วันนี้ถือเป็นวันแรกของการกลับมาไทย
แล้วพลอยนิลไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับอาชาพ่อของเธอ เนื่องจากเธอนัดเจอกับเพื่อน ๆ
ที่รู้จักกันในแวดวงไฮโซของเธอ ทั้งยังเป็นสมัยมัธยมของเธอด้วย
พลอยนิลนั้นเพิ่งจะไปเรียนต่อเมืองนอกหลังจากที่แม่ของเธอเสียชีวิต
จึงไม่แปลกที่เธอจะยังพอมีเพื่อนในไทยบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
เพราะเธอค่อนข้างที่จะเลือกคบคน ไม่ได้เลือกจากฐานะ ชาติตระกูล
แต่เลือกจากความจริงใจที่มีให้กันมากกว่า
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ
ว่าแกจะเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มที่ยังโสดอยู่แบบนี้” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น
และคนที่กำลังถูกพูดถึงก็คือพลอยนิล ตั้งแต่สมัยมัธยมนั้น พลอยนิลมีผู้ชายมาตามจีบมากมาย
แต่เธอไม่เคยสนใจใครเลย อาจจะมีบ้างแต่พอได้คุยก็ไม่ทันได้คบกัน
พลอยนิลก็จะเป็นฝ่ายจบความสัมพันธ์และเดินออกมาอย่างไร้เยื่อใย
“ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะจำเป็นตรงไหนเลย
ไอ้ผู้ชายเนี่ย คุยกี่คนก็เหมือนกันหมด อวดรวย อวดฉลาด ทำตัวให้อยู่สูงกว่าเรา
พยายามจะทำให้เราดูอ่อนแอกว่า” พลอยนิลว่าพลางยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ
“โถ...แม่คุณ
ผู้ชายเขาก็อยากจะมาปกป้องดูแลเราไง
ก็เลยอยากจะแสดงให้เราเห็นว่าเขาน่ะจะดูแลเราได้”
“แต่ฉันไม่ได้ต้องการให้ใครมาปกป้องดูแลนี่
ฉันแค่อยากจะมีแฟนไว้คุยเรื่องที่เราชอบ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องที่เราเจอในแต่ละวัน
ไปเที่ยวบ้าง อะไรแบบนี้”
“แบบนี้ไง
แกถึงไม่มีแฟนสักที”
“เฮ้อ...ช่างเถอะ
ฉันไม่ได้นัดเจอกับพวกแกเพื่อมาเปิดคลับฟรายเดย์นะยะ ฉันอยากมาเจอเพื่อน”
พลอยนิลตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง เพราะเบื่อเหลือเกินกับเรื่องหัวใจ
“จ้า
ๆ แล้วนี่เป็นไงบ้าง มีแผนว่าจะเรียนต่อหรือว่าจะกลับมาทำงาน”
“สองจิตสองใจอยู่
ใจหนึ่งก็อยากจะเรียนต่อ เพราะยังสนุกกับชีวิต แต่อีกใจก็คิดถึงคุณพ่อ
อยากกลับมาอยู่ใกล้ ๆ ท่าน” พลอยนิลเป็นคนที่รักครอบครัวมาก
ยิ่งตอนนี้เธอเสียแม่ไปแล้ว หัวใจทั้งหมดจึงถูกเทไปอยู่ที่อาชาพ่อของเธอเพียงคนเดียว
“กลับมาอยู่กับพ่อก็ดีนะ
ท่านยังโสดอยู่ไม่ใช่เหรอ คงเหงาแย่”
“นิล!!
