บทที่ 7 บทเพลงแห่งความทรงจำ

บทที่ 7 บทเพลงแห่งความทรงจำ

หนึ่งเดือนต่อมา

ณ ฮอลล์แห่งหนึ่งในจันทบุรี

เด็กหนุ่มในชุดสูทกำลังก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนเวทีขนาดใหญ่ซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาจับจ้อง

เขายืนอยู่ตรงกลางเวทีก่อนจะหันหน้ามาโค้งตัวแสดงความเคารพ

เสียงปรบมือของคนในฮอลล์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เขาเดินไปนั่งลงตรงเปียโนสีดำกลางเวที เสียงปรบมือค่อย ๆ เบาลงจนเงียบไป

ไม่นานแสงไฟสีขาวพลันส่องลงมาตรงกลางเวทีบริเวณที่เปียโนวางอยู่

เด็กหนุ่มเงยหน้ามองขึ้นไปยังที่นั่งของผู้ชม

ในสายตามองเห็นชัดเพียงเด็กหนุ่มอีกคนซึ่งถือป้ายไฟสีแดงเขียนว่า ‘ทะเลทำได้’

ก่อนเผยยิ้มออกมา จากนั้นจึงค่อย ๆ หลับตาลงพลางสูดหายใจเข้าลึก ไม่นานนิ้วเรียวก็เริ่มบรรเลงคีย์บอร์ดตรงหน้าด้วยความนุ่มนวล

เสียงเปียโนที่ทุกคนได้ยินนั้นไพเราะมากจนทำให้บรรยากาศในฮอลล์เงียบสงบราวกับว่าคนหลายร้อยคนที่เคยนั่งอยู่ตรงหน้าเวทีหายไปสิ้น

สาเหตุมาจากการที่พวกเขาต่างตั้งใจฟังเสียงเปียโนของเด็กหนุ่มบนเวทีด้วยความหลงใหล

เด็กคนนั้นบรรเลงเปียโนพร้อมกับจ้องมองเด็กหนุ่มอีกคนซึ่งกำลังชูป้ายไฟสีแดงอยู่ตรงที่นั่งผู้ชมแถวกลาง

นิ้วเรียวยังคงบรรเลงเพลงต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมหวนนึกถึงครั้นอดีต

ปี ค.ศ.2010

ปีนี้เป็นปีที่แรกที่ตะวันได้ย้ายมาอยู่กับป้านิลในจังหวัดจันทบุรี

ตลอดช่วงเวลาสองสัปดาห์หลังจากเดินทางมาถึง เขาไม่มีเพื่อนเล่นด้วยเลยสักคน

ทุก ๆ

วันในยามเช้าตะวันมักจะออกมานั่งเล่นตรงชิงช้าแขวนบริเวณลานกว้างหน้าบ้านและทุกครั้งเขาจะนั่งเล่นคนเดียวด้วยความเงียบ

บรรยากาศรอบตัวดำเนินไปอย่างที่เคยเป็น

คือมีเพียงเสียงนกตัวน้อยขับขานและเสียงสุนัขที่ออกมาวิ่งเล่นตรงถนนหน้าบ้าน

ทว่าวันนี้กลับมีสิ่งหนึ่งแปลกไป เขาได้ยินเสียงเปียโนดังมาจากบ้านหลังข้าง ๆ

เสียงเปียโนที่ได้ยินมักจะเล่นแล้วหยุดลง วนซ้ำท่อนเดิมอยู่หลายรอบ

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใดทำไมผู้บรรเลงถึงไม่เล่นให้จบเพลง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เด็กชายเลยวิ่งไปหยิบเก้าอี้ไม้สี่ขามาวางชิดกำแพงปูนที่ขวางอยู่

ก่อนจะเหยียบมันเพื่อปีนขึ้นนั่งบนกำแพงแล้วกวาดสายตาไปรอบบ้านหลังนั้นเพื่อหาต้นเสียงของเปียโน

ทว่าไร้วี่แวว ทันใดนั้นเสียงเห่าของสุนัขที่ออกมาเดินเล่นตรงถนนหน้าบ้านพลันดังขึ้น

หัวใจของเด็กชายคล้ายหล่นฮวบลงกับพื้นด้วยความตกใจและความลนลานเลยทำให้พลัดตกลงไปในบ้านข้างเคียง

ตะวันตกใจสุดขีดเพราะกลัวเจ้าของบ้านจะคิดว่าตัวเองเป็นขโมยจึงพยายามปีนกำแพงกลับแต่ทำไม่ได้เพราะสูงเกินไป

เขาหันมองซ้ายขวาก่อนรีบสาวเท้าไปทางประตูหน้าบ้านซึ่งเป็นประตูเลื่อนเหล็ก

พอเดินไปถึงก็พบว่ามันล็อกอยู่ด้วยแม่กุญแจขนาดใหญ่จากด้านใน

ตะวันเห็นถึงกับหน้าถอดสี

ในตอนนั้นเองเสียงเปียโนก่อนหน้านี้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เลยคิดว่าในเมื่อเป็นแบบนี้ก็จะขอเข้าไปดูใกล้ ๆ

เพื่อบอกเจ้าของบ้านว่าตัวเองตกจากกำแพงแล้วปีนกลับไปไม่ได้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“จะเป็นอะไรไหมนะ?” เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมสีหน้ากังวล

เด็กชายเดินไปรอบบ้านก่อนยืนหยุดตรงบานหน้าต่างที่เปิดอยู่

‘ดูเหมือนว่าเสียงเปียโนจะดังมาจากห้องนี้’

ตะวันกล่าวในใจพร้อมมองเข้าในบ้านผ่านบานหน้าต่าง

แต่ในจังหวะนั้นสายลมบางก็ได้พัดโชยผ่านแผ่นหลังเข้าไปด้านในด้วยเช่นกัน

เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กคนหนึ่งที่แสนน่ารักและจิ้มลิ้มซึ่งไว้ผมยาวประมาณไหล่

ทำให้เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กผู้หญิง

ผมของเด็กคนนั้นพลิ้วไหวไปตามสายลมขณะเล่นเปียโนไปด้วย

ช่างเป็นเด็กที่ให้ความรู้สึกดึงดูดและน่าหลงใหลอะไรเช่นนี้

ใบหน้าของตะวันพลันร้อนฉ่าเมื่อเห็นคนตรงหน้า

แต่พอเสียงเปียโนที่อีกฝ่ายเล่นหยุดลงในจังหวะทำนองเดียวกันกับสาเหตุที่ทำให้ตนข้ามกำแพงมาเลยได้สติรีบปั้นหน้ากลับ

ตะโกนถามด้วยความสงสัย

“ทำไมเธอไม่เล่นต่อ!”

หลังจากเด็กคนนั้นได้ยินเสียงตะโกนเลยรีบหันหน้ามามองต้นเสียงด้วยความตกใจ

“นะ..นายเป็นใคร?”

“เราชื่อตะวัน แล้วเธอชื่ออะไรเหรอ?”

เด็กชายหน้าหวานดูท่าทีเหมือนกลัวตะวันเล็กน้อย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังบอกชื่อตัวเองไป เพราะสีหน้าและแววตาที่ตะวันมองมานั้นสดใสมาก

จนทำให้เขาคิดว่าคงจะไม่ใช่คนไม่ดีอะไร

และรอยยิ้มของเด็กคนนี้ก็เหมือนกับรอยยิ้มของคนที่เขารู้จัก

“ชื่อทะเล แล้วนายเข้ามาในบ้านเราได้ยังไง?”

ตะวันเกาหัวตัวเองด้วยความเขินอาย

กลัวว่าถ้าบอกความจริงอีกฝ่ายจะหัวเราะ

แม้ตัวเขาจะคิดแบบนี้แต่ด้วยความซื่อตรงและใสซื่อเลยสารภาพออกมา

“เราอยู่บ้านหลังนั้น” เขาพูดพร้อมชี้นิ้วไปที่บ้านของป้านิล

พูดต่อ

“ระ..เราตกจากกำแพงเข้ามา”

ทะเลไม่ได้หัวเราะตะวันเลยสักนิด

ดูเหมือนจะไม่เชื่อมากกว่า

“แล้วทำไมนายถึงปีนกำแพง?”

“เราได้ยินเสียงเปียโนดังมาจากข้างบ้าน มันเพราะมาก ๆ”

ตะวันดูเขินเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ

“ละ..เลยปีนขึ้นกำแพงมาดู ไม่คิดว่าจะตกลงมาแบบนี้”

ทะเลได้ยินแบบนั้นเลยเผลอยิ้มมุมปาก

คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะพูดความจริงเพราะตะวันดูเป็นเด็กที่ใสซื่อมาก ๆ

หลังจากทะเลเห็นใบหน้าที่กำลังขวยเขินของตะวัน

ความรู้สึกที่ไม่ดีก่อนหน้านี้พลันหายไปหมดราวกับไม่เคยมีมาก่อน

เขาพยายามจะลงนิ้วเล่นเปียโนตรงหน้าอีกครั้ง

พอตะวันเห็นว่าเด็กหน้าสวยกำลังยิ้มเลยตั้งใจชวนคุยต่อ

“แล้วทำไมทะเลถึงเล่นเปียโนไม่จบเพลงเหรอ?”

ทะเลที่กำลังจะลงนิ้วกลับหยุดชะงัก

ก่อนจะชักมือกลับมาแล้วลุกพรวดเมื่อได้ยินคำถาม

เขาเดินมาปิดหน้าต่างโดยไม่ได้พูดอะไร

ทำให้ตะวันที่ยืนอยู่นอกหน้าต่างหน้าเหวอไปเลย

‘นะ..นี่เราพูดอะไรผิดไปรึเปล่านะ?’ เขาถามตัวเองในใจ

ทันใดนั้นเสียงของคุณยายอายุราวหกสิบพลันดังขึ้นมาจากด้านหลังของตะวัน

“นั่นใครเหรอ?”

ตะวันสะดุ้งเฮือกรีบหันหน้าไปหาต้นเสียง

ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย

“ผะ..ผมตะวันครับ อยู่บ้านข้าง ๆ ผมหล่นจากกำแพงลงมา

ผมไม่ได้เป็นขโมยนะครับคุณยาย”

“อ่อ ตะวันที่นิลพูดให้ฟังเมื่อวานนี่เอง หน้าตาดีไม่เบา”

“ถ้าว่าง ๆ ก็มาเล่นกับทะเลเขาหน่อยสิ รู้จักกันแล้วใช่ไหม?” เธอพูดออกมาแบบนี้เพราะได้แอบดูทั้งสองคุยกันอยู่ตั้งแต่แรก

“ครับ?!” ตะวันอุทานด้วยความแปลกใจ

แต่ลึก ๆ ก็แอบรู้สึกดีใจที่จะมีเพื่อนเล่นแล้ว

“ยายพึ่งย้ายกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ เด็กคนนั้นก็เหมือนกัน

แล้วตะวันอายุเท่าไหร่แล้วล่ะฮึ?”

“สิบสามครับคุณยาย”

“เท่ากันกับทะเลเลยนี่?! ตะวันมาเล่นกับทะเลบ่อย

ๆ ด้วยนะ”

เด็กชายยิ้มร่าเมื่อได้ยินแบบนั้น

เขารีบตอบออกไปทันที

“ครับคุณยาย! ตะวันจะมาเล่นกับทะเลบ่อย ๆ เลยครับ!”

คุณยายเผยยิ้มพลางมองหน้าตะวัน

“ไปกัน เดี๋ยวยายไปส่งที่บ้าน”

“ขอบคุณครับคุณยาย”

ใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาดีใจมากที่จะมีเพื่อนเล่นแล้ว

คุณยายได้เดินไปส่งตะวันที่บ้าน

ทว่าตะวันกลับไม่รู้ตัวเลยว่าในตอนที่ตัวเองยืนคุยกับคุณยายอยู่นั้น

ได้มีสายตาคู่หนึ่งแอบมองมาที่เขาด้วยความเงียบ

เวลา 18.30 น.

ณ บ้านของทะเล

ต้มยำกุ้ง ยำวุ้นเส้น ข้าวมันไก่ แกงเขียวหวาน ข้าวผัด

อาหารพวกนี้ล้วนวางอยู่บนโต๊ะกลมตรงหน้าเด็กชายที่มีใบหน้าจิ้มลิ้ม น่ารักน่าชัง แต่นัยน์ตากลับขุ่นมัวราวกับมีเมฆหมอกคอยบดบังความสดใสอยู่ตลอดเวลา

“กินเยอะ ๆ นะทะเลจะได้โตเร็ว ๆ

วันนี้เด็กที่ชื่อตะวันมาเล่นด้วยใช่ไหม?” คุณยายถาม

“เขาแอบเข้ามา” ทะเลตอบพลางตักข้าวเข้าปากอย่างช้า ๆ

เหมือนยอมกินข้าวเพราะแค่ยายบอกให้กิน ถ้ายายไม่บอกเขาคงไม่แม้แต่จะเข้าใกล้อาหาร

คุณยายวัยหกสิบถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอื้อมตักต้มยำกุ้งให้

บ้านของป้านิล

“ตะวัน วันนี้เห็นยายน่านบอกว่าเราตกกำแพงไปบ้านยาย”

หญิงสาววัยราวสี่สิบถามพลางตักข้าวขาวร้อน ๆ ใส่จาน

“ใช่ครับป้านิล” ตะวันตอบเสียงเบา เขากลัวป้านิลจะดุ

“แล้วเจ็บตรงไหนไหม?” ป้านิลถามพร้อมยื่นจานข้าวร้อน

ๆ ให้

ตะวันมองหน้าป้านิลก่อนจะยิ้มร่าออกมาเพราะรู้ดีว่าป้านิลนั้นใจดีมากแค่ไหน

ป้าไม่เคยดุเขาเลยสักครั้งและดีกับครอบครัวเขามาตลอด

“ไม่เลยครับป้านิล ตะวันแข็งแรงมาก ตกอีกสักรอบสองรอบก็สบาย”

เขาพูดพลางเบ่งกล้ามแขนโชว์

“เจ้าตัวแสบ” เธอบ่นพร้อมรอยยิ้มมองหลานรักด้วยความเอ็นดู

ก่อนจะเอื้อมมือตักแกงเขียวหวานให้ตะวัน

“ถ้ามีครั้งหน้า ป้านี่แหละจะตีให้”

“ค้าบบ” ตะวันตอบด้วยรอยยิ้มร่า

“ป้านิลเองกินเยอะ ๆ นะครับ”

ตะวันพูดพร้อมเอื้อมมือไปตักปลาทอดพริกให้

หญิงสาวส่ายหน้ามองตะวันด้วยความเอ็นดู

กล่าวในใจ

‘โกรธไม่ลงเลยจริง ๆ เด็กคนนี้’

เช้าวันถัดมาเวลา 7.30 น.

“เฮ้!! ทำอะไรอยู่เหรอ?” ตะวันที่กำลังโผล่หัวขึ้นมาจากอีกฝั่งกำแพงบ้านยายน่าน

ตะโกนถามเด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่บริเวณลานหน้าบ้าน

“นายอีกแล้วเหรอ?” เป็นการตอบที่เต็มไปด้วยความนิ่งเฉย

“ใช่แล้ว เราอยากเป็นเพื่อนกับเธอ เป็นเพื่อนกันไหม?”

“เราไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนที่กำลังจะปีนข้ามกำแพงบ้านคนอื่น”

พูดจบ ตะวันที่พึ่งก้าวขาข้ามกำแพงมาข้างหนึ่งพลันหยุดนิ่ง

ก่อนจะเก็บขาขึ้นแล้วกลับเข้าไปในบ้านป้านิล

ไม่ทันไรเสียงตะโกนเล็กแหลมก็ได้ดังขึ้นมาจากทางหน้าบ้าน

“ทะเลเปิดประตูให้หน่อย! เรามาเล่นด้วย!”

ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่เรียก

ได้ยินเพียงเสียงฉีดน้ำจากสายยาง

“คุณยายน่าน!! คุณยายอยู่บ้านไหมครับ!!!”

เขาตะโกนเสียงดังตามด้วยเสียงกดกริ่งสามรอบ

ทันใดนั้นประตูเลื่อนเหล็กตรงหน้าก็ได้เปิดออก

“นายต้องการอะไร?”

“ตะวันอยากจะเป็นเพื่อนกับทะเล”

“เราไม่ต้องการเพื่อน” พูดจบทะเลพลันเลื่อนประตูกลับ

ทว่าในตอนที่ประตูกำลังจะปิดสนิทเสียงหนึ่งก็ได้ดังขึ้นมาจากด้านใน

“อ้าวนั่นตะวันเหรอ!? มาเล่นกับทะเลใช่ไหม?” เป็นเสียงของยายน่านที่พูดขึ้น

ทำให้ทะเลหยุดมือแล้วมองตะวันด้วยใบหน้าเฉยชา

จากนั้นค่อยเดินกลับไปรดน้ำต้นไม้ต่อปล่อยให้ตะวันและยายของเขาคุยกันอยู่ตรงประตู

“มา ๆ เข้ามาก่อน ๆ”

“ขอบคุณครับคุณยาย” เด็กชายขอบคุณก่อนเดินเข้าประตูมา

“ยายบอกให้ทะเลช่วยรดน้ำต้นไม้

ตะวันอยากจะช่วยยายรดน้ำต้นไม้ด้วยไหม? ยายแก่แล้วทำอะไรก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่”

เธอพูดพลางทำท่าทางปวดหัวไหล่ทั้งสองข้าง

“ครับคุณยาย เดี๋ยวตะวันช่วยอีกแรงนะครับ”

เขาตอบด้วยรอยยิ้มเต็มใจ

“งั้นเดี๋ยวยายจะไปเอาบัวรดน้ำมาให้

ตะวันไปคุยเล่นกับทะเลรอยายก่อนนะ”

“ครับคุณยาย”

หลังจากยายน่านเดินไปหลังบ้าน

ตะวันก็ได้เดินเข้าไปหาเด็กหน้าหวานที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้ด้วยสายยางอยู่

“ให้เราช่วยไหม?” ตะวันถาม

ทว่าไม่มีเสียงตอบรับเลยตั้งใจเปลี่ยนคำถาม

“เราพึ่งย้ายมาจากสระแก้วมาเรียนต่อที่นี่

แล้วทะเลมาเรียนต่อที่นี่เหมือนกันใช่ไหม?”

ตะวันยืนมองหน้าสวยอย่างไม่ลดละเพื่อรอคำตอบ

ก่อนที่ไม่นานทะเลจะปรายสายตามองตะวัน พูดขึ้น

“คุณยายบอกให้มาเรียน”

พอตะวันเห็นว่าทะเลยอมพูดด้วยแล้วเลยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ถามต่อ

“ทะเลจะเข้าโรงเรียนไหนเหรอ? ใช่โรงเรียนจันทบุรีวิทยายนไหม?”

“ใช่ คุณยายบอกว่ามันใกล้บ้านที่สุดแล้ว”

“ตะวันก็จะเข้าเรียนที่นั่นเหมือนกัน

แบบนี้เรามาเป็นเพื่อนกันไว้เถอะนะ”

ทะเลมองหน้าตะวันโดยไม่ตอบอะไร

ในจังหวะนั้นยายน่านที่เดินไปหยิบบัวรดน้ำให้ห้องเก็บของหลังบ้านก็เดินมาพอดี

“ตะวัน ยายเอามาให้แล้ว บ้านยายมีสายยางเส้นเดียว

ตะวันเอาบัวไปเติมน้ำกับทะเลนะ”

“ครับคุณยาย” ตะวันเอื้อมมือไปรับพร้อมรอยยิ้ม

ก่อนหันหน้าไปหาทะเลแล้ววางบัวรดน้ำสีฟ้าลง

“เติมน้ำให้ตะวันที เดี๋ยวตะวันช่วยรดน้ำต้นไม้”

ทะเลหันไปมองหน้ายายของเขาที่กำลังมองมาด้วยความกังวล

ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าตะวันพร้อมหย่อนสายยางเข้าไปในบัวรดน้ำ

ยายน่านผุดยิ้มเมื่อเห็นแบบนั้น

เธอรู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าหลานรักเริ่มเปิดใจพูดคุยกับคนอื่นแล้ว

เธอเดินเข้ามายืนด้านหลังของทะเลพร้อมใช้มือรวบผมที่ยาวประบ่านั้นขึ้นมามัดรวบด้วยยางมัดผมสีดำที่หยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

“ทะเลเองก็ตัดผมได้แล้วนะ อีกไม่นานก็เปิดเทอม

ทางโรงเรียนเขามีกฎว่าไม่ให้ผู้ชายไว้ผมยาวนะ”

“ครับ”

ตะวันได้ยินแบบนั้นจึงตกใจมากเพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าเด็กหน้าสวยตรงหน้าจะเป็นเด็กผู้ชาย

“ทะ..ทะเลเป็นผู้ชายเหรอ!? ตะวันนึกว่าทะเลเป็นผู้หญิงมาตลอดเลย!?”

“ทำไม? นายมีปัญหาอะไร?” ทะเลถามพร้อมมองหน้าตะวัน

“ปะ..เปล่า ตะวันแค่ตกใจเฉย ๆ ก็ทะเลน่ารักนี่”

เขาตอบพลางหลบสายตา ใบหูของเขาเริ่มมีสีแดงฉ่าพร้อมแก้มทั้งสองข้างที่แดงระเรื่อเล็กน้อย

ทะเลได้ยินตะวันพูดพร้อมสีหน้าเขินอาย

เขาเลยมองหน้าตะวันอยู่ชั่วครู่ก่อนทั้งสองจะสบตากัน

ทว่าชั่วพริบตาทะเลก็ก้มหน้าลง แก้มขาวปรากฏสีแดงระเรื่อทั้งสองข้าง กล่าวในใจ

‘อะไรของเขานะ! ทำไมถึงต้องมองแบบนั้นด้วย....’

ยายน่านซึ่งยืนดูอยู่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ทว่าพอเธอเหลือบไปเห็นว่าน้ำที่กำลังเติมได้ล้นออกมาแล้วเลยพูดขึ้น

“น้ำเต็มแล้วนะ”

เสียงนี้ทำให้ทะเลที่กำลังคิดเรื่องตะวันจนไม่มีสมาธิรีบดึงสายยางออกแล้วไปรดน้ำต้นไม้ต่อ

ส่วนตะวันเองก็รีบก้มตัวลงยกบัวรดน้ำไปรดต้นไม้ที่อยู่อีกฟากหนึ่ง

ยายน่านเผยยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหลานชายเพียงคนเดียวกำลังแอบยืนยิ้มอยู่

เพราะหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นนี่เป็นครั้งแรกที่ทะเลยิ้มออกมา

แม้จะเป็นเพียงยิ้มเล็ก ๆ ก็ตาม

“เดี๋ยวรดน้ำเสร็จ ยายจะทำน้ำแข็งไสให้นะ”

“ขอบคุณครับคุณยาย” ตะวันพูดพร้อมตั้งใจรดน้ำอย่างขันแข็ง

เวลา 8.30 น.

ภายในบ้านของทะเล

“มีใครอยากจะช่วยยายทำน้ำแข็งไสไหม?” ยายน่านถามพร้อมมองเด็กชายทั้งสองที่กำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว

“ตะวันอยากช่วยครับ!” เขายกมือเสนอตัว

“งั้น ตะวันไปที่ครัวกับยาย เดี๋ยวยายจะสอนทำนะ”

ยายน่านพูดพลางยิ้มให้หลานชาย จากนั้นเธอได้หันไปมองทะเลซึ่งนั่งอยู่ข้างตะวัน

แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรเธอ เขาเพียงนั่งนิ่ง ๆ มองไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย

ยายน่านทำได้เพียงถอนหายใจเบาพร้อมเดินไปทางห้องครัว

“มาเร็วตะวัน เดี๋ยวยายจะสอนให้”

ไม่นานตะวันพลันลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปจับมือเด็กอีกคน

“ไปกันเถอะ ไปทำน้ำแข็งไสกัน!”

ทะเลที่กำลังนั่งเหม่อไม่ทันได้ตอบโต้

รู้ตัวอีกทีตัวเขาถูกดึงตัวให้เดินตามไปเสียแล้ว

ยายน่านที่แอบชำเลืองสายตามองมาด้านหลังแอบยิ้ม

ก่อนเอ่ยในใจ

‘คงคิดถูกแล้วที่พาทะเลกลับมาที่นี่’

ณ ห้องครัว

“ฮึบ! ไม่ได้ใช้นาน ไม่รู้ว่าจะยังใช้ได้ไหม”

ยายน่านที่กำลังยกเครื่องบดน้ำแข็งออกมาจากตู้ชั้นวางของพูด

“มันใช้ยังไงเหรอครับคุณยาย ตะวันเคยแต่ซื้อกิน

ไม่เคยทำเองเลยครับ”

ยายน่านยิ้มให้คนถามก่อนจะหันไปหาหลานซึ่งยืนอยู่ข้าง

ๆ ตะวัน

“ทะเลอยากจะสอนตะวันทำไหม?”

คนถูกถามกำลังจะส่ายหน้าบอกปัด

ทว่าตะวันพลันพูดขึ้น

“โหว!! ทะเลทำเป็นด้วยเหรอ?! สอนตะวันบ้างสิ”

เขาพูดพร้อมส่งสายตาตื่นเต้น

เขามองหน้าตะวันก่อนหันมองยายน่านที่มองมาด้วยรอยยิ้ม

พร้อมกวักมือไปด้านหน้าเป็นการบอกนัย ๆ ให้เขาตอบตกลงไป

“ได้ เดี๋ยวทะเลจะสอนให้” แม้จะตอบตกลงไป

แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้อยากสอนสักเท่าไหร่นัก

“ขอบคุณนะทะเล” ตะวันขอบคุณพลางยิ้มร่า

ยายน่านยิ้มมองทั้งสองคนอย่างไม่ลดละ

ก่อนเอ่ยขึ้น

“งั้นเดี๋ยวยายจะดูเครื่องให้ก่อนว่ามันยังใช้ได้ไหม”

หลังจากยายน่านตรวจเช็กพร้อมกับทดลองบดน้ำแข็งเล็กน้อยก็พบว่าเครื่องยังทำงานได้ปกติ

“เรียบร้อยยายตรวจดูให้แล้วมันยังใช้งานได้ปกติ

ทะเลกับตะวันมานี้สิมาใกล้ ๆ” พูดจบทะเลและตะวันก็ได้เดินมาอยู่ตรงหน้าเครื่องบดน้ำแข็งขนาดเล็ก

“ทะเลสอนตะวันเร็ว ตะวันอยากกินน้ำแข็งไสแล้ว”

เขาหันไปพูดกับคนข้าง ๆ

“อย่ารีบสิ! ทำเองเลยไหม?” ทะเลหันหน้าไปตะคอกตะวัน

ทำให้คนโดนว่าชะงักนิ่งเงียบจนดูเป็นหมาหงอยไปเลย

เด็กหน้าหวานมองหน้าหมาน้อยก่อนถอนหายใจเบา

เขาเองก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ควรพูดออกไปแบบนั้นเพราะความโมโห

“ดูให้ดีแล้วกัน จะสอนแค่ครั้งเดียว”

ทะเลรู้สึกผิดขึ้นมาที่ทำตัวแบบนั้น จึงยอมความแข็งกร้าวลงเอ่ยขึ้น

“ได้เลย ตะวันจะตั้งใจดูที่ทะเลสอน” ตะวันกระตือรือร้นตอบรับ

แม้ลึก ๆ จะรู้สึกกลัวทะเลก็ตาม

แต่นี่เป็นโอกาสดีที่เขาจะได้สนิทกับเพื่อนเพียงคนเดียวตั้งแต่มาอยู่กับป้านิล

“ตอนแรกนายต้องเปิดฝาเครื่องบดขึ้น แล้วใส่น้ำแข็งลงไป

แต่อย่าให้มันล้นนะเดี๋ยวปิดไม่ได้”

ทะเลเริ่มทำและอธิบายพร้อมกับเตือนในสิ่งที่ต้องระวัง

“ปิดฝาลง แล้วเอาถ้วยไปรองไว้ตรงที่น้ำแข็งจะออก

นายต้องจับฝาปิดแน่น ๆ นะ ใช้แรงกดมันลงไปด้วย

จากนั้นนายก็ไปเปิดสวิตช์ตรงฐานเครื่อง แค่นี้แหละ”

สอนเสร็จน้ำแข็งบดที่ทะเลทำเป็นตัวอย่างให้ตะวันดูได้ออกมาประมาณถ้วยเล็กเท่าฝ่ามือ

“อ๋อ แบบนี้เอง ตะวันเข้าใจแล้ว ขอบใจมากเลยนะทะเล”

พูดจบเขาไม่รอช้ารีบไปบดน้ำแข็งเองทันที

ไม่นานตะวันก็ทำน้ำแข็งบดออกมาได้หนึ่งถ้วย

ก่อนจะหันไปหายายน่านซึ่งกำลังยืนมองอยู่ด้านหลัง

“คุณยายด้วยกินไหมครับ เดี๋ยวตะวันทำให้”

“ไม่เป็นไรตะวันยายกินข้าวอิ่มแล้ว ตะวันกับทะเลกินเลย

ยายไม่ค่อยชอบของหวาน”

“ครับคุณยาย”

“ส่วนน้ำหวานอยากกินสีไหนก็ใส่เลยนะ ยายซื้อมาไว้ตั้งเยอะ”

“คุณยายไม่ค่อยชอบของหวานแล้วทำไมถึงซื้อมาไว้เยอะแบบนี้เหรอครับ?” ตะวันถาม

“ทะเลชอบของหวานมาก ยายเลยซื้อมาไว้”

“อ๋อ ตะวันเข้าใจแล้วครับ” พูดจบ

เข้าพลันหันไปหาทะเลซึ่งกำลังบีบน้ำหวานใส่ถ้วยน้ำแข็งที่ตัวเองทำออกมาอย่างตั้งใจ

“ทะเลชอบของหวานเหรอ? ตะวันก็ชอบมากเลย

ชอบกินโกโก้ปั่นหวาน ๆ”

“อะ..อื้ม ชอบมากเลย”

ทะเลตอบโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังยิ้มอยู่

ตะวันเผยยิ้มเมื่อเห็นทะเลกำลังราดน้ำหวานด้วยใบหน้ามีความสุข

“ทะเลยิ้มแล้วน่ารักมากเลยนะ”

คนถูกชมหันขวับไปมองคนพูดด้วยสีหน้าแปลกใจ

แต่ก่อนที่จะได้กล่าวอะไร ตะวันก็เอ่ยต่อ

“ตะวันพูดจริง ๆ นะ ทะเลยิ้มแล้วน่ารักมากเลย ทะเลยิ้มเยอะ ๆ

ได้ไหม?” คำพูดของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์

ทำให้ทะเลที่ได้ยินและได้เห็นรอยยิ้มนั้น

ดวงหน้าหวานพลันปรากฏสีแดงระเรื่อ ยามนี้หัวใจที่เคยมืดมัวไร้ซึ่งแสงสว่าง

กลับมีแสงเล็ก ๆ รอดผ่านเข้ามาเป็นครั้งแรก

“นะ..นายพูดบ้าอะไรของนาย! เอาไปเลยนี่!!”

ทะเลพูดด้วยท่าทีเขินอายพร้อมบีบน้ำหวานสีแดงบนมือลงในถ้วยของตะวัน

“ทะเล ตะวันไม่ชอบกินน้ำหวานสีแดง ตะวันอยากได้สีฟ้า”

เขาบอกด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยพร้อมมองถ้วยน้ำแข็งไสของตัวเองตรงหน้า

“กิน ๆ ไปเถอะอร่อยเหมือนกันนั่นแหละ”

“ไม่เอา! ทะเลทำให้ตะวันใหม่เลยนะ!”

“…”

ทั้งสองต่างโต้เถียงกันไปมาจนสุดท้ายทะเลก็ได้ทำน้ำแข็งไสให้ตะวันใหม่

ยายน่านเห็นแบบนั้นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ในที่สุดหลานรักก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขได้สักที

เลือกตอน

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!