เหมือนกับเวลาผ่านพ้นไปนานชั่วกัปชั่วกัลป์ที่ผมทำได้เพียงแค่ยืนจ้องมองภาพจิตรกรรมสยองที่อยู่ตรงหน้า แต่แล้วก็มีเสียงกู่ตะโกนเรียกมาจากที่ที่ไกลแสนไกลแว่วเข้ามากระทบโสตประสาท และค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ "...เนม...คุณโนเนม คุณ!..." ตอนแรกผมยังไม่เก็ทหรอกว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของใครและกำลังเรียกชื่อใคร...แวบหนึ่งยังมีความคิดอยู่เลยว่าคนบ้าอะไรจะชื่อโนเนมวะน่ะ?! มาสะดุ้งหัวใจหล่นวูบเมื่อไหล่ของผมถูกกระชากจากทางด้านหลังอย่างแรงจนตัวผมหันไปตามแรงนั้นพร้อมกับหลุดออกมาจากภวังค์พิศวงของภาพวาดอย่างทันทีทันใด นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ผมถูกมำให้หลุดมาจากภวังค์ด้วยวิธีการแบบนี้ แต่ทันทีที่ผมดึงสติกลับคืนมาได้และมองหาว่าใครกันที่เป็นคนกระชากตัวผมออกมานั้นเอง ผมก็กลับต้องผวาสุดตัว สองขาถีบตัวเองให้เด้งดึ๋งถอยเอาแผ่นหลังและฝ่ามือทั้งสองข้างไปแปะติดกับผนังข้างๆ กรอบรูปพร้อมกับส่งร้องเสียงดังลั่นด้วยความตื่นตกใจ "เย้ยยยยย!"
ลุงมานะยืนทำหน้าเป็นโนบิตะกำลังเครียดกับผลสอบศูนย์คะแนน จ้องเขม็งมองหน้าผมผ่านกรอบกระจกแว่นตากลมของเขา โดยที่ข้างหลังของเขามีชายผมสีดอกเลาอีกคนที่หน้าตาท่าทางและคอสตูมเดียวกับเขาเป๊ะ ยืนจ้องท้ายทอยของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจมาก ด้วยดวงตาไร้แววที่แข็งทื่อของคนที่ไร้ซึ่งชีวิตและจิตใจ นอกจากนี้ก็ยังมีร่างล่ำบึ๊กเป็นยักษ์ปักหลั่นอีกร่างยืนอยู่ข้างๆ เสียอีกด้วย และร่างนั้นก็กำลังก้มหน้าจ้องมองท้ายทอยของคุณราเมศตัวจริงที่ยังคงนั่งคุกเข่าสะอึกสะอื้นอยู่อย่างไม่กระพริบตาเช่นกัน เป็นอีกครั้งที่ผมได้เห็นร่างแปลกปลอมที่อยู่ๆ ก็โผล่ออกมาหลอนแบบใกล้ชิดติดขอบสนามขนาดนี้ ถัดจากร่างก็อปปี้ทั้งสองไปทางด้านหลังอีกหน่อย ก็อปปี้โปร่งแสงของเกริก มีนาและลินดาก็ตามมายืนก้มหน้าน้อยๆ แต่เหลือกตาขึ้นจ้องเขม็งมาที่ผม จะต่างกันก็ตรงที่ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงแววตาเคียดแค้นชิงชังเท่านั้น แต่มันยังดูเย็นชาไร้ชีวิตชีวาได้อย่างน่าขนหัวลุกไปพร้อมๆ กันด้วย ทั้งที่ทั้งสามคนนั่นพากันเด้ดสะมอเร่เสร็จมะก้องด้องไปแล้วแท้ๆ! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ลินดา ร่างของเธอยังโพสท่าน่าสะพรึงคากรอบรูปข้างๆ ผมนี่อยู่เลย อะไรกันฟะ...ตายปุ๊บก็เฮี้ยนปั๊บเลยเหรอวิ!
"เป็นอะไรอีกล่ะ!" ลุงมานะถามเสียงเครียดพลางขยับตัวเดินเข้ามาหาผมพร้อมๆ กับร่างก็อปปี้ของเขาที่ลอยตามมาด้วยติดๆ ลุงมานะตัวจริงยื่นหน้ามาใกล้ผม เขาเอียงคอมองผมด้วยสีหน้าเป็นกังวล "เป็นอะไร?!..." เขาถามย้ำ "เรื่องมันยังไม่น่ากลัวพออีกรึไงพ่อคุณ ดูทำหน้าเข้า" พูดจบก็กางมือปัดอากาศตรงหน้าผมไปมาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสายตาของผมที่จับจ้องอยู่กับร่างก็อปปี้ของเขา ก่อนจะเหลียวหลังกลับไปมองข้างหลังของตัวเองสลับไปมากับหน้าของผม แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเห็นในสิ่งที่ผมเห็นเต็มสองตาอยู่นี่เลย ความสะพรึงยังคงหลอกหลอนผมไม่ให้ได้มีเวลาพักหายใจหายคอ เมื่อลุงมานะก็อปปี้ที่ก้มหน้าอยู่นั้นค่อยๆ เหลือกตาขึ้นมองผ่านกรอบบนของแว่นตาแล้วจ้องเขม็งมาที่ผมก่อนที่จะแสยะยิ้มส่งมาให้ ถึงจะไม่มีแสงสีเขียวส่องขึ้นมาจากด้านล่างขึ้นมาด้วยอย่างในหนังสยองขวัญก็เถอะ แต่แค่นี้มันก็ทำเอาเยี่ยวผมแทบทะเล็ดอยู่รอมล่อแล้ว รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลังจนขาทั้งสองข้างอ่อนแรงไปดื้อๆ ผมเข่าอ่อนจนทรุดรูดตัวลงนั่งพิงผนัง หัวใจแด๊นซ์กระจายจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ลุงมานะตัวจริงถึงกับร้องลั่น เขาก็คงจะตกใจกับอากัปกิริยาของผมนั่นแหละ "เห้ย!" เขาถลาเข้ามาดึงแขนไว้แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิดเดียว ผมรีบหลับตาปี๋เพราะคิดว่าร่างก็อปปี้ของเขาจะต้องลอยตามเข้ามาด้วยแน่ๆ และผมก็ไม่อยากจะเห็นมันแบบใกล้ชิดติดขอบสนามแบบนี้อีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว
ความร้อนผ่าวของสองมือที่จับไหล่ของผมเขย่าอย่างแรงจนหัวสั่นหัวคลอน "เป็นอะไร! ลืมตามองผมสิ คุณโนเนม!" ลุงมานะตะคอกใส่หน้าผมเสียงดังยังกับฟ้าผ่า ทำให้ผมค่อยๆ เปิดตาขึ้นทีละข้างอย่างหวาดๆ มาเห็นใบหน้าเคร่งเครียดที่ผูกโบแดงแสลงใจอยู่เต็มหน้าผากของเขา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังใจเย็นมากพอที่จะรอให้ผมลืมตามองหน้าเขาเต็มสองตาเสียก่อนที่จะถามซ้าย้ำคำเดิม "เป็นอะไรไป" ผมไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่มองข้ามไหล่ของเขาไปและพบว่าโถงทางเดินกลับมาว่างเปล่าไร้เงาของร่างก็อปปี้ที่น่าขนพองพวกนั้นเสียแล้ว "หายไปแล้ว!" ผมพูดเสียงแผ่วเหมือนละเมอออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก แต่ก็ยังไม่วายจะเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวงไม่หาย ลุงมานะจับหน้าของผมให้มองหน้าเขา "หายเหรอ?...อะไรหาย" เขาถามสีหน้าจริงจัง "นี่...มันหลายครั้งแล้วนะที่คุณทำท่าแปลกๆ แบบนี้น่ะ... บอกผมทีซิว่าคุณเห็นอะไรกันแน่ คุณโนเนม" นอกจากสีหน้าจะจริงจังแล้ว เขายังใช้น้ำเสียงคาดคั้นกับผมเสียด้วย
ผมมองหน้าเขาพลางทำตาปริบๆ อยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจที่จะพูดออกมา "ผม...ผมเห็นคุณอีกคนยืนอยู่ข้างหลัง เอ่อ..." ผมพยายามเรียบเรียงคำพูดจากความคิดที่สับสนอลหม่านของตัวเองอย่างเต็มที่ "อะไรนะ!" ชายวัยเฉียดแซยิดทำหน้าเหวอก่อนจะเหลียวหน้าเหลียวหลังเลิ่กลั่ก "และของเขาด้วย..." ผมพูดพร้อมกับปรายตามองไปที่พี่ล่ำราเมศที่ตอนนี้อาการสะอื้นไห้ได้จางหายไปแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเขากำลังนิ่งเพื่อตั้งใจฟังในสิ่งที่ผมเพิ่งพูดไปและจะพูดต่อไปอยู่หรือเปล่า เพราะถึงจะหยุดสะอื้นไปแล้วแต่ก็ยังคงคุกเข่าก้มหน้าหาเหรียญบาทแบบไม่ยอมเงยหน้ามามองชาวบ้านชาวเมืองเขาอยู่ดี "มันเป็นยังไง ไหนเล่าให้ผมฟังหน่อยสิ" ชายผมสีดอกเลาพูดพร้อมกับหันกลับมามองที่ภาพเขียนสยอง
"เดี๋ยวๆๆๆ อย่าเพิ่งพูด..." เขายกมือห้ามผมที่กำลังจ้องอ้าปาก เอ๋า...อะไรของลุงแกวะ เอาไงกันแน่เนี่ย!?...ผมคิดพลางทำปากพะเงิบพะงาบงับลม "ผมว่าเราออกห่างจากรูปนี่กันก่อนจะดีกว่ามั้ย มันมีอิทธิพลกับจิตใจพวกคุณนี่นะ ทางที่ดี...เราไม่ควรจะอยู่ใกล้หรือมองมันอีกน่าจะเป็นการดีที่สุดนะผมว่า" ลุงมานะเสนอความเห็นพลางตรงเข้าโอบไหล่คุณราเมศ "มากับผมทางนี้เถอะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคนเป็นพ่อพูดกับลูกชาย ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา ชายผมสีดอกเลาก็สามารถเกลี้ยกล่อมพี่ล่ำราเมศให้ลุกขึ้นและขยับตูดเดินตามพวกเรามายืนออกันอยู่ที่เชิงบันไดจนได้ ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีใครเผลอมองภาพที่น่าสยองนั่นอีก "เอาล่ะ...ว่ามาซิ คุณเห็นอะไร" ลุงมานะหันมาพูดทวงถามกับผม
เวลาอีกเกือบสิบนาทีผ่านไปที่ผมใชัในการเรียบเรียงสิ่งที่เห็นออกมาเป็นคำพูดให้พวกเขาฟัง แต่บ่องตง...ขนาดตัวผมเองก็ยังสับสนกับคำพูดของตัวเองไม่น้อยเลย ผมไม่รู้หรอกว่าเขาทั้งสองจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดแค่ไหน แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ คุณราเมศขยับมายืนทมึนเป็นยักษ์วัดแจ้งอยู่ข้างๆ ลุงมานะและก้มหน้ามองพื้นนิ่งฟังผมโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลยสักคำ แต่ในระหว่างที่ผมพูดไปนั้น เขาก็มีการเงยหน้าขึ้นมองหน้าผมพร้อมกับเกิดอาการหลอนที่แสดงออกทางสีหน้ากับท่าทางที่เริ่มจะเหลียวซ้ายแลขวาเป็นพักๆ นั่นแสดงว่าเขาออกจากโหมดดราม่าและกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราแล้วสินะ...มั้ย!? ส่วนชายผมสีดอกเลายืนกอดอกพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบลูกคางไปมาตลอดเวลาเหมือนกับว่าเขากำลังใช้ความเป็นโคนันรุ่นปู่คิดใคร่ครวญกับคำพูดของผมไปด้วย แต่เอาจริงๆ นะ...ผมคิดว่าเขากำลังพยายามกลบเกลื่อนความหวาดกลัวของตัวเองอยู่ต่างหากล่ะ ผมว่าผมเห็นมันฉายออกมาจากแววตาของเขาแหละ
"อืม...บางที สิ่งที่คุณเห็นนั่น...อาจจะเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า 'นายนิรยบาล' ของพวกเราทุกคนก็ได้ล่ะมั้ง อาจเป็นไปได้ว่าที่พวกเราทุกคนต้องมาอยู่กันในที่แห่งนี้ก็เป็นฝีมือของพวกเขาก็ได้นะ" ลุงมานะพูดช้าๆ ด้วยเสียงต่ำ นั่นมันยิ่งช่วยเสริมให้สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของเขายิ่งทวีคูณความน่าขนหัวลุกหนักเข้าไปอีก "ส่วนร่างโปร่งแสงของทั้งสามคนนั้นก็น่าจะเป็นวิญญาณของพวกเขายั่นเองล่ะนะ" เขาสรุปตบท้าย "แล้วกัน! พูดอะไรของลุงเนี่ย! ขนผมตั้งเด่ไปทั้งตัวแล้วนะ" ผมโวยเสียงดังอย่างลืมตัวเพราะแพนิค "หมายความว่าพวกเราถึงฆาตกันแล้วงั้นเหรอ!" คุณราเมศโพล่งถามขึ้นมาเสียงตื่นเช่นกัน ลุงมานะก้มหน้าเหลือกตามองลอดกรอบแว่นอีกแล้ว เขาเลื่อนสายตาไปมาระหว่างหน้าผมกับพี่ล่ำสลับกัน "ใจเย็นพ่อหนุ่ม นี่เป็นแค่การสันนิษฐานของผมเท่านั้นหรอก ไม่ได้ฟันธงอะไรแบบนั้นเสียหน่อย อย่างน้อยคุณก็ยังไม่เห็นคุณอีกคนมายืนข้างหลังคุณเองไม่ใช่เหรอ...คุณโนเนม" ลุงมานะพูดเสียงสูงขึ้นนิดหน่อย เขาคงจะรู้ตัวแล้วล่ะสินะว่าได้ทำให้ใครต่อใครเขาขี้หดตดหายประสาทแดกเกินไปหลายเบอร์แล้ว
"ก็ใช่...แต่ถึงผมจะยังไม่เห็น มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีนี่นา" ผมพูดพลางเหลียวไปมองข้างหลังตัวเองด้วยความหวาดระแวง แต่ก็ยังคงไม่เห็นอะไรอยู่ดี "แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกเราก่อนหน้านี้ล่ะ" คุณราเมศหันมาถามเมื่อผมหันกลับมา สีหน้าของเขาบอกว่าไม่สบายใจเอามากๆ เลยทีเดียว "ก็ผมคิดว่ามันเป็นแค่ภาพลวงตาที่ผมมโนขึ้นมาเองน่ะสิ แล้วอีกอย่าง... ถ้าผมพูดไปแล้ว คุณคิดว่าจะไม่มีคนแตกตื่นจนสติแตกรึไง โดยเฉพาะยัยลิน เอ่อ...ดา!" ผมสะดุดกับคำพูดของตัวเองเมื่อเห็นสีหน้าของพี่ล่ำราเมศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เหมือนจะสะเทือนอารมณ์อย่างหนักอีกครั้งเมื่อผมดันพาดพิงไปถึงแม่สาวสก๊อยย้อยสวาทของเขาเข้าให้ น้ำตาหยดเกือบจะเท่าหัวแม่มือร่วงจากขอบตาล่างของเขาไหลลงอาบแก้มเป็นทางก่อนจะหยดติํงลงสู่พื้น นั่นทำให้ผมเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาจนปั้นหน้าเกือบจะไม่ถูก ก็ใครจะไปนึกล่ะว่าผู้ชายตัวเท่าคิงคองคะนองรักคนนี้จะบ่อน้ำตาตื้นได้ขนาดนั้น และนี่ก็คงจะเป็นเครื่องยืนยันที่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าเขากับเธอมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันสินะ อย่างที่ไม่มีใครได้จะทันห้ามปราม...พี่ล่ำของเราก็ปรายตาแดงๆ ที่ชุ่มฉ่ำเพราะน้ำนองของเขา...มองไปที่จิตรกรรมสยองขวัญนั่นอีกจนได้!
พริบตานั้น...จู่ๆ นายล่ำราเมศก็เหมือนหลุดเข้าสู่ห้วงภวังค์ไปทันที เขานิ่งงันยืนตัวแข็งมื่ออยู่อย่างนั้นชั่วอึดใจก่อนจะเริ่มก้าวเท้าช้าๆ ออกเดินกลับไปทางภาพนั่นด้วยอาการเหมือนคนเดินละเมอ "คุณราเมศ!" ผมและลุงมานะต่างก็พากันแหกปากเรียกชื่อเขาขึ้นมาเสียงดังเกือบจะพร้อมกันด้วยความตื่นตกใจและคิดไม่ถึง พร้อมกับผวาเข้าคว้าแขนล่ำๆ เอาไว้คนละข้างแล้วกอดไว้แน่นอย่างรวดเร็วยังกับถูกวิญญาณลินดาเจ้าแม่มือปลาหมึกเข้าประทับทรง "อย่าไปมองภาพนั่นสิคุณ!" ผมเขย่งปลายเท้านิดหน่อยเพื่อแหกปากตะโกนเสียงลั่นกรอกเข้าไปในรูหูของเขา แต่มันก็ไม่ช่วยทำให้พี่ล่ำของเรากลับคืนสติได้เลย เขายังคงเดินทื่อๆ ตรงเข้าไปหาภาพนั้นไม่ยอมหยุดโดยมีเราสองคนติดสอยห้อยแขนตามติดไปด้วย "คุณราเมศ! ตั้งสติหน่อย!" ลุงมานะตะโกนขึ้นสมทบ
ทันใดนั้นเอง มีเสียงหัวเราะของเด็กผู้หญิงดังมาจากฟากฝั่งด้านไกลของโถงทางเดินก็ดังมาดึงดูดความสนใจของผม มันดังค่อนข้างจะชัดเจนและค่อยๆ ชัดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเจ้าของเสียงกำลังวิ่งพร้อมกับหัวเราะไปด้วยตรงมาทางที่ผมกับลุงมานะกำลังยื้อยุดฉุดรั้งนายล่ำราเมศออกจาภวังค์พิศวงกันอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อฟังดูดีๆ แล้วก็ทำให้รู้ว่ามันไม่ได้มีแค่เสียงเดียวเท่านั้น...แต่มันเหมือนกับมีเด็กอนุบาลอารมณ์ดีทั้งโรงเรียนพากันทยอยส่งเสียงหัวเราะคิกคักราวกับกำลังชอบอกชอบใจอะไรบางอย่างกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งใกล้เข้ามาก็ดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนดังก้องสะท้อนผนังไปมาจากทุกทิศทางยังกับติดลำโพงเซอร์ราวด์ "เด็กอารมณ์ดีที่ไหนมาหัวเราะกันล่ะนั่น" ผมถามเสียงตื่นพร้อมเขม้นตามองไปทางต้นเสียง "อารมณ์ดีกับผีน่ะสิ...ตุ๊กตุ่นพวกนั้นมันอารมณ์ร้ายจะตายไป! รีบพาเขาไปขึ้นบันไดเร็วเข้า!" ลุงมานะตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงอะเลิร์ทสุดขีดระดับสิบ
เหมือนกับเอาจักรยานแม่บ้านสองคันมาฉุดลากบิ๊กไบค์คันเท่าตึกให้ถอยหลังอย่างงั้นแหละ ผมและลุงมานะต่างพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะลากตัวพี่ล่ำกลับไปขึ้นบันไดให้จงได้ แต่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหยุดยั้งการขัดขืนและเอาแต่เดินหน้าทื่อเข้าไปหาลินดาที่ตายแล้วในภาพเขียนสยองนั่น ขณะเดียวกับที่เสียงหัวเราะร่าเริงเกินเบอร์พวกนั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เช่นกัน ถึงแม้ผมจะไม่ได้หันไปมองก็รับรู้ได้ว่ามันกำลังผ่านจุดกึ่งกลางของโถงทางเดินมาแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย "เฮ้ย! รู้สึกตัวหน่อยสิวะ...ไอ้คุณราเมงโว้ย!" ผมจงใจตะโกนเรียกชื่อที่เขาไม่ชอบใจใส่ลงไปในบ้องหูของพี่ล่ำ แต่คราวนี้มันกลับไม่ยักกะได้ผลแฮะ พี่ล่ำของเรายังคงเดินตาลอยบุกตลุยไปข้างหน้าไม่หยุดหย่อน "เอาไงดีลุง!?" ผมหันไปขอคำปรึกษากับชายวัยเฉียดแซยิดที่ก็กำลังออกแรงฉุดรั้งร่างบึ้กอย่างเต็มเหนี่ยว "ทำยังไงก็ได้ให้เขารู้สึกตัว..." ลุงมานะพูดลอดไรฟันที่กัดแน่นเพราะต้องออกแรงดึงอย่างหนัก "ทำไงล่ะ!" ผมกระโดดแผลวไปดักข้างหน้าแล้วเอาสองมือยันแผงอกหนาเอาไว้แต่กลับกลายเป็นผมเสียเองที่ถูกดันให้ถอยหลังกรูดๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเอามือยันรถบดถนนที่กำลังทำงานยังไงยังงั้น
จู่ๆ เสียงหัวเราะนั่นก็หยุดลงพร้อมกันแบบดื้อๆ เสี้ยวอึดใจต่อมาก็กลับแปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงหวีดกรี๊ดกร๊าดที่แสนจะสะเทือนแก้วหูของบรรดาเด็กเล็กๆ ที่พากันตกใจกลัวอะไรก็ไม่รู้ไปซะงั้นยังกับว่าพวกมันพร้อมใจกันป๋วยเป็นไบโพล่าร์ขึ้นมาในคราวเดียวกันซะงั้นแหละ ผมหันขวับไปมองที่โถงทางเดินแล้วก็ต้องใจหายวาบกับภาพที่เห็น จากกรอบรูปที่อยู่ด้านไกลสุดนูันนนนนน...ร่างเล็กๆ ในชุดกระโปรงสีชมพูสดสุดหวานแหววกระโดดผลุงออกมาจากกรอบรูปแล้วออกวิ่งเหมือนกับหนีอะไรสักอย่างที่มันหวาดกลัวมาตามทางเดิน เมื่อมันวิ่งผ่านภาพถัดๆ มา เหล่าลูกเทพที่อยู่ในภาพเหล่านั้นก็จะพากันกระโดดแผลวออกมาทีละตัวสองตัวและห้าตัวสิบตัว...ยี่สิบตัว อึดใจต่อมามันก็กลายเป็นฝูงตุ๊กตาขนาดใหญ่ ราวสายน้ำไหลทะลัก...พวกมันพากันพร่างพรูกรูเกรียวกันออกจากภาพมาอย่างโกลาหล แบบเดียวกับตอนที่พวกมันวิ่งเข้าใส่พวกเราที่ชั้น -35 ผิดกันก็แค่ว่า...คราวนี้พวกมันวิ่งเข้ามาด้วยความหวาดกลัวอะไรบางอย่างที่กำลังไล่ตามหลังพวกมันมา แล้วผมก็ได้รูุ้ถึงสาเหตุในวินาทีต่อมานั่นเอง
ที่ประตูห้องด้านไกลสุดของโถงทางเดินอันหรูหรานั้น ความดำมืดที่เริ่มจะคุ้นตาผมแล้วนั่นกำลังทำหน้าที่ของมันด้วยการกลืนกินประตูบานนั้นให้กลายเป็นผืนพรมดำมืดไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระจายวงออกไปสู่ผนังทั้งสองด้านและเริ่มทำให้เพดานและพื้นปาร์เก้ รวมถึงเชนเดอร์เรียคริสตัลกับกรอบรูปอันแรก กลายเป็นผืนพรมสีดำสนิทในเวลาไม่กี่วินาที และมันก็ยังคงไหลบ่าท่วมท้นกลบกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าไล่ลามมาตามทางเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันกับฝูงตุ๊กตาที่กระโดดออกมาจากรูปภาพตัวแล้วตัวเล่า พวกมันพากันส่งเสียงกรีดร้องกันระงมผสมโรงกับพวกที่ออกมาวิ่งอยู่ก่อนจนอื้ออึงและเสียดแทงแก้วหูแทบทะลุ แล้วเข้ารวมกลุ่มกันจนกลายเป็นกองทัพตุ๊กตาขนาดมหึมาที่กำลังอพยพหนีการถูกกลืนกิน...ตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเรา!
"ทำอะไรสักอย่างซะทีสิคุณโนเนม!" ลุงมานะตะโกนเรียกสติผมด้วยเสียงหอบเพราะความเหนื่อยจากการออกแรงฉุดพ่อยักษ์ปักหลั่นนี่ ผมละสายตาจากความโกลาหลมาเพื่อปั่นสมองให้หมุนเร็วจี๋คิดซิ คิดซิคาปูชิโน๊ เอ๊ะ...หญิงลีมาทำไมได้ไงเนี่ย!? หาวิธีหยุดพี่ล่ำนี่ให้ได้ก่อนที่ฝูงตุ๊กตาที่บ้าคลั่งและความมืดจอมเขมือบนั่นจะมาถึงตัว แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก "ปัดโธ่ว๊อย! ตื่นเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย ไอ้คุณราเมงเฮงซวย!" ผมแหกปากลั่นพร้อมกับยกสองนิ้วขึ้นจิ้มลงไปที่ตาทั้งสองข้างของคุณราเมศค่อนข้างแรง เขาสะดุ้งเฮือกใหญ่พร้อมกับร่างล่ำบึ๊กก็หยุดการต่อต้านขัดขืนลงฉับพลันทันใด "โอ้ย! เชี่ยไรเนี่ย!" เขาร้องออกมาพร้อมกับยกสองมือกุมดวงตาเอาไว้ "นี่ถ้ายังไม่รู้สึกตัวอีก ผมกะจะเตะป๋องแป๋งคุณแล้วนะ...รีบไปเร็วเข้า!" ผมตะคอกพลางผลักให้เขาหมุนตัวกลับ
"ปะ...ไปไหน..." นายล่ำราเมศร้องถามทั้งๆ ที่ยังเอามือปิดตาอยู่อย่างนั้น "ไปร้านกาแฟมั้ง!" ผมตะโกนสวนกลับไปพร้อมกันคว้าข้อมือใหญ่โตของเข้าแล้วออกแรงดึง พาเขาวิ่งตามหลังลุงมานะที่วิ่งขึ้นบันไดไปก่อนแล้ว อึดใจต่อมา "ลูกกุญแจอยู่ไหน!... ประตูมันล็อคอยู่" ชายวัยเฉียดแซยิดตะโกนถามลงมาอย่างร้อนรน ผมไม่รอถามให้ต้องเมื่อยสองตุ้มกับอีตาคิงคองเมายาทัมใจนี่อีกต่อไป รีบคลำหาพวงกุญแจที่รอบเอวของเขาอย่างด่วนจี๋และโชคดีที่พบว่ามันห้อยอยู่ที่เอวด้านขวาของเขา และปลดมันออกมาได้โดยแต่โดยดีไม่ต้องคลำเลยเถิดไปเจอพวงอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่กุญแจเข้าให้ จากนั้นกระโจนขึ้นบันไดทีละสองชั้นจนถึงประตูหมายเลข -33 ซึ่งลุงมานะยืนรออยู่ ทิ้งให้พี่ล่ำที่ยืนตะลึงลานกับภาพที่เขาเพิ่งจะหันไปมองเห็นไว้ที่เชิงบันไดซะให้เข็ด
เสียงกรี้ดกร๊าดแตกตื่นของกองทัพตุ๊กตาดังอื้ออึงจนกลบเสียงอื่นจนหมดสิ้น แต่ลูกกุญแจลูกที่ห้าที่ผมสุ่มมาก็ยังใช้ไม่ได้ผลเสียที "บ้าเอ๊ย!" ผมสบถ ลนลานเลือกสุ่มกุญแจดอกต่อไป "เร็วหน่อย! พวกมันจวนจะถึงเราแล้ว!" เป็นเสียงของลุงมานะที่ตะโกนใส่หูผม "เร่งมืออยู่!" ผมแหกปากตอบปากคอสั่นพร้อมกับเลือกกุญแจดอกที่หกได้และพยายามเล็งให้ตรงร่องแต่มันก็ช่างเป็นงานที่ยากเย็นแสนเข็ญอะไรอย่างนั้น "มานี่...ถอยไป!" ไม่รู้ว่าได้สติแล้วเผ่นตามขึ้นมาตอนไหน คุณราเมศแย่งพวงกุญแจคืนไปพร้อมกับผลักผมออกห่างจากประตูอย่างแรงจนเซไปกระแทกแผ่นหลังเข้ากับผนังด้านข้างดังอั้ก...โว้ย! ซาดิสม์ชะมัดเลยไอ้หมอนี่! ผมคิดพร้อมกับเหลียวมองลงไปที่โถงทางเดิน
ตอนนี้ขบวนลูกเทพเกือบจะมาถึงที่เชิงบันไดอยู่รอมร่อแล้ว แต่ที่น่าตื่นตระหนกยิ่งกว่านั้นก็คือผืนพรมสีดำมืดที่ไล่ตามหลังพวกมันมานั่นกำลังกลืนกินทุกสิ่งอย่างที่มันเคลื่อนมันผ่านเข้ามาและดูเหมือนว่ามันจะเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยสิ ในขณะที่พวกตุ๊กตาหลายสิบตัวที่วิ่งรั้งท้ายถูกกลืนกินและหายวับไปกับความมืดนั่น แล้วก็มาถึงถึงคิวทองของหมู่มวลตุ๊กตาในภาพที่สิบสามซึ่งอยู่ใกล้กับช่องบันไดที่สุดจนได้ ร่างเล็กๆ หลายสิบตัวพากันกรี๊ดสนั่นพร้อมกระโดดกรูกันออกมาจากกรอบของมันและวิ่งตรงเข้ามาหาบันได และ...ให้ตายเถอะ เลยไม่รู้จะตัดสินยังไงว่าอะไรที่น่ากลัวกว่ากัน! แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ขนทั่วทั้งตัวทุกซอกทุกมุมของผมมันลุกชันกันไปหมดทุกเส้นแล้ว เมื่อมีอีกร่างหนึ่งที่สูงใหญ่กว่าพวกตุ๊กตาหลายเท่า ตะเกียกตะกายปีนตามออกมาจากกรอบรูปนั้นด้วย ลินดาในสภาพปากอ้าตาเหลือกค้างและไร้แวว เลือดไหลโกรกเป็นทางลงไปตามร่องอก สภาพแบบเดียวกับที่เห็นอยู่ตอนที่ยังเป็นภาพนิ่งนั่น กำลังพาร่างแข็งทื่อของเธอเดินกระย่องกระแย่งกระตุกฉึกๆ ยึกๆ ยักๆ สองแขนเหยียดมาข้างหน้านิ้วมือหงิกเกร็ง ตลุยฝ่าฝูงตุ้กตาตรงมาที่เชิงบันไดอย่างรวดเร็ว!
"เร็วเข้า!" ผมแหกปากลั่นจนรู้สึกไดถึงความสั่นสะเทือนของกล่องเสียงตัวเอง โดยที่ไม่รับรู้ว่าจะมีใครได้ยินหรือเปล่า "ได้แล้ว! รีบเข้าไปเร็ว!" พี่ล่ำราเมศตะโกนสั่งพร้อมกับที่เขาคว้าแขนของผมแล้วดึงอย่างแรงจนผมปลิวหวือไปหาประตูตามแรงกระชากของเขา ก่อนที่จะถูกเขาจับยัดเข้ามาข้างในตามหลังลุงมานะไปติดๆ "เฮ้ย! เชี่ย!" เสียงคุณราเมศร้องลั่นด้วยความตกใจดังตามหลังมา และเมื่อผมหันกลับไปมองก็เห็นว่า ร่างล่ำบึ๊กของเขาถูกลินดาสาวสก๊อยรุ่นใหญ่วัยทำงานกระโดดเข้ากอดรัดจากทางด้านหลังอยู่ในกรอบประตู และก็ยังมีฝูงลูกเทพกำลังตะเกียกตะกายขึ้นบันไดตามมาด้วย!
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 26
Comments