บทที่ 8 หนุ่มหล่อปริศนา
สามสัปดาห์ต่อมา
ตอนนี้เด็กทั้งสองเริ่มสนิทกันมากขึ้นต่างจากวันแรกที่พบกัน
ตะวันได้แวะมาเล่นบ้านยายน่านอยู่ทุกวันเพื่อเล่นกับทะเล
หรือบางครั้งทะเลก็เป็นฝ่ายไปเล่นบ้านตะวันเพราะป้านิลชวน
หลังจากวันแรกที่ทั้งสองคนพบกัน
ทะเลก็ไม่ได้จับเปียโนอีกเลยเพราะเหตุผลบางอย่าง
และวันนี้ก็เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนจันทบุรีวิทยายน
ตะวันและทะเลได้เรียนอยู่ห้องเดียวกันคือ ห้อง 101 ซึ่งเป็นห้องหัวกะทิ
พวกเขาแทบจะตัวติดกันตลอดเวลา
จะไปไหนมาไหนหรือทำอะไรก็มักทำด้วยกันเสมอ จนเวลาล่วงเลยมาเป็นปี
กลางดึก ณ
บ้านของยายน่าน
บนเตียงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่มีเด็กหนุ่มสองคนกำลังเงยหน้ามองเพดาน
บรรยากาศรอบห้องเงียบสงบ แสงเดียวที่สว่างไสวคือแสงโคมไฟรูปดาวสองดวงตรงหัวเตียง
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ตะวันได้มานอนบ้านของทะเลเพราะป้านิลต้องไปทำธุระสำคัญที่ต่างจังหวัด
เลยฝากตะวันไว้กับยายน่านหนึ่งสัปดาห์
ทั้งสองนอนมองเพดานด้วยความเงียบจนตะวันเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
“โคมไฟสวยดีนะ ว่ามั้ย?”
“อื้ม พ่อกับแม่ซื้อให้น่ะ”
ได้ยินทะเลตอบแบบนั้น
ตะวันพลันพลิกตัวหันมองหน้าหวาน
“ตั้งแต่ตะวันรู้จักทะเลมา ทะเลไม่เคยเล่าเรื่องพ่อกับแม่ให้ตะวันฟังเลยนะ
พวกเขาเป็นคนยังไงเหรอ?”
คนถูกถามยังคงมองไปที่เพดาน
ก่อนถอนหายใจเบาแล้วพลิกตัวมามองหน้าตะวัน
“เวลาที่ทะเลอยากกินอะไร หรือจะทำอะไร พวกเขาก็จะตามใจตลอด
ไม่เคยดุทะเลเลยสักครั้ง”
“แล้วตอนนี้พ่อแม่ของทะเลอยู่ไหนเหรอ?”
ทะเลนิ่งไปพักหนึ่ง
ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดพร้อมมองหน้าเด็กหนุ่ม
“พวกเขาตายแล้ว เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์”
ตอนนี้ใบหน้าของทะเลเต็มไปด้วยความทุกข์
หยาดน้ำสีใสกำลังท่วมท้นอยู่บนนัยน์ตาของเขา
พอตะวันได้ยินและได้เห็นน้ำตาของคนตรงหน้าก็ทำตัวไม่ถูก
หัวใจของเขาสั่นเพราะความกังวล
เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ทะเลร้องไห้ตั้งแต่รู้จักกันมา
เขาได้แค่โทษตัวเองว่าทำไมถึงถามเรื่องที่ไม่สมควรถามออกไปแบบนั้น
“ตะ..ตะวันขอโทษนะ ตะวันไม่ได้ตั้งใจจะถามแบบนี้
ยะ..อย่าร้องสิ”
เขาพูดออกมาอย่างตะกุกตะกักพร้อมยื่นมือที่สั่นเครือออกไปปัดเกลี่ยสายน้ำตาบนแก้มนวล
