บทที่ 1: จุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา
ตอนที่ 5: เงาแห่งความฝัน
แสงจันทร์ลอดผ่านผ้าผืนบางของเต็นท์ อาบภายในด้วยแสงสีเงินจาง ๆ อาคิระนอนอยู่บนแผ่นรองนอน จิตใจว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจากกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ความคิดที่วิ่งวนทำให้เขาหลับไม่สนิท
ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ห้วงฝัน ฝันที่เริ่มต้นด้วยภาพเงาสะท้อนในกระจกใส เงานั้นไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นภาพของชายหนุ่มอีกคนที่ดูคล้ายคลึงกับเขา แต่กลับแตกต่างในทุกแง่มุม ทันใดนั้น กระจกแตกเป็นเสี่ยง ๆ เสียงแตกดังก้องกังวาน เศษกระจกที่คมกริบลอยกระจัดกระจายออกไป
ทันทีที่กระจกแตก ร่างของอาคิระเหมือนถูกดึงเข้าสู่ความว่างเปล่า เขาร่วงหล่นลงไปในหลุมลึกมืดดำที่ไร้จุดสิ้นสุด ลมเย็นพัดผ่านหน้าเขา พร้อมเสียงสะท้อนของคำพูดที่เขาจับใจความไม่ได้ แต่มันกลับฟังดูคุ้นเคยและน่ากลัวในคราวเดียว
ท่ามกลางความมืด ร่างชายคนหนึ่งปรากฏขึ้น ชายคนนั้นยืนหยัดอยู่กลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเปลวไฟและร่องรอยการทำลายล้าง เสื้อผ้าของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือด ใบหน้าที่บึ้งตึงสะท้อนถึงความเจ็บปวดและความโกรธแค้น
เบื้องหลังของชายคนนั้น มีสัญลักษณ์ที่ดูแปลกตา มันเป็นปลาสองตัวที่หมุนวนรอบกัน ตัวหนึ่งสีดำ อีกตัวสีขาว ถ้ารวมกันจะได้สัญลักษณ์คล้ายเซน เปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ด้านหลังยิ่งขับให้ภาพนั้นดูลึกลับและน่าขนลุก
“ข้าทำทุกสิ่งเพื่อโลกใบนี้…เพื่อคนที่ข้าเคยรัก แต่ทำไมพวกมันถึงตอบแทนข้าเช่นนี้” เสียงของชายคนนั้นดังก้องไปทั่วหลุมลึก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคับแค้นและสิ้นหวัง
“ข้าจะกลับมา…เพื่อทวงความยุติธรรมให้เอเลนาร์ และทุกคนที่ข้าสูญเสียไป แม้ว่ามือของข้าจะต้องเปื้อนเลือดมากกว่านี้” ชายคนนั้นพูดพร้อมสายตาที่มุ่งมั่น
ก่อนที่ภาพจะจางหาย ชายคนนั้นหันมามองตรงมายังอาคิระ ดวงตาที่เหมือนเปลวไฟลุกโชนเต็มไปด้วยความเศร้าและหวัง “แด่ผู้ที่จะเปิดโปงความจริง…ข้าหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นเจ้า ลูกของข้า”
คำว่า ลูกของข้า ดังก้องในหัวของอาคิระ เขาสะดุ้งตื่นขึ้น ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นชื้น แม้ในเต็นท์จะเงียบสงบ แต่หัวใจของเขากลับเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง
วันจันทร์ ซึ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ครอบครัววัฒนกุลกลับมาถึงบ้านในช่วงสาย หลังจากจัดเก็บสัมภาระและพักผ่อน ทุกคนก็มานั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหารกลางวัน
บนโต๊ะเต็มไปด้วยเมนูเรียบง่าย ผัดกะเพราไก่ไข่ดาว แกงจืดเต้าหู้หมูสับ และยำวุ้นเส้นที่แม่ของเขาทำอย่างตั้งใจ บรรยากาศดูสงบ แต่ในใจของอาคิระกลับเต็มไปด้วยคำถาม
“แม่ครับ…” อาคิระพูดขึ้นในระหว่างมื้ออาหาร
“มีอะไรเหรอลูก?” ไอรีนหันมามองด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อคืนผมฝันแปลก ๆ …” เขาเริ่มเล่าเรื่องกระจกที่แตก หลุมลึกมืดดำ และชายปริศนาที่พูดคำว่า ลูกของข้า ออกมา