นี่แกยังไม่ยอมให้ท่านแต่งงานใหม่อีกเหรอ” สาวผมสั้นนหนึ่งโวยขึ้น
“ทำไม
ก็ฉันไม่อยากให้ใครมาแทนที่แม่ของฉัน
อีกอย่างนะคุณพ่อก็เป็นคนพูดเองด้วยว่าไม่ได้อยากจะมีใคร อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
“ก็แกเล่นไปห้ามท่านแบบนั้น
ท่านก็ต้องบอกแบบนี้สิ นิล...แกอาจจะอยู่ได้เพราะแกโสดมาตั้งแต่เกิด
แต่คุณพ่อน่ะท่านเคยมีแล้วไม่มี มันไม่เหมือนกันนะเว้ย” เพื่อนอีกคนเสนอความคิด
พลอยนิลกลอกตาก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบแล้วเบือนหน้าหนี เวลาคุยกับเพื่อนสาว ๆ
ทีไรเป็นต้องวนเวียนคุยแต่เรื่องหัวใจมันทุกที แต่ในขณะเดียวกันนั้น
สายตาของพลอยนิลก็มองเห็นใครบางคนเข้า
เธอเพ่งมองดูคนที่นั่งห่างออกไปอีกมุมหนึ่งของร้าน
ใต้แสงไฟสลัวก่อนจะมั่นใจว่าใช่เขาจริง ๆ
“แก...เดี๋ยวฉันมานะ”
พลอยนิลว่าก่อนจะลุกขึ้น
“ไปไหน”
“ไปห้องน้ำ”
เพราะไม่อยากให้เพื่อนสงสัยอะไร และเธอก็มีจุดหมายเป็นห้องน้ำจริง ๆ
แม้ว่ามันจะเป็นเพียงหนึ่งในแผนเดินเฉี่ยวโต๊ะของคนรู้จักก็ตาม
ร่างบางลุกจากโต๊ะตัวเองแล้วเดินดิ่งไปที่โต๊ะซึ่งมีอาเธอร์นั่งอยู่กับชาวต่างชาติอีก 2 คน เธอไม่ได้จะเข้าไปทักเขา แต่เพียงจงใจเดินผ่านให้เขาเห็นเท่านั้น
ซึ่งแผนเรียกร้องความสนใจนี้ก็ดูจะได้ผล
อาเธอร์หันมาสบตากับเธอขณะที่เธอกำลังเดินผ่านและตรงไปที่ห้องน้ำ
พลอยนิลไม่ได้ทำกระโตกกระตากเธอแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจก่อนจะเดินผ่านไปและหายเข้าไปในห้องน้ำ
สักพักหลังจากยืนส่องกระจกจนพอใจกะเวลาสมควรจึงได้เดินกลับออกมา
“ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอคุณที่นี่”
อาเธอร์ที่มายืนดักรอพลอยนิลอยู่ที่หน้าห้องน้ำเอ่ยขึ้นขณะที่ร่างบางกำลังจะเดินผ่าน
“คุณอาเธอร์....
ฉันหรือเปล่าคะ ที่ต้องเป็นคนพูดประโยคนั้น”
พลอยนิลทำทีเป็นตกใจเล็กน้อยที่เห็นเขา แม้ว่าเธอจะไม่ได้ชอบที่จะมีความสัมพันธ์ลักษณะแฟนกับใคร
แต่พลอยนิลคนนี้ก็สนุกกับการหว่านเสน่ห์ใส่หนุ่ม ๆ ให้มาตกหลุมพรางรักของเธอ
ก่อนจะแหกอกของพวกเขาเหล่านั้นและเดินทางบนเส้นทางสาวโสดต่อไป
“ผมแค่ไม่คิดว่าจะเจอคุณ...ที่ร้านนี้”
“ทำไมคะ
ฉันดูเหมือนคนไม่ดื่มเหรอ” พลอยนิลแกล้งถาม คนถูกถามหัวเราะแทนคำตอบ
“แล้วนี่เราจะยืนคุยกันตรงนี้เหรอครับ”
อาเธอว่าพลางมองไปรอบ ๆ
“อืม...ออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยดีไหมคะ”
พลอยนิลไม่สะดวกจะพาเขากลับไปที่โต๊ะของเธอและก็ไม่ได้อยากจะไปนั่งที่โต๊ะของเขาด้วย
เธอจึงเลือกที่จะชวนเขาออกไปเดินเล่นนอกร้านดีกว่า อาเธอร์เองก็พยักหน้ารับก่อนจะผายมือเชิญให้คนชวนเดินนำออกไปก่อน