ทะเลหลบสายตาของตะวัน
ก่อนเงยหน้ามองเพดานสีขาวที่ว่างเปล่า
“ตะวันไม่ต้องขอโทษทะเลหรอก”
“ตะ..แต่ว่า ตะวันทำให้ทะเลร้องไห้”
“คุณยายเคยบอกว่า พ่อกับแม่กลายเป็นดวงดาวบนท้องฟ้า
ถ้าวันไหนทะเลรู้สึกเหงาหรือคิดถึงก็ให้เงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าเพราะพ่อกับแม่จะอยู่กับทะเลเสมอ”
เด็กหนุ่มพูดขณะปลายสายตาออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดอยู่ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มจาง ๆ
เหมือนพยายามฝืนยิ้มเพื่อปลอบใจตัวเอง
ตะวันที่เห็นพลันรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ
เขารู้ได้ในทันทีว่าทะเลคนที่เคยเต็มไปด้วยแสงสว่างในเวลานี้กลับไร้ซึ่งแสงสว่างใด
ๆ
“งะ..งั้นเหรอ”
ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบอยู่สักพัก
เด็กทั้งสองต่างมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่พอตะวันนึกถึงสิ่งที่ทะเลพูดก่อนหน้านี้
อยู่ดี ๆ ก็รีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความร้อนรน เขาเคลื่อนตัวลงจากเตียงอ้อมไปอีกฝั่งที่ทะเลนอนอยู่
คนตัวเล็กมองตามตะวันที่เดินมาใกล้ด้วยความสงสัย
“มีอะไรเหรอ?” เขาถามพร้อมลุกขึ้นมานั่ง
“พะ..พวกเราไปมองดูพวกท่านกันไหม?”
ทะเลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ความรู้สึกที่ไม่ดีก่อนหน้านี้พลันหายไปจนสิ้นเมื่อมองหน้าตะวัน
ซึ่งกำลังมองมาที่เขาด้วยความกังวล แต่กลับดูใสซื่อและน่ารัก
“ได้สิ เราออกไปมองดูพวกเขากัน”
ทะเลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
พอตะวันเห็นว่าทะเลตอบตกลงก็ไม่รอช้ารีบเอื้อมมือเข้าไปกุมมือบางให้ลุกขึ้นตามมา
ตอนนี้ทั้งสองได้ออกมายืนอยู่ตรงระเบียงใต้แสงจันทร์ที่กำลังสว่างไสว
สายลมเย็นตอนกลางคืนได้พัดผ่านเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ
พวกเขาต่างเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความเงียบ ก่อนเสียงทุ้มเข้มของคนหนึ่งจะดังขึ้น
“ทะเลมีความฝันไหม?” เป็นตะวันที่ถามขณะจ้องมองไปบนท้องฟ้า
“มีสิ” ทะเลตอบขณะเงยมองท้องฟ้าอยู่เช่นเดียวกัน
ตะวันค่อย ๆ
หันมองหน้าคนตัวเล็กกว่าซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน
“ทะเลบอกตะวันได้รึเปล่า ว่าความฝันของทะเลคืออะไร?”