ขณะที่เล่า เขาสังเกตเห็นว่าแม่หยุดมือจากการตักแกงจืด เธอนิ่งไปเล็กน้อย สีหน้าดูซีดลง แต่ยังพยายามคงความสงบ
“บางทีอาจเป็นแค่ความฝันธรรมดาก็ได้นะลูก” ปริญพูดแทรกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แต่ฝันนี้มันชัดเจนมาก เหมือนจริงจนผมคิดว่ามันอาจจะมีความหมายอะไรบางอย่าง” อาคิระพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จิตใต้สำนึกของลูกอาจเล่นตลกก็ได้นะ” ไอรีนพูดพลางยิ้มบาง ๆ “อย่าคิดมากไปเลยลูก”
อาคิระพยักหน้ารับ แม้คำพูดของพ่อแม่จะดูน่าเชื่อถือ แต่เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่พวกเขาไม่พูดออกมา แววตาของแม่แฝงความกังวล และพ่อก็หลบสายตาเมื่อพูดจบ
หลังอาหารกลางวัน อาคิระนั่งครุ่นคิดอยู่ในห้องนั่งเล่น ภาพในฝันยังคงวนเวียนในหัว เขาตัดสินใจถามพ่อเรื่องที่ค้างคาใจ
“พ่อครับ…พ่อแท้ ๆ ของผมอยู่ที่ไหนเหรอ?”
ปริญที่กำลังอ่านหนังสืออยู่เงยหน้าขึ้นมองลูกชาย สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง แต่ลึกลงไปเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
“เขาอยู่ในที่ไกลแสนไกล… ตอนนี้เรายังติดต่อไม่ได้ แต่เชื่อเถอะ เรากำลังพยายามหาทางติดต่อเขาอยู่” ปริญตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“หมายความว่ายังไงครับ?” อาคิระถามต่อ
“ไว้ถึงเวลาที่เหมาะสม ลูกจะเข้าใจทุกอย่างเอง” พ่อตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความสงสัย
คืนนั้น อาคิระหยิบสมุดโน้ตออกมา เขียนรายละเอียดของความฝันอย่างละเอียด ความคิดที่วนเวียนในหัวของเขาคือคำพูดที่ชายปริศนาพูดในฝัน
“ลูกของข้า… เขาคือพ่อของเราใช่ไหม?” อาคิระพึมพำกับตัวเอง
เขาเก็บสมุดไว้ใต้หมอน ก่อนล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แม้ดวงตาจะหลับลง แต่หัวใจของเขารู้ดีว่าความจริงบางอย่างกำลังรอคอยเขาอยู่ในเงามืดของอนาคต…
—————————————
บทที่ 1: จุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา
ตอนที่ 6: ความจริงที่เริ่มเปิดเผย
เสียงนกร้องคลอมากับลมเย็นที่พัดผ่านระเบียงหลังบ้านในเช้าวันเสาร์ อาคิระนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ยาวใต้ชายคา สมุดโน้ตดนตรีและกระดาษเปล่าสำหรับจดไอเดียเพลงวางอยู่ตรงหน้า เขากำลังครุ่นคิดหาทำนองสำหรับการบ้านวิชาดนตรีที่ต้องส่งในสัปดาห์หน้า งานที่ได้รับคือการแต่งเพลงสั้น ๆ พร้อมโน้ตและเนื้อร้อง แต่สมองของเขากลับว่างเปล่า ไม่สามารถรวบรวมความคิดให้เป็นรูปเป็นร่างได้
เขาเคาะปากกากับขอบโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะพลางฮัมทำนองในใจ แต่ความคิดของเขาก็พลันหลุดลอยไปเมื่อได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ลอยมากับสายลม
“อาคิน…”
เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับเป็นเสียงลมพัดผ่าน แต่กลับชัดเจนพอที่เขาจะสะดุ้งเงยหน้ามองรอบตัว ไม่มีใครอยู่แถวนั้นนอกจากตัวเขาเองและสายลมที่พัดใบไม้ไหวเบา ๆ
“คิดไปเองเหรอ?” เขาพึมพำ ก่อนกลับมามองกระดาษตรงหน้าอีกครั้ง
