อดีตหวงตี้มิใช่คนตาบอดหูเบา
พระองค์สืบรู้เรื่องการลอบพบของพระธิดาที่ตนโปรดปรานมากกว่าพระธิดาองค์ใดกับชายหนุ่มสามัญชนมาเนิ่นนาน
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้กลายมาเป็นขุนพลสร้างผลงานชิ้นเอก นำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล
ซ้ำฐานะยังคู่ควรกับองค์หญิงผู้ตรวจการที่ขอปลดตนเองออกเพื่อหวังจะได้แต่งงานกับชายในดวงใจ
อดีตหวงตี้ผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาจึงมีราชโองการพระราชทานสมรส
ลือกันว่าในวันแต่งงานของเสด็จย่ากับท่านปู่
ขบวนสินเดิมของเจ้าสาวทอดยาวถึงยี่สิบหลี่ทีเดียว
แต่เมื่อมีท่านพ่อ
เสด็จย่ากับท่านปู่กลับไม่เคี่ยวเข็ญท่านพ่อให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ทั้งหกแขนง
ปล่อยให้ท่านเป็นเพื่อนเล่นวัยเยาว์ของหวงตี้ มีอิสรเสรีทำตามใจปรารถนา
ขอเพียงอย่าเล่นการพนันและสร้างเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอย่างเช่นสังหารคน เสด็จย่ากับท่านปู่ก็พึงพอใจ
แต่พอนางคลอดออกมา...แม้จะไม่ถูกจับให้เล่าเรียนศาสตร์ห้าแขนง[1]แต่ท่านปู่กลับสอนวิทยายุทธ์แก่นาง
บอกว่าเพื่อไว้ใช้ป้องกันตัว สตรีที่เก่งกาจด้านวรยุทธ์น่าสนใจกว่าสตรีที่เก่งศาสตร์แขนงทั้งห้า
เมื่อท่านปู่พูดเช่นนั้น
นางที่รักท่านปู่มากกว่าใครก็ยินดีตามท่านปู่เข้าค่ายทหารไปฝึกวิทยายุทธ์ทุกวัน
จนกระทั่ง...ท่านปู่เสียด้วยโรคหัวใจเมื่อแปดปีที่แล้ว
ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากนางทะเลาะกับจู่หรงเสียในอุทยานหลวงเพียงไม่กี่เดือน
คิดมาถึงตรงนี้...มือที่กำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องของหยางจินจวี๋ก็สั่นระริก
นางยังจำความเจ็บปวดรวดร้าวบนสีหน้าของเสด็จย่าได้ดีเพราะเป็นสีหน้าเดียวกับนาง
แม้เสด็จย่าจะร้องไห้เงียบๆแต่นางกลับปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น
เป็นเสด็จย่าเสียเองที่ต้องปลอบใจนาง
จากนั้นเสด็จย่าก็มีรับสั่งให้ท่านพ่อพาครอบครัวออกจากตำหนักไปใช้ชีวิตในจวนโหวตามกฎมณเฑียรบาล
“คุณหนู...แต่งตัวเสร็จหรือยังเจ้าคะ
ใกล้จะได้เวลาที่คุณหนูโหยวหลานออกมาเดินเที่ยวชมตลาดกับบ่าวคนสนิทแล้วนะเจ้าคะ”
“เสร็จแล้ว
เสร็จแล้ว” หยางจินจวี๋มองใบหน้าเหี่ยวย่นกับผมขาวโพลนของตนในคันฉ่องแล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ
เมื่อสำรวจว่าตนปลอมตัวเป็นหญิงชราได้อย่างไร้ที่ติแล้วก็เปิดประตูห้องด้านหลังร้านออกมา
เสี่ยวจูเห็นนางก็ตกตะลึงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้ม ชมว่า
“คุณหนูช่างเชี่ยวชาญในการปลอมตัวยิ่งนัก”
“ใครใช้ให้เจ้าเป็นคนสอนข้าปลอมตัวกันเล่า”
นางหัวเราะชอบใจ
“ไปดักรอคุณหนูโหยวหลานกันเถอะเจ้าค่ะ
หากช้ากว่านี้แผนการที่วางไว้จะล้มเหลวไม่เป็นท่า”
สองสาวเดินออกจากร้านขายแพรพรรณทางหลังร้าน
หยางจินจวี๋ในคราบหญิงชราเดินค้อมหลังถือไม้เท้า มีเสี่ยวจูประคองเดินออกมาจากตรอก
เสี่ยวจูปล่อยให้หยางจินจวี๋รออยู่ในตรอกชั่วครู่ ก่อนนางจะโผล่หน้าออกไปสังเกตการณ์
ก่อนเสี่ยวจูจะหันมายิ้มกริ่ม พยักหน้า รีบตรงเข้ามาประคองนางเดินออกจากตรอก
ราวกับคนทั้งสองรอจังหวะอยู่แล้ว
พอเลี้ยวออกจากตรอก ก็ชนเข้ากับสตรีนางหนึ่งเข้าอย่างจัง
เสียงแหลมเล็กๆของสตรีอีกคนดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดว่า
“พวกเจ้า...เดินไม่ดูตาม้าตาเรือหรืออย่างไรถึงชนคุณหนูของข้าได้
หากคุณหนูของข้าได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย ข้าจะส่งคนไปสั่งสอนพวกเจ้า!”
