ชั้นที่-34

ทันทีที่เข้าถึงตัวเธอ นายล่ำราเมศก็พยายามทำให้เธอละสายตาออกมาจากภาพนั่นด้วยการจับไหล่ของเธอจากทางด้านหลังแล้วเริ่มเขย่าเป็นติ้วเหมือนกับที่เคยเขย่าผมเปี๊ยบ "ลิน...อย่าไปมองมัน...ลิน" เขาละล่ำละลัก "หนูลิน! เป็นอะไรไปน่ะ หนู!" ลุงมานะที่เพิ่งจะวิ่งตามคุณราเมศมาถึงก็ถามอย่างตื่นตระหนกอยู่ที่ข้างหูเธอบ้าง ถึงแม้จะถูกเขย่าตัวจนหัวสั่นด๊อกแด๊ก แต่สองตาของลินดาก็ยังติดหนึบนิ่งอยู่กับภาพที่เจ็ดนั่นไม่ได้เคลื่อนไปไหนเลบสักนิด "ช่วย...ช่วยฉันด้วย!" เธอพูดเสียงแผ่วเบาผ่านริมฝีปากที่สั่นระริก มีน้ำตาไหลลงอาบแก้มเหมือนสายน้ำไหล "ทำอะไรสักอย่างสิคุณ!" ผมพูดอย่างตื่นตระหนกกับคุณราเมศ ก่อนจะเบนสายตาไปหาลุงมานะที่ยืนมองด้วยสีหน้าตื่นๆ

นายแรมโบ้ราเมศหยุดการเขย่าติ้วแล้วยื่นหน้าไปพูดข้างหูลินดา "ลิน...ลินฟังผมนะลิน เลิกมองมันซะ!" เขาพูดอย่างร้อนรน ดูเขาเองก็กำลังพยายามที่จะไม่มองขึ้นไปที่ภาพนั้นพร้อมกับรั้งไหล่เธอให้หันไปหาเขาไปด้วย แต่เธอกลับขืนตัวเอาไว้อยู่ในท่าเดิม "ฉันทำไม่ได้! ฉันดึงสายตาไปจากมันไม่ได้ ช่วยด้วย!" เธอละล่ำละลักเสียงสั่น จากมุมที่ผมมองดูเธอตรงนี้ ทำให้ผมเห็นว่าดวงตาที่จับจ้องมองภาพนั้นมันดูปูดโปนออกมาจนน่ากลัวจะทะลักออกมานอกเบ้าได้ทุกเมื่อ อากัปกิริยาอันแปลกประหลาดของเธอ ทำให้ผมหลงลืมความตั้งใจของตัวเองไปชั่วขณะ และเผลอมองตามสายตาของเธอไปที่รูปภาพเขียนสีน้ำมันรูปนั่นจนได้ แล้วตาของผมก็ติดหนึบอยู่กับมันทันที!

ในความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นนั้น ผมเห็นตุ๊กตาลูกเทพเป็นสิบๆ ตัวอัดกันอยู่ในกรอบที่ตอนนี้เล็กและแคบลงไปจนไม่เหลือที่ว่างสำหรับฉากหลังอีกต่อไปแล้ว แต่ละตัวมีใบหน้าบิดเบี้ยวอันเกิดจากการบีบอัดเบียดเสียดเยียดยังยิ่งกว่าปลากระป๋องตราสามแม่วัวเสียอีก แขนและขาของพวกมันบิดหักและโก่งงอผิดรูปและชี้โด่ไปเด่มาแบบไม่มีทิศทาง มีหลายตัวที่ตากลมโตถลนหลุดออกมาและห้อยต่องแต่งอยู่นอกเบ้า แถมมันยังเหมือนลูกนัยน์ตาคนจริงๆ เสียด้วยสิ รอบๆ ตาขาวเต็มไปด้วยเส้นสายบางๆ สีแดงฉานคล้ายเส้นเลือดและสีแดงเหมือนเลือดที่ไหลเป็นทางจากขอบตาล่างลงมาตามร่องแก้มและปากที่บิดเบี้ยวของพวกมันดูเหมือนกับคนที่ลิ้นกำลังจุกปากเพราะถูกบีบอัดจนหายใจไม่ได้ไม่มีผิด!

