หยางจินจวี๋กัดฟันกรอด
สำหรับแคว้นเว่ย สตรีที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปแล้วยังไม่ได้ออกเรือน
ถือว่าเป็นสตรีผู้โชคร้าย นางอยากจะหันไปเตะฉากกั้นให้ล้ม
แล้วต่อยตีกับบัณฑิตช่างนินทาเหล่านั้นให้ตาเขียวฟันหัก
แต่เสี่ยวจูก็ยังคงกดบ่านางแน่น เสี่ยวจูมีวรยุทธ์ เป็นองครักษ์หญิงที่ท่านปู่พามาเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เยาว์วัย
ให้แฝงตัวอยู่ในคราบของสาวใช้ แม้แต่ตัวนางเองก็มีวรยุทธ์เพราะท่านปู่สอนวิชาหมัดมวยกับเพลงกระบี่ตั้งแต่นางอายุสามขวบ
เพียงแต่นางแอบซ่อนวิชาเหล่านี้ไว้
เวลามีเรื่องกับพวกนักเลงก็ใช้วิชาหมัดมวยธรรมดาเข้าต่อกร แต่ก็สามารถเอาชนะพวกนักเลงได้ทุกครั้ง
“ท่านหญิงจินจวี๋มีดีแค่เป็นโฉมสะคราญ
ส่วนเรื่องอื่นๆล้วนไม่เอาไหน ฟุ้งเฟ้อก็ทีหนึ่ง เอาแต่ใจก็ทีหนึ่ง
เกียจคร้านก็ทีหนึ่ง ชอบหาเรื่องต่อยตีกับนักเลงก็ทีหนึ่ง
ไม่รู้เจิ้นถิงโหวปล่อยบุตรีงดงามเช่นนี้ให้ออกมาเดินเล่นทอดน่องในตลาดได้อย่างไร
แทนที่จะเก็บไว้ในจวน เป็นคุณหนูในหอห้อง หากทำเช่นนี้ ข้าคิดว่าคงมีคุณชายสูงศักดิ์ไม่น้อยส่งแม่สื่อมาสู่ขอนาง
แต่เมื่อทุกคนรู้จักนิสัยนางดีอย่างนี้แล้ว...เฮ้อ...ไม่จำเป็นต้องคาดเดาอนาคตท่านหญิงจินจวี๋เลย”
“แม้แต่คู่กัดอย่างองค์ชายสี่ก็คงไม่มีวันเหลียวแลเช่นเดียวกัน”
อีกคนเสริมขึ้นมา
โครม!
ฉากกั้นถูกเท้าน้อยๆเตะจนล้มหักกลาง
บัณฑิตที่อยู่หลังฉากกั้นจำนวนสี่ห้าคนตกตะลึงแกมตกใจ
มองเห็นสีหน้าดุดันของบุรุษหนุ่มรูปงามที่กำลังโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้มก็กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ
ก่อนจะมีคนใจกล้าเอ่ยถามอย่างโมโหขึ้นว่า
“น้องชาย...พวกข้าไปล่วงเกินอันใดเจ้ากัน
เจ้าถึงต้องกระทำการที่ไม่สมกับเป็นสุภาพชนเยี่ยงนี้”
“เฮอะ...ช่างกล้าถามนะว่าพวกเจ้าล่วงเกินอันใดข้า
พวกเจ้ารู้อยู่แก่ใจดีว่าเจ้ากำลังพูดล่วงเกินผู้ใดบ้าง!”
บัณฑิตล้วนมีสีหน้าขาวเผือดขึ้นทันตาเห็น
แต่คนที่ใจกล้าก็ยังลับฝีปากต่อไปว่า
“เรื่องที่พวกข้าสนทนากันล้วนเป็นการแสดงความคิดเห็นของปัญญาชนที่มีต่อเรื่องราวในสังคม
มิได้ไปลบหลู่หรือล่วงเกินใครทั้งสิ้น
น้องชายเอง...การที่ท่านแอบฟังพวกเราคุยกันล้วนเป็นการเสียมารยาทโดยแท้ รู้หรือไม่”
แต่หยางจินจวี๋ไม่สนใจถ้อยประโยคท้ายสุด
นางสวนกลับต่อว่า “งั้นที่เจ้าพูดถึงองค์ชายสี่ เจิ้นถิงโหว คุณหนูโหยวหลาน
แม่ทัพขุยจง รวมถึงข้า...ท่านหญิงหยางจินจวี๋ เจ้าจะบอกว่ามิใช่การนินทาล่วงเกิน
แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบปัญญาชนต่อเรื่องราวในสังคมอย่างงั้นหรือ?”
