Episode 4

หยางจินจวี๋กัดฟันกรอด

สำหรับแคว้นเว่ย สตรีที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปแล้วยังไม่ได้ออกเรือน

ถือว่าเป็นสตรีผู้โชคร้าย นางอยากจะหันไปเตะฉากกั้นให้ล้ม

แล้วต่อยตีกับบัณฑิตช่างนินทาเหล่านั้นให้ตาเขียวฟันหัก

แต่เสี่ยวจูก็ยังคงกดบ่านางแน่น เสี่ยวจูมีวรยุทธ์ เป็นองครักษ์หญิงที่ท่านปู่พามาเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เยาว์วัย

ให้แฝงตัวอยู่ในคราบของสาวใช้  แม้แต่ตัวนางเองก็มีวรยุทธ์เพราะท่านปู่สอนวิชาหมัดมวยกับเพลงกระบี่ตั้งแต่นางอายุสามขวบ

เพียงแต่นางแอบซ่อนวิชาเหล่านี้ไว้

เวลามีเรื่องกับพวกนักเลงก็ใช้วิชาหมัดมวยธรรมดาเข้าต่อกร แต่ก็สามารถเอาชนะพวกนักเลงได้ทุกครั้ง

“ท่านหญิงจินจวี๋มีดีแค่เป็นโฉมสะคราญ

ส่วนเรื่องอื่นๆล้วนไม่เอาไหน ฟุ้งเฟ้อก็ทีหนึ่ง เอาแต่ใจก็ทีหนึ่ง

เกียจคร้านก็ทีหนึ่ง ชอบหาเรื่องต่อยตีกับนักเลงก็ทีหนึ่ง

ไม่รู้เจิ้นถิงโหวปล่อยบุตรีงดงามเช่นนี้ให้ออกมาเดินเล่นทอดน่องในตลาดได้อย่างไร

แทนที่จะเก็บไว้ในจวน เป็นคุณหนูในหอห้อง หากทำเช่นนี้ ข้าคิดว่าคงมีคุณชายสูงศักดิ์ไม่น้อยส่งแม่สื่อมาสู่ขอนาง

แต่เมื่อทุกคนรู้จักนิสัยนางดีอย่างนี้แล้ว...เฮ้อ...ไม่จำเป็นต้องคาดเดาอนาคตท่านหญิงจินจวี๋เลย”

“แม้แต่คู่กัดอย่างองค์ชายสี่ก็คงไม่มีวันเหลียวแลเช่นเดียวกัน”

อีกคนเสริมขึ้นมา

โครม!

ฉากกั้นถูกเท้าน้อยๆเตะจนล้มหักกลาง

บัณฑิตที่อยู่หลังฉากกั้นจำนวนสี่ห้าคนตกตะลึงแกมตกใจ

มองเห็นสีหน้าดุดันของบุรุษหนุ่มรูปงามที่กำลังโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้มก็กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

ก่อนจะมีคนใจกล้าเอ่ยถามอย่างโมโหขึ้นว่า

“น้องชาย...พวกข้าไปล่วงเกินอันใดเจ้ากัน

เจ้าถึงต้องกระทำการที่ไม่สมกับเป็นสุภาพชนเยี่ยงนี้”

“เฮอะ...ช่างกล้าถามนะว่าพวกเจ้าล่วงเกินอันใดข้า

พวกเจ้ารู้อยู่แก่ใจดีว่าเจ้ากำลังพูดล่วงเกินผู้ใดบ้าง!”

บัณฑิตล้วนมีสีหน้าขาวเผือดขึ้นทันตาเห็น

แต่คนที่ใจกล้าก็ยังลับฝีปากต่อไปว่า

“เรื่องที่พวกข้าสนทนากันล้วนเป็นการแสดงความคิดเห็นของปัญญาชนที่มีต่อเรื่องราวในสังคม

มิได้ไปลบหลู่หรือล่วงเกินใครทั้งสิ้น

น้องชายเอง...การที่ท่านแอบฟังพวกเราคุยกันล้วนเป็นการเสียมารยาทโดยแท้ รู้หรือไม่”

แต่หยางจินจวี๋ไม่สนใจถ้อยประโยคท้ายสุด

นางสวนกลับต่อว่า “งั้นที่เจ้าพูดถึงองค์ชายสี่ เจิ้นถิงโหว คุณหนูโหยวหลาน

แม่ทัพขุยจง รวมถึงข้า...ท่านหญิงหยางจินจวี๋ เจ้าจะบอกว่ามิใช่การนินทาล่วงเกิน

แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบปัญญาชนต่อเรื่องราวในสังคมอย่างงั้นหรือ?”

บัณฑิตใจกล้ายังคงกล้าพยักหน้ารับ

หยางจินจวี๋ยิ้มเหี้ยม เอ่ยช้าๆชัดๆว่า

“เช่นนั้นพวกเจ้าคงเป็นบัณฑิตที่สอบตกการสอบทุกระดับชั้นสินะ ถึงจดจำคำสอนในสี่หนังสือห้าตำรา[1]ไม่ได้

ดี...เช่นนั้นก็ดี ในเมื่อเจ้าคิดว่าไม่ล่วงเกิน แต่ว่าข้าคิดว่าเป็นการล่วงเกิน เช่นนั้น...ข้าที่สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตามใจชอบ

นำเรื่องนี้ไปกราบทูลฝ่าบาท

หวังว่าพวกเจ้ายังจะยืนกรานได้ตลอดรอดฝั่งว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดล้วนเป็นการแสดงความคิดเห็นตามหลักปัญญาชนโดยแท้”

“ฮ่าๆๆ”

บัณฑิตใจกล้าหัวเราะเย้ยหยัน “ท่านจะเอาผิดพวกข้าได้อย่างไร

ในเมื่อท่านไม่รู้จักพวกข้าสักคน”

หยางจินจวี๋เหยียดยิ้มอย่างเป็นต่อ

“แค่ข้าบอกว่าฟังหลานแม่นมของขุยฮูหยินนินทาผู้เป็นถึงท่านหญิงขั้นสองอย่างข้ากับหวงตี้ก็คงพอนำตัวพวกเจ้าเข้าวังได้แล้วกระมัง”

“อ๋า”

เหล่าบัณฑิตต่างร้องดังระงม พากันคุกเข่าพึ่บพั่บ แต่หยางจินจวี๋ไม่สนใจ นางสะบัดแขนเสื้อ

วางค่าอาหารบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินลงไปจากระเบียงชั้นสอง ขึ้นรถม้าตรงกับจวนโหวทันที

ความจริงหยางจินจวี๋สามารถนำเรื่องที่บัณฑิตเหล่านั้นพูดไปฟ้องเสด็จย่าได้

แต่นางไม่ทำ เมื่อเข้ามานั่งในรถ อารมณ์โทสะที่คุกกรุ่นของนางก็ค่อยๆลดระดับลง

นางเห็นด้วยทุกคำที่เหล่าบัณฑิตพูดถึงตัวนาง แต่ไหนแต่ไรมาใครจะนินทานางหรือคนในครอบครัวอย่างไร

นางไม่เคยเคืองโกรธ แต่เหตุใดวันนี้อารมณ์นางถึงเสียได้อย่างน่าฉงน

พอมาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ...หยางจินจวี๋พบว่าตนหงุดหงิดที่ถูกนำไปจับคู่กับ ‘จู่หรงเสีย’ หรือ องค์ชายสี่ คู่กัดวัยเยาว์ที่กำลังมีความรักอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก

หลังจากปล่อยตัวสำเริงสำราญจีบสตรีไม่เลือกหน้าตั้งแต่ยังไม่สวมกวาน แล้วก็เป็นนางเองที่ลงมือกำจัดสตรีเหล่านั้นออกจากชีวิตของจู่หรงเสีย

หยางจินจวี๋ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องติดต่อสตรีเหล่านั้นแล้วบอกนิสัยอันชั่วร้ายของจู่หรงเสียให้พวกนางรับรู้

เพื่อไม่ให้พวกนางต้องตกเป็นเหยื่อองค์ชายเสเพลเช่นเขา

แต่ทว่า...ครั้งนี้เรื่องของขุยโหยวหลาน

กลับทำให้อกของนางเกิดอาการคันยิบๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งตระหนักว่าเขาถึงกับฝืนใจยอมดื่มสุราดื่มชาเพื่อเห็นแก่ขุยโหยวหลาน

หยางจินจวี๋ก็รู้สึกเหมือนมีหินขนาดยักษ์กดทับตรงหัวใจของนาง

“เสี่ยวจู”

นางเรียกสาวใช้ที่กำลังปูที่นอนให้นางอย่างเอาใจใส่

“มีอะไรหรือเจ้าคะ

คุณหนู”

“เจ้าส่งคนไปสืบซิว่าคุณหนูโหยวหลานชอบอยู่แต่ในห้องหอ

หรือว่ามีออกมาเดินเที่ยวเล่นกลางตลาดบ้างไหม”

“คุณหนูคิดจะทำอะไรเจ้าคะ?”

เสี่ยวจูมองเห็นหยางจินจวี๋ยิ้มแยกเขี้ยวแล้วเสียวสันหลังแทนคุณหนูผู้นั้น

“ข้าก็จะทำให้เจ้าต้วนซิ่วนั่นไม่มีทางสมหวังอีกน่ะสิ”

หยางจินจวี๋กับเสี่ยวจูจะไปเข้าเรียนที่กั๋วจื่อเจียนในอีกหนึ่งอาทิตย์

ดังนั้นช่วงเวลาที่สามารถเริงร่าได้ หยางจินจวี๋ก็คิดจะใช้ให้คุ้มที่สุด นางกับเสี่ยวจูถือห่อผ้าออกจากจวนโหวหลังจากขออนุญาตมารดา

โดยรับปากว่าจะไม่ไปก่อเรื่องให้นางต้องปวดหัว หยางจินจวี๋รีบเดินออกจากจวน

ผ่านสวนหน้าเรือนหลักที่ปลูกดอกไห่ถังหลากสีสันกำลังบานสะพรั่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่อากาศอบอุ่น

ท้องฟ้าแจ่มใส ปลอดโปร่ง นางไม่สนใจจะมองดอกไห่ถังที่เบ่งบาน แม้จะเป็นดอกไม้ที่มารดาชื่นชอบและบิดาลงแรงปลูกด้วยมือตนเอง

สำหรับนางมีดอกไม้เพียงหนึ่งเดียวที่ดึงดูดใจนางได้นั่นก็คือดอกเบญจมาศสีเหลืองที่มีความหมายเดียวกับชื่อของนาง

และต้องเป็นดอกเบญจมาศสีเหลืองที่ปลูกอยู่ในอุทยานหลวงเท่านั้น

แม้จวนโหวจะปลูกดอกเบญจมาศสีเหลืองทั่วลานสวนดอกไม้หน้าเรือนพักของนาง

แต่นางกลับรู้สึกว่าดอกเบญจมาศที่เสด็จย่าลงมือลงแรงปลูกด้วยตนเองในอุทยานหลวงตั้งแต่วัยเยาว์นั้นงดงามยิ่งกว่าที่ปลูกในจวนโหว

อีกอย่าง...เหตุผลที่นางชอบดอกจินจวี๋

เพราะเป็นดอกไม้แทนใจของเสด็จย่ากับท่านปู่ อีกทั้งตอนนางเกิด

ท่านปู่ตั้งชื่อให้นางเองว่าหยางจินจวี๋ ขณะที่เวลานั้นท่านพ่อมัวแต่ค้นหาชื่อวีรสตรีจากบันทึกประวัติศาสตร์

ทำให้ท่านพ่อน้อยใจอยู่หน่อยๆ

ดังนั้น...นางจึงชอบเข้าวังเพื่อไปชื่นชมดอกเบญจมาศสีเหลืองที่เสด็จย่าปลูกอยู่บ่อยๆ

แถมตอนนั้นจู่หรงเสียก็ชอบมาขลุกอยู่กับเสด็จย่าของนางที่ตำหนัก

ก่อเกิดความไม่ชอบขี้หน้าปนหมั่นไส้ ดังนั้นตั้งแต่เล็ก นางกับจู่หรงเสียจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด

ลับหลังเสด็จย่าไม่นางก็เขาต้องคอยหาเรื่องแขวะเรื่องนั้นเรื่องนี้กันตลอดเวลา

แต่หลังจากแปดปีที่แล้ว

ซึ่งวันนั้นนางตั้งใจไปชื่นชมดอกเบญจมาศของเสด็จย่าเงียบๆ

นางก็ไม่เคยพบจู่หรงเสียอีกเลย แต่ก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเขาบ้างเป็นระยะๆ เป็นต้นว่าเกียจคร้านในการศึกษาหาวิชาความรู้

วิชายุทธ์อ่อนด้อย แต่ที่ลือกันหนาหูที่สุดคือจู่หรงเสียเป็นองค์ชายที่รูปงามที่สุดเหนือองค์ชายทั้งหมด

เพราะจู่หรงเสียเป็นพระโอรสของชิงกุ้ยเฟย...องค์หญิงจากแคว้นเมืองขึ้นซึ่งเป็นชนเผ่าป่าเถื่อนทางทิศเหนือ

ว่ากันว่าชิงกุ้ยเฟยเป็นสตรีที่งามที่สุดในใต้หล้า มีนัยน์ตาสีดำเหลือบฟ้า รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น

ทว่า...เป็นสตรีที่กล้าหาญและแข็งแกร่งยิ่ง

ถึงขนาดยอมออกร่วมรบกับหวงตี้ยามที่แคว้นเหลียงคิดมาโจมตีหวังยึดแคว้น

จนพระนางสิ้นชีวิตกลางสมรภูมิ นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวงของหวงตี้

ดังนั้น...ด้วยความดีความชอบของพระมารดา

จู่หรงเสียจึงได้รับความโปรดปรานจากหวงตี้และหวงโฮ่วเป็นพิเศษ

แต่ถึงจะโปรดปรานอย่างไร

ตำแหน่งไท่จื่อก็ยังคงเป็นของพระโอรสในอุทรของหวงโฮ่วอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้...พวกบัณฑิตและปัญญาชนทั้งหลายจึงต่างพากันคิดว่าที่องค์ชายสามทำตัวเหลวไหลเพราะไม่มีใจฝักใฝ่ในราชบัลลังก์

อีกทั้งรู้ดีว่าบัลลังก์มังกรไม่มีวันเป็นของตน

ผิดกับองค์ชายที่เหลือที่พยายามทำดีเอาหน้าต่อหวงตี้

ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนกับเส้าซื่อ

หวังว่าสักวันหากองค์ชายใหญ่ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเกิดเป็นอะไรไป

พวกเขาอาจจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของหวงตี้

นอกจากจู่หรงเสียที่ไม่สนใจบัลลังก์มังกรแล้ว

ยังมีองค์ชายอีกผู้หนึ่งที่ไม่สนใจบัลลังก์เช่นเดียวกัน นั่นคือองค์ชายรอง ‘จู่เสียนหลาง’ พระโอรสของจิ่วเต๋อเฟยซึ่งชอบขลุกตัวอยู่ในตำหนัก

คอยสวดมนต์ขอพรให้หวงตี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

องค์ชายรองจู่เสียนหลางขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความเฉลียวฉลาด

ด้วยวัยสามขวบก็สามารถท่องจำคัมภีร์สามอักษร[2]ได้จนหมด

ชอบใช้ชีวิตในตำหนักศึกษาคัมภีร์ตำราต่างๆจนเป็นเอกทางด้านบุ๊น

เป็นที่ชื่นชอบในสายตาของเส้าซื่อไปจนถึงไท่ซื่อ[3]และยังเป็นที่โปรดปรานของหวงตี้ด้วย

ดังนั้น...แม้การสอนเหล่าบัณฑิตในกั๋วจื่อเจียนจะมิใช่หน้าที่ของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

แต่เมื่อองค์ชายรองออกปากว่าอยากไปเป็นซื่อเยี่ยที่กั๋วจื่อเจียน

หวงตี้จึงมีพระบรมราชานุญาตเป็นกรณีพิเศษ

หยางจินจวี๋ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวงตี้จึงอนุญาตง่ายดายเช่นนี้

ลึกๆ...นางเดาใจหวงตี้ว่า ความฉลาดขององค์ชายรองสักวันหนึ่งอาจจะเป็นภัยต่อองค์ไท่จื่อ

ให้มาทำงานกับพวกบัณฑิตน่าจะควบคุมง่ายกว่า แต่ก็นั่นแหละ...นางคาดเดาไปตามความโง่เขลาของนางเอง!

ตลาดตะวันตกยามเที่ยงคึกคักไปด้วยร้านค้ามากมายที่เปิดทำการ

พ่อค้าหาบเร่แผงลอยร้องขายของประชันขันแข่งกัน ชาวบ้านเดินเบียดเสียดสวนกันไปมาเพื่อจับจ่ายซื้อของ

หยางจินจวี๋ตรงไปยังร้านขายแพรพรรณที่เป็นร้านประจำสกุลหยางซึ่งตกทอดมาจากทวดของนาง

ซึ่งแต่เดิมมีอาชีพเป็นพ่อค้าแพรพรรณ แต่ใครจะคิดว่าย่าทวดของนางจะให้กำเนิดบุตรชายที่เติบโตขึ้นมากลายเป็นขุนพลที่ห้าวหาญและเก่งฉกาจในการวางกลศึก

จนได้รับพระราชทานสมรสกับองค์หญิงหย่งหนิง

ซึ่งทั้งสองก็แอบชอบพอกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยเหตุบังเอิญจากการที่เสด็จย่าซึ่งเป็นองค์หญิงผู้ตรวจการวัยสิบสามชันษาในขณะนั้นแอบลอบปลอมเป็นชายเพื่อไปตรวจตราความเป็นอยู่ของราษฎร์

แล้วเกิดถูกนักเลงเข้ามาหาเรื่อง ท่านปู่ที่กำลังออกมาจับจ่ายตลาดแทนมารดา

(ดูเหมือนนิสัยกลัวเมียที่ท่านพ่อของนางได้มาก็คงไม่แคล้วถ่ายทอดมาจากท่านปู่นั่นเอง)

เห็นแล้วก็เข้าช่วยเหลือ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของรักแรกพบระหว่างเสด็จย่ากับท่านปู่

แล้วเสด็จย่าก็ชอบแปลงตัวเป็นนางกำนัลตัวน้อยออกมาลอบพบท่านปู่เสมอ

ส่วนท่านปู่เห็นว่าฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก หลังการค้าขายแพรพรรณไม่ราบรื่นเพราะสู้ร้านขายแพรพรรณที่มีทุนหนากว่าไม่ได้จึงสมัครเข้าไปเป็นทหาร

ด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด บวกกับความกล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว องอาจและซื่อสัตย์จงรักภักดี

ทำให้ท่านปู่ไต่เต้าจากพลทหารตำแหน่งเล็กๆจนกลายเป็นขุนพลไร้พ่ายในเวลาเพียงแค่ห้าปี

 

 

 

 

 

 

[1]

4 หนังสือประกอบด้วยศาสตร์แห่งมหาบุรุษ ศาสตร์แห่งทางสายกลาง

ปกิณกคดีของขงจื่อและคัมภีร์เมิ่งจื่อ 5 ตำราประกอบด้วย รวมบทกวี  ประวัติศาสตร์โบราณ พิธีกรรม โหราศาสตร์ บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติ

 

 

[2]

คัมภีร์ปฐมบทในสมัยโบราณของจีน

สำหรับเด็กให้ท่องจำ ประกอบด้วยหลักคำสอนขงจื่อเขียนเป็นวรรค วรรคละสามตัวอักษร

ช่วยให้จดจำง่าย

 

 

[3]

ราชครู

ฮอต

Comments

เอมมี่ กุลธิดา

เอมมี่ กุลธิดา

ต่อดิ

2022-02-06

0

Nipaporn Faysoon

Nipaporn Faysoon

ดนวมา

2022-01-03

0

ทั้งหมด

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!