ผมต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงและเวลาสองสามอึดใจในการถอนสายตาออกมาได้สำเร็จก่อนจะหันไปมองลินดา "สุนทรีย์ซะเหลือเกิน คนประเภทไหนกันที่เอารูปแบบนี้มาประดับห้องน่ะ" ลุงมานะยังจะมีอารมณ์มาสวมวิญญานนักวิจารณ์งานศิลป์สยองนี่อีกเหรอเนี่ย เขาหันมองดูรูปภาพด้วยสีหน้าอึดอัดไม่สบายใจ ขมวดคิ้วเป็นบาร์โค้ดแถบเบ้อเริ่มสลับกับหน้าลินดาไปมา ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ผมกำลังขมวดคิ้วมุ่นมองเขาอยู่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าชายวัยเฉียดแซยิดคนนี้จะเป็นคนเดียวที่ภาพสยองพวกนี้ไม่สามารถดึงดูดสายตาของเขาได้ "หนูลิน หนูลินดา" ชายวัยเฉียดแซยิดยกมือขึ้นปัดขึ้นลงตรงหน้าเธอ แต่ลินดาก็ยังคงไม่มีปฎิกริยาตอบโต้ใดๆ ในขณะที่คุณราเมศก็พยายามจะรั้งไหล่เธอให้หันออกมา "อะไรกันเนี่ย!" ลุงมานะพูดพลางเอามือปิดที่ตาของหญิงสาวปากตะไกรเอาไว้ อึดใจต่อมานายแรมโบ้ราเมศก็สามารถจับไหล่ของเธอหมุนตัวออกไปทางเขาได้สำเร็จ!

"ลิน คุณเป็นอะไรน่ะ" เขาถามเสียงตื่น ส่วนผมได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ โดยไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ ลินดาหลุดออกมาจากภวังค์พิศวงของเธอได้แล้ว เธอก็เริ่มโอดครวญเหมือนกับว่ากำลังได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสพร้อมกับยกสองมือขึ้นปิดตาตัวเอง "โอ๊ยยยยย...ตาฉันเป็นอะไรไปเนี่ย!" เธอร้อง "เกิดอะไรขึ้นกับกับฉันคะ...คุณราเมศ!" นายแรมโบ้ราเมศดึงตัวเธอเข้าไปกอดเอาไว้ก่อนจะพูด "นี่คุณไม่รู้ตัวเลยเหรอ" เขาถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจระคนตื่นตกใจ "อยู่ๆ คุณก็หยุดเดินแล้วเอาแต่จ้องมองรูปนี่ แล้วเรียกให้ช่วยไง" ผมพูดสอดขึ้น "มะ...ไม่รู้สิ ทำไมฉันถึงหยุดมองมันไม่ได้ก็ไม่รู้ มันเหมือนมีแรงดึงดูดตรึงฉันเอาไว้ ให้ต้องมอง แล้ว...แล้วฉันก็เห็น..." เธอชะงักไปพร้อมขืนตัวเองออกจากอ้อมกอดของเขาแล้วเหลือบแลไปซ้ายทีขวาทีด้วยสีหน้าหวาดกลัวและดูเธอจะใช้ความพยายามอยู่ยิ่งยวดที่จะไม่เผลอเหลือบตาไปมองภาพนั้นอีก "อะไร! คุณเห็นอะไร...บอกผมสิลิน!" คุณราเมศถามพร้อมกับใช้นิ้วปัดผมปอยย้อยสวาทออกจากใบหน้าที่ก้มน้อยๆ ของเธอ ตอนนั้นเองที่ผมเห็นดวงตาและขอบตาของเธอที่กลายเป็นสีแดงจัด