พลอยนิลเดินออกมาที่สวนหน้าร้าน
ซึ่งตรงนี้ก็มีม้านั่งสำหรับให้นั่งคุยกัน และก็มีแสงไฟส่องสว่างดูปลอดภัยดี
“คุณคงไม่ได้มากับพ่อใช่ไหม”
อาเธอร์เอ่ยถามขณะกำลังหย่อนตัวลงนั่งบนม้านั่งโดยเว้นระยะห่างจากร่างบางที่นั่งอยู่อีกฟาก
“เปล่าค่ะ
ฉันมากับเพื่อน คุณล่ะ”
“ผมก็มากับเพื่อน
พวกเขาอยู่ที่ไทย ทำธุรกิจกันอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว”
“คุณทำไมถึงอยากจะมาลงทุนที่ไทยล่ะคะ
ฉันคิดว่าแบรนด์คุณตีแต่ตลาดประเทศใหญ่ ๆ”
พลอยมายาศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ของอาเธอร์หลังจากวันที่ตกลงเจรจากันและพบว่าเขาเปิดสาขาและลงทุนกับแต่ประเทศใหญ่
ๆ ทั้งนั้น ซึ่งในเอเชียก็มีเพียงที่จีนที่เดียว
“ผมมีเพื่อนที่นี่หลายคน
มาเที่ยวหลายครั้งก็รู้สึกว่าไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจ”
ทั้งคู๋พูดคุยกันเรื่องงานอยู่ครู่หนึ่งจนไม่รู้จะพูดอะไรกันต่อ
ต่างฝ่ายก็ต่างเงียบไป
“ชื่อพลอยนิล
คือ Pleonaste (พลอยสีดำ) ใช่ไหมครับ”
อาเธอร์เอ่ยถามขึ้นในขณะที่กำลังเงียบกันอยู่
“ค่ะ...แต่คุณรู้ได้ยังไง”
พลอยนิลเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ถึงเขาจะรู้จักพลอยสีดำ
แต่เขาก็ไม่น่าจะรู้ว่าชื่อของเธอแปลว่าพลอยสีดำ
"เพราะผมชอบไงครับ" เขาตอบเพียงสั้นๆ
แต่ทำเอาหญิงสาวหน้าชาจนพูดอะไรไม่ออกได้แต่จ้องหน้าคนพูดอยู่อย่างนั้น
“เอ่อ...ผมหมายถึงผมชอบพลอยสีดำน่ะครับ
ที่เหมืองไม่ค่อยเจอเท่าไหร่
สีเข้มเต็มที่ก็จะเป็นไพลินมากกว่าน้อยมากที่จะเข้มจนเป็นพลอยนิล” อาเธอร์พูดต่อ
คนที่นิ่งอึ้งถึงได้ขยับตัว
“อะ....อ๋อค่ะ”
แม้ว่าเขาจะแก้ตัวไปอย่างนั้น แต่หัวใจดวงน้อย ๆ
ของพลอยนิลก็ยังคงเต้นแรงปานจะหลุดจากอก นี่เธอพลาดเสียอาการไปกับคำพูดเพียงแค่นั้นได้อย่างไรกัน
“จริง
ๆ ผมเคยได้ยินมาว่าคุณอาชามีพลอยนิลงามอยู่ ไม่คิดว่าคนจะหมายถึงคุณกัน
เข้าใจมาตลอดว่าเป็นอัญมณี” อาเธอร์พูดต่อ
“อ๋อ...ถ้าเรื่องนั้น
พ่อของฉันมีจริง ๆ ค่ะเป็นสร้อยประดับพลอยนิล ที่จี้จะมีพลอยเม็ดใหญ่สีดำวาว
เป็นพลอยเขมรโบราณ เห็นว่าท่านประมูลมาได้ตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด
น่าจะชอบมากถึงขนาดว่าเอามาตั้งเป็นชื่อของฉันเลย” คนฟังพยักหน้ารับ
‘แสดงว่าอยู่ที่นี่จริง ๆ สินะ’ เขาพลางคิดในใจ
“ไม่เคยมีคนขอซื้อบ้างเหรอครับ
เห็นว่าอัญมณีโบราณราคาค่อนข้างสูง” พอเป็นเรื่องของอัญมณีอาเธอร์ก็มีหัวข้อมากมายที่จะหยิบเอามาพูด
“ฉันก็ไม่แน่ใจนะคะ
แต่ว่าพ่อคงไม่ขายง่าย ๆ เห็นขายไปตั้งเยอะแล้ว
แต่กับเส้นนี้อยู่มานานกว่าอายุฉันซะอีก”
“อ๋อครับ”
“ฉันคิดว่าคุณจะรีบกลับซะอีกนะคะ
เห็นว่าคุยงานกับพ่อเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ” พลอยนิลอาศัยจังหวะนี้เปลี่ยนเรื่อง
เพราะเธอเบื่อจะคุยเรื่องงานกับเขาแล้ว
“ก็ว่าจะอยู่เที่ยวต่อสักพัก
เอจีรัสกับไทยอยู่ไกลกันมากนะครับ อีกอย่างผมก็ไม่ได้มีโอกาสมาบ่อย ๆ ด้วย”
“ฉันก็คิดว่าคุณจะห่วงงาน
ต้องรีบกลับไปดูแลงานซะอีก”
“ฮ่า
ๆ งั้นเหรอ” อาเธอร์หัวเราะชอบใจกับประโยคของพลอยนิล แต่คนพูดกลับทำหน้าสงสัย
คิ้วสวยของเธอขมวดยุ่ง ไม่เข้าใจกับท่าทางของอาเธอร์เลยสักนิด เขาหัวเราะอะไร
เธอพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ
“ฉันใช้คำไม่ถูกเหรอ”
หญิงสาวนักเรียนนอกรีบถามขึ้น เธอมั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองมาก
แต่พออาเธอร์ทำท่าทางแบบนี้ความมั่นใจที่มีก็แผ่วลงไปไม่น้อย
“ไม่
ๆ คุณน่ะพูดถูกแล้ว ภาษาอังกฤษคุณดีมาก อย่ากังวลเลย”
อาเธอร์รีบพูดขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายดูไม่สู้ดีนัก
“ถ้างั้น...แล้วทำไมคุณ....”
“ผมตลกที่คุณบอกว่าผมจะรีบกลับไปดูแลงานน่ะ
เชื่อไหมใคร ๆ ก็คิดแบบนี้กันหมด ทุกคนคิดว่าผมประสบความสำเร็จแพราะทำงานอย่างหนัก
ทั้งที่จริง ๆ แล้วผมก็แค่....ฟลุ๊กน่ะ”
“ฟลุ๊ก?” พลอยนิลไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขากำลังจะพูดเท่าไหร่นัก
เธอทวนคำพูดของเขาอีกครั้งพร้อมทั้งขมวดคิ้วสงสัย
เธอรู้สึกว่าอาเธอร์คนนี้แปลกไปจากคนอื่น ๆ ที่เธอเคยคุยด้วยเอามาก ๆ
เพราะหากเป็นคนอื่นที่ประสบความสำเร็จ เป็นเจ้าของธุรกิจแบบนี้
ก็คงจะอวดโอ้ไปแล้วว่าตัวเองเก่งกาจสามารถบริหารธุรกิจจนรุ่งเรืองได้
แต่อาเธอร์คนนี้ไม่ได้พูดแบบนั้นเลยสักนิด
เขาแทบจะไม่กล่าวถึงความสำเร็จนี้เสียด้วยซ้ำ
“ใช่
จริง ๆ เรื่องมันยาวมาก ถ้าคุณอยากรู้ ผมขอชวนให้คุณไปเที่ยวเอจีรัสดู
แล้วผมจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย” คนที่กำลังตั้งใจฟังพลันหลุดหัวเราะออกมาทันที
‘นี่มุกจีบสาวของหนุ่มเอจีรัสเหรอ’ พลอยนิลคิดในใจ
“ฉันตั้งใจฟังคุณมากเลยนะ
คุณรู้หรือเปล่า” พลอยนิลบอกกับคนตรงหน้า เขายักไหล่ก่อนจะหัวเราะขึ้นบ้าง ทั้งคู่พูดคุยกันอีกเล็กน้อย
พลอยนิลถึงได้รู้ตัวว่าเธอออกมานานเกินไปแล้ว ป่านนี้เพื่อน ๆ ของเธอคงจะตามหาแล้ว
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว
ฉันคงต้องขอตัวนะคะ เพราะว่าออกมานานแล้ว เดี๋ยวเพื่อนจะหา”
พลอยนิลกล่าวก่อนจะลุกยืนขึ้นเตรียมตัวที่จะเดินกลับไปหาเพื่อนๆ ของเธอ
“ครับ”
