มิติรักบัลลังก์หงษ์
ตอนที่ 6 ชีวิตพลิกผัน #องค์ชายรัชทายาท
เสียงเพลงเห่กล่อมเด็กดังแววมาตามสายลม น้ำเสียงนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกเย็นสบายคละปนระรื่นหู จ้าวเสี่ยวเฟิ่งยืนอยู่ในห้องโถงใหญ่สีขาวภายในสงบนิ่ง นางสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าและความตาย แต่เพียงนางหันเคว้งหวังจะพบคนรู้จักหัวใจนางก็พลันหล่นวูบลงไปกองอยู่บนพื้น รอยยิ้มที่นางหลงไหลได้เลือนหายไปผู้คนที่นางชื่นชมก็ล้มหายตายจาก ห้องโถงใหญ่นั้นค่อยๆแคบลงเรื่อยๆ จนนางอึดอัดและอยากจะพังประตูออกมา ความเจ็บปวดและความคับแค้นอัดแน่นอยู่กลางอก จิตสังหารที่หลับไหลมานานนับสิบกว่าปีค่อยๆเผยโฉมออกมาทีละน้อย
นัยน์ตาสีครามฉายแววอาฆาต หญิงสาวผู้บ้าคลั่งดันร่างของชายกำยำออก เนื้อตัวนางนั้นแดงฉานไปด้วยเลือด สีหน้าหวาดกลัวของนางเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้าย ภาระสุดท้ายของเหล่ากองโจรได้มาถึงแล้ว...
กลุ่มชายฉกรรจ์มองนางพร้อมกับหัวเราะเย้ยหยัน หญิงสาวตัวเล็กๆเท่าลูกแมวจะทำอะไรได้ นางเดินยวดย้ายทิ้งสะโพกน้อยๆพร้อมกับยิ้มยั่วไปยังบุรุษผู้เหี้ยมเหี้ยน เรียวมืองดงามลูบไล้ไปยังร่างกายของหัวหน้าโจรป่า เป็นการกระทำที่ทำให้ความเป็นชายหึกเหิมยิ่งนัก หัวหน้ากองโจรหนวดยาวเฟื้อยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ มันอยากจะจับหญิงสาวกดลงกับพื้นแล้วชำเราให้หนำใจ แต่ความคิดทรามๆนั้นก็พลันต้องหยุดลง เมื่อม่านตาสีฟ้าขยายใหญ่ขึ้น จิตสังหารที่สามารถควบคุมจิตใจมนุษย์จ้องเข้าไปในดวงตาของมัน ใบหน้าที่เคยเปื้อนยิ้มเปลี่ยนเป็นหวาดระแวง มือหนาที่คอยถือดาบนั้นสั่นยิ่งกว่าเจ้าเข้า เพียงนางส่งกระแสอันแรงกล้าแค่น้อยนิด บุรุษผู้โฉดชั่วก็ได้ปลิดชีพของตนท่ามกลางความแตกตื่นของเหล่าลูกสมุน นางยิ้มด้วยความพอใจก่อนจะหันไปหาเหล่าโจรป่าที่เหลืออยู่ เพียงชั่วอึดใจกลุ่มโจรเหล่านั้นก็พลันสิ้นชื่อ...
เมื่อทุกอย่างจบสิ้นนางก็ทรุดนั่งลงกับพื้น นางไม่รู้ตัวเลยว่านางได้ทำอะไรลงไป แต่เมื่อนางหลับตาลงเสียงของใครบางคนที่นางคุ้นเคยก็เอ่ยขึ้น
"เสี่ยวเฟิ่งหลานยาย..." สตรีอาภรณ์ขาวปรากฏกายเลือนลาง มีแสงสีขาวแผ่รัศมีเป็นวงแหวนกว้าง จ้าวเสี่ยวเฟิ่งเพ่งมองให้ชัดถนัดตา ก็พบว่าสตรีผู้นั้นคือยายของนางนั่นเอง
"ยายคะ?"
"เจ็บปวดหรือหลาน ?"
"ใช่ค่ะ หนูเจ็บปวดเหลือเกิน ผู้คนที่หนูรู้จักทิ้งหนูไปหมดแล้ว.."
สตรีวัยกลางคนยิ้มอย่างอบอุ่น นางโอบกอดหลานสาวเอาไว้พร้อมบอกในสิ่งที่นางต้องรู้
"หนูอยากกลับบ้านค่ะยาย..."
"ที่นี่แหละคือบ้านของหลาน "
"หมายความว่ายังไงคะ?" แววตาใสเริ่มขุ่นมัวจ้องผู้เป็นยายและหวังในคำตอบ
"ด้วยจิตอันแรงกล้าที่หลานมี ทำให้เราทั้งสองได้พบกัน หลานส่งร่างของตนเองไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย นั่นก็คืออีกโลกหนึ่งที่หลานจากมา ภายในห้องตอนกลางดึกหลานส่งเสียงร้องอยู่ที่ปลานเตียง ยายตกตลึงเมื่อได้เห็นเช่นนั้น จนกระทั่งยายได้เห็นรอยยิ้มของหลานยายก็หลงรักเจ้าในทันที "
เสี่ยวเฟิ่งชะงักนิ่งกับสิ่งที่ได้ฟัง
"นี่หมายความว่า.....!"
"ใช่แล้ว องค์หญิงน้อยผู้หายสาบสูญคือหลานยายไม่ผิดเผี้ยน" มือเรียวลูบที่พวงแก้มของหลานสาว
"แล้วทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่ละคะ หากหนูเป็นองค์หญิงจริง หนูก็ควรอยู่ที่แคว้นฉางอิ๋นไม่ใช่หรอ?" คิ้วเรียวย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย
"นั่นเป็นเพราะเรือที่พาหลานมา เรือลำนั้นมาหยุดอยู่ที่ชิงหยวน หลานจึงได้มาโผล่ ณ ที่แห่งนี้ แม่น้ำซานซียาวไกลไร้ที่สิ้นสุด มันไหลผ่านทั้งสามแคว้น "
"แล้วหนูต้องทำยังไงต่อคะ? ยายช่วยบอกหนูที"
"ไม่มีใครล่วงรู้ชะตา เพราะยายไม่ได้เป็นคนเขียนเรื่องราวต่างๆแล้ว ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ คือผู้ขีดเขียนชะตาของตน หลานเองก็เช่นกัน "
"แล้วยายมาที่นี่ได้ยังไงคะ?"
"กำไลหยกที่หลานใส่ยังไงละ ธาตุพลังของกำไลหยกนี้เป็นธาตุเดียวกันกับหินหยกเทวะศักดิ์สิทธ์ เมื่อมีพลังชีวิตจึงทำให้ดวงจิตของยายมาหาหลานได้ แต่แค่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น..."
"ยายมาหาหนูอีกไม่ได้หรอ?"
"ไม่ได้ เพราะยายก็มีที่ของยายเหมือนกัน...เสี่ยวเฟิ่งหลานรักเก็บหินหยกศักดิ์สิทธ์นั้นไว้ ภายภาคหน้าอาจได้ใช้ประโยชน์ "
"หนูเก็บไว้ได้หรอคะ?"
"ได้สิเพราะหลานมีบารมีคู่ควร ฟังยายอีกนิด.. ในโลกแห่งนี้มีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย ทั้งสัตว์เทวะและภูติสวรรค์แต่น้อยคนที่จะเห็น ผู้ที่มีจิตแรงกล้าและมีพลังลมปราน คือผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้อื่น สำหรับหลานพลังเหล่านั้นได้หลับไหลนานเกินไปจึงต้องฟื้นฟูงและขัดเกลา จึงจะสามารถใช้ลมปรานและพลังทั้งหมดได้ กระดูกมังกรที่อยู่ในวังของกษัตร์แห่งชิงหยวน สามารถฟื้นฟูลมปรานของหลานได้อย่างรวดเร็ว หาวิธีเอามาแล้วต่อจากนั้นหลานจะรู้เองว่าต้องทำยังไงต่อไป..."
"ยายจะไปแล้วหรอคะ?" เสี่ยวเฟิ่งถามเมื่อร่างในอาภรณ์ขาวนั้นค่อยๆจางลง
"ใช่แล้ว จำเอาไว้ว่าหลานคือใคร สู้ให้ถึงที่สุดและอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา.."
เมื่อสิ้นประโยคนั้นร่างของผู้เป็นยายก็เลือนหายไป จิตของเสี่ยวเฟิ่งกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง นางยังนั่งอยู่กลางหมู่บ้านที่เกลือนไปด้วยศพ เพลาต่อมาก็มีเสียงฝีเท้าของม้าวิ่งตรงมาทางนี้ กองพลทหารม้าของวังหลวงที่ส่งมาปราบโจรภูเขา รุดเข้าสำรวจพื้นที่โดยรอบ ท่านแม่ทัพผมสีดอกเลาเป็นผู้นำกำลังมาด้วยตนเอง เพราะต้องการปราบโจรชั่วให้สิ้นซาก แต่เมื่อมาถึงกลุ่มโจรเหล่านั้นก็สิ้นชื่อไปเสียแล้ว ทหารทั้งหมดยังตกตลึงอยู่ว่าใครกันที่เป็นคนฆ่าพวกมัน? ทั้งหมู่บ้านเหลือเพียงเด็กสาวตาหน้าจิ้มลิ้มที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ร่างกายนางนั้นอ่อนแอมากเหลือเกิน ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรจึงพานางกลับมาที่เมืองหลวง..
----------------------
จวนแม่ทัพ ลู่มู่เหยียน
ภายในจวนของท่านแม่ทัพ มีกลิ่นกำยานหอบอบอวนไปทั่วห้อง บนเตียงในห้องบุตรสาวคนเล็กของตระกูลลู่ มีร่างของจ้าวเสี่ยวเฟื่งนอนนิ่งอยู่ ข้างเตียงนั้นมีสตรีผู้งดงามนั่งเฝ้าไม่ยอมห่าง เมื่อนางลืมตาขึ้นนางก็พบว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป ในเพลานี้นางมิได้สวมใส่แว่นตาอย่างที่เคยใส่แล้ว แต่ทว่าทำไมดวงตาที่เคยพร่ามัวของนางถึงได้กลับมาเห็นชัดอีกครา นางกวาดสายตามองไปรอบๆก็พบว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องนางอยู่
"เจ้าฟื้นแล้ว..." น้ำเสียงนั้นพูดขึ้นด้วยความดีใจ มุมปากเรียวงามโค้งขึ้นจนโหนกแก้มยกสูง เสี่ยวเฟิ่งตกใจเล็กน้อยก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง
"ท่านเป็นใครแล้วที่นี่ที่ไหน?" สายตาของนางจับจ้องไปที่สตรีผู้สวมอาภรณ์สีฟ้า นางดูอบอุ่นและยิ้มอย่างเป็นมิตร
"ข้าคือฮูหยินแห่งจวนท่านแม่ทัพลู่มู่เหยียน และเป็นหมอหญิงแห่งแคว้นชิงหยวน เจ้ามิต้องตื่นกลัวข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า หลายวันก่อนท่านพี่นำกองกำลังออกไปปราบโจรภูเขา จนได้เจอเจ้าและพากลับมา "
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเสี่ยวเฟิ่งจึงนึกออก แต่ตอนนั้นนางสลบไปจึงไม่รู้ว่าถูกนำตัวมาที่นี่
"ที่นี่คือจวนแม่ทัพอย่างนั้นหรือ?" เสี่ยวเฟิ่งทวนถามอีกครั้ง
"ใช่แล้ว"
"อย่างนั้นที่นี่ก็คือเมืองหลวงของชิงหยวนใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง.."
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเสี่ยวเฟิ่งก็พลันคิดว่า เข้าทางนางพอดิบพอดี เพราะนางต้องการจะมาที่เมืองหลวงของชิงหยวนอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเร็วขนาดนี้ เป็นโชคดีของนางแท้ๆ หากเป็นเช่นนี้นางก็เข้าใกล้กระดูกมังกรไปอีกขั้น..
"เด็กน้อย เจ้ามีชื่อแซ่ว่าอย่างไร?" ฮูหยินมู่เอ่ยถาม
"ข้าชื่อ จ้าวเสี่ยวเฟิ่งเจ้าค่ะ"
"จ้าวเสี่ยวเฟิ่ง..." ฮูหยินทวนชื่อของนางอีกครั้งก่อนจะหันมายิ้ม..