"คุณ...เป็นอะไรน่ะ!" ผมอุทาน "เจ็บมั้ยล่ะนั่น ตาแดงเถือกซะขนาดนั้น" คำถามของผมทำให้คุณราเมศจับหน้าเธอให้เงยขึ้นสบตากับเขา "ตาของคุณ!" เขาอุทานออกมาบ้างท่าทางตกใจหนักยิ่งกว่าเดิม แต่ลินดากลับเบือนหน้าหนี "ฉันไม่เป็นไรค่ะ...แต่ช่วยพาฉันไปจากที่นี่ทีเถอะค่ะ ฉันไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว!" เธอพูดเสียงเครียด "ผมเห็นด้วยกับเธอนะ...เราใช้เวลาอยู่กับชั้นนี้นานเกินไปแล้ว" ผมพูดขึ้นพร้อมกับมองกลับไปมองที่บันไดทางขึ้นที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ มีอะไรบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกบอกผมว่า ต่อจนนี้พวกเราจะต้องใช้ความระมัดระวังตัวกันให้ดี...บางทีสิ่งนั้นอาจจะเรียกว่าลางสังหรณ์ก็ได้ "โอเค...งั้นเราไปกันเลยเถอะ!" นายล่ำราเมศไม่ขัดขืนหรือพยายามถามเซ้าซี้ใดๆ ต่อไปอีกทั้งสิ้น เขาประคองลินดาให้ออกเดินไปหาบันไดทันที

"ไปกันเถอะครับลุง" ผมหันไปเรียกชายผมสีดอกเลาที่กำลังยืนกอดอกมองภาพสยองอย่างพินิจพิเคราะห์เหมือนกำลังชมภาพโมนาลิซ่าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ซะอย่างงั้น พร้อมกับทำหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรที่ผมไม่รู้อยู่ แต่ที่ผมรู้และเห็นแน่ๆ ก็คือ ภาพเขียนพวกนั้นไม่ได้ทำให้เขาเกิดมีปฎิกริยาในทางลบเลยสักนิดเดียวเลย "มีอะไรหรือเปล่าครับลุง" ผมถามอย่างแปลกใจ "แปลกจังนะ ทำไมพวกคุณถึงได้มีอาการแปลกๆ ตอนมองภาพพวกนี้" เขาเอ่ยพลางใช้นิ้วเกาคางช้าๆ "หมายความว่า ลุงไม่ได้รู้สึกอะไรเลยงั้นเหรอ" ผมได้โอกาสถามในสิ่งที่กำลังคลางแคลงใจอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วพอดี เขาหันมามองหน้าผมพร้อมหัวคิ้วที่ผูกโบในแบบที่อ่านได้ยากว่าเขากำลังข้องใจหรือแปลกใจอยู่กันแน่ "ก็ไม่นี่..." เขาตอบพลางส่ายหน้า "มันก็แค่ภาพวาดแนวสยองขวัญธรรมดาๆ ไม่ใช่รึไง" ลุงมานะโนบิตะรุ่นปู่พูดเรื่อยๆ มาเรียงๆ "เดี๋ยวนะ...มันธรรมดาตรงไหนเอาปากกามาวงหน่อยซิลุง!" ผมออกท่าออกทางคัดค้านคำพูดของเขาอย่างสุดหัวใจ

เขายักไหล่น้อยๆ แล้วหันกลับไปมองภาพนั้นอีกด้วยท่าทีเฉยๆ ผิดกับผมที่กำลังพยายามขืนสายตาตัวเองไม่ให้มองภาพนั้นด้วยความยากเย็นแสนเข็ญ "มันไม่ได้ดึงดูดสายตาลุงเลยเหรอ!?" ผมต้องยอมรับว่ารู้สึกฉงนสนเท่ห์เอามากๆ "ความแปลกประหลาดของมันก็ดึงดูดอยู่หรอก แต่มันก็ไม่ขนาดนั้น...เอ่อ ผมคิดว่ามันก็เป็นแค่ภาพวาดสีน้ำมันที่ดูสมจริงไปหน่อย ก็เท่านั้น" ชายวัยเฉียดแซยิดพูดพลางหันกลับไปมองมันอีกครั้ง และก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาเหมือนเดิม "สมจริงไปหน่อยงั้นเหรอ!" ผมทวนคำและพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะห้ามสายตาตัวเองไม่ให้มองไปที่ภาพบ้านั่นตามเขาไปด้วย "ผมคิดอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะลุง ภาพพวกนี้มันน่ากลัวเกินไปต่างหากล่ะ และผมว่ามันมีอะไรแปลกๆ... โดยเฉพาะภาพในชั้นนี้ มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างดึงดูดให้พวกเราต้องมองมัน ลุงก็เห็นแล้วนี่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลินดาน่ะ และผมแน่ใจว่ากับคุณราเมศก็เช่นกัน ไม่รู้ว่าทำไม...แต่พวกเราหยุดมองมันไม่ได้เลยนะ!" ผมเถียงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวที่อยู่ดีๆ ก็ปะทุขึ้นมาพร้อมกับจ้องหน้าเขาเขม็ง

"โอเคๆ ผมเชื่อที่คุณพูด บางทีภาพพวกนี้อาจจะมีผลต่อจิตใจของพวกคุณก็ได้" ลุงมานะพูดอย่างใจเย็นก่อนจะยักไหล่น้อยๆ "ถ้างั้นก็เอางี้...ต่อไปพวกคุณก็ไม่ต้องไปเผลอมองมันเข้าอีกก็แล้วกัน" เขาพูดด้วยท่าทีอะลุ้มอะหล่วยยอมอ่อนข้ออย่างใจเย็น นั่นทำให้ผมเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาแทนที่ที่ดันไปทำกิริยาอันไม่สมควรใส่เขา ก่อนที่ใครจะทันได้พูดอะไรอีก เสียงคุณราเมศก็ตะโกนเรียกมาจากทางบันได "เฮ้! สองหนุ่มนั่นน่ะ ผมเปิดประตูรออยู่นานแล้วนะ จะมากันรึเปล่า!" ผมมองหน้าลุงมานะอย่างคนสำนึกผิด "เราจะไปกันต่อได้รึยังล่ะ ผมเองก็ไม่ได้ชอบรูปบ้าๆ พวกนี้หรอกนะ" เขาพูด

ผมก้มหน้าก้มตางุดๆ เดินนำหน้าลุงมานะผ่านรูปภาพที่เหลือไปอย่างเร็ว พร้อมกับพยายามฉุดรั้งความปราถนาที่ไม่พึงประสงค์อันเกิดขึ้นจากแรงดึงดูดประหลาดที่แผ่ซ่านออกมาจากภาพเขียนพวกนั้นซึ่งกำลังเรียกร้องให้ผมหันไปมองมันเสียให้ได้ นี่ถ้าไม่เกรงใจผู้สูงวัยที่เดินเร็วจนขาขวิดตามหลังมาแทบจะไม่ทันแล้วล่ะก็ ผมคงนิมนต์หลวงพ่อโกยมาลงขาใส่ตีนหมาเผ่นตูดแป้นไปนานแล้วล่ะ ผมรู้สึกว่าระยะทางที่จะไปถึงบันไดนั้นทำไมมันช่างยืดยาวนานเกินไปแล้ว ทั้งที่เหลืออีกแค่ไม่น่าจะเกินห้าสิบเมตรเท่านั้น แล้วนี่ทำไมถึงได้เดินไปไม่ถึงเสียทีวะเนี่ย!...ผมคิด

แต่ถึงอย่างไร ในที่สุดผมก็มาหยุดยืนที่เชิงบันไดจนได้ ผมมองขึ้นไปก็เห็นว่าคุณราเมศยังคงยืนรอผมกับลุงมานะอยู่บันไดขั้นบนสุด โดยมีลินดาที่ตอนนี้กลับสู่โหมดนางพญามือปลาหมึกจอมพันตูและกำลังเกาะแขนล่ำของเขาไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งสองรอจนกระทั่งผมเดินนำลุงมานะขึ้นมาถึงชานพักบันได ประตูหมายเลข -34 ถูกเปิดรอไว้อยู่ก่อนแล้ว แต่ชายหญิงทั้งสองกลับยังยืนตัวลีบเบียดกันอยู่ตรงข้างประตูเหมือนรอรับเขียดผู้มีแกกในงานวันส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอยังไงพิกล "เอ๋า...แล้วทำไมไม่เข้าไปกันล่ะ...ประตูน่ะ?" ผมเอ่ยถาม "ไม่ได้สิ...นั่นมันเป็นหน้าที่ของท่านประธานนี่นะ" นายแรมโบ้ราดมศตอบและมองมาที่ผม ผมถึงกับเอ๋อเหรอพร้อมกับชี้นิ้วเข้าใส่ตัวเอง "หมายถึงผมเหรอ!?" ผมถามงงๆ นายล่ำราเมศยักคิ้วและขยิบตาส่งให้มาแทนคำตอบพลางทำท่าผายมือเชิญ...กวนตีนนะเราเนี่ย!... ผมคิด