ทะเลเผยยิ้มพร้อมหวนนึกภาพความทรงจำเมื่อครั้งแรกที่ได้ไปชมการแสดงโชว์ดนตรีของพ่อแม่เมื่อหลายปีก่อน
มันเป็นภาพจำที่ไม่เคยลืมเลือนแม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
“ทะเลฝันว่าอยากจะเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงเหมือนพ่อกับแม่
ได้มีโชว์เป็นของตัวเอง”
ตะวันหันมองหน้าคนตอบก่อนหันกลับไปมองดวงดาวที่เปล่งประกายบนฟ้า
“ตะวันคิดว่าทะเลต้องทำได้แน่นอน” เขาพูดอย่างมั่นใจ
ทะเลได้ยินเลยหันมองหน้าตะวันด้วยความสงสัย
ส่วนตะวันเองก็หันกลับมามองทะเลด้วยเช่นกัน ทั้งสองสบตากันและกันอยู่ครู่หนึ่ง
“ทำไมตะวันถึงคิดว่าทะเลจะทำได้?” ทะเลถาม
ตะวันเผยยิ้มมองคนตรงหน้าด้วยความหลงใหล
“ก็ทะเลเป็นทะเล
ทะเลที่ตะวันรู้จักคือทะเลที่เข้มแข็งและไม่เคยยอมแพ้กับอะไร
ตะวันยังจำได้อยู่เลยตอนม.1 มีเพื่อนในห้องมาแกล้ง
ทะเลก็เล่นพวกมันซะน่วมเลย ฮ่าฮ่าฮ่า”
พอทะเลได้ยินแบบนั้นเลยเผลอหัวเราะออกมาด้วยเช่นกัน
“ตะวันยังจำได้อยู่เหรอ
ถ้าวันนี้ตะวันไม่พูดทะเลคงลืมเรื่องนั้นไปแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” พูดจบ
ทั้งสองต่างยิ้มมองหน้ากันภายใต้แสงจันทร์ที่สว่างไสวพร้อมสายลมแผ่วที่พัดผ่านเข้ามาอยู่ตลอด
ค่ำคืนนี้ทั้งสองคนต่างเปิดใจคุยกันอยู่หลายเรื่องรวมถึงเรื่องที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน
เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งสองสนิทสนมกันมากขึ้นไปอีกขั้น
เวลาผ่านไปราวหกเดือนนับจากคืนนั้น
จำไม่ได้แล้วว่าวันไหนที่ทะเลได้เล่าถึงสาเหตุที่ตัวเองไม่สามารถเล่นเปียโนและเครื่องดนตรีชนิดอื่นได้ให้ตะวันฟัง
สาเหตุที่ว่าคือถ้าเมื่อไหร่ที่ลงมือเล่นดนตรี
ภาพของพ่อแม่ก็มักจะผุดขึ้นมาให้เห็นในหัวอยู่เสมอ
มันเป็นภาพรอยยิ้มของพ่อแม่ที่กำลังนั่งเล่นเปียโนด้วยกันทับซ้อนกับภาพเหตุการณ์อุบัติเหตุรถยนต์ในตอนที่กลับจากดูดาวตกบนภูเขาสูง
วันนี้เป็นวันที่บรรยากาศปลอดโปร่ง ท้องฟ้าแจ่มใส
ทั้งสองคนอยู่ในห้องเปียโนของทะเล
“ทะเลจะเล่นให้ตะวันฟังนิดเดียวนะ”
คนตัวเล็กพูดพร้อมวางนิ้วไว้บนคีย์บอร์ดเปียโน หัวใจของเขาสั่นเครือเล็กน้อย จริง
ๆ
เขาคิดว่าจะไม่จับเปียโนไปสักพักและเป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้จับเปียโนเลยตั้งแต่รู้จักกับตะวันมา
แต่วันนี้เขาตัดสินใจที่จะเล่นมันอีกครั้งเพราะตะวันเผลอตัวพูดถึงเหตุการณ์ที่ทั้งสองพบกันในวันแรก
“ตะวันจะตั้งใจฟังเลย”
เด็กหนุ่มชุดขาวที่ยืนอยู่ข้างเปียโนฝั่งขวามือพูดพลางส่งยิ้ม
ทะเลผุดยิ้มมุมปากก่อนสูดหายใจเข้า
สายลมเย็นพลันพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง
มันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาเริ่มลงนิ้วบรรเลง
ยามนี้เด็กวัยสิบสี่คนนี้ดูน่ารักน่าหลงใหลเป็นอย่างมาก
ผมของเขาพลิ้วไหวไปตามสายลมพร้อมกับแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่สาดส่อง
