Episode 3

จากมีปลาต้องมีน้ำ

กลายเป็นเห็นหน้าเจ้าแล้วเหม็นขี้หน้ายิ่ง

แต่ถึงกระนั้น...ซวี่ฟังก็ยังเป็นสหายสนิทที่สุดของเขา

ซ้ำยังซื่อสัตย์จงรักภักดีไร้พิษภัย เป็นขุนนางคนเดียวที่เขาเชื่อใจและไว้วางใจ

อาจจะเป็นเพราะแม้ซวี่ฟังจะมีบิดาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แต่เมื่อราชบุตรเขยเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ

กองกำลังในมือก็ถูกแบ่งแยกไปอยู่ในบัญชาการของแม่ทัพคนอื่นๆ

อีกทั้ง...เสด็จอาเลี้ยงซวี่ฟังอย่างตามใจ ในเมื่อเขาไม่สนใจที่จะเรียนรู้หลักการเมืองการปกครอง

ไม่เรียนรู้ที่จะจับอาวุธหรือวิทยายุทธ์ใดๆ

เสด็จอาก็ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ เกียจคร้านก็เกียจคร้านไป

ขอเพียงอย่าได้สร้างเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจให้เสด็จอาหรือสร้างเรื่องเลวร้ายใหญ่โตให้หวงตี้อย่างเขาต้องปวดหัวจึงนับได้ว่าซวี่ฟังเป็นขุนนางที่ไร้พิษสง

ดังนั้นสำหรับจู่หวงตี้...ซวี่ฟังเป็นสหายสนิทที่เขาจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องทำร้าย

อีกอย่างอาจเป็นเพราะเขาไม่อยากให้จินหลานหลินต้องเสียใจหากรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายกับซวี่ฟัง

ยิ่งนังหนูหยางจินจวี๋...เขายิ่งเอ็นดูราวกับบุตรีในอุทร

แต่ถ้าจะให้รับเข้ามาเป็นลูกสะใภ้คงไม่เหมาะ...คงไม่เหมาะ

เฮ้อ...ทำไมหนอ

จินหลานหลินถึงยอมแต่งงานกับเจ้าเต่าทึ่มนี้ได้ เขาไม่เข้าใจนางเลยจริงๆ

หากรอเขาส่งเกี้ยวไปรับนางแต่งเข้ามาเป็นสนม ป่านนี้นางคงมีชีวิตที่เต็มไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์

มีคนนับหน้าถือตา ไม่ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองที่เลือกแต่งงานให้กับชายที่เกียจคร้านที่สุดในใต้หล้า

จู่หวงตี้คิดในใจด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

จู่หวงตี้นอกจากจะเป็นบุรุษที่ภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเองแล้ว

ยังเป็นคนที่หลงตนเองอย่างหนัก ซ้ำยังชอบถูกเยินยอเป็นอย่างยิ่ง ความจริง...หยางเจิ้งป็นบุรุษที่รูปงามมากที่สุดในขณะนั้น

แม้เขาจะเป็นชายเสเพลแต่ไม่มีนิสัยเจ้าชู้ ไม่ชอบมั่วสุมเล่นการพนันหรือดื่มสุรา

ดังนั้น...จินหลานหลินที่มีปณิธานว่าจะแต่งงานกับชายที่รักเดียวใจเดียวเท่านั้นจึงเลือกที่จะแต่งงานกับหยางเจิ้ง

เพราะนางไม่ได้หวังเกียรติยศชื่อเสียงจอมปลอมแล้วต้องไปตบตีแย่งชิงหวงตี้กับสนมคนอื่นๆหรืออยู่ใต้อำนาจของหวงโฮ่ว

การเป็นลูกสาวของพ่อค้าเปาจึจนๆสอนให้นางรู้ว่าความสุขของชีวิตที่แท้จริงคืออะไร...

“ฝากขอบใจหยางฮูหยินกับจวี๋เอ๋อร์ด้วย”

จู่หวงตี้สั่งให้เฉียนเต๋อนำของฝากไปให้ห้องเครื่องจัดแบ่งใส่จานสองใบ

ใบหนึ่งของเขา อีกใบนำไปยังตำหนักคุนหนิง มอบให้หวงโฮ่ว

พอเห็นว่าหยางเจิ้งยังคงนั่งนิ่ง

มีรอยยิ้มประหลาดๆ ไม่ยอมลุกจากไป จู่หวงตี้จึงเลิกพระขนง ถามเสียงเรียบว่า

“ยังมีอะไรที่จะพูดกับเราอีกหรือไม่?”