อืม...เป็นเพียงสาวใช้ยังกล้าเบ่งบารมีถึงเพียงนี้
แล้วถ้าเป็นเจ้านายจะอวดบารมีขนาดไหน!
“เสี่ยวหมิ่น...พอเถอะ
ท่านยายกับหลานสาวของนางคงไม่ได้ตั้งใจจะเดินมาชนข้า”
ขุยโหยวหลานปรามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หยางจินจวี๋นึกนับถือในใจที่สตรีตรงหน้ามิใช่สตรีที่ดุร้าย
“ท่านยายเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
ขุยโหยวหลานเข้ามาสำรวจเนื้อตัวของหยางจินจวี๋ด้วยสายตาห่วงใย จนหยางจินจวี๋เกิดอาการสำนึกผิดขึ้นมาชั่ววูบ
“ไม่เจ็บเจ้าค่ะ...ขอบคุณคุณหนูมากที่เป็นห่วงข้าน้อย
ต้องโทษหลานสาวข้าน้อยที่พาข้าน้อยเดินไม่ระมัดระวังเอง”
เสี่ยวจูพยักหน้ารับ
ทำเสียงเอ่อๆอ่าๆ แสร้งเป็นใบ้
“ถ้าเช่นนั้น...ท่านยายโปรดเดินระวังด้วย”
ขุยโหยวหลานพูดจบ ตั้งท่าจะเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้
แต่หยางจินจวี๋รั้งไว้ด้วยเสียงที่ดัดให้ฟังดูเหมือนเสียงคนแก่ว่า
“คุณหนู...ดูจากสีหน้าของท่านแล้ว
ข้าน้อยพบว่าตอนนี้สีหน้าของท่านมีม่านหมอกดำปกคลุม เกรงว่าคุณหนูกำลังจะมีเคราะห์เจ้าค่ะ”
ขุยโหยวหลานหันมามองนางด้วยสายตาฉงนระคนตะลึงพรึงเพริด
ก่อนนางจะถามอย่างสงสัยว่า “ท่านยาย...ท่านเป็นหมอดูเหรอ”
หยางจินจวี๋ส่ายหน้า
“ข้าน้อยมิใช่หมอดูเจ้าค่ะ เพียงแต่ตอนเด็กๆข้าน้อยเป็นเด็กกำพร้า ถูกนักพรตท่านหนึ่งพาไปเลี้ยงดู
เลยได้ศึกษาวิชาจากนักพรตท่านนั้นมาบ้าง”
“ถ้าเช่นนั้นท่านยายพอจะบอกได้หรือไม่ว่าข้าจะมีเคราะห์เรื่องใด
ข้าขอบอกตามตรง...เรื่องทำนายทายทักนั้นข้าไม่ค่อยเชื่อถือเสียเท่าไหร่”
น้ำเสียงที่ขุยโหยวหลานใช้ไม่อ่อนหวานนุ่มนวลอีกต่อไป
เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจเสียมากกว่า
“ตอนนี้แม่นางคบอยู่กับชายผู้หนึ่งที่ดื่มชาดื่มสุราไม่ได้ใช่หรือไม่?”
ดวงตาดุจผลซิ่งเหรินของขุยโหยวหลานเบิกขึ้นเล็กน้อย
นางไม่พยักหน้ารับแต่ถามกลับว่า “แล้วอย่างไร?”
“หากแม่นางคบกับชายผู้นี้จริง
ข้าน้อยขอบอกว่าเขามิใช่เนื้อคู่ของท่าน แต่เป็นเติงถูจื่อ[2]หากแม่นางแต่งงานให้เขา หลังจากนั้นไม่นานเขาจะรับอนุเข้ามาเป็นสิบๆคน
เติงถูจื่อผู้นี้ดูเหมือนจะร่ำรวยมิใช่น้อยใช่หรือไม่คุณหนู” หยางจินจวี๋ยิ้มอวดฟันดำที่นางใช้ผงถ่านทาไว้
“แล้วอย่างไร?”