ทำให้ตะวันที่มองอยู่ถึงกับยืนนิ่งไปด้วยความหลงใหลในตัวอีกฝ่าย
พอทะเลเล่นเปียโนไปได้ไม่นานภาพความทรงจำของพ่อแม่พลันผุดขึ้นมา
มือของเขาเริ่มสั่น หัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้น เขาคิดว่าจะหยุดเล่น
ทว่าเมื่อเงยหน้ามองไปที่ตะวันซึ่งกำลังมองมาด้วยรอยยิ้มใสซื่อและแววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความหลงใหลและชื่นชม
ทำให้ทะเลที่เห็นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
ความรู้สึกที่ไม่ดีก่อนหน้านี้พลันเลือนหายราวกับไม่เคยมีมาก่อน
ปัจจุบัน ณ
ฮอลล์แห่งหนึ่งในจันทบุรี
ภาพรอยยิ้มของตะวันเมื่อครั้นอดีตได้ทับซ้อนกับตัวเขาที่นั่งอยู่ตรงผู้ชมในตอนนี้
ทะเลทอดสายตามองอีกฝ่ายด้วยความสุขอันเหลือล้น
ดวงหน้าหวานได้แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ชวนให้ผู้ชมที่กำลังมองมาจำต้องยิ้มไปตาม ๆ
กัน
หลังจบการแสดงผู้คนมากมายต่างลุกขึ้นยืนและตบมือแสดงความชื่นชมต่อคนบนเวที
เสียงตบมือได้ดังสนั่นอย่างที่ไม่เคยมีผู้เข้าแข่งขันคนไหนทำได้มาก่อน
ในเวลาเดียวกันกลางถนนห่างจากฮอลล์ที่ทะเลแสดงอยู่ราวหนึ่งกิโลเมตร
“รถมันมาติดอะไรวันนี้วะ!”
อาทิตย์พูดขึ้นด้วยท่าทีร้อนรนในขณะที่นั่งรถแท็กซี่มาพร้อมกับเพื่อนทั้งสามของเขา
“มิ้นท์ดูในนกฟ้า เขาบอกว่าด้านหน้าเกิดอุบัติเหตุใหญ่
รถน่าจะไม่ขยับไปไหนสักพักเลย”
อาทิตย์พอได้ยินมิ้นท์ที่นั่งอยู่ข้างกายบอก
จึงเปิดประตูแล้วลงจากรถทันที มิ้นท์เองก็ลงจากรถตามไปเช่นกัน
เหลือเพียงโก้ที่นั่งอยู่เบาะหลัง
“อ้าวเฮ้ยจะไปไหนกัน!!!”
โก้ตะโกนถามเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเริ่มออกตัววิ่ง
“ฉันว่าเขาคงจะวิ่งไปจริง ๆ” นัจที่นั่งอยู่ข้างคนขับพูด
“เอาจริงดิ เหลือตั้งหนึ่งกิโลเลยนะเว้ย”
นัจมองดูมิเตอร์แสดงราคาค่านั่งแท็กซี่
ก่อนควักเงินสดจ่ายให้ลุงคนขับ
“แล้วนายจะมัวนั่งอยู่ทำไม ลงไปสิ”
นัจพูดพลางเปิดประตูลงจากรถ
“นี่เธอจะเอากับพวกนั้นจริง ๆ เหรอ?” โก้ถาม
ทว่าเขาก็ลงมาจากรถแล้วเช่นเดียวกัน
“อย่าดูถูกนักกรีฑาอย่างฉันเชียว
แค่กิโลเดียวมันจะเท่าไหร่กัน” นัจพูดด้วยความมั่นใจ
“แต่เธอใส่ชุดนักเรียนอยู่นะ...”
โก้พูดไม่ทันจบนัจก็ได้วิ่งพรวดตามอาทิตย์และมิ้นท์ไปแล้ว
“อ้าวเฮ้ย!!!” โก้อุทานขึ้นพร้อมออกตัววิ่งตามทั้งสามคนไป
ทว่าภายในใจกลับรู้สึกเหมือนลืมบางสิ่งที่สำคัญทำให้ความเร็วการวิ่งช้ากว่าปกติเพราะมัวแต่คิด
ก่อนจะส่ายหน้าสลัดความรู้สึกทิ้งเพราะระยะห่างระหว่างเขากับเพื่อนไกลขึ้นเรื่อย ๆ
จำเป็นต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่านี้เพื่อตามให้ทัน จะมัวคิดเรื่องอื่นไม่ได้
ณ
ฮอลล์แห่งหนึ่งในจันทบุรี
“ในที่สุดก็ถึงซะที”
โก้พูดพร้อมหายใจหอบเพราะวิ่งมาอย่างเต็มฝีเท้า
“นายนี่มันปวกเปียกจริงๆเลยนะ”
นัจพูดพลางมองหน้าโก้ที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ก็มีแต่เธอนี้แหละที่ไม่เหนื่อยกับเขาบ้าง ยัยปีศาจ!