“ฝ่าบาท”

หยางเจิ้งรีบคลานถอยหลัง ก่อนจะก้มลงโขกศีรษะกับพื้น จนจู่หวงตี้ต้องร้องปราม

เขาถึงจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาแดงก่ำ ทำเอาลมหายใจของจู่หวงตี้ติดขัด...เจ้าเต่าทึ่มนี่จะมาไม้ไหนอีก!

“เจ้ามีเรื่องอัดอั้นตันใจอะไรก็ว่ามาเถอะ

ซวี่ฟัง”

“ฝ่าบาททรงทราบดีว่าจวี๋เอ๋อร์เป็นสตรี

กระหม่อมไม่วางใจหากนางจะเข้าไปร่วมเรียนกับเหล่านักศึกษาชายทั้งหลายแล้วนอนค้างอ้างแรมที่เรือนนอนของกั๋วจื่อเจียน...”

“ดังนั้น...เจ้าจึงคิดอยากให้เรามีพระบรมราชานุญาตลงมาเป็นพิเศษให้จวี๋เอ๋อร์เรียนเสร็จก็กลับจวนโหวของเจ้าได้ทุกวันใช่หรือไม่”

“มะ...มิใช่พะยะค่ะ”

“เอ๋....!!!” จู่หวงตี้งงเป็นไก่ไม้

“หากให้จวี๋เอ๋อร์ได้รับอภิสิทธิ์โดยตรงจากฝ่าบาท

จวี๋เอ๋อร์จะหาสหายที่รู้ใจในกั๋วจื่อเจียนได้ยากยิ่ง

นางจะพบแต่คนหน้าไหว้หลังหลอก ประจบประแจงเอาใจ เพราะหวังจะใช้นางเป็นบันไดไต่เต้าไปยังจุดหมายที่พวกเขาต้องการ

ฝ่าบาททรงทราบดีว่าจวี๋เอ๋อร์กับกระหม่อมล้วนเป็นคนโง่เขลา...”

ใช่

ข้าทราบดี ข้าถึงต้องรับปากเสด็จอาให้ส่งจวี๋เอ๋อร์ปลอมตนเข้าไปเรียนในกั๋วจื่อเจียนอย่างไรเล่า

ทั้งที่ข้ากลัวว่านางจะไปก่อเรื่องเสียมากกว่า จู่หวงตี้ถอนพระปัสสาสะเบาๆ

“ดังนั้น...ขอให้จวี๋เอ๋อร์นำเสี่ยวจูตามเข้าไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียนในฐานะซื่อตู๋[1]ด้วยเถิดพะยะค่ะ”

จู่หวงตี้คลายพระขนงลง

ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “นึกว่าอะไรเสียอีก เรื่องแค่นี้เอง ทำไมเราจะทำให้เจ้าไม่ได้เล่า”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทพะยะค่ะ”

หยางเจิ้งรีบคำนับประหลกๆ แล้วเงยหน้ายิ้มแฉ่งทูลเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“กระหม่อมขออนุญาตอีกเรื่องพะยะค่ะ

ขอให้จวี๋เอ๋อร์กับเสี่ยวจูมีเรือนพักส่วนตัว

ไม่จำเป็นต้องเป็นเรือนพักหรูหราชั้นดี

จะเป็นเรือนพักซ่อมซอกระหม่อมก็จะไม่ต่อว่าพระองค์  ขอเพียงให้เป็นเรือนพักที่สะอาดสะอ้านก็พอแล้วพะยะค่ะ”

เอิ่ม...เจ้าซวี่ฟังนี่

มันขอได้อย่างถ่อมตนจริงๆ เพราะเรือนพักส่วนตัวมีไว้เฉพาะจี้จิ่ว[2]กับซือเยี่ยเท่านั้น!!!

หยางจินจวี๋ในคราบบุรุษ

สวมชุดผ้าไหมของบุรุษสีฟ้าอ่อน สวมรัดเกล้าหยกขาว ห้อยป้ายหยกที่เอว มีเสี่ยวจูในคราบองครักษ์เดินตามหลังเข้ามาในโรงน้ำชาเย่ว์ลี่

เพียงนางก้าวข้ามธรณีประตูพร้อมโบกพัดจีบราคาแพงลิบในมือไปมา

เสี่ยวเอ้อร์ที่หันมาเห็นก็รีบฉีกยิ้มแฉ่ง เข้ามาต้อนรับอย่างพินอบพิเทา

พอนางขอที่นั่งฟังนักเล่าเรื่องชั้นดีที่สุด

เสี่ยวเอ้อร์ก็พานางไปนั่งบนระเบียงชั้นสอง มองลงมาเห็นลานตรงกลางที่กำลังมีนักเล่าเรื่องชรากำลังเล่านิทานพื้นบ้านอยู่อย่างออกรส

หยางจินจวี๋พึงพอใจจึงสั่งอาหาร

ก่อนส่งเม็ดเงินก้อนเล็กให้เสี่ยวเอ้อร์เป็นสินน้ำใจ

พออาหารที่สั่งสองสามอย่างมาวางตรงหน้า

เรื่องเล่านิทานก็จบลงพอดี นักเล่าเรื่องกลายเป็นคนใหม่ ผู้มาใหม่เป็นคนหนุ่ม

หน้าตาซื่อๆแต่เพียงแค่เปิดปากก็ได้ยินน้ำเสียงชวนฟัง มีจังหวะจะโคน

เริ่มต้นเล่าเรื่องการศึกที่เป่ยโจวโดยอวยความดีความชอบของแม่ทัพใหญ่ที่ช่วยปราบศัตรูซึ่งเป็นพวกแคว้นเหลียงจนหมดสิ้นราบคาบ

นำชัยชนะกลับเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่ โดยผู้เล่าได้เล่าเสริมเติมแต่งเรื่องเหลือเชื่อหรือปาฏิหาริย์ต่างๆเข้าไปด้วย

“น่าตลกไหมเล่า...มีบุรุษที่ไหนดื่มชาดื่มสุราไม่ได้บ้าง

ถ้าไม่ใช่เพราะแม่นางโหยวหลานให้เขาดื่มสุรา ข้าคงไม่เห็นกับตาว่าองค์ชายสี่ดื่มเหล้าแล้วจะเป็นลมไปทันที

แถมข้ายังได้รู้อีกด้วยว่าองค์ชายสี่ดื่มชาแล้วจะอาเจียน”

มีเสียงหนึ่งดังลอยมาจากโต๊ะข้างหลัง หยางจินจวี๋ยิ้มอย่างพึงพอใจ

นี่เป็นแผนการหนึ่งของนางที่ต้องการขึ้นมานั่งบนระเบียงชั้นสองเพราะรู้ว่าพวกบัณฑิตที่มองตัวเองเป็นดังเดือนล้อมดาวมักจะมานั่งร่ำสุราฟังนักเล่าเรื่องบนชั้นสองเพราะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าเนื่องจากมีฉากกั้น

“แม่นางโหยวหลาน...บุตรีของแม่ทัพใหญ่ขุยจงน่ะหรือ”

อีกเสียงถามขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ใช่แล้ว...ลือกันว่าองค์ชายสี่ตามจีบแม่นางโหยวหลานอยู่

แม่นางโหยวหลานเองก็มีใจให้องค์ชายสี่ไม่น้อย แต่เพราะองค์ชายสี่ดูอ่อนแอเกินไปในสายตานาง

นางจึงพยายามช่วยให้องค์ชายสี่แข็งแกร่งเหมือนบิดา เพื่อที่ว่าหากองค์ชายสี่มาสู่ขอเมื่อไหร่

แม่ทัพใหญ่ขุยจงผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพไร้พ่ายจะได้ยอมรับอย่างเต็มใจ

ไม่รู้สึกเสียหน้าที่ได้ลูกเขยไม่เอาไหนมาค้ำจุนสกุล ต่อให้เป็นองค์ชายก็เถอะ”

“เฮ่ย...ข้าว่ายากที่แม่ทัพขุยจงจะยอมรับองค์ชายสี่เป็นลูกเขย

เจ้าคิดดูนะ...องค์ชายสี่ต่อสู้ก็ไม่เก่ง ซ้ำยังไม่ตั้งใจเรียนกับเส้าซื่อ[3]ด้วย

ชอบหนีออกจากวังมาพบแม่นางโหยวหลานบ่อยๆ ถึงฝ่าบาทจะไม่เอาผิด

ฮองเฮาเองก็คร้านจะใส่ใจ แต่บุรุษที่ไม่เอาไหนเหมือนเจิ้นถิงโหว

มีหรือที่แม่ทัพขุยจงจะยอมรับได้”

พอได้ยินบัณฑิตกลุ่มนี้ลากบิดาของตนเข้ามาเกี่ยวข้อง

หยางจินจวี๋ก็เกือบจะตบโต๊ะแล้วผลักฉากกั้นเตรียมหาเรื่อง

เคราะห์ดีที่เสี่ยวจูกดบ่านางเอาไว้แล้วส่ายหน้า ต่อยตีกับนักเลงยังไม่สร้างปัญหาเท่ากับต่อยตีกับบัณฑิตหรือพวกปัญญาชนที่ฝีปากกล้าสามารถกลับดำให้กลายเป็นขาวได้

“แล้วเจ้าไปเห็นกับตาตนเองตอนไหนที่องค์ชายสี่ดื่มชาแล้วอาเจียน

ดื่มสุราก็เป็นลม” มีบัณฑิตผู้หนึ่งถามขึ้นมาอย่างข้องใจ

“ใช่...เจ้าไปเห็นมาได้อย่างไร”

มีเสียงร้องเสริมอีกหลายเสียง

“จะไม่ให้ข้าเห็นได้อย่างไรเล่า

ข้าเป็นหลานชายแม่นมของคุณหนูโหยวหลาน วันนั้นข้าไปเยี่ยมท่านป้าของข้า

ท่านป้าพาข้าไปแนะนำกับขุยฮูหยินและคุณหนู ใครจะไปคิดว่าองค์ชายสี่ก็อยู่ในโถงรับรอง

กำลังดื่มสุรา ข้ากำลังจะเดินออกไปหลังคารวะเจ้าบ้านเสร็จ ก็ได้ยินเสียงร้องว่าองค์ชายสี่เป็นลม

ข้าหันไปดู องค์ชายสี่เป็นลมจริงๆในมือยังถือจอกสุราอยู่เลย

จากนั้นก็ได้ยินคุณหนูโหยวหลานรำพึงรำพันว่าเหตุใดองค์ชายสี่ถึงคออ่อนเยี่ยงนี้แม้แต่ดื่มชาก็ยังอาเจียน”

มีเสียงฮือฮาดังขึ้นอย่างประหลาดใจ

หยางจินจวี๋เดาสีหน้าของผู้พูดได้ว่าตอนนี้คงกระหยิ่มยิ้มย่องลำพองใจ จนกระทั่ง...

“พูดถึงเรื่องดื่มชาดื่มสุราไม่ได้

ท่านหญิงจินจวี๋ คู่กัดมาแต่เยาว์วัยขององค์ชายสี่ก็ดื่มไม่ได้เช่นเดียวกัน

น่าเสียดาย...พวกเขาเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน แต่กับมิเป็นเช่นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่”[4]

หยางจินจวี๋สำลักน้ำเปล่าที่ยกขึ้นดื่มออกมาทันที

นางไอแค่กๆ

เสี่ยวจูตกใจรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดคราบน้ำบนเรียวปากแล้วตบหลังนางเบาๆ

“ฮ่าๆๆ...มีหลายอย่างคล้ายคลึงกันก็จริง

แต่เจ้าคิดว่าถ้าทั้งสองแต่งงานใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้วชีวิตคู่จะสงบสุขราบรื่นอย่างงั้นหรือ

แต่ไหนแต่ไรมา คู่แต่งงานที่มีนิสัยแตกต่างกันต่างหากถึงจะครองคู่กันอย่างราบรื่น

เพราะความแตกต่างของแต่ละคนอาจจะช่วยเสริมในส่วนที่คนใดคนหนึ่งขาดได้”

บัณฑิตอีกคนพูดขึ้นมาราวกับกางตำราพูด

แต่หยางจินจวี๋ไม่เห็นด้วย...นิสัยจะคล้ายกันหรือต่างกัน

หากไม่รักกันอย่างลึกซึ้งต่างหากที่พาให้ชีวิตคู่ล่มจม

“พูดถึงท่านหญิงจินจวี๋แล้วก็น่าสงสารนางนะ

เป็นโฉมสะคราญงามที่สุดของแคว้น ทว่า...ไม่มีลูกหลานขุนนางคนใดหรือบุตรชายตระกูลชั้นสูงคนใดส่งแม่สื่อมาสู่ขอสักคนทั้งที่นางเป็นถึงหลานสาวองค์หญิงใหญ่

อายุนางก็ใกล้จะเลยวัยออกเรือนไปทุกทีแล้ว”

ชีวิตส่วนตัวของข้า

พวกเจ้ามายุ่งอะไรด้วย!

 

 

 

 

 

 

[1]

ใช้เรียกผู้เรียนเป็นเพื่อน หรือคนที่ช่วยสอนและอธิบายความรู้แก่เจ้านายเชื้อพระวงศ์

 

 

[2]

ตำแหน่งอธิการบดีของราชวิทยาลัย

 

 

[3]

ตำแหน่งอาจารย์และที่ปรึกษารองจากตำแหน่งไท่ซือหรือราชครู

 

 

[4]

เรียกหญิงชายที่รักใคร่ผูกพัน

เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!