อาเธอร์ตอบเพียงสั้น ๆ และยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้มีท่าทีจะขยับไปไหน
“แล้วคุณยังอยู่ที่ไทยอีกนานหรือเปล่า”
“คงอีกหลายวัน”
ใจหนึ่งพลอยนิลอยากจะเสนอตัวพาเขาเที่ยว
แต่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทางว่าอยากเจอกับเธออีก เธอจึงเลือกที่จะไม่พูดมันออกไป
“ถ้าคุณอยากจะพาผมเที่ยว...ก็มีเวลาอยู่นะครับ”
เมื่อร่างบางหมุนตัวเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว
เธอก็ต้องชะงักเท้าและหยุดฟังประโยคที่อีกฝ่ายตะโกนตามหลังมา
พลอยนิลหมุนตัวหันกลับไปยิ้มให้เขา
แต่ไม่ได้พูดอะไรก่อนจะหันหลังกลับเข้าร้านและเดินจากไป
ทิ้งให้อาเธอร์นั่งอยู่เพียงลำพัง
“ฮัลโหล...พลีโอนาสต์ยังอยู่ที่นี่จริง
ๆ” หลังพลอยนิลลับตาไปแล้ว
อาเธอร์ก็กดโทรหาใครบางคนก่อนจะพูดคุยกับเขาคนนั้นด้วยภาษาไทย
เขาตามหาพลอยนิลเส้นนี้มานานแล้ว
ตั้งแต่ก่อนจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงติดอันดับโลกเสียอีก
เขาเคยได้ยินมาว่ามันอยู่ที่ประเทศไทย
และพยายามสืบหาจนกระทั่งรู้ว่าผู้ครอบครองคนสุดท้ายคืออาชา
แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะยังอยู่ที่เขาหรือเปล่า
เพราะสร้อยเส้นนี้มีอายุนานนับร้อยปีมาแล้ว
นักสะสมอัญมณีโบราณต่างก็อยากได้กันทั้งนั้น หากมีคนเสนอราคาสูง ๆ
มันก็ไม่แน่ว่าอาชาอาจจะขายไปแล้ว แต่วันนี้เขาได้รู้จากปากของพลอยนิลว่ามันยังอยู่ที่อาชาพ่อของเธอ
นั่นก็แปลว่า พลอยนิลเส้นนี้อยู่ห่างไปแค่เพียงเอื้อมมือเท่านั้น
“ฉันรู้มาจากลูกสาวของอาชา
แต่คิดว่าเขาคงไม่ขายให้ง่าย ๆ คงต้องทำตามแผนต่อไป”
(“แล้วเรื่องที่คุณจะ...”)
“ก็พยายามอยู่
ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ช่องทางการติดต่อแบบส่วนตัว คงต้องอาศัยนายไปก่อน”
(“ครับ ถ้าคุณพลอยนิลจะไปไหนผมจะรายงานคุณอีกที”)
“อืม
เป็นไปได้ก็อยากจะเจอกันแบบนี้มากกว่านะ
คุยกันได้สะดวกมากกว่าตอนที่เธออยู่กับอาชามาก”
(“เธอไม่ค่อยห่างพ่อน่ะสิครับ”)
“ช่างเถอะ
ฉันยังอยู่ที่นี่อีกสักพัก คิดว่าก่อนกลับเอจีรัส ต้องได้คอนแท็กต์ กันก่อน ฉันก็ยังไม่กล้าออกตัวแรงมาก กลัวจะไปทำให้เธอเบื่อฉันเปล่าๆ”
การเจอกันในคืนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันเป็นแผนการที่อาเธอร์ตะเตรียมล่วงหน้ามาแล้ว
เขารู้ว่าพลอยนิลจะมาที่นี่กับเพื่อน โดยที่ไม่มีอาชามาด้วย เขาจึงมาดักรออยู่ก่อน
เพื่อที่จะได้เจอกับเธอ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 30
Comments
Duck
คนที่อาเธอร์คุยด้วยใช่เสือหรือเปล่า
2020-11-08
5