บัณฑิตใจกล้ายังคงกล้าพยักหน้ารับ
หยางจินจวี๋ยิ้มเหี้ยม เอ่ยช้าๆชัดๆว่า
“เช่นนั้นพวกเจ้าคงเป็นบัณฑิตที่สอบตกการสอบทุกระดับชั้นสินะ ถึงจดจำคำสอนในสี่หนังสือห้าตำรา[1]ไม่ได้
ดี...เช่นนั้นก็ดี ในเมื่อเจ้าคิดว่าไม่ล่วงเกิน แต่ว่าข้าคิดว่าเป็นการล่วงเกิน เช่นนั้น...ข้าที่สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตามใจชอบ
นำเรื่องนี้ไปกราบทูลฝ่าบาท
หวังว่าพวกเจ้ายังจะยืนกรานได้ตลอดรอดฝั่งว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดล้วนเป็นการแสดงความคิดเห็นตามหลักปัญญาชนโดยแท้”
“ฮ่าๆๆ”
บัณฑิตใจกล้าหัวเราะเย้ยหยัน “ท่านจะเอาผิดพวกข้าได้อย่างไร
ในเมื่อท่านไม่รู้จักพวกข้าสักคน”
หยางจินจวี๋เหยียดยิ้มอย่างเป็นต่อ
“แค่ข้าบอกว่าฟังหลานแม่นมของขุยฮูหยินนินทาผู้เป็นถึงท่านหญิงขั้นสองอย่างข้ากับหวงตี้ก็คงพอนำตัวพวกเจ้าเข้าวังได้แล้วกระมัง”
“อ๋า”
เหล่าบัณฑิตต่างร้องดังระงม พากันคุกเข่าพึ่บพั่บ แต่หยางจินจวี๋ไม่สนใจ นางสะบัดแขนเสื้อ
วางค่าอาหารบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินลงไปจากระเบียงชั้นสอง ขึ้นรถม้าตรงกับจวนโหวทันที
ความจริงหยางจินจวี๋สามารถนำเรื่องที่บัณฑิตเหล่านั้นพูดไปฟ้องเสด็จย่าได้
แต่นางไม่ทำ เมื่อเข้ามานั่งในรถ อารมณ์โทสะที่คุกกรุ่นของนางก็ค่อยๆลดระดับลง
นางเห็นด้วยทุกคำที่เหล่าบัณฑิตพูดถึงตัวนาง แต่ไหนแต่ไรมาใครจะนินทานางหรือคนในครอบครัวอย่างไร
นางไม่เคยเคืองโกรธ แต่เหตุใดวันนี้อารมณ์นางถึงเสียได้อย่างน่าฉงน
พอมาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ...หยางจินจวี๋พบว่าตนหงุดหงิดที่ถูกนำไปจับคู่กับ ‘จู่หรงเสีย’ หรือ องค์ชายสี่ คู่กัดวัยเยาว์ที่กำลังมีความรักอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
หลังจากปล่อยตัวสำเริงสำราญจีบสตรีไม่เลือกหน้าตั้งแต่ยังไม่สวมกวาน แล้วก็เป็นนางเองที่ลงมือกำจัดสตรีเหล่านั้นออกจากชีวิตของจู่หรงเสีย
หยางจินจวี๋ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องติดต่อสตรีเหล่านั้นแล้วบอกนิสัยอันชั่วร้ายของจู่หรงเสียให้พวกนางรับรู้
เพื่อไม่ให้พวกนางต้องตกเป็นเหยื่อองค์ชายเสเพลเช่นเขา
แต่ทว่า...ครั้งนี้เรื่องของขุยโหยวหลาน
กลับทำให้อกของนางเกิดอาการคันยิบๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งตระหนักว่าเขาถึงกับฝืนใจยอมดื่มสุราดื่มชาเพื่อเห็นแก่ขุยโหยวหลาน
หยางจินจวี๋ก็รู้สึกเหมือนมีหินขนาดยักษ์กดทับตรงหัวใจของนาง
“เสี่ยวจู”
นางเรียกสาวใช้ที่กำลังปูที่นอนให้นางอย่างเอาใจใส่
“มีอะไรหรือเจ้าคะ
คุณหนู”
“เจ้าส่งคนไปสืบซิว่าคุณหนูโหยวหลานชอบอยู่แต่ในห้องหอ
หรือว่ามีออกมาเดินเที่ยวเล่นกลางตลาดบ้างไหม”
“คุณหนูคิดจะทำอะไรเจ้าคะ?”