อาทิตย์กับมิ้นท์ก็เหนื่อยไม่ต่างกันหรอกน่า”
นัจเบือนหน้าหนีก่อนจะเหยียบเท้าโก้ไปหนึ่งที
“โอ๊ย!”
ในตอนที่ทั้งสองทะเลาะกันอยู่
อาทิตย์ก็พยายามมองหาทะเลบนเวที ทว่าไม่พบแม้แต่เงาของคนที่ตามหา
เขาเลยมองหาที่นั่งว่าง ๆ แล้วเดินเข้าไปนั่ง พวกมิ้นท์ นัจ
โก้เองก็เดินตามเข้าไปนั่งด้วยเช่นกัน
“มิ้นท์ว่าพี่ทะเลเขาแข่งจบไปรึยัง” อาทิตย์ถามคนข้าง ๆ
“มิ้นท์ก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่ถ้าดูจากคิวที่พี่ตะวันเคยเอามาให้ดูก่อนหน้านี้
มิ้นท์ว่าพี่ทะเลน่าจะแข่งจบไปแล้ว”
“ให้ตายสิ!!” อาทิตย์สบถ
จังหวะนั้นนัจก็ได้เหลือบไปเห็นตะวันซึ่งนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ด้านหน้าถัดขึ้นไปสามแถว
“นั่นพี่ตะวันนี่!”
นัจพูดขึ้นทำให้อาทิตย์รีบหันมองหน้าเธอทันที
“เธอเห็นพี่ตะวันเหรอ พี่ตะวันนั่งอยู่ตรงไหน!”
“ตรงนั้นไง” นัจชี้นิ้วไปตรงที่เธอบอก
ทั้งสี่คนมองตามนิ้วที่ชี้ไป
ก่อนที่อาทิตย์จะลุกขึ้นพรวดเดินไปหาพี่ชายของเขา ตามติดไปด้วยมิ้นท์
ทว่านัจกับโก้ไม่ได้ตามไปด้วย
ตอนแรกโก้จะเดินตามไปแต่นัจดึงมือโก้ให้กลับมานั่งไว้ก่อน
“นี่นายจะตามไปทำไม
ไม่เห็นรึไงว่าที่นั่งว่างตรงนั้นมันมีแค่สองที่
ถ้าตามไปด้วยคงได้ยืนหัวโด่อยู่นั่นแน่ ๆ อยากโดนด่ามากนักหรือไง?”
“จริงด้วยแฮะ ไม่ได้มองเลย” โก้ตอบ
“พี่ตะวัน พี่ทะเลแข่งไปแล้วรึยัง?” อาทิตย์ถามในตอนที่เดินแทรกตัวผ่านผู้ชมคนอื่นเข้าไป
ตะวันได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเลยหันมาดู
“อ้าวอาทิตย์ มิ้นท์ก็มาด้วยเหรอ มานั่งก่อนสิ”
เขาพูดพลางตบเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ที่ว่างอยู่
“ครับพี่” อาทิตย์ตอบ ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ทางขวามือพี่ชาย
ส่วนมิ้นท์นั่งอยู่ทางซ้ายมือ
“พี่ทะเลแข่งไปแล้วรึยังครับ?” อาทิตย์ถาม
“แข่งจบไปแล้ว ก่อนที่อาทิตย์จะมาไม่นาน”
“งั้นเหรอครับ”
อาทิตย์พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าพร้อมสีหน้าผิดหวัง
ตะวันยิ้มอ่อนมองหน้าน้องชาย
“เดี๋ยวรอฟังประกาศผลนะ ตอนนี้กำลังรอคณะกรรมการลงคะแนน”
“พี่ทะเลต้องชนะแน่นอนค่ะ” มิ้นท์พูดขึ้น
ทำให้สองพี่น้องหันหน้ามามองต้นเสียง ก่อนอาทิตย์จะเอ่ยบางสิ่งออกมาด้วยความมั่นใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ทะเลของอาทิตย์เก่งที่สุดแล้ว”
“ใช่ทะเลต้องชนะแน่นอน วันนี้ทะเลทำได้ดีมาก”
ตะวันพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมมองไปบนเวทีด้วยสายตาอ่อนโยนเหมือนกำลังนึกถึงใครสักคนที่รัก
มิ้นท์กับอาทิตย์ต่างมองหน้าตะวันก่อนจะหันหน้าไปทางเวทีเช่นเดียวกัน
