“น้องหลานหลิง
ถ้าเจ้ายอมสามกราบเก้าคำนับ ท่านพี่เซียวหลางเซิงอาจจะยอมแลกที่นั่งกับเจ้าก็ได้”
“ฮะแอ่มๆๆๆ!!!” เสียงกระแอมติดๆกันของบัณฑิตผู้เฒ่าทำให้ภายในห้องโถงเงียบกริบ
ก่อนบัณฑิตผู้เฒ่าจะเรียกตัวศิษย์ที่กินของขม[1]เข้าไปออกมานอกห้อง
แล้วใช้ไม้เรียวฟาดก้นเขาสิบที
นี่ถือว่าเป็นการลงโทษสถานเบาที่เอ่ยล้อเลียนกฎระเบียบของวังหลวง
เพราะถ้าทำการฝ่าฝืนกฎที่ค่อนข้างเข้มงวดของกั๋วจื่อเจียนโทษสถานเบาที่สุดคือโบยห้าสิบไม้
ไม่ใช่ด้วยไม้เรียวแต่ด้วยไม้พลอง
ศิษย์ที่ถูกตีก้นกลับไปนั่งที่
เขานั่งอยู่เบื้องหน้าเซียวหลางเซิง หันมามองหยางจินจวี๋ด้วยสายตาประหลาด
แต่ยามมองเซียวหลางเซิงกลับใช้สายตาเคารพเทิดทูนมองจนหยางจินจวี๋แปลกใจ
พอทุกคนนั่งที่กันหมด
บัณฑิตเฒ่าก็เริ่มต้นสอนตามตำรา วันนี้เรียนตำราสำนักขงจื่อกับตำราสำนักฝ่าเจีย
บัณฑิตเฒ่าถามคำถามให้ศิษย์แต่ละคนวิเคราะห์ผลดีผลเสียของการสอนของแต่ละสำนัก
ศิษย์หลายคนยึดหลักการตามสำนักขงจื่อที่ให้ใช้กฎระเบียบเก่าและธรรมเนียมปฏิบัติเก่าในการปกครองบ้านเมือง
เน้นหลักเมตตากรุณา คุณธรรม ความกตัญญู รักใคร่ปรองดอง ละอายต่อความชั่วและมัธยัสถ์
หยางจินจวี๋ที่นั่งฟังอยู่นาน
มิคิดจะโต้แย้งกลับถูกบัณฑิตเฒ่าชี้ตัว ให้ลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็น
“สำนักขงจื่อยึดหลักเมตตาธรรมในการบริหารประเทศ
ส่วนสำนักฝ่าเจียยึดหลักกฎอันเข็มงวดในการบริหารประเทศ หลักการหนึ่งเข้มงวด
หลักการหนึ่งยืดหยุ่น สำหรับผู้น้อยคิดว่าในการบริหารประเทศจะต้องใช้ทั้งสองกฎบริหารอย่างเท่าเทียมกัน
อันดับแรกเลยการบริหารด้วยกฎของสำนักฝ่าเจียทำให้ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างมิกล้าทำความผิดร้ายแรงหรือเล็กน้อยเพราะบทลงทัณฑ์อันเข้มงวด
ดังนั้นเมื่อสร้างแคว้นจำเป็นต้องสร้างกฎเพื่อควบคุมความประพฤติของคนทุกชนชั้น จากนั้นจึงใช้หลักเมตตาธรรมบริหารประเทศเพื่อครองใจประชาชน
หากกษัตริย์ใดได้ใจชาวประชาก็เท่ากับได้ครองใต้หล้า
แต่มีข้อหนึ่งที่ผู้น้อยอยากเสนอ...มิได้คิดว่าจะมีผู้ใดเห็นด้วย แต่ก็อยากพูดสักครั้ง
ถึงแม้จะมีกฎบริหารบ้านเมืองอย่างเข็มงวดแต่จำเป็นที่ความเมตตาต้องอยู่เหนือกฎ
หากผู้กระทำผิดยอมรับผิดและกลับใจจริง สมควรที่จะลดทอนการลงโทษอันเข้มงวดลงเป็นการลงโทษสถานเบาให้คนทำผิดได้ทำคุณไถ่โทษ
เพราะหากบริหารบ้านเมืองด้วยกฎอันเข้มงวดเพียงอย่างเดียว เท่ากับลิดรอนสิทธิ์เสรีของผู้คน
นานวันเข้าผู้คนจะใช้ชีวิตกันอย่างกดดันอัดอั้นตันใจ ไร้ซึ่งความสุขที่แท้จริง นำมาซึ่งการแหกกฎ
เมื่อกฎระเบียบวุ่นวาย บ้านเมืองย่อมวุ่นวายตาม
นิสัยแท้จริงของมนุษย์นั้นล้วนชั่วร้ายคือมีความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างแรก
ต่อให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ไพร่ฟ้าล้วนสุขสันต์ ทุกครอบครัวกินอิ่มหมีพีมัน
แต่เมื่อทุกคนร่ำรวยกันหมด ใช่ว่า...แคว้นนั้นๆจะไม่เกิดปัญหา
อย่าลืมว่ามนุษย์ล้วนเห็นแก่ตัว มีความโลภโมโทสัน
เมื่อรวยแล้วก็อยากรวยมากยิ่งขึ้น กลายมาเป็นความจองหอง แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากขึ้น
เป็นไปได้ยากที่ทุกคนสุขสบายแล้วจะไม่มีความชั่วร้ายอยู่ในหัวสมองเลย เช่นนั้นพวกศิษย์พี่คงไม่ได้ยินเรื่องที่คหบดีทั้งหลายตบแต่งอนุเข้าจวนหรอกกระมัง
สตรีใดบ้างที่มิอยากได้ชายรักเดียวใจเดียวเคียงข้างกาย แต่เมื่อชายที่ร่วมเรียงเคียงหมอนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันมา
วันหนึ่งเบื่อหม้อข้าวเก่า เขามีทุกอย่างครบถ้วนไม่ขาดมือ ความเห็นแก่ตัวย่อมผุดโผล่
การนอกใจย่อมบังเกิด นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนของผู้ที่มีอันจะกิน หรือยกตัวอย่างขุนนางกังฉินในราชวงศ์ก่อนที่ตนมีอำนาจบารมีสูง
แต่กลับใช้อำนาจบารมีนั้นข่มเหงผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าตน
สร้างเรื่องเท็จแย่งชิงทรัพย์สมบัติของผู้อื่นด้วยอำนาจที่ตนคิดว่ามีอยู่ล้นฟ้าโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของผู้เป็นเจ้าของประเทศ
มิหนำซ้ำขุนนางบางยุคสมัยก็ตั้งตนเป็นกบฏ คิดโค่นล้มผู้เป็นเจ้าของประเทศด้วยการซ่องสุมกำลังพลและอาวุธจากเงินตราที่พวกเขาได้มาจากความเห็นแก่ตัวและความละโมบชั่วช้า
หรือถ้ามองในภาพกว้าง...แม้แต่เจ้าประเทศเองก็ยังอยากขยายแว่นแคว้นให้ยิ่งใหญ่ออกไปด้วยการรบราฆ่าฟันกับแคว้นอื่นๆเพื่อตอบสนองความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของตนเองแม้ว่าแว่นแคว้นของตนจะสงบสุขมากเพียงใดก็ตาม
อาหารและความใคร่เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์
แต่อำนาจก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ฝังลึกอยู่ในใจมนุษย์ จะเรียกว่าเป็นความต้องการที่สูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งก็ได้
สำหรับผู้น้อยแล้วไม่ค่อยเห็นด้วยกับสำนักฝ่าเจียเท่าไหร่ที่ว่าโดยธรรมชาติมนุษย์มีความชั่วติดมาตั้งแต่กำเนิด
ผู้น้อยเชื่อว่าเด็กที่เกิดมาจนถึงวัยรู้ความล้วนบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่เมื่อรู้ความแล้วย่อมมีดีและชั่วปะปนอยู่ในตัวขึ้นอยู่กับการสั่งสอนของบิดามารดาและอาจารย์ทั้งหลาย
ผู้น้อยภาคภูมิใจที่หวงตี้องค์ปัจจุบันแก้ไขมุมมองคร่ำครึอย่างสามหลักห้าคุณธรรม[2]โดยเฉพาะแก้ไขข้อสามหลักที่ให้สตรีมีความเท่าเทียมกับบุรุษมากกว่ายุคสมัยใด แต่ยังคงใช้หลักห้าคุณธรรมในการบริหารปกครองประเทศ
นี่คือทั้งหมดที่ผู้น้อยอยากแสดงความคิดเห็นออกมา”
บัณฑิตผู้เฒ่าและทุกคนในที่นั้นต่างดูอึ้งงัน
ก่อนบัณฑิตผู้เฒ่าจะพยักหน้า “นั่งลงได้”
แล้วเสียงปรบมือชื่นชมก็ดังขึ้น
จนหยางจินจวี๋ที่กำลังนั่งลงหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจแกมเขินอาย
อา...เราก็มิได้โง่เขลาเบาปัญญาไปเสียหมด
[1]
รนหาที่
[2]
สามหลักคือกษัตริย์เป็นหลักของขุนนาง
บิดาเป็นหลักของบุตร สามีเป็นหลักของภรรยา ห้าคุณธรรมคือ เมตตา ซื่อสัตย์ ปัญญา
จารีต สัจจะ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments