มิติรักบัลลังก์หงษ์
ตอนที่ 4 ชนเผ่าหลานอี้ .3 #ขุมพลังซ่อนเร้น
เข้าสองเดือนแล้วที่ยังหลงอยู่ในดินแดนแปลกประหลาด เมื่อนางเริ่มกลมกลืนกับผู้คนในเผ่า เรื่องราวที่น่ามหัศจรรย์ก็ถูกเปิดเผย แท้จริงแล้วชนเผาแห่งนี้มีแหล่งขุมพลังซ่อนเร้นอยู่ นั่นคือต้นไม้เทวะศักดิ์สิทธิ์ กล่าวได้ว่า ณ ที่แห่งนี้คือแหล่งรวบรวมพลังของญาณทิพย์ ซึ่งมีแม่เฒ่าผู้ชราภาพเป็นคนสื่อสารผ่านกระแสจิตอันแรงกล้า ต้นไม้เทวะสูงใหญ่เทียมภูเขาแต่ถูกม่านมนตราบังบดมิให้ผู้ใดพบเห็น จนกระทั่งถึงคืนเดือนดับ การบูชาเทวะผู้คุ้มครองผองเผ่าก็เริ่มขึ้น เมื่อครั้งเสี่ยวเฟิ่งได้ฟังคำบอกเล่านางก็มิเชื่อในทันที แต่พอให้เห็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แล้วนางถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง
เรื่องแบบนี้มีจริงด้วยหรือ...
ต้นไม้สูงใหญ่รูปร่างคล้ายคลึงกับในหนังอวตาลที่นางเคยดู เพียงเสี้ยวหนึ่งของความคิด นางบอกตัวเองว่าฝันไป ในโลกใบมีเรื่องมหัศจรรย์เช่นนี้อยู่จริงๆหรือ หากนี้มิใช่ความฝันแล้วนางหลุดเข้ามาอยู่ในโลกแห่งใดกันเล่า ในตอนนี้เสี่ยวเฟิ่งมิอาจวางตาจากหินหยกที่สีขาวที่ฝั่งอยู่กลางลำต้นของไม้ศักดิ์สิทธ์ได้ เพียงแวบแรกที่เห็นนางก็รู้ทันทีว่าหินก้อนนี้มิอาจประเมินค่าได้จริงๆ หยกก้อนนั้นเป็นดั่งแกนสมองที่ส่งพลังงานไปยังกิ่งก้านสาขาของใบและดอก ทุกคนในเผ่ายืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบก่อนที่แม่เฒ่าหลังค่อมจะเดินขึ้นไปอยู่ด้านหน้าสุด หญิงชราเอ่ยวาจาเป็นภาษาที่แปลกไป ก่อนจะโค้งคำนับลงสามครั้ง ทุกคนในเผ่าทำตามทุกอย่างที่นางทำพร้อมใจกันส่งเสียงแซ่ซ้องสรรค์เสริญ จิตศัทราที่มีแต่ความบริสุทธิยิ่งทำให้หยกขาวเปล่งประกายแวววาว ก่อนจะถ่ายทอดพลังชีวิตคืนให้แก่คนในชนเผ่า ด้วยเหตุนี้ชนเผ่าหลานอี้จึงมีอายุไขที่ยาวนาน
เมื่อการบูชาเทวะเสร็จสิ้นลงเสี่ยวเฟิ่งก็เริ่มมาคิดทบทวน ณ ที่แห่งนี้มิใช่ดินแดนที่นางเคยอยู่อย่างแน่นอน มันต้องเป็นที่ไหนสักที่ ที่นางนั้นพลั้งหลุดเข้ามา จ้าวเสี่ยวเฟิ่งถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า คิดอย่างไรก็คิดมิตกว่าที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่ จนกระทั่งอี้หลงได้เดินเข้ามาหา เขาเดินย่องเข้ามาทางด้านหลังก่อนจะวางมงกุฏดอก*จื่อเถิงหลัวไว้บนหัวของนาง จ้าวเสี่ยวเฟิ่งหันไปมองก่อนจะยิ้มให้...
"พี่อี้หลง"
"เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่มืดๆคนเดียว ข้ากับอี้เฟยตามหาเจ้าอยู่"
"ข้าก็แค่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย"
"คิดถึงบ้านของเจ้างั้นรึ"
เสี่ยวเฟิ่งโค้งมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตาของนางทอดยาวออกไปไกล...
"ข้าคิดถึงคนที่บ้าน" เพียงไม่กี่คำที่เอ่ยออกมาน้ำตากลับแน่นขึ้นมาจุกอก นานร่วมสองเดือนแล้วที่นางไม่ได้พบหน้าคนที่นางรัก หัวใจนางหวาดหวั่นเพียงใดใครจะรู้ อี้หลงมองใบหน้านวลสะคราญพร้อมเอื้อมมือไปปาดน้ำตาที่รินไหล เมื่อเห็นนางเศร้าใจ หัวใจของบุรุษหนุ่มก็พลันอ่อนฮวบลงเช่นกัน เสี่ยวเฟิ่งจึงหันมายิ้มเพราะรู้ว่าอี้หลงเป็นห่วงนางมากเพียงใด ชายหนุ่มย่นคิ้วพลางมองที่ดวงตาของเสี่ยวเฟิ่ง อันที่จริงเขาสงสัยมานานแล้วว่าสิ่งที่นางสวมใส่อยู่ตลอดเวลานั่นคือสิ่งใด
"ข้าขอถามเจ้าหน่อยเถอะ ไอ้กลมๆที่เจ้าใส่นั่นมันคืออะไรหรือ?"
"ท่านหมายถึงแว่นตาใช่มั๊ย" เสี่ยวเฟิ่งชี้ที่แว่วตาของนางอี้หลงจึงพยักหน้า สาวน้อยจึงยิ้มขำ
"เจ้านี่เรียกว่า แว่นตา เป็นสิ่งที่ช่วยให้ดวงตาของข้ามองเห็นได้ชัดขึ้น"
"แล้วถ้าไม่มีมันเจ้าจะมองไม่เห็นงั้นรึ?"
"มองเห็นแต่จะไม่ชัด สายตาข้าสั้นมาก"
"สายตาสั้น" อี้หลงทวนคำพูดพลางขมวดคิ้ว
"ใช่ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องอธิบายยังไงท่านถึงจะเข้าใจ แต่เอาเป็นว่าเจ้าแว่นตาเนี่ยสำคัญกับข้ามาก"
"อืมมมมม ข้าเข้าใจแล้ว ว่าแต่เจ้าชอบมงกุฏที่ข้าให้หรือไม่?" อี้หลงถามพร้อมชี้ไปที่มงกุฏดอกไม้บนหัวของเสี่ยวเฟิ่ง นางจึงยกมันขึ้นมาก่อนจะมองอย่างพินิจ
"ชอบสิมันสวยมาก ขอบคุณพี่อี๋หลง"
เพียงคำขอบคุณแค่ไม่กี่คำก็ทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นถี่ ขอเพียงนางยิ้มได้เขาก็ไม่ปราถนาสิ่งใดอีกแล้ว แม้จะอยากร่วมหอฝากรักแต่ถ้านางไม่ยินดีเขาก็จะไม่เอ่ยปากทักท้วงให้นางต้องขุ่นเคืองใจ สู้เป็นท่านพี่ของนางแบบนี้คงจะดีเสียกว่า ดวงตาคมแช่นิ่งจดจ่ออยู่ที่ใบหน้านวล จนกระทั่งเสียงของอี้เฟยดังขึ้นมาขัดจังหวะ
"มาทำอะไรกันอยู่ที่นี่ ข้าตามหาตั้งนาน"
"พี่อี้เฟย"
อี้เฟยเดินเข้ามาพร้อมเอามือเท้าสะเอว มองเสี่ยวเฟิ่งและพี่ชายของตนสลับกันไปมาก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัยน์ อี้หลงเห็นรอยยิ้มของน้องสาวก็พลันหน้าแดงเขินอายก่อนจะต่อว่านางทั้งๆที่นางไม่ได้มีความผิด..
"เจ้านี่นะ จะมาก็ไม่ให้สุ่มให้เสียง ข้ากับเสี่ยวเฟิ่งตกใจแทบแย่ มาถึงแล้วยังจะมายืนยิ้มอีก เป็นหญิงเสียสติไปแล้วรึไง?"
เสี่ยวเฟิ่งและอี้เฟยเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกัน ผู้เป็นน้องสาวก็คิดในใจว่านางผิดอะไรส่วนเสี่ยวเฟิ่งนั้นก็ยังสงสัยว่าตนตกใจตอนไหน อี้เฟยจึงเดินเข้ามานั่งข้างๆพี่ชายของตน
"ขออภัยท่านพี่ ข้าไม่คิดว่าท่านจะขวัญอ่อนถึงเพียงนี้ ตกใจมากเลยงั้นหรือ" น้ำเสียงหยอกล้อยิ่งทำให้อี้หลงหน้าแดงเข้าไปใหญ่ เสี่ยวเฟิ่งจึงรีบห้ามก่อนที่พวงแก้มของอี้หลงจะระเบิด
"พอเถอะ พี่อี้หลงหน้าแดงหมดแล้ว ท่านพี่ทั้งสองข้ามีเรื่องจะถาม"
"เจ้ามีเรื่องอะไรงั้นรึ?" อี้หลงถามขึ้น สีหน้าของสองพี่น้องตะกูลหลานอี้ดูจริงจังขึ้นมาทันที
"ข้าอยากรู้ว่าดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกหรือไม่"
"เจ้าหมายถึงแคว้นงั้นหรือ" อี้เฟยถาม
"ใช่ๆ ข้าหมายถึงแคว้นนั่นแหละ" เสี่ยวเฟิ่งพยักหน้าพร้อมจ้องสองพี่น้องอย่างจดจ่อ อี้หลงจึงลุกขึ้นก่อนจะเดินทอดน่องไปรอบๆ เขาเอามือประสานไว้ที่อกก่อนจะยั้งฝีเท้าแล้วหมุนกลับมาหาเสี่ยวเฟิ่ง
"ดินแดนที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ คือแว่นแคว้นชิงหยวน มีกษัตย์พระนามว่าเฉินชิวโฉว เมืองหลวงของชิงหยวนนั่นเจริญมั่งคั่งเพราะดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยแร่ทองคำที่ทางการได้เข้ามายึดไว้เป็นของหลวง"
"แคว้นชิงหยวนงั้นหรือ?" เสี่ยวเฟิ่งทวนชื่อแคว้นอีกครั้งอี้เฟยจึงบรรยายต่อไปอีก
"แคว้นชิงหยวนเป็นหนึ่งในสามแคว้นที่มั่งคั่ง ทั้งอีกสองแคว้นนั้นยังเป็นทั้งมิตรและศัตรู ทั้งสามฝ่ายต่างมีกองกำลังที่เข้มแข็งหากมีสงครามเกิดขึ้น ศพของผู้คนคงกองท่วมภูเขา ดังนั้นเพื่อยุติสงครามนองเลือด จึงมีการผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน โดยการหมั้นหมายองค์หญิงและองค์ชายของแต่ละแคว้นให้สมรสเมื่อเติบใหญ่ "
"แล้วอีกสองแคว้นเล่า " เสี่ยวเฟิ่งถามอีก
"แคว้นที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกมีชื่อว่า ถ่งเหยียน ส่วนแคว้นที่อยู่ด้านทิศตะวันออกมีชื่อว่า ฉางอิ๋น"
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายหัวใจของจ้าวเสี่ยวเฟิ่งก็ราวกับหยุดเต้น คำว่าฉางอิ๋น! มันพุ่งเข้ามาปักที่กลางอกของนางอย่างจัง ขอบตาของนางร้อนผ่าวและลามขึ้นไปถึงใบหู หากสิ่งที่นางได้ยินนั้นไม่ได้ผิดเผี้ยน สถานนี้แห่งนี้คือหนังสือนิยายที่นางอ่านงั้นหรือ?
จะเป็นไปได้อย่างไร!!
อี้เฟยและอี้หลงรีบรุดกับเข้าไปดูเสี่ยวเฟิ่งเมื่อเห็นสีหน้าของนางแลดูตกใจสุดขีด ทั้งคู่เขย่าตัวของนางเพื่อเรียกสตินางให้กลับคืนมา
"เสี่ยวเฟิ่งเจ้าเป็นอะไรไป!" อี้เฟยถามด้วยความเป็นห่วง เสี่ยวเฟิ่งค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด นางพยายามตั้งสติแม้ในใจจะเต้นโครมครามอึกทึกดั่งเสียงฟ้าร้อง เพื่อความแน่ใจนางจึงถามย้ำไปอีกว่า
"เมื่อกี้ท่านพูดว่า แคว้นฉางอิ๋นใช่หรือไม่" เสียงสั่นๆยังพยายามข่มให้นิ่ง
"ใช่ แคว้นฉางอิ๋นเจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก" อี้เฟยพูดย้ำอีกครั้งยิ่งทำให้เสี่ยวเฟิ่งหายใจไม่ทั่วท้องแต่เพื่อความมั่นใจนางจึงถามต่อไปอีกว่า
"แคว้นฉางอิ๋นที่มีองค์หญิงน้อยหายตัวไปใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว องค์หญิงน้อยแห่งแคว้นฉางอิ๋นได้หายสาบสูบไปและหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ 6 โหราจารย์เลื่องชื่อทำนายเป็นเสียงเดียวกันว่าเมื่อนางมีอายุครบ 18 ชันษาจะหวนคืนกลับมาอีกครา แต่นี่ก็ผ่านมา 18ปีแล้วก็ยังไม่มีวี่แววขององค์หญิงน้อยผู้มีนัยน์ตาสีครามดุลน้ำทะเลเลย เห็นที 6 โหราจารย์คงจะทำนายผิดแล้วกระมัง.."
อี้เฟยยังร่ายยาวต่อไปไม่หยุด ยิ่งย้ำให้เสี่ยวเฟิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีก หากนางกรีดร้องตอนนี้ผู้คนจะหาว่านางบ้ารึเปล่านะ แต่นี่มันเกินกว่าที่นางตั้งใจเอาไว้! หลุดเข้ามาในหนังสือนิยายงั้นหรือ!? ทำไมกัน? ทำไมต้องเป็นนางด้วย มีเหตุอันใดที่นางต้องมาที่นี่!
_
_
_
*ดอกจื่อเถิงหลัว หรือ ดอกวิสทีเรีย
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments
i love you toป่าอ้อย😁😁😁
แอดเราเรียกแอดว่าเมได้ไหมเราไม่รู้ชื่อแอด
2020-09-21
1