ขุยโหยวหลานยังมีสีหน้าสงบ จนหยางจินจวี๋เริ่มเหงื่อตก หรือนางจะขัดขวางความรักของคู่ปรับไม่ได้จริงๆ
“ชีวิตคู่ของท่านจะอับปางลงภายในไม่กี่ปี
คุณหนูจะต้องเจ็บปวดเสียใจเป็นเวลานานจนเกือบถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย”
“ถ้าเช่นนั้นเนื้อคู่ของข้าเป็นใคร”
นางถามกลับด้วยรอยยิ้มหมิ่น
หยางจินจวี๋แสร้งถอนหายใจยาว
“ลิขิตสวรรค์ ข้าน้อยมิอาจเปิดเผยได้ แต่หากแม่นางเลิกราจากเติงถูจื่อผู้นี้
มินานท่านจะพบเนื้อคู่ของท่าน"
“ท่านยาย...”
ขุยโหยวหลานเอ่ยด้วยรอยยิ้มแปลกๆ “ข้าก็อยากจะเชื่อถือคำทำนายทายทักของท่านหรอกนะ
แต่บุรุษที่ดื่มชากับสุราไม่ได้ ข้าคิดไม่ออกเลยว่าเขาจะเป็นเติงถูจื่อได้อย่างไร
รอให้ข้าได้ยินว่าเขาคบสตรีไม่เลือกหน้าเสียก่อน ข้าถึงจะเชื่อน้ำคำของท่านยาย
ข้าลาล่ะ ท่านยายถนอมตัวด้วย” ขุยโหยวหลานยกมือคำนับหยางจินจวี๋ตามแบบฉบับกุลสตรีที่ดีงามพึงกระทำ
จนหยางจินจวี๋รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางมารร้ายในนิทานที่นักเล่าเรื่องเล่าขึ้นมา ทั้งที่ความจริงนางก็ตั้งใจจะสวมบทนางมารร้ายอยู่แล้ว
หยางจินจวี๋มองแผ่นหลังเหยียดตรงที่เดินจากไปของขุยโหยวหลานพร้อมกับสาวใช้ด้วยสายตาทึ่งเล็กน้อย
ก่อนจะพึมพำเบาๆว่า “สมกับเป็นลูกสาวของแม่ทัพใหญ่
ยึดหลักเหตุผลมากกว่าเรื่องไร้สาระที่จับต้องไม่ได้”
“คุณหนู...แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะ”
เสี่ยวจูพูดขึ้นมาอย่างกระวนกระวาย มิคิดว่าแผนการที่วางไว้จะผิดแผนเสียได้
ทั้งๆที่นางให้คนไปสืบมาแล้วว่าคุณหนุขุยโหยวหลานเชื่อถือเรื่องดวงชะตามาก
“สั่งคนของเราให้ปล่อยข่าวลือเรื่ององค์ชายสี่เป็นเติงถูจื่อ
คบสตรีไม่เลือกหน้าออกไป”
“คุณหนูจะดีหรือเจ้าคะ...ท่านกำลังจะหาเรื่องเดือดร้อนให้ตนเองนะเจ้าคะ”
“ก็แค่เรื่องกลั่นแกล้งกันแบบเด็กๆ
เสด็จย่าลงโทษข้าไม่หนักหรอก” หยางจินจวี๋หันมายิ้มให้เสี่ยวจูอย่างมั่นใจ
จู่หรงเสียกำลังฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสูงอยู่ที่คฤหาสน์อวี้หลงนอกเมืองหลวง
องครักษ์เงาก็เดินเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในตลาดตะวันตก
“ยายเฒ่าคนนั้นหาใช่ใคร
แต่เป็นหยางจินจวี๋ตัวแสบที่คิดจะขัดขวางความรักของข้า นางกล้ากล่าวหาว่าข้าเป็นเติงถูจื่อ
สมแล้วที่เป็นนาง” จู่หรงเสียปรายยิ้มขำ หวนนึกถึงใบหน้าดอกท้อขาวอมชมพูในวัยเด็กของหยางจินจวี๋แล้วพลันใจเต้นแรงเฉกเช่นทุกครั้ง
“แล้วองค์ชายจะให้ข้าน้อยไปสกัดคนปล่อยข่าวลือเรื่องที่องค์ชายเป็นเติงถูจื่อหรือไม่พะยะค่ะ”
“ไม่ต้อง
เพราะข้าเองก็ไม่ได้หวังในตัวโหยวหลานอยู่แล้ว” สิ้นคำ
จู่หรงเสียก็หันไปฝึกเพลงกระบี่ต่อ ดูราวกับว่าเรื่องที่คุยกันเป็นเพียงดอกไม้สายลมแสงแดด
