Episode 5

อดีตหวงตี้มิใช่คนตาบอดหูเบา

พระองค์สืบรู้เรื่องการลอบพบของพระธิดาที่ตนโปรดปรานมากกว่าพระธิดาองค์ใดกับชายหนุ่มสามัญชนมาเนิ่นนาน

เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้กลายมาเป็นขุนพลสร้างผลงานชิ้นเอก นำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล

ซ้ำฐานะยังคู่ควรกับองค์หญิงผู้ตรวจการที่ขอปลดตนเองออกเพื่อหวังจะได้แต่งงานกับชายในดวงใจ

อดีตหวงตี้ผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาจึงมีราชโองการพระราชทานสมรส

ลือกันว่าในวันแต่งงานของเสด็จย่ากับท่านปู่

ขบวนสินเดิมของเจ้าสาวทอดยาวถึงยี่สิบหลี่ทีเดียว

แต่เมื่อมีท่านพ่อ

เสด็จย่ากับท่านปู่กลับไม่เคี่ยวเข็ญท่านพ่อให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ทั้งหกแขนง

ปล่อยให้ท่านเป็นเพื่อนเล่นวัยเยาว์ของหวงตี้ มีอิสรเสรีทำตามใจปรารถนา

ขอเพียงอย่าเล่นการพนันและสร้างเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอย่างเช่นสังหารคน เสด็จย่ากับท่านปู่ก็พึงพอใจ

แต่พอนางคลอดออกมา...แม้จะไม่ถูกจับให้เล่าเรียนศาสตร์ห้าแขนง[1]แต่ท่านปู่กลับสอนวิทยายุทธ์แก่นาง

บอกว่าเพื่อไว้ใช้ป้องกันตัว สตรีที่เก่งกาจด้านวรยุทธ์น่าสนใจกว่าสตรีที่เก่งศาสตร์แขนงทั้งห้า

เมื่อท่านปู่พูดเช่นนั้น

นางที่รักท่านปู่มากกว่าใครก็ยินดีตามท่านปู่เข้าค่ายทหารไปฝึกวิทยายุทธ์ทุกวัน

จนกระทั่ง...ท่านปู่เสียด้วยโรคหัวใจเมื่อแปดปีที่แล้ว

ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากนางทะเลาะกับจู่หรงเสียในอุทยานหลวงเพียงไม่กี่เดือน

คิดมาถึงตรงนี้...มือที่กำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องของหยางจินจวี๋ก็สั่นระริก

นางยังจำความเจ็บปวดรวดร้าวบนสีหน้าของเสด็จย่าได้ดีเพราะเป็นสีหน้าเดียวกับนาง

แม้เสด็จย่าจะร้องไห้เงียบๆแต่นางกลับปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น

เป็นเสด็จย่าเสียเองที่ต้องปลอบใจนาง

จากนั้นเสด็จย่าก็มีรับสั่งให้ท่านพ่อพาครอบครัวออกจากตำหนักไปใช้ชีวิตในจวนโหวตามกฎมณเฑียรบาล

“คุณหนู...แต่งตัวเสร็จหรือยังเจ้าคะ

ใกล้จะได้เวลาที่คุณหนูโหยวหลานออกมาเดินเที่ยวชมตลาดกับบ่าวคนสนิทแล้วนะเจ้าคะ”

“เสร็จแล้ว

เสร็จแล้ว” หยางจินจวี๋มองใบหน้าเหี่ยวย่นกับผมขาวโพลนของตนในคันฉ่องแล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ

เมื่อสำรวจว่าตนปลอมตัวเป็นหญิงชราได้อย่างไร้ที่ติแล้วก็เปิดประตูห้องด้านหลังร้านออกมา

เสี่ยวจูเห็นนางก็ตกตะลึงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้ม ชมว่า

“คุณหนูช่างเชี่ยวชาญในการปลอมตัวยิ่งนัก”

“ใครใช้ให้เจ้าเป็นคนสอนข้าปลอมตัวกันเล่า”

นางหัวเราะชอบใจ

“ไปดักรอคุณหนูโหยวหลานกันเถอะเจ้าค่ะ

หากช้ากว่านี้แผนการที่วางไว้จะล้มเหลวไม่เป็นท่า”

สองสาวเดินออกจากร้านขายแพรพรรณทางหลังร้าน

หยางจินจวี๋ในคราบหญิงชราเดินค้อมหลังถือไม้เท้า มีเสี่ยวจูประคองเดินออกมาจากตรอก

เสี่ยวจูปล่อยให้หยางจินจวี๋รออยู่ในตรอกชั่วครู่ ก่อนนางจะโผล่หน้าออกไปสังเกตการณ์

ก่อนเสี่ยวจูจะหันมายิ้มกริ่ม พยักหน้า รีบตรงเข้ามาประคองนางเดินออกจากตรอก

ราวกับคนทั้งสองรอจังหวะอยู่แล้ว

พอเลี้ยวออกจากตรอก ก็ชนเข้ากับสตรีนางหนึ่งเข้าอย่างจัง

เสียงแหลมเล็กๆของสตรีอีกคนดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“พวกเจ้า...เดินไม่ดูตาม้าตาเรือหรืออย่างไรถึงชนคุณหนูของข้าได้

หากคุณหนูของข้าได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย ข้าจะส่งคนไปสั่งสอนพวกเจ้า!”

อืม...เป็นเพียงสาวใช้ยังกล้าเบ่งบารมีถึงเพียงนี้

แล้วถ้าเป็นเจ้านายจะอวดบารมีขนาดไหน!

“เสี่ยวหมิ่น...พอเถอะ

ท่านยายกับหลานสาวของนางคงไม่ได้ตั้งใจจะเดินมาชนข้า”

ขุยโหยวหลานปรามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

หยางจินจวี๋นึกนับถือในใจที่สตรีตรงหน้ามิใช่สตรีที่ดุร้าย

“ท่านยายเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

ขุยโหยวหลานเข้ามาสำรวจเนื้อตัวของหยางจินจวี๋ด้วยสายตาห่วงใย จนหยางจินจวี๋เกิดอาการสำนึกผิดขึ้นมาชั่ววูบ

“ไม่เจ็บเจ้าค่ะ...ขอบคุณคุณหนูมากที่เป็นห่วงข้าน้อย

ต้องโทษหลานสาวข้าน้อยที่พาข้าน้อยเดินไม่ระมัดระวังเอง”

เสี่ยวจูพยักหน้ารับ

ทำเสียงเอ่อๆอ่าๆ แสร้งเป็นใบ้

“ถ้าเช่นนั้น...ท่านยายโปรดเดินระวังด้วย”

ขุยโหยวหลานพูดจบ ตั้งท่าจะเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้

แต่หยางจินจวี๋รั้งไว้ด้วยเสียงที่ดัดให้ฟังดูเหมือนเสียงคนแก่ว่า

“คุณหนู...ดูจากสีหน้าของท่านแล้ว

ข้าน้อยพบว่าตอนนี้สีหน้าของท่านมีม่านหมอกดำปกคลุม เกรงว่าคุณหนูกำลังจะมีเคราะห์เจ้าค่ะ”

ขุยโหยวหลานหันมามองนางด้วยสายตาฉงนระคนตะลึงพรึงเพริด

ก่อนนางจะถามอย่างสงสัยว่า “ท่านยาย...ท่านเป็นหมอดูเหรอ”

หยางจินจวี๋ส่ายหน้า

“ข้าน้อยมิใช่หมอดูเจ้าค่ะ เพียงแต่ตอนเด็กๆข้าน้อยเป็นเด็กกำพร้า ถูกนักพรตท่านหนึ่งพาไปเลี้ยงดู

เลยได้ศึกษาวิชาจากนักพรตท่านนั้นมาบ้าง”

“ถ้าเช่นนั้นท่านยายพอจะบอกได้หรือไม่ว่าข้าจะมีเคราะห์เรื่องใด

ข้าขอบอกตามตรง...เรื่องทำนายทายทักนั้นข้าไม่ค่อยเชื่อถือเสียเท่าไหร่”

น้ำเสียงที่ขุยโหยวหลานใช้ไม่อ่อนหวานนุ่มนวลอีกต่อไป

เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจเสียมากกว่า

“ตอนนี้แม่นางคบอยู่กับชายผู้หนึ่งที่ดื่มชาดื่มสุราไม่ได้ใช่หรือไม่?”

ดวงตาดุจผลซิ่งเหรินของขุยโหยวหลานเบิกขึ้นเล็กน้อย

นางไม่พยักหน้ารับแต่ถามกลับว่า “แล้วอย่างไร?”

“หากแม่นางคบกับชายผู้นี้จริง

ข้าน้อยขอบอกว่าเขามิใช่เนื้อคู่ของท่าน แต่เป็นเติงถูจื่อ[2]หากแม่นางแต่งงานให้เขา หลังจากนั้นไม่นานเขาจะรับอนุเข้ามาเป็นสิบๆคน

เติงถูจื่อผู้นี้ดูเหมือนจะร่ำรวยมิใช่น้อยใช่หรือไม่คุณหนู” หยางจินจวี๋ยิ้มอวดฟันดำที่นางใช้ผงถ่านทาไว้

“แล้วอย่างไร?”

ขุยโหยวหลานยังมีสีหน้าสงบ จนหยางจินจวี๋เริ่มเหงื่อตก หรือนางจะขัดขวางความรักของคู่ปรับไม่ได้จริงๆ

“ชีวิตคู่ของท่านจะอับปางลงภายในไม่กี่ปี

คุณหนูจะต้องเจ็บปวดเสียใจเป็นเวลานานจนเกือบถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย”

“ถ้าเช่นนั้นเนื้อคู่ของข้าเป็นใคร”

นางถามกลับด้วยรอยยิ้มหมิ่น

หยางจินจวี๋แสร้งถอนหายใจยาว

“ลิขิตสวรรค์ ข้าน้อยมิอาจเปิดเผยได้ แต่หากแม่นางเลิกราจากเติงถูจื่อผู้นี้

มินานท่านจะพบเนื้อคู่ของท่าน"

“ท่านยาย...”

ขุยโหยวหลานเอ่ยด้วยรอยยิ้มแปลกๆ “ข้าก็อยากจะเชื่อถือคำทำนายทายทักของท่านหรอกนะ

แต่บุรุษที่ดื่มชากับสุราไม่ได้ ข้าคิดไม่ออกเลยว่าเขาจะเป็นเติงถูจื่อได้อย่างไร

รอให้ข้าได้ยินว่าเขาคบสตรีไม่เลือกหน้าเสียก่อน ข้าถึงจะเชื่อน้ำคำของท่านยาย

ข้าลาล่ะ ท่านยายถนอมตัวด้วย” ขุยโหยวหลานยกมือคำนับหยางจินจวี๋ตามแบบฉบับกุลสตรีที่ดีงามพึงกระทำ

จนหยางจินจวี๋รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางมารร้ายในนิทานที่นักเล่าเรื่องเล่าขึ้นมา ทั้งที่ความจริงนางก็ตั้งใจจะสวมบทนางมารร้ายอยู่แล้ว

หยางจินจวี๋มองแผ่นหลังเหยียดตรงที่เดินจากไปของขุยโหยวหลานพร้อมกับสาวใช้ด้วยสายตาทึ่งเล็กน้อย

ก่อนจะพึมพำเบาๆว่า “สมกับเป็นลูกสาวของแม่ทัพใหญ่

ยึดหลักเหตุผลมากกว่าเรื่องไร้สาระที่จับต้องไม่ได้”

“คุณหนู...แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะ”

เสี่ยวจูพูดขึ้นมาอย่างกระวนกระวาย มิคิดว่าแผนการที่วางไว้จะผิดแผนเสียได้

ทั้งๆที่นางให้คนไปสืบมาแล้วว่าคุณหนุขุยโหยวหลานเชื่อถือเรื่องดวงชะตามาก

“สั่งคนของเราให้ปล่อยข่าวลือเรื่ององค์ชายสี่เป็นเติงถูจื่อ

คบสตรีไม่เลือกหน้าออกไป”

“คุณหนูจะดีหรือเจ้าคะ...ท่านกำลังจะหาเรื่องเดือดร้อนให้ตนเองนะเจ้าคะ”

“ก็แค่เรื่องกลั่นแกล้งกันแบบเด็กๆ

เสด็จย่าลงโทษข้าไม่หนักหรอก” หยางจินจวี๋หันมายิ้มให้เสี่ยวจูอย่างมั่นใจ

จู่หรงเสียกำลังฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสูงอยู่ที่คฤหาสน์อวี้หลงนอกเมืองหลวง

องครักษ์เงาก็เดินเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในตลาดตะวันตก

“ยายเฒ่าคนนั้นหาใช่ใคร

แต่เป็นหยางจินจวี๋ตัวแสบที่คิดจะขัดขวางความรักของข้า นางกล้ากล่าวหาว่าข้าเป็นเติงถูจื่อ

สมแล้วที่เป็นนาง” จู่หรงเสียปรายยิ้มขำ หวนนึกถึงใบหน้าดอกท้อขาวอมชมพูในวัยเด็กของหยางจินจวี๋แล้วพลันใจเต้นแรงเฉกเช่นทุกครั้ง

“แล้วองค์ชายจะให้ข้าน้อยไปสกัดคนปล่อยข่าวลือเรื่องที่องค์ชายเป็นเติงถูจื่อหรือไม่พะยะค่ะ”

“ไม่ต้อง

เพราะข้าเองก็ไม่ได้หวังในตัวโหยวหลานอยู่แล้ว” สิ้นคำ

จู่หรงเสียก็หันไปฝึกเพลงกระบี่ต่อ ดูราวกับว่าเรื่องที่คุยกันเป็นเพียงดอกไม้สายลมแสงแดด

ทันใดนั้น...ก็มีขุนนางชราในชุดสีแดงเข้มเดินตามหลังขันทีหนุ่มมาพบจู่หรงเสีย

พอบุรุษหนุ่มหันมาเห็นขุนนางผู้นั้นก็รีบส่งกระบี่ให้องครักษ์ที่ยืนอารักขา

แล้วยกมือคำนับผู้มาเยือน

“อาจารย์...มาหาข้าถึงที่นี่มีเรื่องอันใดหรือ”

เหลาเยี่ยนเส้าซื่อยิ้มบางๆ

ค้อมตัวพูดว่า “ฝ่าบาทให้กระหม่อมนำข่าวมาแจ้งแก่องค์ชายว่าห้าวันนับจากนี้องค์ชายจะต้องเข้าไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียน

องค์ชายรองจะเป็นผู้สอนหลักการปกครองแก่องค์ชายแทนกระหม่อมเอง”

สีหน้าของจู่หรงเสียเรียบเฉยเหมือนน้ำในบ่อลึก

ไร้คลื่นกระเพื่อม “เส้าซื่อพอจะทราบความในพระทัยของพระบิดาหรือไม่

เหตุใดจึงต้องส่งข้าไปยังราชวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย”

“กระหม่อมมิอาจทราบความในพระทัยของฝ่าบาทได้

แต่ที่กระหม่อมรู้...เรื่องนี้มิใช่ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี

เพียงแต่การเรียนขององค์ชายจะอยู่ภายใต้สายตาของฝ่าบาทตลอดนับจากนี้”

จู่หรงเสียเดินไปนั่งที่โต๊ะม้าหิน

ยกแก้วนมขึ้นดื่มอั๊กๆ พูดอย่างขัดใจว่า “ข้าจะต้องแสร้งทำเป็นคนโง่งมไปถึงไหนนะ

พระบิดาถึงจะเลิกหวังในตัวข้าเสียที”

“องค์ชาย...”

เหลาเยี่ยนเส้าซื่อเรียกอย่างอ่อนโยน “อย่าเพิ่งคิดมากพะยะค่ะ

กระหม่อมมั่นใจว่าฝ่าบาททรงล่วงรู้พระทัยขององค์ชายดี แต่หากไท่จื่อเป็นอะไรไป...หากได้องค์ชายขึ้นครองบัลลังก์ต่อก็นับว่าเป็นเรื่องดีกว่าให้องค์ชายที่เหลือขึ้นครองบัลลังก์”

“หึ...บัลลังก์ของเสด็จพ่อบัลลังก์นี้ข้าไม่ต้องการ”

จู่หรงเสียเค้นเสียงพูดออกมาจากลำคอเป็นเชิงดูหมิ่น

“องค์ชาย...โปรดลืมเรื่องในอดีตเถิดพะยะค่ะ

หากความลับขององค์ชายรั่วไหลออกไป ความโปรดปรานที่ฝ่าบาททรงให้คงไม่แคล้วกลายมาเป็นคมหอกคมดาบแน่นอน”

เหลาเยี่ยนเส้าซื่อพูดจบ ก็ค้อมตัวคำนับแล้วหันหลังเดินจากไป

คล้อยหลังร่างผอมบางที่เดินอย่างเชื่องช้าเพราะมีปัญหาข้อเข่า

องครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างกายก็ฉีกยิ้มแปลกๆ จู่หรงเสียหันมาเห็นก็ทำหน้าเคร่ง

ถามเสียงกึ่งห้วนว่า “เจ้ายิ้มอะไร หมิงจู”

“ข้าน้อยได้ยินมาว่า

หวงตี้เพิ่งมีรับสั่งให้ท่านหญิงหยางจินจวี๋ไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียนด้วยพะยะค่ะ

วันเดียวกับที่องค์ชายต้องเข้าเรียน...”

จู่หรงเสียนิ่งไปเล็กน้อย

ก่อนจะคลี่ยิ้มร้ายๆออกมา

“ถ้าเช่นนั้น...การไปเรียนครั้งนี้คงไม่น่าเบื่อกว่าที่คิด!”

จู่หรงเสียรับกระบี่จากมือหมิงจูมาฝึกต่อ

พลางกล่าวว่า “เจ้าส่งคนไปวาดภาพเหมือนของหยางจินจวี๋มาให้ข้าก่อนตะวันตกดิน ข้าไม่ได้พบนางมาหลายปี

มิรู้ว่าหน้าตาของนางเปลี่ยนไปเช่นไรแล้ว”

“พะยะค่ะ”

 

 

 

 

 

 

[1]

ดีดฉิน หมากล้อม คัดอักษร แต่งกลอน วาดภาพ

 

 

[2]

คนบ้าตัณหา

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!