ไม่นานเสียงจากผู้ประกาศสาวพลันกล่าวขึ้นพร้อมเสียงดนตรีสุดตื่นเต้น
“เอาล่ะค่ะ
ตอนนี้คณะกรรมการของเราก็ได้ลงคะแนนมาเป็นที่เรียบร้อย
ต่อไปนี้ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดขึ้นมาบนเวทีด้วยนะคะ” สิ้นเสียง
เสียงปรบมือของผู้ชมในฮอลล์พลันดังขึ้น
ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบห้าคนเริ่มทยอยขึ้นเวทีมายืนรวมกันอยู่ตรงกลางเรียงหน้ากระดาน
ผู้ประกาศจะประกาศรายชื่อของคนที่ติดอยู่ในห้าอันดับแรกก่อน
และรายชื่ออันดับที่เหลือจะไม่ถูกประกาศบนหน้าจอแต่จะมีใบประกาศอันดับและคะแนนส่งไปให้แต่ละโรงเรียนเป็นการส่วนตัว
ทะเลกุมมือตัวเองแน่นด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเงยหน้ามองไปยังที่นั่งของตะวัน
ป้ายไฟสีแดงที่เขียนว่า ‘ทะเลทำได้’ ของอีกฝ่ายยังคงสว่างไสว
ทำให้ทะเลที่เห็นเผลอยิ้มออกมา
ความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ได้จางหายไปจนสิ้นและเขาเองก็พึ่งสังเกตเห็นว่าอาทิตย์ก็นั่งอยู่ข้าง
ๆ ตะวันพร้อมโบกมือมา เช่นนั้นเขาเลยโบกมือกลับระดับเอวแล้วยิ้มให้อีกฝ่าย
“พี่ทะเลมองเห็นพวกเราด้วย” อาทิตย์พูดกับพี่ชาย
“อื้ม” ตะวันตอบอาทิตย์ ทว่าสายตายังคงจ้องมองไปยังคนบนเวที
โฆษกสาวได้ประกาศรายชื่อทั้งห้าคนออกมาโดยที่ยังไม่ได้ประกาศอันดับ
ทะเลก็เป็นหนึ่งในนั้น ทุกคนที่มาเชียร์ทะเลต่างแสดงความดีใจอยู่ตรงที่นั่งตัวเอง
ต่อไปผู้ประกาศสาวจะเริ่มประกาศคะแนนและรายชื่อของคนที่ได้อันดับสาม
แล้วจะประกาศคะแนนอันดับสองและอันดับหนึ่งตามลำดับ
รายชื่อผู้เข้าแข่งขันพร้อมคะแนนที่ได้จะขึ้นโชว์อยู่บนจอภาพตรงกลางเวทีโดยคะแนนจะปรากฏออกมาก่อนตามด้วยรายชื่อ
ทุกคนในฮอลล์ต่างนิ่งเงียบ
มีเพียงเสียงของผู้ประกาศที่ดังชัดผ่านไมโครโฟนพร้อมเสียงดนตรีบิ้วอารมณ์ให้ตื่นเต้น
รายชื่ออันดับสองและอันดับสามได้ถูกประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อย
ทว่าไม่มีชื่อของทะเลอยู่ในนั้น
ตอนนี้เหลือเพียงรายชื่อของคนที่ได้อันดับหนึ่งซึ่งยังไม่ประกาศออกมา
ทุกคนในฮอลล์รวมถึงผู้เข้าแข่งขันต่างตั้งหน้าตั้งตารอผลคะแนนและรายชื่อที่จะปรากฏอยู่บนจอภาพ
ตะวันและอาทิตย์ต่างกุมมือตัวเองแน่น
มองจอภาพเบื้องหน้าด้วยความคาดหวัง ทะเลที่อยู่บนเวทีก็เช่นกัน
เมื่อคะแนนปรากฏออกมาทะเลพลันหันหน้ามามองตะวันและอาทิตย์ด้วยความตื่นเต้น
ไม่นานรายชื่อของคนที่ได้อันดับหนึ่งก็ได้ปรากฏสู่สายตาผู้คน
“อันดับหนึ่งกลายเป็นของ นายชลธาร ดาวฤดี
จากโรงเรียนจันทบุรีพิทยาคาร!!!” สิ้นเสียงโฆษกสาว
เสียงเชียร์พร้อมเสียงตบมือพลันดังกระฉ่อน
“พี่ตะวัน! พะ..พี่ทะเลเค้าได้ที่หนึ่ง!!!”
อาทิตย์พูดพลางเขย่าตัวพี่ชาย ทว่าสายตาของเขายังคงจ้องมองคนบนเวทีอย่างไม่ลดละ
“อะ...อื้มมม พี่เห็นแล้ว” ตะวันตอบอาทิตย์
โดยที่สายตาจดจ่ออยู่กับคนเพียงคนเดียวบนเวที ซึ่งกำลังส่งยิ้มหวานมองมาที่เขา
ส่วนมิ้นท์เธอตบมือแสดงความดีใจกับทะเลเหมือนกัน
แต่สายตาของเธอกลับจ้องมองอาทิตย์ด้วยแววตาแปลก ๆ
ถึงอย่างนั้นเธอคงไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ชายของคนที่มองได้แอบเห็นสายตานั้นเข้าให้แล้ว
หลังจากทะเลรับถ้วยรางวัลเสร็จ
มีชายคนหนึ่งได้เดินตรงไปด้านหน้าเวทีพร้อมช่อดอกไม้สีแดงสด
เขาสวมชุดสูทสีดำพร้อมผมที่เซตมาดีราวกับเป็นคุณชายตระกูลใหญ่
“อ๊ะอ้าว! หนุ่มหล่อคนนี้
เขาต้องการจะมอบดอกไม้ช่อใหญ่ในมือนั่นให้ใครกันนะ!”
โฆษกสาวถามขึ้นเมื่อเห็นหนุ่มด้านหน้าเวที
หนุ่มคนนั้นเผยยิ้มออกมาพลางจ้องมองไปยังคนที่ยืนถือถ้วยรางวัลอยู่ตรงกลางระหว่างคนที่ได้ลำดับสองและสาม
จากนั้นพลันโบกมือขึ้นเหนือหัวเล็กน้อย
ก่อนเรียกชื่อของคนที่ต้องการจะมอบดอกไม้ให้
“พี่ทะเล!”
เมื่อทะเลเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเรียกชื่อตัวเอง
เขาเลยพยายามเพ่งสายตามองใบหน้าของคนคนนั้นดี ๆ
จึงพบว่าเป็นใบหน้าของคนที่ตัวเองรู้จักเลยเดินเข้าไปหา
“พี่ทะเลครับ ยินดีด้วยนะครับพี่”
เขาพูดพลางยื่นช่อดอกไม้สีแดงบนมือให้
ทะเลย่อตัวลงแล้วยื่นมือไปรับพร้อมเผยยิ้มด้วยความอ่อนโยน
“ขอบคุณนะภัทร”
อาทิตย์พอเห็นว่าคนนั้นคือภัทรเพื่อนร่วมห้อง
จึงแสดงความไม่พอใจออกมาผ่านทางสีหน้าและท่าทาง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน
มือที่วางอยู่บนหน้าขากำแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
ส่วนตะวันไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย
เขายังคงมองไปที่ทะเลด้วยความยิน
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 17
Comments