ทันใดนั้น...ก็มีขุนนางชราในชุดสีแดงเข้มเดินตามหลังขันทีหนุ่มมาพบจู่หรงเสีย
พอบุรุษหนุ่มหันมาเห็นขุนนางผู้นั้นก็รีบส่งกระบี่ให้องครักษ์ที่ยืนอารักขา
แล้วยกมือคำนับผู้มาเยือน
“อาจารย์...มาหาข้าถึงที่นี่มีเรื่องอันใดหรือ”
เหลาเยี่ยนเส้าซื่อยิ้มบางๆ
ค้อมตัวพูดว่า “ฝ่าบาทให้กระหม่อมนำข่าวมาแจ้งแก่องค์ชายว่าห้าวันนับจากนี้องค์ชายจะต้องเข้าไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียน
องค์ชายรองจะเป็นผู้สอนหลักการปกครองแก่องค์ชายแทนกระหม่อมเอง”
สีหน้าของจู่หรงเสียเรียบเฉยเหมือนน้ำในบ่อลึก
ไร้คลื่นกระเพื่อม “เส้าซื่อพอจะทราบความในพระทัยของพระบิดาหรือไม่
เหตุใดจึงต้องส่งข้าไปยังราชวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย”
“กระหม่อมมิอาจทราบความในพระทัยของฝ่าบาทได้
แต่ที่กระหม่อมรู้...เรื่องนี้มิใช่ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี
เพียงแต่การเรียนขององค์ชายจะอยู่ภายใต้สายตาของฝ่าบาทตลอดนับจากนี้”
จู่หรงเสียเดินไปนั่งที่โต๊ะม้าหิน
ยกแก้วนมขึ้นดื่มอั๊กๆ พูดอย่างขัดใจว่า “ข้าจะต้องแสร้งทำเป็นคนโง่งมไปถึงไหนนะ
พระบิดาถึงจะเลิกหวังในตัวข้าเสียที”
“องค์ชาย...”
เหลาเยี่ยนเส้าซื่อเรียกอย่างอ่อนโยน “อย่าเพิ่งคิดมากพะยะค่ะ
กระหม่อมมั่นใจว่าฝ่าบาททรงล่วงรู้พระทัยขององค์ชายดี แต่หากไท่จื่อเป็นอะไรไป...หากได้องค์ชายขึ้นครองบัลลังก์ต่อก็นับว่าเป็นเรื่องดีกว่าให้องค์ชายที่เหลือขึ้นครองบัลลังก์”
“หึ...บัลลังก์ของเสด็จพ่อบัลลังก์นี้ข้าไม่ต้องการ”
จู่หรงเสียเค้นเสียงพูดออกมาจากลำคอเป็นเชิงดูหมิ่น
“องค์ชาย...โปรดลืมเรื่องในอดีตเถิดพะยะค่ะ
หากความลับขององค์ชายรั่วไหลออกไป ความโปรดปรานที่ฝ่าบาททรงให้คงไม่แคล้วกลายมาเป็นคมหอกคมดาบแน่นอน”
เหลาเยี่ยนเส้าซื่อพูดจบ ก็ค้อมตัวคำนับแล้วหันหลังเดินจากไป
คล้อยหลังร่างผอมบางที่เดินอย่างเชื่องช้าเพราะมีปัญหาข้อเข่า
องครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างกายก็ฉีกยิ้มแปลกๆ จู่หรงเสียหันมาเห็นก็ทำหน้าเคร่ง
ถามเสียงกึ่งห้วนว่า “เจ้ายิ้มอะไร หมิงจู”
“ข้าน้อยได้ยินมาว่า
หวงตี้เพิ่งมีรับสั่งให้ท่านหญิงหยางจินจวี๋ไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียนด้วยพะยะค่ะ
วันเดียวกับที่องค์ชายต้องเข้าเรียน...”
จู่หรงเสียนิ่งไปเล็กน้อย
ก่อนจะคลี่ยิ้มร้ายๆออกมา
“ถ้าเช่นนั้น...การไปเรียนครั้งนี้คงไม่น่าเบื่อกว่าที่คิด!”
จู่หรงเสียรับกระบี่จากมือหมิงจูมาฝึกต่อ
พลางกล่าวว่า “เจ้าส่งคนไปวาดภาพเหมือนของหยางจินจวี๋มาให้ข้าก่อนตะวันตกดิน ข้าไม่ได้พบนางมาหลายปี
มิรู้ว่าหน้าตาของนางเปลี่ยนไปเช่นไรแล้ว”
“พะยะค่ะ”
[1]
ดีดฉิน หมากล้อม คัดอักษร แต่งกลอน วาดภาพ
[2]
คนบ้าตัณหา
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments