียม
หลายคนลอบยิ้ม
คิดว่าขุนนางใหม่คงตอบผิดเป็นแน่
หลินเซียวอวี่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
"ทูลฝ่าบาท"
"ผู้ปกครองที่ดี..."
"ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว"
"แต่คือผู้ที่ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว"
สิ้นคำตอบ
ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบ
ขุนนางหลายคนสีหน้าเปลี่ยนทันที
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเสียงดัง
"ดี!"
"ตอบได้ดี!"
"ตั้งแต่วันนี้..."
"เราขอแต่งตั้งเจ้าเป็น รองเจ้ากรมสำนักอักษร มีหน้าที่ตรวจฎีกาและถวายความเห็นต่อราชสำนัก"
ทันทีที่สิ้นพระสุรเสียง
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
รองเจ้ากรมสำนักอักษร...
ตำแหน่งนี้สูงเกินกว่าขุนนางหน้าใหม่จะได้รับ
สีหน้าของขุนนางผู้ใหญ่หลายคนเริ่มเคร่งเครียด
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านพระราชโองการ
หลินเซียวอวี่ประสานมือ
"กระหม่อมรับพระราชโองการ"
...
หลังเลิกประชุม
หลินเซียวอวี่เดินออกจากท้องพระโรงเพียงลำพัง
นางยังไม่ทันก้าวพ้นบันไดหินอ่อน
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ใต้เท้าหลิน"
นางหยุดเดิน
เมื่อหันกลับไป ก็พบชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดเกราะสีดำสนิท
รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าคมคาย ดวงตาเฉียบดุจคมดาบ
เขาคือบุรุษเพียงคนเดียวในเรื่อง...
เซียวจิ่นอัน
แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์เมืองหลวง
เซียวจิ่นอันประสานมือเล็กน้อย
"ข้า เซียวจิ่นอัน"
หลินเซียวอวี่ตอบคำนับ
"คารวะแม่ทัพเซียว"
ทั้งสองสบตากัน
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดอยู่หลายอึดใจ
ราวกับต่างกำลังอ่านความคิดของอีกฝ่าย
ท้ายที่สุด เซียวจิ่นอันจึงยิ้มบาง
"เมืองหลวงแห่งนี้..."
"ไม่เหมาะกับคนซื่อตรง"
หลินเซียวอวี่ตอบกลับทันที
"ข้าไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนซื่อตรง"
คำตอบนั้นทำให้แม่ทัพหนุ่มหัวเราะเบา ๆ
"ดี"
"หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกัน"
"เช่นกัน"
ทั้งสองแยกย้ายกันคนละทาง
แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า...
การพบกันในวันนี้
จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เปลี่ยนชะตาแผ่นดินทั้งแผ่นดิน
...
ค่ำคืนมาเยือน
ภายในเรือนพักที่ราชสำนักจัดไว้
หลินเซียวอวี่ปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา
นางตรวจดูทุกมุมห้อง ก่อนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่
จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอดหมวกขุนนางออก
เส้นผมสีดำยาวสลวยคลายตัวลงถึงแผ่นหลัง
บุรุษผู้สง่างามในยามกลางวัน
กลับกลายเป็นสตรีผู้มีโฉมสะคราญในยามค่ำคืน
นางยืนมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง พลางยกมือสัมผัสปิ่นไม้เก่า ๆ เพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวมาตลอดหลายปี
"ท่านพ่อ..."
นางพึมพำเบา ๆ
"ลูกกลับมาแล้ว"
"ครั้งนี้..."
"ลูกจะเปลี่ยนแผ่นดินแห่งนี้ด้วยมือตัวเอง"
นอกหน้าต่าง
เงาคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ เฝ้ามองเรือนพักอย่างเงียบงัน ก่อนจะหายวับไปกับความมืด ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
คืนแรกของหลินเซียวอวี่ในเมืองหลวง...
เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ตอนต่อไป : ปริศนาฎีกาเลือด
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 36
Comments