แปดปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
หยางจินจวี๋นั่งแทะเมล็ดแตงที่เสี่ยวจู
บ่าวคนสนิทวัยเดียวกันนั่งแกะให้อย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะอ้าปากหาวหวอด หยางเจิ้งหรือเจิ้นถิงโหวผู้เป็นบิดาเดินผ่านประตูเรือนเข้ามา
หยางจินจวี๋จึงพยายามปรือตาที่จะหลับให้กว้างขึ้นอีกหน่อย
“ท่านพ่อ...ท่านมาหาข้าถึงนี่
คงมิใช่ว่ามีข่าวร้ายมาบอกข้าหรอกนะ” นางก็พูดไปอย่างนั้นเอง มิคิดว่าตนจะจี้ถูกจุด
หยางเจิ้งถอนหายใจหนักหน่วงก่อนพยักหน้า
แล้วไปนั่งแปะที่โต๊ะวางน้ำชา
บ่าวคนหนึ่งรีบนำชาร้อนอย่างดีที่ได้รับพระราชทานมาจากในวังซึ่งเป็นของบรรณาการจากแคว้นอื่นมาริน
หยางเจิ้งยกขึ้นซดจนเกือบหมดจอกแล้วพูด
“จวี๋เอ๋อร์...เจ้าช่างฉลาดจริงๆ
ผิดกับพ่อที่ไม่เอาไหน ได้แม่ของเจ้ามานับว่าเป็นวาสนาที่ฟ้าสวรรค์ประทานมาให้โดยแท้”
แล้วหยางเจิ้งก็ทำหน้าสดชื่นเมื่อนึกถึงใบหน้าสวยสะคราญของภรรยาที่ดุหยั่งกะแม่เสือ
แต่ถึงดุเขาก็รัก...ทั่วทั้งเมืองหลวงไม่มีใครที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนกลัวเมีย
หยางจินจวี๋กลอกตาไปมารอบหนึ่งพลางลอบถอนหายใจ
เร่งขึ้นว่า
“ท่านพ่อจะมาบอกข่าวร้ายแก่ข้าหรือจะมาพร่ำรำพันชีวิตรักของท่านให้ข้าฟังเป็นรอบที่หมื่นเจ้าคะ”
“เอาน่าๆ
เจ้าก็เห็นใจพ่อเจ้าหน่อยที่สมองทึ่มกว่าเจ้า ข่าวร้ายที่พ่อจะนำมาบอกก็คือ...”
ยกชาขึ้นซดจนหมดจอกแล้วจึงกล่าวต่อ ขณะที่ตาก็เหล่มองใบหน้าสวยผุดผาดขาวลออของบุตรีอย่างประเมินท่าที
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เจ้าเข้าไปเรียนศาสตร์หกแขนง[1]ที่กั๋วจื่อเจียน[2]ซึ่งองค์ชายรองเป็นซือเยี่ย[3]อยู่”
ฟันที่กำลังขบเมล็ดแตงอยู่พลันกัดเข้าที่ลิ้นตัวเองอย่างจัง
“โอ๊ย!” หยางจินจวี๋ร้องออกมาดังลั่นไม่สนใจมารยาทของอิสตรี
หยางเจิ้งรีบพุ่งเข้าไปหาบุตรีด้วยความเป็นห่วง
“เจ็บตรงไหนลูก”
“ละ...ลูกไม่เป็นไรเจ้าค่ะ
ท่านพ่อ แค่ตกใจเท่านั้น” นางบอก แล้วทิ้งเมล็ดแตงลงบนโต๊ะด้วยหมดอารมณ์ทันที
“ก็สมควรที่เจ้าจะต้องตกใจอยู่หรอก
เราสองคนพ่อลูกก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่าถึงเจ้าจะฉลาดกว่าพ่อ
แต่พวกเราล้วนเป็นพวกขี้เกียจใฝ่คว้าหาความรู้มาประดับสมอง ขอแค่วันๆมีกิน มีดื่ม
มีเงินใช้จับจ่ายไม่ขาดมือไปตลอดชีวิต
ชาตินี้ต่อให้ถูกแม่ของเจ้าบ่นว่าจนหูชาทุกวัน
พวกเราไม่มีทางเฉียดกรายไปยังชั้นตำราเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น” พูดจบ
หยางเจิ้งก็ถอนหายใจดังเฮ้อ
“นั่นสิ”
หยางจินจวี๋เอามือเท้าคาง ขบคิดข่าวร้ายที่บิดานำมาบอกด้วยความข้องใจ “ทำไมจู่ๆฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้ข้าไปเข้าเรียนกับพวกนักศึกษาตัวเหม็นเหล่านั้นกันล่ะ
ท่านพ่อ”
“พ่อคิดว่าไม่ใช่รับสั่งโดยตรงของฝ่าบาทหรอก
แต่คงเป็นเสด็จย่าของเจ้าออกคำสั่งผ่านฝ่าบาทลงมามากกว่า เจ้าก็รู้
ฝ่าบาทยอมลงให้เสด็จย่าของเจ้าถึงสามส่วนมาแต่ไหนแต่ไร” หยางเจิ้งก็มิใช่คนโง่เสียทีเดียว
“ลูกจะไปตำหนักเสด็จย่า”
หยางจินจวี๋ลุกขึ้นยืนพรวดพราด “ลูกต้องเกลี้ยกล่อมให้เสด็จย่ายกเลิกคำสั่งนี้ก่อนที่ลูกจะกลายเป็นตัวตลกในสายตาของผู้คน”
นางบอกอย่างมุ่งมั่น
“พวกเจ้าสองคนพ่อลูกยังคิดว่าตอนนี้ยังเป็นตัวตลกไม่พออีกหรือ?”
เสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเหี้ยมโหดดังเข้ามาในเรือนจินจวี๋ สองพ่อลูกถึงกับขนหัวลุกชัน
ขณะเหลียวไปมองจินซื่อ ผู้เป็นทั้งมารดาและภรรยาเดินถือไม้บรรทัดตรงเข้ามา
“ท่านแม่”
เสียงของหยางจินจวี๋อ่อนลงเหมือนบัวที่ขาดน้ำในหน้าแล้งขึ้นมาทันที
ส่วนหยางเจิ้งก็รีบฉีกยิ้มประจบให้ภรรยา ยกเก้าอี้ที่ตนนั่งให้นาง
แล้วรีบรินน้ำชาเอาอกเอาใจ ก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้ทั้งหมดให้ออกจากเรือน
หยางฮูหยินนั่งลง
ก็ใช้ไม้บรรทัดตีเก้าอี้ที่ว่างอีกตัวหลังสามีรินชาเสร็จ
หยางเจิ้งรีบเดินไปนั่งอย่างเชื่อฟัง
“เรื่องที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เจ้าไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียน
แม่รู้มาสองวันแล้ว เสด็จย่าของเจ้าส่งคนมาบอกข่าวแต่ให้แม่ปิดเรื่องไว้ก่อน
เสด็จย่ายื่นคำขาดกับแม่ว่าต่อให้เจ้าหรือท่านพ่อช่วยร้องไห้วิงวอนไม่ขอไปเรียนที่นั่นจนน้ำตาเป็นสายเลือด
แม่ก็ห้ามใจอ่อน ดังนั้น...จวี๋เอ๋อร์ ถ้าเจ้าขัดรับสั่งหวงตี้
รู้ใช่ไหมว่ามีโทษสถานใด”
หยางจินจวี๋พยักหน้าหงึกๆ
ในใจลอบเบ้ปาก บ่นว่า...เสด็จย่าใช้วิชามาร!
“ดี...ท่านพี่
วันนี้ท่านก็เข้าวังไปขอบพระทัยฝ่าบาทสักหน่อยนะเจ้าคะ” จินซื่อหันไปพูดกับสามี
หยางเจิ้งลอบเบ้ปาก
บ่นในใจเหมือนบุตรีคนงามว่า...เพราะข้ามีศักดิ์เป็นน้องของเจ้า
เจ้าถึงชอบเข้ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเราสามคนพ่อแม่ลูกสินะ...จู่หยวนเหวิน
“ได้...ข้าเป็นสามีที่แสนดีของเจ้ามิใช่หรือ
ไยไม่ทำตามคำขอของเจ้าเล่า” ประจบประแจงออกไป แต่ในใจเดือดปุดๆเมื่อนึกถึงใบหน้าที่เคยหล่อเหลาของจู่หวงตี้ในวัยหนุ่มซึ่งเคยคิดจะนำจินซื่อเข้าวังหลวงไปเป็นสนมคนหนึ่ง
โชคดีที่เสด็จแม่อ่านใจเขาออก ชิงตัดหน้าขอจินซื่อจากบิดามารดาของนางมาแต่งงานกับเขาก่อน
อีกอย่าง...จินซื่อก็มีใจให้เขา เรื่องนี้จึงไม่นับว่าเกินแรงเสด็จแม่
“ดีมาก...ที่นี้มีอะไรจะบ่นอีกไหม
หรือคิดจะไปเกลี้ยกล่อมเสด็จย่าอีกหรือไม่”
สองพ่อลูกสบตากัน
ก่อนหยางจินจวี๋จะเอ่ยเสียงออดๆว่า “ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าข้าดื่มชาไม่ได้ ดื่มแล้วจะผื่นขึ้นไปทั้งตัว
ซ้ำยังดื่มสุราไม่ได้ด้วยเช่นกันเพราะจะทำให้อาเจียนจนเป็นลม
เช่นนั้นข้าจะไปร่วมวงสนทนาพาทีกับเหล่านักศึกษาพวกนั้นได้อย่างไร
หากพกนมวัวไปดื่มให้พวกเขาเห็น ข้ามิต้องเสียหน้าแย่หรอกหรือ?”
“อย่าห่วงไปเลย
ในแคว้นเว่ย มิใช่ว่ามีเจ้าเพียงผู้เดียวที่ดื่มชากับสุราไม่ได้
แม้แต่คู่กัดของเจ้า...องค์ชายสี่ก็ดื่มของเหล่านี้ไม่ได้เช่นกัน”
จินซื่อบอกอย่างไม่ปิดบัง หยางจินจวี๋ถึงกับทำตากลมแป๋ว ละล่ำละลักถามว่า
“จริงหรือท่านแม่...เจ้าต้วนซิ่วนั่นดื่มชาดื่มสุราไม่ได้”
“ต้วนซิ่วพ่อเจ้าน่ะสิ!” จินซื่อใช้ไม้บรรทัดฟาดต้นขาบุตรีแรงๆไปที
แต่คนที่หน้าเขียวปี๋คือหยางเจิ้งที่ถูกโยงไปไกล...
“ถ้าเจ้าไม่เชื่อ
ก็ลองออกไปเดินเล่นในตลาด หรือแวะโรงน้ำชาดีๆสักร้านฟังเหล่าบัณฑิตนินทาเรื่องขององค์ชายสี่ที่กำลังแพร่หลายอยู่ในขณะนี้แล้วเจ้าจะเข้าใจ
แต่...” มารดาทิ้งท้ายอย่างมีจังหวะ รอยยิ้มไม่น่าดูเริ่มคลี่ออกมา
“ขณะเดียวกันเรื่องของเจ้าสองพ่อลูกก็เล่าลือกันอย่างแพร่หลายเช่นกัน
เป็นต้นว่า เกียจคร้าน ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ พ่อเจ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นขุนนางหลักลอยไร้อำนาจในมือ
มีดีตรงที่ไม่ต้องทำอะไร
ไปยืนในท้องพระโรงให้โอรสสวรรค์ได้เห็นหน้าก็มีเบี้ยหวัดให้ใช้ฟุ่มเฟือยไปทั้งชาติ
ส่วนเจ้าก็ชอบออกไปทะเลาะต่อยตีกับนักเลงหัวไม้ เขียนตัวอักษรไก่เขี่ย
วาดภาพไม่เป็น แต่งโคลงฉันท์กาพย์กลอนไม่ได้
มีดีแค่สวยแทบจะล่มเมืองทั้งเมืองลงได้... ที่นี้...รู้หรือยังว่าเหตุใดเสด็จย่าของเจ้าถึงมีรับสั่งให้เจ้าไปเข้าเรียนร่วมกับพวกบุรุษที่กั๋วจื่อเจียน
อย่างน้อยก่อนเสด็จย่าของเจ้าจะตาย พระนางจะได้ตายตาหลับ!”
“จินซื่อ...เจ้าพูดอะไร
เสด็จแม่ของข้า...”
เพียะ!
ไม้บรรทัดฟาดลงบนต้นแขนของสามีแรงยิ่งกว่าที่ตีต้นขาธิดา
จนหยางเจิ้งต้องสูดปากคราง ค้อนภรรยาตาคว่ำตาหงาย
“ข้าแค่พูดเกริ่นเอาไว้
ไม่ได้แช่งเสด็จแม่ของท่านพี่” นางค้อนประหลับประเหลือก
“อ้อ...แล้วไป
เจ้าเกือบทำให้ข้าหัวใจจะวาย” หยางเจิ้งลูบอก ก่อนจะยิ้มซื่อๆเหมือนสุนัขหน้ามอม
“แต่ท่านแม่...ข้าไม่สนใจหรอกว่าใครจะเล่าลือเรื่องในครอบครัวของพวกเราอย่างไร
ขอแค่เราไม่ไปทำร้ายใคร หรือสร้างเรื่องใหญ่โตให้เสด็จย่าต้องปวดพระเศียรก็พอแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ
ท่านแม่...” เสียงเรียกมารดาหวานเชื่อมออดอ้อนขึ้นมาทันที
“ท่านแม่ช่วยเกลี้ยกล่อมเสด็จย่าจะได้หรือไม่...เสด็จย่ารักท่านแม่ยิ่งกว่าข้าเสียอีก”
หยางจินจวี๋ถึงขั้นลงไปคุกเช่าคลานเข้าหาจินซื่อ เอาศีรษะซบลงกับตักของนาง
วิงวอนออดอ้อนอยู่นาน แต่ครั้งนี้จินซื่อใจแข็งกว่าปกติ
“ถ้าเจ้าแขวนคอตายกับขื่อ
แม่จะลองไปเกลี้ยกล่อมเสด็จย่าอีกที” นั่นเป็นคำพูดสุดท้าย ก่อนจินซื่อจะลุกขึ้น
เดินสะบัดก้นออกไปจากเรือนของบุตรสาว ทิ้งให้สองพ่อลูกกอดคอร้องไห้โฮ
จู่หวงตี้มองญาติผู้น้องในชุดขุนนางสีแดงเข้มทำความเคารพเต็มพิธีการ
ก่อนอนุญาตให้เขานั่งลงที่เบาะหน้าโต๊ะทรงพระอักษรของพระองค์ หยางเจิ้งฉีกยิ้มใสซื่อ
ก่อนจะวางกล่องใส่ขนมดอกท้อหยกเขียวตรงหน้าหวงตี้
“ภรรยาและบุตรีของกระหม่อมฝากกระหม่อมให้นำขนมที่พวกนางทั้งสองช่วยกันทำมาขอบพระทัยฝ่าบาทเรื่องที่ทรงจัดการส่งบุตรีของกระหม่อมไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาชั้นสูงพะย่ะค่ะ”
‘ทรงจัดการ’เจ้าซวี่ฟัง[4]ใช้คำนี้แทนคำว่า ‘ทรงมีพระเมตตา’ เขากำลังเอ่ยเป็นนัยว่าหวงตี้เช่นเขากำลัง ‘เสือก’ เรื่องในครอบครัวของเขา นัยน์ตาของจู่หวงตี้วาววะวับ
อยากจะเอาน้ำชาร้อนๆสาดใส่หน้า แต่ยังจำได้ถึงวันคืนเก่าก่อนตอนยังเป็นเด็ก
มีซวี่ฟังเป็นเพื่อนเล่นยามเยาว์ ทั้งยังเป็นมือเป็นเท้าออกรับผิดแทนเขาทุกครั้งที่เขาทำเรื่องผิดจนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอดีตหวงตี้จึงโมโหไม่ลง
ความสัมพันธ์ของจู่หวงตี้กับหยางเจิ้งเหนียวแน่นเรียกได้ว่าเมื่อมีปลาต้องมีน้ำ
จนกระทั่ง...พวกเขาไปพบจินหลานหลินหรือก็คือจินซื่อ ฮูหยินของซวี่ฟัง
จินหลานหลินในอดีตเป็นลูกสาวของพ่อค้าขายเปาจึ[5]จนๆคนหนึ่ง
ทว่า...นางกลับเป็นสตรีที่งามที่สุดในแคว้นเว่ย ขณะที่เขาขบคิดหาวิธีจะนำนางเข้าวังโดยไม่ให้อดีตหวงตี้ทรงพระพิโรธที่รับหญิงชาวบ้านจนๆเข้ามาเป็นสนมแทนที่จะเป็นบุตรีของขุนนางตามกฎมณเฑียรบาลที่มีมาอย่างยาวนาน
เจ้าซวี่ฟังที่รูปหล่อน้อยกว่าเขากลับสามารถช่วงชิงนางในดวงใจไปครอบครองได้ในวลาเพียงเดือนเดียวโดยอาศัยบารมีของเสด็จอา
[1]
[1]
ความรู้ขั้นพื้นฐานใน 6
ด้านของชนชั้นสูงจีนในสมัยโบราณ ได้แก่ มารยาทพิธีการ ดนตรี ยิงธนู ขับรถม้า
เขียนอ่านอักษรแต่งกลอนและคำนวณ
[2]
ราชวิทยาลัยในสมัยโบราณ
[3]
ชื่อตำแหน่งหนึ่งในกั๋วจื่อเจียน
ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการเรียนของราชนิกุลชั้นสูง
[4]
ชื่อรองของหยางเจิ้ง
[5]
ซาลาเปา
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments
คนอ่านไว
.....
2022-12-10
0
1%
อิอิ
2021-05-11
0