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หลังบ้าน พ่อของเขา ปริญ เดินมาพร้อมกับแม่ ไอรีน ทั้งสองถือถ้วยกาแฟและสมุดบันทึกเล่มเก่าในมือ สีหน้าของพวกเขาดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ไอรีนหันไปกระซิบกับปริญเบา ๆ แต่แม้จะเบาแค่ไหน อาคิระก็ยังจับคำว่า “เซเลส” และ “อาร์เคเดีย” ได้อย่างเลือนราง
“พ่อครับ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?” อาคิระถามพลางเงยหน้าขึ้นมอง
ทั้งสองคนหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนปริญจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ไม่มีอะไรหรอกลูก แค่คุยกันเรื่องงานนิดหน่อย”
“อืม…” อาคิระพึมพำในลำคอ แม้จะรู้สึกสงสัย แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ต่อ
ไม่นานนัก ไอรีนเดินเข้ามาใกล้ พร้อมถือกล่องไม้ใบเล็กที่ดูเก่าแก่ลวดลายสลักประณีต เธอวางมันลงตรงหน้าอาคิระ แล้วนั่งลงข้าง ๆ
“ลูกอาคิน แม่มีบางอย่างอยากให้ลูก” ไอรีนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อาคิระจ้องมองกล่องไม้ใบเล็กด้วยความประหลาดใจ เมื่อไอรีนเปิดฝาออก เผยให้เห็นสร้อยคอเรียบง่ายที่มีอัญมณีสีฟ้าตรงกลาง มันเปล่งแสงอ่อน ๆ ราวกับมีชีวิต
“สร้อยนี่คืออะไรครับ?” อาคิระถาม สายตาจับจ้องที่มันราวกับถูกสะกด
“มันเป็นสิ่งสำคัญที่แม่เก็บไว้ให้ลูก” ไอรีนตอบ สายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความกังวล “แม่อยากให้ลูกเก็บมันไว้ใกล้ตัวเสมอ”
อาคิระรับสร้อยมาถือไว้ แสงสีฟ้าจากอัญมณีทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นตามจังหวะของมัน
“ทำไมถึงสำคัญขนาดนั้นครับ?”
ปริญเดินมานั่งอีกฝั่งของโต๊ะ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม “บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าบางสิ่งมีความหมายแค่ไหน จนกว่าจะถึงเวลา แต่พ่ออยากให้ลูกเชื่อมั่นว่าสิ่งที่พ่อกับแม่ทำทั้งหมด ก็เพื่อให้ลูกพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” อาคิระถาม แต่พ่อกลับมองเขาด้วยสายตาแน่วแน่ โดยไม่ตอบอะไรเพิ่มเติม
อาคิระหันไปมองแม่ ไอรีนเพียงพยักหน้า “เก็บมันไว้ให้ดีนะลูก มันจะช่วยลูกได้เมื่อถึงเวลา”
ความคาใจยังคงวนเวียนในหัวของเขา แต่เขาพยักหน้าเบา ๆ และเก็บสร้อยไว้ในกระเป๋าเสื้อ ไอรีนยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้านพร้อมกับปริญ
เมื่อตกเย็น อาคิระนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง เขาหยิบสร้อยออกมามองอีกครั้ง คราวนี้อัญมณีสีฟ้าเปล่งแสงจาง ๆ และเขาเริ่มเห็นภาพลาง ๆ ในหัว ภาพของวิหารเก่าแก่ท่ามกลางหิมะ บรรยากาศหนาวเย็นจนเขารู้สึกถึงความเย็นจับขั้วหัวใจ ลวดลายของดวงดาวปรากฏขึ้นในจินตนาการ แต่ทุกอย่างมัวหม่นจนเขาไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
“นี่มันอะไรกันแน่…” เขาพึมพำ ก่อนจะสะบัดหัวเพื่อปลดตัวเองออกจากภวังค์
อาคิระวางสร้อยไว้บนโต๊ะแล้วถอนหายใจหนัก ๆ เขารู้สึกได้ว่าชีวิตธรรมดาของเขาอาจกำลังจะเปลี่ยนไปในแบบที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน…
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 21
Comments