เสี่ยวจูมองเห็นหยางจินจวี๋ยิ้มแยกเขี้ยวแล้วเสียวสันหลังแทนคุณหนูผู้นั้น
“ข้าก็จะทำให้เจ้าต้วนซิ่วนั่นไม่มีทางสมหวังอีกน่ะสิ”
หยางจินจวี๋กับเสี่ยวจูจะไปเข้าเรียนที่กั๋วจื่อเจียนในอีกหนึ่งอาทิตย์
ดังนั้นช่วงเวลาที่สามารถเริงร่าได้ หยางจินจวี๋ก็คิดจะใช้ให้คุ้มที่สุด นางกับเสี่ยวจูถือห่อผ้าออกจากจวนโหวหลังจากขออนุญาตมารดา
โดยรับปากว่าจะไม่ไปก่อเรื่องให้นางต้องปวดหัว หยางจินจวี๋รีบเดินออกจากจวน
ผ่านสวนหน้าเรือนหลักที่ปลูกดอกไห่ถังหลากสีสันกำลังบานสะพรั่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่อากาศอบอุ่น
ท้องฟ้าแจ่มใส ปลอดโปร่ง นางไม่สนใจจะมองดอกไห่ถังที่เบ่งบาน แม้จะเป็นดอกไม้ที่มารดาชื่นชอบและบิดาลงแรงปลูกด้วยมือตนเอง
สำหรับนางมีดอกไม้เพียงหนึ่งเดียวที่ดึงดูดใจนางได้นั่นก็คือดอกเบญจมาศสีเหลืองที่มีความหมายเดียวกับชื่อของนาง
และต้องเป็นดอกเบญจมาศสีเหลืองที่ปลูกอยู่ในอุทยานหลวงเท่านั้น
แม้จวนโหวจะปลูกดอกเบญจมาศสีเหลืองทั่วลานสวนดอกไม้หน้าเรือนพักของนาง
แต่นางกลับรู้สึกว่าดอกเบญจมาศที่เสด็จย่าลงมือลงแรงปลูกด้วยตนเองในอุทยานหลวงตั้งแต่วัยเยาว์นั้นงดงามยิ่งกว่าที่ปลูกในจวนโหว
อีกอย่าง...เหตุผลที่นางชอบดอกจินจวี๋
เพราะเป็นดอกไม้แทนใจของเสด็จย่ากับท่านปู่ อีกทั้งตอนนางเกิด
ท่านปู่ตั้งชื่อให้นางเองว่าหยางจินจวี๋ ขณะที่เวลานั้นท่านพ่อมัวแต่ค้นหาชื่อวีรสตรีจากบันทึกประวัติศาสตร์
ทำให้ท่านพ่อน้อยใจอยู่หน่อยๆ
ดังนั้น...นางจึงชอบเข้าวังเพื่อไปชื่นชมดอกเบญจมาศสีเหลืองที่เสด็จย่าปลูกอยู่บ่อยๆ
แถมตอนนั้นจู่หรงเสียก็ชอบมาขลุกอยู่กับเสด็จย่าของนางที่ตำหนัก
ก่อเกิดความไม่ชอบขี้หน้าปนหมั่นไส้ ดังนั้นตั้งแต่เล็ก นางกับจู่หรงเสียจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด
ลับหลังเสด็จย่าไม่นางก็เขาต้องคอยหาเรื่องแขวะเรื่องนั้นเรื่องนี้กันตลอดเวลา
แต่หลังจากแปดปีที่แล้ว
ซึ่งวันนั้นนางตั้งใจไปชื่นชมดอกเบญจมาศของเสด็จย่าเงียบๆ
นางก็ไม่เคยพบจู่หรงเสียอีกเลย แต่ก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเขาบ้างเป็นระยะๆ เป็นต้นว่าเกียจคร้านในการศึกษาหาวิชาความรู้
วิชายุทธ์อ่อนด้อย แต่ที่ลือกันหนาหูที่สุดคือจู่หรงเสียเป็นองค์ชายที่รูปงามที่สุดเหนือองค์ชายทั้งหมด
เพราะจู่หรงเสียเป็นพระโอรสของชิงกุ้ยเฟย...องค์หญิงจากแคว้นเมืองขึ้นซึ่งเป็นชนเผ่าป่าเถื่อนทางทิศเหนือ
ว่ากันว่าชิงกุ้ยเฟยเป็นสตรีที่งามที่สุดในใต้หล้า มีนัยน์ตาสีดำเหลือบฟ้า รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ทว่า...เป็นสตรีที่กล้าหาญและแข็งแกร่งยิ่ง
ถึงขนาดยอมออกร่วมรบกับหวงตี้ยามที่แคว้นเหลียงคิดมาโจมตีหวังยึดแคว้น
จนพระนางสิ้นชีวิตกลางสมรภูมิ นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวงของหวงตี้
ดังนั้น...ด้วยความดีความชอบของพระมารดา
จู่หรงเสียจึงได้รับความโปรดปรานจากหวงตี้และหวงโฮ่วเป็นพิเศษ
แต่ถึงจะโปรดปรานอย่างไร
ตำแหน่งไท่จื่อก็ยังคงเป็นของพระโอรสในอุทรของหวงโฮ่วอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้...พวกบัณฑิตและปัญญาชนทั้งหลายจึงต่างพากันคิดว่าที่องค์ชายสามทำตัวเหลวไหลเพราะไม่มีใจฝักใฝ่ในราชบัลลังก์
อีกทั้งรู้ดีว่าบัลลังก์มังกรไม่มีวันเป็นของตน
ผิดกับองค์ชายที่เหลือที่พยายามทำดีเอาหน้าต่อหวงตี้
ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนกับเส้าซื่อ
หวังว่าสักวันหากองค์ชายใหญ่ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเกิดเป็นอะไรไป
พวกเขาอาจจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของหวงตี้
นอกจากจู่หรงเสียที่ไม่สนใจบัลลังก์มังกรแล้ว
ยังมีองค์ชายอีกผู้หนึ่งที่ไม่สนใจบัลลังก์เช่นเดียวกัน นั่นคือองค์ชายรอง ‘จู่เสียนหลาง’ พระโอรสของจิ่วเต๋อเฟยซึ่งชอบขลุกตัวอยู่ในตำหนัก
คอยสวดมนต์ขอพรให้หวงตี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
องค์ชายรองจู่เสียนหลางขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความเฉลียวฉลาด
ด้วยวัยสามขวบก็สามารถท่องจำคัมภีร์สามอักษร[2]ได้จนหมด
ชอบใช้ชีวิตในตำหนักศึกษาคัมภีร์ตำราต่างๆจนเป็นเอกทางด้านบุ๊น
เป็นที่ชื่นชอบในสายตาของเส้าซื่อไปจนถึงไท่ซื่อ[3]และยังเป็นที่โปรดปรานของหวงตี้ด้วย
ดังนั้น...แม้การสอนเหล่าบัณฑิตในกั๋วจื่อเจียนจะมิใช่หน้าที่ของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง
แต่เมื่อองค์ชายรองออกปากว่าอยากไปเป็นซื่อเยี่ยที่กั๋วจื่อเจียน
หวงตี้จึงมีพระบรมราชานุญาตเป็นกรณีพิเศษ
หยางจินจวี๋ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวงตี้จึงอนุญาตง่ายดายเช่นนี้
ลึกๆ...นางเดาใจหวงตี้ว่า ความฉลาดขององค์ชายรองสักวันหนึ่งอาจจะเป็นภัยต่อองค์ไท่จื่อ
ให้มาทำงานกับพวกบัณฑิตน่าจะควบคุมง่ายกว่า แต่ก็นั่นแหละ...นางคาดเดาไปตามความโง่เขลาของนางเอง!
ตลาดตะวันตกยามเที่ยงคึกคักไปด้วยร้านค้ามากมายที่เปิดทำการ
พ่อค้าหาบเร่แผงลอยร้องขายของประชันขันแข่งกัน ชาวบ้านเดินเบียดเสียดสวนกันไปมาเพื่อจับจ่ายซื้อของ
หยางจินจวี๋ตรงไปยังร้านขายแพรพรรณที่เป็นร้านประจำสกุลหยางซึ่งตกทอดมาจากทวดของนาง
ซึ่งแต่เดิมมีอาชีพเป็นพ่อค้าแพรพรรณ แต่ใครจะคิดว่าย่าทวดของนางจะให้กำเนิดบุตรชายที่เติบโตขึ้นมากลายเป็นขุนพลที่ห้าวหาญและเก่งฉกาจในการวางกลศึก
จนได้รับพระราชทานสมรสกับองค์หญิงหย่งหนิง
ซึ่งทั้งสองก็แอบชอบพอกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยเหตุบังเอิญจากการที่เสด็จย่าซึ่งเป็นองค์หญิงผู้ตรวจการวัยสิบสามชันษาในขณะนั้นแอบลอบปลอมเป็นชายเพื่อไปตรวจตราความเป็นอยู่ของราษฎร์
แล้วเกิดถูกนักเลงเข้ามาหาเรื่อง ท่านปู่ที่กำลังออกมาจับจ่ายตลาดแทนมารดา
(ดูเหมือนนิสัยกลัวเมียที่ท่านพ่อของนางได้มาก็คงไม่แคล้วถ่ายทอดมาจากท่านปู่นั่นเอง)
เห็นแล้วก็เข้าช่วยเหลือ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของรักแรกพบระหว่างเสด็จย่ากับท่านปู่
แล้วเสด็จย่าก็ชอบแปลงตัวเป็นนางกำนัลตัวน้อยออกมาลอบพบท่านปู่เสมอ
ส่วนท่านปู่เห็นว่าฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก หลังการค้าขายแพรพรรณไม่ราบรื่นเพราะสู้ร้านขายแพรพรรณที่มีทุนหนากว่าไม่ได้จึงสมัครเข้าไปเป็นทหาร
ด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด บวกกับความกล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว องอาจและซื่อสัตย์จงรักภักดี
ทำให้ท่านปู่ไต่เต้าจากพลทหารตำแหน่งเล็กๆจนกลายเป็นขุนพลไร้พ่ายในเวลาเพียงแค่ห้าปี
[1]
4 หนังสือประกอบด้วยศาสตร์แห่งมหาบุรุษ ศาสตร์แห่งทางสายกลาง
ปกิณกคดีของขงจื่อและคัมภีร์เมิ่งจื่อ 5 ตำราประกอบด้วย รวมบทกวี ประวัติศาสตร์โบราณ พิธีกรรม โหราศาสตร์ บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติ
[2]
คัมภีร์ปฐมบทในสมัยโบราณของจีน
สำหรับเด็กให้ท่องจำ ประกอบด้วยหลักคำสอนขงจื่อเขียนเป็นวรรค วรรคละสามตัวอักษร
ช่วยให้จดจำง่าย
[3]
ราชครู
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments
เอมมี่ กุลธิดา
ต่อดิ
2022-02-06
0
Nipaporn Faysoon
ดนวมา
2022-01-03
0