ฉันกลับมาที่บ้านจัดการต่อวายฟายแล้วกดออกจากกลุ่มแชทอย่างทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีการล่ำลาเวิ้นเว้อใดใดทั้งสิ้น ตลกดีเหมือนกันรู้อยู่หรอกนะว่าพวกมันร้าย แต่ไม่ได้คิดว่าจะร้ายขนาดนินทากันลับหลังแบบนี้ ตอนแรกก็ชั่งใจอยู่ว่าเรื่องพี่บูมจะคุ้มกับที่ต้องเสียเพื่อนหรือเปล่า มาเจอแบบนี้เรื่องฉันกับพี่บูมก็ถือว่าเจ๊ากันไปก็แล้วกัน ฉันจัดการอัปโหลดคลิปที่ถ่ายไว้ในห้องน้ำลงเฟซบุ๊กของตัวเอง ถึงจะถ่ายไม่ติดอะไรมีแต่เสียง แต่เสียงนั่นมันก็ชัดมากเพราะพวกมันคุยกันเสียงดัง ก่อนจะลงลองเช็กทุกอย่างหมดแล้ว คลิปแค่นี้คงไม่พอหรอก ใส่แคปชั่นสักหน่อยเป็นไง
'ขอบคุณนะกับเวลาทั้งหมดที่เป็นเพื่อนกันมา ขอบคุณที่เคยมอบความทรงจำดีดีให้ ถ้าทำอะไรให้ไม่พอใจเราขอโทษนะ และยังยืนยันคำเดิมเราไม่ได้หยิ่งแล้วก็ไม่ได้แรดเงียบด้วย แต่ไม่อยากมีแฟนจริง ๆ ขอบคุณที่พยายามหาแฟนให้ พยายามแนะนำใครต่อใครมา แต่ไม่อยากมีก็คือไม่อยากมี ไม่ได้แอ๊บอย่างที่พวกแกเข้าใจ เรายังเรียนอยู่ ตัวเราเองเราโฟกัสการเรียนมากกว่า ให้โตกว่านี้เรื่องนั้นคงจะคิดทีหลัง เรื่องเหล้าก็เหมือนกัน ที่เราไม่กินเราไม่ได้บอกว่าคนกินเหล้าเป็นคนไม่ดี เราแค่ไม่อยากกิน สุดท้ายนี้เราขอถอยออกมานะ เราไม่โอเคที่จะต้องทนอยู่ต่อจริง ๆ เราไม่อยากให้พวกแกรำคาญเราด้วย '
คิดว่าฉันคิดแบบนั้นจริงไหมล่ะ? คงไม่หรอกใช่ไหม การที่เราจะเป็นนางเอกเราก็ต้องเริ่มจากการเล่นบทที่คนจะมาเห็นใจสิ จริง ๆ ถึงฉันจะด่าพวกมัน คนก็ยังอยู่ข้างฉันอยู่ดีนั่นแหละ เพราะเสียงนินทาฉันในคลิปมันก็ชัดขนาดนั้น แต่ถ้าเล่นบทนั้นฉันก็จะดูร้ายน่ะสิ ดูไม่น่าทะนุถนอมเท่ากับ ตีหน้าเศร้า เล่าบทนางเอก แบบนั้นดีกว่า สนุกว่าเยอะ
'47 แชร์'
ชั่วเวลาลุกไปกินน้ำกลับมารีเฟรชดูพบว่าคลิปถูกแชร์ไปแล้วเกือบ 50 ครั้ง ไหนจะคอมเม้นท์อีกมากมาย ทั้งแท็กกันมาดู ทั้งวิพากษ์วิจารณ์
"เสียงเพื่อนแกนี่แก้ม"
"สงสารแก้มว่ะ เจอแบบนี้เป็นเราก็ไม่โอเค"
"กระจอกว่ะโกรธเรื่องไม่ให้ลอกข้อสอบ"
"สังคมสมัยนี้ ไม่ร่านเหมือนเพื่อน เพื่อนก็จับกลุ่มนินทา"
นี่แหละน้า...สังคมโซเชียลเห็นด้านเดียว เห็นแค่ประตูห้องน้ำวิพากษ์วิจารณ์กันยับ ฉันเรียนรู้ทฤษฎีแสงเงาไฟฉายมาเขาบอกว่า
'การใช้สื่อโซเชียลมีเดียนั้นไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram LINE หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีการแชร์แบบเป็นสาธารณะ เปรียบเสมือนไฟฉายหนึ่งกระบอกเมื่อเราเปิดไฟฉายแล้วส่องไปที่ผนังจะเกิดแสงส่องสว่างเป็นวงกลมกระจายกว้าง ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าแน่นอนว่า เราจะเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าแค่ส่วนที่แสงตกกระทบ แต่ด้านที่เป็นด้ามไฟฉาย ไม่มีทางที่แสงจะส่องให้เรามองเห็น ทฤษฎีนี้บอกว่าแสงคือสิ่งที่เราโพสต์ลงบน โซเชียลมีเดียแบบเป็นสาธารณะไม่ว่าใครก็ตามที่มองไปยังแสงนั้นก็จะเห็นสิ่งที่เราส่องไป ถ้าเราส่องไปที่ผนังเขาก็จะเห็นผนัง ถ้าเราส่องไปที่ประตู เขาก็จะเห็นประตู ถ้าเราอยากให้เขาเห็นด้านดีดีเราก็ส่องไปที่ด้านดี แต่จะมีใครรู้ไหมล่ะว่าอีกด้านของแสงซึ่งก็คือ ส่วนด้ามของไฟฉาย จริง ๆ แล้วมันเป็นยังไง'
คงไม่ต่างอะไรกับตรรกะแรดเงียบ ที่ผู้หญิงด้วยกันเกลียดนักเกลียดหนา แต่ฉันก็ไม่เห็นจะรู้สึกว่ามันผิดตรงไหนเลยจริง ๆ แล้วถ้าให้เปรียบกันระหว่างผู้หญิงแรดเงียบกับผู้หญิงแรดเปิดเผย ผู้หญิงแรดเปิดเผยจะเป็นเป้าสายตาของผู้ใหญ่และคนที่เขามองโลกในแง่ดี หรือที่ถูกมองว่าโลกสวย สังคมจะบอกว่าผู้หญิงแรดเปิดเผย ที่แต่งตัวโป๊เที่ยวกลางคืนดื่มเหล้าเคล้าผู้ชาย คนพวกนี้เป็นบุคคลที่ไม่น่าเอาอย่างนัก แต่ก็มีอยู่เยอะนะตัดภาพมาที่ผู้หญิงแรดเงียบกันบ้างผู้หญิงพวกนี้มีความแรดอยู่ในตัวจริง ๆ ฉันคิดว่าผู้หญิงทุกคนก็มีความแรดอยู่ในตัวทั้งนั้นแหละอยู่ที่ว่าจะแสดงมันออกมายังไงเท่านั้นเอง ผู้หญิงที่ทำตัวแรง ๆ จะบอกว่าผู้หญิงแรดเงียบเนี่ยน่ากลัว เห็นมันเงียบ ๆ นางฟาดเรียบนะคะ ฉันก็ไม่รู้นะว่ามันฟาดเรียบจริงหรือเปล่า แต่ฉันกลับมองว่าผู้หญิงแรดเงียบคือคนที่มีกาลเทศะ แยกแยะได้ว่าเวลาไหนควรแรด เวลาไหนไม่ควรแรด ส่วนเรื่องการแต่งตัวน่าจะอยู่ที่รสนิยมมากกว่า แต่งโป๊บางทีเขาก็แค่ชอบไม่ได้อยากจะอ่อยผู้ชายหรอก
"แก้มลูก เอ็กซ์มาหา" ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วลงไปหาไอ้เอ็กซ์ข้างล่าง หน้าตามันดูร้อนรนยังไงไม่รู้ ถ้าให้เดาคงจะเพิ่งดูคลิปที่ฉันอัปมาล่ะสิ
"มีอะไร" เดินไปถึงมัน ฉันก็เลยแกล้งถามดู
"ก็เรื่องคลิปอะ เพื่อนมึงจริงเหรอ" คิดไว้ไม่มีผิด แต่ก็ธรรมดาคนแชร์ขนาดนั้น ยังไงมันก็ต้องเห็น
"มึงดูด้วยเหรอ"
"คนแชร์เยอะขนาดนั้น เห็นพวกมันมาเม้นท์ด่ามึงอยู่" นั่นแหละที่ฉันต้องการ การคาดเดาสันดานของอีพวกนี้ง่ายกว่าการแก้สมการเป็นไหน ๆ
"ก็ดีดิ คนจะได้เห็นว่าพวกมันเป็นยังไง"
"อ้าว มึงไม่ได้เสียใจอยู่เหรอ" หน้าไอ้เอ็กซ์ดูตกใจมาก พอเห็นฉันพูดไปแบบนั้น
"เสียใจทำไมวะ เพื่อนแบบนี้"
"พวกผู้หญิงแม่งน่ากลัวฉิบหายเข้าใจยากกันจริง ๆ "
"กูบอกแล้วไง กูไม่ได้ใส มึงก็บอกว่ารู้นี่ว่ากูร้าย"
"จ้า แม่คนร้าย ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน เคยคบกันมึงก็น่าจะรู้ว่าพวกมันเป็นไง"
"กูกะให้มันตบเลยด้วยซ้ำ"
"มึงบ้าปะเนี่ย อยู่ดีดีก็อยากโดนตบ"
"จริง มึงรอดูคลิปพวกมันมาตบกูได้เลย” นั่นแหละอย่างที่บอกโซเชียลมันมีพลังรุนแรง Cyber bully นี่แหละเครื่องมือชั้นยอดที่จะเอาคืนอีพวกนี้ อยู่ที่พวกมันแล้วล่ะว่าจะคุมตัวเองได้ไหม ถ้ามันมาตบฉันโซเชียลก็จะถล่มพวกมันเอง โดยที่ฉันไม่ต้องทำอะไรเลย แค่คั่วป๊อบคอร์นกับน้ำอัลมสักขวดนั่งดูความฉิบหายของพวกมันที่หน้าจอโน๊ตบุ๊ค แค่คิดก็สนุกแล้ว
-อุ๋ง อุ๋ง-
พอฉันเข้าเฟซอวตารพี่บูมก็โทรมา
"พี่เห็นคลิปที่เราลง นี่โอเคไหมอะ"
"มันก็... ฮึก...มันก็เสียใจ"
"พี่เข้าใจ นิ้งมันก็โทรมาโวยวายกับพี่ว่าคนมาด่ามันในเฟซเต็มเลย" ฉันไม่คิดว่าแค่ลงคลิปโดนเพื่อนนินทากระแสมันจะรุนแรงขนาดนี้
"แก้มลงเพราะแค่อยากให้คนอื่นรู้ ถ้าแก้มออกมาจากตรงนั้น มันเพราะอะไร แต่ถ้ามันทำนิ้งเดือดร้อนแก้มลบออกก็ได้นะ" ก็ต้องเล่นบทคนดีกันสักหน่อย
"ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ ให้มันโดนบ้างเถอะ แต่แก้มก็อย่าคิดมากนะคะ มีอะไรพี่จะบอกนะ นิ้งมันบอกพี่ทุกเรื่องแหละ" ฉันคุยกับพี่บูมอยู่สักพักก็วาง รู้สึกว่านิ้งมันโทรมามั้ง พี่บูมเขาอยากไปคุยกับมันเพราะจะฟังว่ามันเคลื่อนไหวยังไง ฉันเองก็อยากจะรู้ว่ามันรับมือกับเรื่องนี้กันยังไงเหมือนกัน
ฉันกลับมาอ่านคอมเม้นอีกครั้งกระแสเริ่มมีสองแง่ บางกลุ่มก็พูดว่าฉันคงไม่เบานั่นแหละไม่งั้นคงไม่โดนแบนแบบนั้น บ้างก็บอกว่าร้ายแน่นอนไม่งั้นไม่เอาคลิปมาปล่อยแบบนี้หรอก แต่โดยรวมจะพูดกันว่าเพื่อนกันไม่ควรเป็นแบบนี้ ซึ่งทั้งหมดก็ถือว่าปกติทุกอย่างมีสองด้านมีชอบก็ต้องมีไม่ชอบ ไม่งั้นในยูทูปจะมีปุ่มไลค์กับดิสไลค์ไว้ทำไมล่ะ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 32
Comments
ดินสอสี
คนอื่นไม่ดียังไงก็ว่ากันไปตามผิด แต่ความจริงที่ว่รแก้มผิด เอาเหตุการณ์อื่นมาหักล้างไม่ได้
2023-09-24
0