"คำว่าเฟิ่ง ย่อยมาจากคำว่า เฟิ่งหวง ที่แปลว่าหงษ์ใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้น เฟิ่งเอ๋อร์น้อยของข้า เจ้ามาเป็นบุตรสาวของข้าได้หรือไม่?"
"บุตรสาวหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวเฟิ่งดวงตาเบิกกว้างด้วยเหตุอันใดกัน ทำไมอยู่ๆฮูหยินจึงขอให้นางไปเป็นบุตรสาวเช่นนี้ คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันเป็นปม
---------------------
ณ วังหลวง จวนขององค์ชายรัชทายาท
องค์ชายรัชทายาทผู้มีอารมณ์เกรี้ยวกราดสวมอาภรณ์สีดำลวดลายมังกร พระองค์กำลังนั่งมองเหล่านางรำที่กำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อย นางรำเหล่านั้นพยายามส่งยิ้มหวานพร้อมสายตายั่วยวน ท่วงท่าในการร่ายรำนั้นโยกย้ายพลิ้วไหวราวกับไม่มีกระดูก บุรุษผู้สง่าผ่าเผยที่ได้ชื่อว่ารูปงามที่สุดในแผ่นดินชิงหยวนมองสตรีเหล่านั้นอย่างไร้อารมณ์ แม่เหล่านางรำจะอยากพลีกายให้พระองค์มากเพียงใดแต่ก็มิเคยมีหญิงคนไหนถูกใจพระองค์เลยสักคน
องค์รัชาทายาทถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะปัดมือไล่นางรำงเหล่านั้นให้พ้นสายตา พวกนางแสดงสีหน้าผิดหวังที่ไม่ถูกเลือก ก่อนจะถวายพระพรแล้วรับเร่งออกไป...
"องครักษ์ลั่ว..."
"พะย่ะค่ะองค์รัชทายาท.." องครักษ์คู่กายเร่งเดินเข้ามาหาพร้อมประสานมือไว้ด้านหน้า
"ท่านฮูหยินลู่ ส่งข่าวมาบ้างรึยัง?"
"ยังเลยพะย่ะค่ะ"
"ทำไมถึงชักช้าอย่างนี้!" คำพูดและสีหน้าดูมิสบอารมณ์นัก เพราะพระองค์ทรงรอข่าวดีจากฮูหยินลู่อยู่..
แท้จริงแล้ว องค์รัชทายาทผู้นี้มีความลับที่ต้องเก็บซ่อน ความลับที่มิสามารถบอกผู้ใดได้ นั่นก็คืออาการป่วยที่ยังไม่มีทางรักษา พระองค์ทรงไร้สมรรถภาพในการร่วมรักกับหญิงสาว หรือจะกล่าวง่ายๆก็คือไร้ทำยานั่นเอง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายต่อชายชาตรีเช่นเขาหากล่วงรู้ไปถึงไหนคงถูกผู้คนหัวเราะเย้ยหยันไปจนชั่วชีวิต เพราะเหตุนี้พระอค์จึงมิเคยร่วมห้องกับใคร ได้แต่ทนข่มความอับอายนี้เอาไว้อย่างทรมาน
องค์รัชทายาทตัดสินใจให้หมอหญิงที่เลื่องชื่อของชิงหยวนทำการตรวจรักษา ท่านฮูหยินลู่ภรรยาเอกของแม่ทัพใหญ่ลู่มู่เหยียน อาสาช่วยเหลือหาทางรักษาให้กับพระองค์ แต่นี้ก็ผ่านไปเนินนานหลายปีสูตรยาที่คิดค้นขึ้นได้ก็ลองมาจนหมด แต่ก็ยังไม่ได้ผล แล้วแบบนี้พระองค์ต้องทนเก็บซ่อนความน่าอับอายนี้ไม่ถึงเมื่อไหร่
พระองค์อัดอึดจนอกจะระเบิดจะเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นตำแหน่งรัชทายาทคงตกไปเป็นขององค์ชายองค์อื่น....องค์รัชทายาทนอนกลิ้งไปบนพื้น ใบหน้าหล่อเหลายับยู้ยี้เหมือนกระดาษที่ถูกขยำ พระองค์นอนดิ้นไปมาราวกับเด็กน้อยง้อแงจะเอาขนม ความทุกข์นี้ใครเล่าจะเข้าใจ
-
-
-
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments