ตัวตนที่ซ่อนอยู่

"ยังจะยืนซื่อบื้ออะไรอยู่...รีบขึ้นมาสิโว้ย!" คุณราเมศตะโกนเรียกเสียงตื่นลงมา ผมกระโจนขึ้นบันไดอย่างเร็วที่สุดเท่าที่สปีดประจำตัวจะเร่งให้สุดได้ แต่มันก็ทำได้เพียงแค่ก้าวขึ้นไปทีละขั้นเท่านั้น เพราะพื้นที่วางเท้าของบันไดเวียนมันแคบกว่าบันไดปกติอยู่หลายเซ็นต์ โดยที่ผมจำเป็นต้องพยายามเกาะติดกับแกนกลางเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์ ในขณะเดียวกัน ที่หางตาของผมก็เห็นว่าหัวหมาทั้งสามนั่นพุ่งลิ่วๆ ตามมาจะถึงเชิงบันไดอยู่รอมล่อแล้ว ดวงไฟสีน้ำเงินทั้งสามนั้นก็ลอยตัวขึ้นที่สูงก่อนจะทิ้งดิ่งกลับลงไปที่ด้านหลังหัวหมาแต่ละหัว แล้วร่างโปร่งแสงของคนสามคนก็พลันปรากฎขึ้น แถมยังทำท่าทำทางเหมือนนั่งควบหมาและบังคับให้มันไล่งาบก้นผมต่อเสียด้วยสิ!

"เจอประตูแล้ว! กุญแจอยู่ไหน!?" เสียงร้องอย่างดีใจแต่ก็ฟังดูร้อนรนของลุงมานะดังลงมาจากที่สูงซึ่งมันน่าจะน่าจะเกินกว่าสามชั้นขึ้นไปที่ข้างบนนั่น เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมสะดุดขั้นบันไดจนเกือบจะพลัดตกลงไปคอหักตายเสียให้ได้ โชคดีที่ยังมือไวสอดมือรั้งกับแกนเหล็กสนิมเขรอะอันเย็นเฉียบไว้ได้ทัน แต่ก็เป็นไปพร้อมกับความโชคร้ายที่ไอ้หัวหมาทั้งสามนั่นเลื้อยตามขึ้นมาเกือบจะถึงตัวผมแล้วเช่นกัน "รอแป๊บ!" ฟังดูเหมือนพี่ล่ำหน้าหนวดจะเงยหน้าแหกปากตะโกนตอบขึ้นไปก่อนที่จะก้มตะโกนลงมาใส่ผม "คุณโนเนม! เอานี่ไป!" เสียงของเขาดังลงมาจากบันไดวงรอบที่อยู่เหนือหัวของผมไปไม่กี่ขั้น

เมื่อผมเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นว่าเขากำลังหมุนตัววิ่งกลับลงมาหาผมพร้อมกับยื่นมือที่กำอะไรบางอย่างเอาไว้ออกนำหน้ามา "มันมาแล้ว! รับไปเร็วเข้า!" เขาแหกปากเสียงลั่นพร้อมกับโยนของในมือนั่นลงมาให้ผมโดยที่ไม่ได้สนใจว่าผมจะรับมันได้หรือไม่อย่างไร แล้วเขาก็หันตัวกลับและวิ่งวนขึ้นไปข้างบนเสียแล้ว...อะไรของหมอนั่นฟะ! ดีหน่อยก็ตรงที่มือผมมันก็ช่างไวทายาทเอื้อมไปคว้าอะไรก็ไม่รู้ที่เขาโยนมาให้นั่นไว้ได้กลางอากาศในตอนที่ลุกขึ้นยืนตั้งหลักพอดิบพอดีอย่างเหลือเชื่อ ฤาชาติก่อนผมจะเคยเกิดเป็นลิงหรือไรถึงได้ติดนิสัยมือไวมาอย่างนี้ แต่ไอ้ที่มันเหลือจะเชื่อยิ่งกว่าก็เห็นจะเป็นสิ่งที่เขาโยนลงมาใส่มือผมนี่แหละ!

มันคือสร้อยคอด็อกแท็กที่เพิ่งจะปลิวหลุดไปจากมือของผมเมื่อตะกี้นี้นั่นเอง มันคงจะลอยไปหาพี่ล่ำของเราและเขาก็ดันคว้าเอาไว้ได้สินะ...อะไรมันจะจังหวะบังเอิญได้เหมาะเจาะเหมะเหม็งเบอร์นั้นเนอะ... แต่ช่างหัวเรื่องนั้นมันไปก่อนเถอะ ตอนนี้ผมต้องทำอะไรสักอย่างกับสามหัวหมาและร่างวิญญานที่บังคับพาพวกมันเลื้อยวนอยู่รอบนอกของบันไดและใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ นี่ก่อนเป็นอย่างด่วนเลย "เฮ้...มัวทำอะไรอยู่!...เอากุญแจมาก่อน เร็วเข้า!" เสียงลุงมาตะโกนลงมาทวงถามยิกๆ "มาแล้วๆ!" คุณราเมศตะโกนตอบกลับ เสียงของเขาลอยห่างขึ้นที่สูงไปพร้อมกับทิ้งความเดียวดายที่บันไดวนลงมาใส่หัวผมโครมเบ้อเร่อ

ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลย อยู่ๆ หมาหัวกลางก็ล้ำหน้าเพื่อน ยื่นปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเรียวเล็กแต่แหลมเปี๊ยบและเหลืองอ๋อยมาอ้ากว้างแล้วงับอากาศตรงแถวๆ ที่หน้าแข้งของผมเคยอยู่เมื่อก่อนหน้านี้เพียงเสี้ยววินาที เชร็ด! เกือบจะกลายเป็นเดชไอ้ตีนด้วนไปซะแล้วสิกรู!...ผมคิดพร้อมใจหายแว๊บ ไม่รอช้า...ผมรีบยื่นสร้อยคอด็อกแท็กเข้าใส่มันทันที และมันก็ได้ผลวุ๊ยเห้ย! หัวหมาหน้าแสยะนั่นชะงักกึกสะดุดกักลงทันทีก่อนที่จะถอยร่นห่างออกไป ผมเห็นใบหน้าของร่างโปร่งแสงของลินดาจ้องมองมาด้วยแววตาอาฆาตแค้นแล้วก็อดที่จะนึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้...ก็ไหนคุณราเมศบอกว่ายัยนั่นเป็นไซโนโฟเบียที่กลัวหมาเป็นชีวิตจิตใจไม่ใช่รึไง แต่ไหงถึงได้มาขี่หัวหมาไล่งับก้นผมอย่างนี้ได้ล่ะ! หรือนั่นอาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ของความคลั่งแค้นที่มีอำนาจเหนือความกลัวของเธอและทำให้ความกลัวนั้นหมดสิ้นพิษสงไปได้...อย่างนั้นหรือเปล่านะ แต่ความสงสัยของผมก็มีอันต้องกระเจิดกระเจิงหายวับไปในพริบตา เพราะว่ายังคงมีอีกสองหัวหมาที่พุ่งปราดเข้ามาหาแบบไม่ยอมปล่อยให้มีช่องว่างให้หายใจ

นั่นเองที่ทำให้ผมได้เห็นว่าร่างวิญญาณอีกสองร่างนั้นก็คือสาวน้อยมีนาและเด็กหนุ่มหน้าปรุที่ชื่อเกริกนั่นเอง ทั้งสองต่างก็มีแววเคียดแค้นเป็นประกายรังษีอำมหิตฉายวาบเข้าใส่ผมไม่ต่างกับวิญญาณลินดาเลย เกิดจะมาแค้นฝังหุ่นอะไรกับผมขึ้นมากันล่ะฟะเนี่ย! ผมตวัดสายสร้อยคอไปซ้ายมาขวาโดยอัตโนมัติ และมันก็ยังคงได้ผลดีตามเคย หัวหมาทั้งสองพากันผงะออกห่างไปคนละทิศละทางและตั้งท่าว่าจะถอยออกห่างจากสร้อยคอด็อกแท็กเส้นนี้ให้ไกลที่สุดเท่าที่มันจะทำได้งั้นแหละ ผมถือโอกาสนี้ขยับหันตัวกลับแล้วเริ่มวิ่งวนขึ้นไปข้างบนทันที แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวหลังกลับไปมองข้างล่างไปด้วย...เขามีแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง แต่ไหงผมกำลังห่วงล่างพะวงบนอย่างนี้ล่ะเนี่ย! ทั้งสามวิญญาณแค้นแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ผมถูกหมากัดคว...เอ่อ...ขาให้ได้ด้วยการดึงหูพร้อมกับเตะข้างคอของมันเหมือนกับคาวบอยบังคับม้าเปี๊ยบ ทำให้หัวหมาทั้งสามต้องจำใจออกตัวเลื้อยไล่ตามตูดผมมาอีกครั้ง

ยิ่งวิ่งขึ้นที่สูงเท่าไหร่ แสงสว่างจากคบเพลิงด้านล่างก็ยิ่งอ่อนแรงลงไปเท่านั้น จนตอนนี้ผมแทบจะมองไม่เห็นขั้นบันไดไปแล้ว ถึงจะอยากลดความเร็วลงเพราะกลัวจะเหยียบพลาดจนต้องตกลงไปคอหักตายแค่ไหนก็ตาม แต่ผมก็ไม่อาจจะทำได้อย่างที่คิด ทันใดนั้นก็มีแสงสลัวของคบเพลิงสาดลงมาจากเบื้องบนราวกับฟ้าประทานความสว่างสลัวๆ มาให้ ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เกิดเงาวูบวาบจนอาจจะทำให้เผลอเหยียบผิดหรือสะดุดขั้นบันไดได้ก็ตาม "เร็วหน่อย! มันจะงาบก้นคุณแล้วนะ...เร็ว!" เสียงขุ่นพี่ล่ำราเมศแหกปากเชียร์อัพอย่างเร่งเร้าดังลงมาจากข้างบนหัวของผม "ระวังจะตกลงไปตายด้วยนะ!" ลุงมานะร้องเตือนได้อย่างไม่กลัวแว่นตาจะแตกเลย "ให้กำลังใจกันดีจังเลย...แต่ลงมาช่วยกันวิ่งหนีหน่อยจะได้ไหมเล่า!" ผมตะโกนตอบกลับไปทั้งที่หายใจแทนจะไม่ทันด้วยความเหนื่อยหอบแฮ่กๆ แต่ก็หยุดวิ่งไม่ได้พร้อมกับเหลือบมองลงไปที่บันไดข้างล่าง หัวหมาทั้งสามนั่นก็ยังเลื้อยตามขึ้นมาอย่างไม่ยอมลดละ

แต่ในที่สุด ผมก็วิ่งขึ้นมาถึงชานพักบันไดเวียนตรงที่พี่ล่ำราเมศยืนแหกปากเชียร์อยู่จนได้ "มาทางนี้! เร็วเข้า!" ลุงมานะตะโกนมาเร่งมาอีก เขาถอยกลับไปยืนถือคบเพลิงชูขึ้นเหนือหัวเป็นเทพีเสรีภาพอยู่ในกรอบประตูที่เปิดอ้ากว้างรอไว้แล้ว มันเป็นประตูสีขาวที่ทำจากไม้เนื้อแข็งแผ่นเดัยวและมีหมายเลข -20 สีเงินวาววับแปะอยู่ตรงกึ่งกลาง...อิหยังหว่า! บันไดเวียนนี่พาเราขึ้นมารวดเดียวเจ็ดชั้นเลยเหรอเนี่ย! มิน่าล่ะ...ถึงว่าทำไมถึงได้หอบจนปอดแทบจะระเบิดอย่างนี้ ทำไมบันไดของที่นี่มันถึงได้โหดสัดปลัดขิกขนาดนี้วะ!

แต่ห้วงเวลาแห่งความสงสัยก็สิ้นสุดลงไปอีกแบบปุบปับเกือบจะพร้อมๆ กันกับตอนที่มันเกิดขึ้น ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดพักหายใจหายคอเลยสักเสี้ยววินาที ทันทีที่เท้าของผมแตะพื้นชานพักบันไดได้เพียงข้างเดียว ผมก็ถูกพี่ล่ำราเมศคว้าคอแล้วลากถูลู่ถูกังพาวิ่งไปหาประตูทันที "เฮ้ยๆๆ! เดี๋ยวๆๆ!" ผมรัองประท้วงลั่นด้วยความตกใจ แต่ก็หยุดยั้งไม่ให้ถูกลากตัวไปไม่ได้ "ไม่มีเวลามาเดี๋ยวแล้วโว้ย!" คุณราเมศตะโกน ถึงกระนั้นผมก็ยังคงเอี้ยวคอกลับไปมองข้างหลังจนได้ หัวหมาทั้งสามพากันโผล่พรวดพราดขึ้นมาจากช่องบันไดเกือบจะพร้อมเพรียงกันเมื่อตอนที่ผมถูกลากมาถึงกรอบธรณีประตู ร่างวิญญาณทั้งสามที่เกาะติดหลังหัวมาด้วยนั่นมีท่าทีเกรี้ยวกราดและเคียดแค้นพุ่งปรี๊ดขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะวิญญาณลินดาที่นั่งคร่อมคอหมาหัวกลาง

"กรรร!" หัวหมาทั้งสามแยกเขี้ยวส่งเสียงขู่คำรามก่อนที่จะพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจนแทบจะตั้งตัวไม่ทัน ผมยื่นมือที่ถือสร้อยคอด็อกแท็กออกไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ และมันก็ยังคงใช้ได้ผลกับพวกมันเช่นเคย สามหัวหมานั่นชะงักกึกกลางอากาศอย่างฉับพลันทันใด แต่ให้ตายเถอะจ๊อดดดดด!...ผมไม่ยักกะรู้มาก่อนเลยว่าแรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนั้นจะมีผลกับวิญญาณได้ด้วย ร่างโปร่งแสงของวิญญาณทั้งสามนั่นมันไม่ยอมเบรคตามหัวหมาไปด้วย แต่กลับถูกเหวี่ยงให้พุ่งหลาวออกมาข้างหน้าตรงเข้ามาหาผม สิ่งที่เกิดตามมาหลังจากนั้นมันรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน รู้เพียงแค่ว่าร่างของผมถูกกระชากอย่างแรงจากทางด้านหลังจนลอยถอยเข้ากรอบประตูมากับเสียงดังโครมของประตูที่ถูกกระแทกปิดที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน และร่างโปร่งแสงสีน้ำเงินที่พุ่งทะลุบานประตูตามเข้ามาติดๆ ตรงเข้ามากระแทกเข้าที่กลางหน้าอกของผมขณะยังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ก่อนผมจะหงายเงิบลงไปทับอยู่บนตัวของใครคนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นลุงมานะนั่นแหละ...เพราะมันแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติของค่ำคืนนี้ไปแล้วที่เขาคอยกระชากคอเสื้อของผมมาตั้งแต่ต้นและทุกครั้งที่ผมเข้าสู่ภาวะคับขัน จากนั้นทุกอย่างก็หมุนคว้างอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอันเวิ้งว้างยิ่งกว่าความมืดใดๆ ที่ผมเคยรู้จัก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนกับการล่องลอยไร้น้ำหนักอย่างนี้ แต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดจุดสีขาวเล็กๆ ขึ้นในท่ามกลางผืนพรมแห่งความดำมืดที่ไร้ซึ่งขอบเขต ผมก็ไม่อาจจะรู้ได้อีกนั่นแหละว่าจุดนั่นมันอยู่ใกล้หรือไกลห่างจากตัวผมแค่ไหนเพียงใด มันเป็นการยากที่จะกะระยะห่างในที่ที่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งอื่นใดได้เลยนอกจากความดำสนิทซึ่งกลืนร่างกายของผมไว้ในท้องของมันอย่างนี้ แต่นั่นไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว เมื่อจุดนั้นขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างปุบปับจนกลายเป็นดวงแสงมหึมาเจิดจ้าจนต้องทำตาหยี แล้วระเบิดตัวเองออกเป็นจุดเล็กจุดน้อยสารพัดสีสันจำนวนมากมายมหาศาลก่อนที่จะหมุนคว้างควงสว่านเป็นเกลียวเหมือนทอร์นาโดพุ่งเข้าปะทะกลางอกของผมอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

ภาพอาคารขนาดกลางสูงไม่เกินสิบชั้นตั้งตระหง่านโดดเด่นแต่ดูผิดที่ผิดทางอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของป่าทึบฉายวาบขึ้นมาในมโนสำนึก ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นภาพกระจกเงาบานใหญ่กับโถงทางเดินสีขาวสั้นๆ ภายใต้แสงมัวซัวของหลอดฟลูออเรสเซนต์ แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นภาพประตูเหล็กสีแดงคล้ำที่เต็มไปด้วยอักขระประหลาด มีโช่เส้นใหญ่คล้องและล็อคแม่กุญแจเอาไว้แน่นหนา เสี้ยววินาทีต่อมาประตูเหล็กนั่นก็ถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากให้เปิดอ้าออกกว้าง พร้อมกับกลุ่มควันหนาทึบดำสนิทตีเกลียวหมุนคว้างพวยพุ่งออกมา แล้วตัวประหลาดหลายตัวก็ทะยอยโผล่หน้าแทรกเข้ามาทีละตัว บางตัวมีหน้าตาคล้ายตั๊กแตนตำข้าวผสมปูทะเลตัวโต บางตัวก็ดูเหมือนหนอนลูกน้ำขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวคมกริบ บ้างก็มีแต่ลูกตาขนาดมหึมาที่ล้อมรอบด้วยมือยาวยั๊วเยี๊ยยึกยือยุ่บยั่บอย่างกับหนวดปลาหมึก

ทุกตัวที่โผล่แทรกเข้ามานั้นล้วนแต่มีกลุ่มควันสีดำสนิทหมุนวนอยู่รอบตัวของพวกมันทั้งสิ้น ทุกภาพที่โผล่ขึ้นมาดูเหมือนทีเซอร์ของหนังที่อีดิทเตอร์มือฉมังตัดต่อมาอย่างกระชับฉับไว ก่อนที่จะมาถึงภาพของชายหน้าตาคมเข้มและดุดันมีหนวดเคราที่ผ่านการตัดแต่งมาอย่างดีวัยประมาณสามสิบปลายๆ ถึงสี่สิบต้นๆ ในชุดสูทผูกเนกไทสีดำทั้งชุดเฟดตัวแทรกเข้ามาแทนที่ ใบหน้าของเขาเลื่อนไหลเข้ามาใกล้จนเกือบจะถึงตัวผม แล้วเขาก็แสยะยิ้มอย่างน่าขนหัวลุก ทันใดนั้นใบหน้าของเขาจะระเบิดออกกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาเข้มกระจายไปเป็นวงกว้าง ก่อนที่จะย้อนกลับเข้าไปรวมตัวกันอีกครั้งกลายเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ จากนั้นมันก็พุ่งเข้าใส่กลางแผ่นอกของผม นั่นทำให้ผมรู้สึกอึดอัดเหมือนมีบางอย่างขนาดใหญ่มากกำลังพยายามจะทะลุออกมาจากกลางหน้าอกผม ราวกับว่าสิ่งนั้นมีชีวิตความรู้สึกนึกคิดเป็นของมันเองโดยที่ผมไม่สามรถบังคับหรือห้ามมันได้เลย ทันใดนั้นเอง ผมกับรับรู้ว่าร่างกายของผมระเบิดออก 'บึ้มมมมม!' แล้วร่างของผมก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วน...ไม่ได้กลายเป็นโกโก้ครันช์แต่แย่างใด!

เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยสีเงินและสีทองกระจุยกระจายปลิวว่อนอยู่ในความดำมืด มันพากันร่วงพรูพราวอยู่รอบตัวผม หนึ่งเกล็ดผสานเข้ากับอีกหนึ่งเกล็ดแล้วหลอมรวมกันเกล็ดแล้วเกล็ดเล่า ถักทอเข้ารวมกับเข้าเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นภาพแห่งความทรงจำที่เด่นชัด เป็นชิ้นเป็นอันเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นความทรงจำของผมก็กลับคืนมาและเริ่มเซ็ทตัวจนตกผลึกเข้าที่เข้าทาง ทุกสิ่งทุกอย่างปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเป็นรูปเป็นร่างเป็นเรื่องเป็นราวครบถ้วนทุกประเด็นอย่างชัดเจนและแจ่มแจ๋ว ว้าว! ในที่สุดผมก็ได้รู้เสียทีว่าผมเป็นใครเสียที

"คุณ...คุณ เฮ้ย!...โอเครึเปล่าเนี่ย คุณโนเนม!" เสียงตื่นตระหนกของนายล่ำราเมศดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของผมถูกเขย่าเป็นติ้วอย่่างแรงจนหัวสั่นหัวคลอนซะจนน่ากลัวไม้เซียมซีจะร่วงออกมาจากปาก "นี่เขากะจะสลบเป็นอาชีพเสริมเลยรึไงน่ะ... คุณโนเนม!" เสียงลุงมานะแทรกขึ้นด้วยความวิตกกังวลจากทางด้านหลัง ผมลืมตาขึ้นมาเจอกับแสงสว่างสีเหลืองสลัวมัวหม่นของหลอดไส้แรงเทียนต่ำ ในห้องสี่เหลี่ยมจตุรัสเล็กๆ กว้างยาวไม่เกินห้าคูณห้าเมตร และสิ่งแรกที่มองเห็นก็คือ หน้าหนวดๆ ของคุณราเมศที่มาจ่ออยู่กับหน้าผมยังกับพยายามจะผายปอดแบบเม้าท์ทูเม้าท์ให้ผมซะงั้นแหละ "จะทำอะไรของคุณเนี่ย น่าขนลุกชะมัดเลย...ห่างได้ก็ห่างหน่อย!" ผมพูดพลางเบือนหน้าหลบ ใช้สองมือดันตัวเขาออกห่าง พร้อมกับขยับตัวออกจากลุงมานะที่นั่งประคองตัวผมไว้จากทางด้านหลัง

ชายวัยเฉียดแซยิดขยับตัวออกมานั่งยองๆ มองหน้าผม "เป็นไงบ้างล่ะพ่อหนุ่ม" เขาถาม ในตอนนี้เองที่ผมมองข้าไหล่ลุงมานะไปเห็นร่างโปร่งแสงสีน้ำเงินราวเปลวเพลิงชั้นที่ร้อนที่สุดของวิญญาณชายหญิงสามดวงซึ่งยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมจตุรัสเล็กๆ ที่ทึบตันท่ามกลางความสลัวของแสงหลอดไส้แรงเทียนต่ำบนเพดานอย่างเต็มตาอีกครั้ง พวกเขากำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกัดกรามกร๊อดๆ พร้อมใจกันมองลงมาที่ผมด้วยสายตาเคียดแค้นปานจะกินเลือดกินเนื้อผมเสียให้ได้ การปรากฏตัวของวิญญานทั้งสามในครั้งนี้ไม่ต้องรอให้มีการตายเกิดขึ้นกับใครอีก และก็ไม่ได้สร้างความตื่นกลัวให้เกิดขึ้นกับผมแต่อย่างใด แต่มันกลับกลายเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยและชิลมาก ชิลเหลือเกิน...ชิลเกินปุยมุ้ย จนผมอดจะประหลาดใจกับตัวเองไม่ได้ และที่ด้านหลังของวิญญาณทั้งสามก็ยังมีร่างของคนอีกคนที่มีใบหน้าเลือนลางยืนอยู่ แม้จะเห็นหน้าไม่ชัดเจน แต่ผมก็รู้ได้ว่าคนๆ นั้นกำลังมองมาที่ผมด้วยแววตาเป็นเฉยเมยมาก ลักษณะภายนอกเขาเป็นผู้ชายรูปร่างสันทัด ความสูงพอๆ กับผมแต่ดูลีนกว่านิดหน่อย อายุราวสี่สิบกลางๆ สวมใส่ชุดสูทสีดำสนิททั้งตัว ที่สำคัญ...ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเขาเอามากๆ เลยทีเดียว

"มองข้ามหัวผมไปแบบนี้แปลว่ามองเห็นอะไรอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย!" ชายวัยเฉียดแซยิดถามขึ้นอย่างไม่สบายใจพลางเหลียวหน้าเหลียวหลังเลิกลั่กไปมา แต่ผมไม่ได้ตอบอะไรเขาเพราะไม่รู้ว่าจะตอบยังไง ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้พวกเขาสามารถมองเห็นผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า แต่ผมก็ละสายตาจากวิญญาณทั้งสามและชายคนนั้นมามองหน้าเขา พลางขยับยันร่างลุกขึ้นยืน นายล่ำราเมศมองหน้าผมด้วยสีหน้างงงวยพร้อมกับลุกยืนตามพร้อมกับลุงมานะ พี่ล่ำของเราผูกหัวคิ้วเข้าหากันก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีก "คุณโอเคมั้ยเนี่ย...คุณโนเนม" "เลิกเรียกผมว่าโนเนมซะทีเถอะ! ผมมีชื่อที่ดีกว่านั้นน่า!" ผมพูดสวนคำทันควันพร้อมกับหันขวับไปจ้องหน้าเขาเขม็ง พยายามปั้นหน้าให้ดูดุดันเข้าไว้อยู่ชั่วอึดใจ สีหน้าตื่นตกใจของชายต่างวัยทั้งสองทำให้ผมกลั้นหัวเราะไม่อยู่ จนต้องฉีกยิ้มกว้างแล้วหลุดหัวเราออกมาด้วยความขบขันที่สามารถแกล้งพวกเขาได้สำเร็จ ทำเอาลุงมานะและพี่ล่ำของเราถึงกับหน้าเหวออ้าปากค้างไปต่อไม่เป็นไปเลย

ทั้งที่ผมหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งซะจนน้ำหูน้ำตาไหลออกอย่างนี้ แต่ลุงมานะกลับมองผมอย่างตำหนิ "คุณเสียสติไปแล้วรึไง หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ยังจะมาทำเป็นเล่น หัวเราะสนุกสนานได้อีกเหรอ!" พูดจบชายวัยเฉียดแซยิดก็หันไปทางอื่น เหมือนพยายามเก็บซ่อนสีหน้าเคียดขึ้งไม่พอใจไปให้พ้นจากสายตาผม ไม่ทันที่ผมหรือพี่ล่ำแรมโบ้ของเราจะทันได้ขยับปากพูดอะไรต่อ เสียงที่มีเพียงผมเท่านั้นที่ได้ยินก็คังขึ้นเสียก่อน "นายเป็นคนวางแผนไว้ทุกอย่าง...นายลากพวกเรามาอยู่ในเกมบ้าๆ ของนายเพื่อทำให้พวกเราตาย...นายทำอย่างนี้กับพวกเราได้ยังไง!" วิญญาณลินดากรีดเสียงแหลมขึ้นก่อนจะวาร์ปมาปรากฏตัวคั่นตรงกลางระหว่างผมกับนายแรมโบ้ราเมศด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดและโกรธแค้นเต็มคาราเบล ดวงตาของเธอปูดโปนหนักมากในแบบฉบับวิญญาณอาฆาตเปี๊ยบ จนผมอดจะคิดไม่ได้ว่าถ้าเธอขยับกล้ามเนื้อใบหน้าอีกเพียงนิดเดียวล่ะก็ มีหวังลูกนัยน์ตาของเธอก็คงจะหลุดผลั๊วะออกจากเบ้าทันทีเลยล่ะมั้งน่ะ เปลวสีน้ำเงินของเธอที่ดูน่าจะร้อนแรงเป็นที่สุดนั้น มันกลับส่งไอเย็นยะเยือกมากระทบกับผิวของผมแทน ขนาดว่าเธอทำถึงขนาดนี้แล้ว ผมก็ยังรู้สึกเฉยๆ กับเธอมาก

แน่นอนว่าพี่ล่ำของเราไม่มีทางที่จะมองเห็นชู้รักของเขาได้เลยแม้ว่าเธอจะยืนอยู่ตรงหน้าเขาแบบใกล้ชิดสนิทแนบจนแทบจะดมหัวกันอยู่รอมล่อขนาดนี้แล้วก็ตาม แต่ เขาก็คงจะรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมานั้นแล้วล่ะ เพราะผมเห็นขนบนแขนล่ำของเข้ากำลังลุกชั้นขึ้นมา แต่เขาก็พูดของเขาต่อไป "นี่คุณเล่นบ้าอะไรของคุณวะ แล้วจะบอกมั้ยล่ะว่าชื่อที่ดีกว่าของคุณคืออะไร" นายล่ำราเมศพูดอย่างเคืองใจ พลางลูบแขนตัวเองไปมาทำหน้าบูดบึ้งตามลุงมานะไปติดๆ ผมกล้ำกลืนความขบขันเพื่อกลั้นหัวเราะเอาไว้ด้วยความยากลำบาก เหลือบมองไปที่ชายชุดดำคนนั้น ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมาในหัวของผม "อย่ามัวแต่เล่นอยู่เลยน่า รีบจัดการซะให้มันเสร็จๆ ไปซะที นายสนุกมามากพอแล้ว" เสียงนั้นก้องกังวานและทรงพลังอำนาจอย่างเต็มเปี่ยม "นั่นนายจะมองไปไหน...ฉันกำลังพูดกับนายอยู่นะ...เห็นหัวผีบ้างมั้ยเนี่ย!" วิญญาณลินดาตวาดแหว๋ใส่ผมอย่างดุเดือด เธอมีทีท่าเหมือนไม่ได้รับรู้ถึงการปรากฏตัวของชายชุดดำคนนั้นเลยสักนิด "เอ้า...ว่าไง หัวเราะมากไปจนกล่องเสียงแตก กลายเป็นใบ้ไปแล้วงั้นเหรอ" ยิ่งนายคุณราเมศก็ยิ่งแล้วใหญ่ ขานั้นอย่าว่าจะเห็นชายชุดดำเลย ขนาดมีวิญญาณอาฆาตกำลังหัวร้อนอยู่ตรงหน้าปานนี้ก็ยังไม่รู้ขี้รู้ตดอะไรเลย

"ฉันว่าฉันจัดการเองเลยดีกว่า ขืนรอนายมีหวังเราได้ทำผิดกฎกันกราวรูดแน่ๆ" ชายชุดดำพูดอยู่ในหัวของผมด้วยน้ำเสียงแหมแต่ฟังดูช่างกระเหี้ยนกระหือรือเสียเหลือเกิน พร้อมกับความรู้สึกบอกผมว่า คนพูดกำลังปรายตามองมาที่วิญญาณลินดาที่ปรับโหมดสีหน้ากลับมาเป็นผีหน้ายักษ์ตามเดิมพร้อมด้วยอาการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้องเป๋งอยู่กับหน้าของผม "ใจร่มๆ หน่อยได้มั้ย...คู่หู" ผมพูดกับเขา ด้วยการขยับปากและใช้เสียงปกติ "อะ...อะไร!? ใครคู่หูคุณ...คุณพูดกับผมเหรอ!?" นายแรมโบ้ราเมศทำหน้าตาเหลอหลาพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางมองหน้าผมอย่างมีคำถามประมาณหนึ่งคันรถพ่วงสิบล้อคว่ำใส่หน้าผาก "เขาไม่ได้พูดกับคุณหรอก" ลุงมานะพูดแทรกขึ้นเสียงแหบแห้งและคล้ายจะสั่นน้อยๆ ด้วยสิ "เขากำลังพูดกับสิ่งที่เรามองไม่เห็นต่างหากล่ะ"

คำเฉลยนั้นคงจะทำให้พี่ล่ำของเราเกิดความสับสนและตื่นตัวขึ้นเบอร์แรงส์อย่างเห็นได้ชัด "อะไรนะ! มะ...หมายควายว่าไง! สิ่งที่เรามองไม่เห็น...อะไร!?" เขาเหลียวมองเลิกลั่กไปมาสลับกับระหว่างหน้าผมกับชายผมสีดอกเลา "เห็นไหม นายทำให้พวกเขารู้ตัวแล้ว ถึงเวลาต้องปิดจ๊อบได้แล้วนะ" ชายชุดดำพูดขึ้นอีก ผมส่ายหน้าน้อยๆ พลางกระตุกยิ้มที่มุมปากกับความใจร้อนของเขา "ยะ...ยิ้มแบบนี้ มะ...หมายความว่าไงฟะเนี่ย!" คุณราเมศถามตะกุกตะกักและหน้าซีดหนักกว่าเดิม "ทำไมทำหน้ายังกับเห็นผีงั้นล่ะ...นี่ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณกลัวสักหน่อย" ผมเก็บรอยยิ้มแล้วร้องประท้วงพี่ล่ำราเมศ แต่มันกลับทำให้เขาออกอาการหวาดผวาหนักข้อยิ่งกว่าเก่า เขาขยับถอยห่างจากผมไปยืนเบียดลุงมานะที่ยืนหน้าขาวอยู่เช่นกัน

"นี่บ่องตงนะ ฉันล่ะรำไยนายจะแย่อยู่แล้วเนี่ย ทางที่ดีนายอยู่เฉยๆ เหอะ ปล่อยให้ฉันจัดการต่อเอง" คราวนี้ชายชุดดำไม่ได้พูดอยู่ในหัวผมอีกแล้ว เสียงของเขาดังก้องไปทั่วจากปากของเขาเอง และนั่นก็ทำให้เกิดรีแอคชั่นขนานใหญ่เกิดขึ้นกับทั้งคนทั้งผี "ใครน่ะ!" วิญญาณลินดาลดความโหดบนใบหน้าลง แล้วแทนที่ด้วยความตื่นตกใจ เปลวสีน้ำเงินของเธอจางลงจนเกือบกลายเป็นสีขาวและดูเหมือนจะจางหายไป เหลือไว้เพียงแค่ร่างโปร่งแสงสีเงินยวง เธอหมุนเฉพาะหัวและคอเพื่อมองหาที่มาของเสียงไปรอบๆ เช่นเดียวกับคุณราเมศที่สะดุ้งโหยงจนตัวลอย "เชี่ย! นั่นเสียงใครน่ะ!" เขาร้องอย่างแพนิคพลางเบียดร่างล่ำบึ๊กแทบจะสิงเข้าไปในร่างเล็กของลุงมานะเสีย ณ บัดนาว ขณะที่ชายงัยเฉียดแซยิดเองก็ทำหน้าตาเลิ่กลักมองไปทั่วทุกทิศ ไม่เว้นแม้แต่วิญญาณสองดวงที่นิ่งสงบรูดซีปปากสงัดมาตั้งนานก็พลันแสดงอาการที่ฟ้องถึงความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

ผมรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์กับคำพูดแบบนั้นของชายชุดดำเอาเสียเลย เขาพูดอย่างกับว่าตัวเขาเองไม่ได้น่ารำคาญเหมือนกันงั้นแหละ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากจะไปทุ่มเถียงอะไรกับเขาหรอก ก็อย่างที่บอกล่ะว่าผมรู้สึกคุ้นเคยกับเขาดี จึงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าผมกับเขาเถียงกันแบบไม่มีวันจบเสียที "แล้วนายจะทำยังไงล่ะ" ผมถามอย่าง ยอมอ่อนข้อให้ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่ามันเป็นแบบอ่อนนอกแข็งในหรอกนะ และแน่นอนว่าทั้งคนทั้งผีจะต้องหันมามองที่ผมเป็นตาเดียวอยู่แล้ว แทนคำตอบ...ชายชุดดำวาดมือขึ้นไปในอากาศ ปล่อยกลุ่มควันสีเทาเข้มกลุ่มเล็กๆ ห้ากลุ่มออกมาจากปลายนิ้วมือ ก่อนจะดีดให้มันกระจายตัวออกไปครอบคลุมรอบตัวของชายต่างวัยทั้งสองและวิญญานทั้งสามเอาไว้ โดยที่ไม่มีใครจะได้ทันตั้งตัว

อึดใจต่อมาเมื่อกลุ่มควันเบาบางจางลง ผมก็ได้เห็นความตกใจสุดขีดที่ทำให้เกิดความตะลึงพรึงเพริดเบ่งบานขึ้นมาบนใบหน้าของชายต่างวัยทั้งสอง โนบิตะวัยเฉียดแซยิดมีท่าทีตื่นตะลึงทำตาเหลือกมองค้างอยู่ที่ร่างวิญญานของมีนาและเกริก ใบหน้าของเขาซีดเผือดและนิ่งงันจนผมเกือบจะเผลอคิดไปว่าเขากลายเป็นภาพสแตนดี้ลุงมานะไปแล้วเสียอีก ในขณะที่นายล่ำราเมศผงะเด้งดึ๋งถอยหลังห่างจากการสิงลุงมานะออกไปซะไกลจากร่างวิญญาณโปร่งแสงของลินดาที่ปรากฏต่อสายตาและกำลังลอยอยู่ตรงหน้าเขา

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!