ที่หลังประตูหมายเลข -34 นี้ก็ยังเป็นโถงทางเดินเช่นเดียวกับสามชั้นที่ผ่านมา แต่แสงสว่างที่เคยเรื่องเรืองแบบไม่สามารถหาที่มาได้นั้น ในตอนนี้มันหม่นมัวลงไปอย่างเห็นได้ชัดไปเสียแล้ว และมีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือรอยคราบราดำบนผนังที่ดูเหมือนว่ามันจะขยายตัวออกไปเป็นบริเวณกว้างมากขึ้นจนแทบจะกินเนื้อที่ทุกตารางนิ้วของโถงทางเดินไปแล้ว รวมถึงพื้นปาร์เก้ที่หลุดร่อนออกไปจนเกือบทั้งตลอดทาง กลายเป็นพื้นซีเมนต์สกปรกอันอับชื้นและกระดำกระด่างไปด้วยเชื้อราและหญ้ามอสที่กลายเป็นสีน้ำตาลแห้งเพราะแล้งน้ำตาย และสิ่งที่หายไปจากผนังก็คือรูปภาพในกรอบที่เคยแขวนเรียงเป็นระเบียบนั้น ในตอนนี้ สี่ห้ารูปที่อยู่ใกล้กับพวกเรามีสภาพห้อยร่องแร่งจวนเจียนจะหลุดร่วงแหล่มิร่วงแหล่ ส่วนกรอบที่อยู่ไกลออกไปจนถึงสุดทางที่บันไดนั้น ตอนนี้มันหลุดร่วงลงมาจากที่แขวนและกองอยู่บนพื้นในสภาพที่ีเละเทะและฉีกขาด

แต่ที่น่าแปลกจัดๆ ก็คือ กรอบรูปสี่ห้าอันที่ยังห้อยต่องแต่งพวกนั้นกลับไม่มีตุ๊กตาลูกเทพอยู่ในภาพเหล่านั้นเลยแม้แต่ตัวเดียว! "นี่มันบ้าอะไรเนี่ย" นายล่ำราเมศอุทานเมื่อโผล่หัวตามเข้ามายืนข้างๆ ผมและมองดูสภาพภายใน "ทำไมมันถึงได้เละอย่างนี้ล่ะ" เขาพึมพำกับตัวเองขณะเริ่มออกเดินผ่านผมที่ยังยืนอยู่กับที่ "ไม่เอานะ!...อย่าไปเลยนะคะคุณราเมศ!" ลินดาทักท้วงทัดทานเสียงตื่น เมื่อถูกนายล่ำหน้าหนวดทิ้งให้ยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้มอยู่ข้างๆ กันกับผมหลังจากที่แกะมือปลาหมึกของเธอออกจากแขนได้เป็นผลสำเร็จ และเขาก็ไม่ยอมหยุดฟังเธอ แต่เดินดิ่งเข้าไปสำรวจกรอบรูปอันแรก

"เละตุ้มเป๊ะเลย" ลุงมานะพูดเมื่อเขาเดินมายืนขนาบข้างลินดาไว้ให้อยู่ตรงกลาง "นี่เราเดินผ่านกาลเวลามางั้นเหรอเนี่ย อย่าบอกนะว่าตอนนี้ตุ๊กตาพวกนั้นออกมาจากภาพนั่นไปแล้วน่ะ" คำพูดของเขาทำให้ผมและลินดาหันขวับไปมองหน้าเขาพร้อมกันทันที "อะไรนะ!" ผมและเธอร้องประสานเสียงขึ้นพร้อมเพรียงกันเป็นครั้งแรก เออ... เนอะ ในที่สุดเราก็ใจตรงกันซะทีล่ะ "พูดจริงจังรึเปล่าเนี่ย ไม่ตลกเลยนะลุง!" ผมถามพลางเหลือบมองสีหน้าลินดาที่กำลังซีดเผือดหนักยิ่งกว่าเดิม "นั่นสิคะ ไม่เอาสิคะลุงมานะ พูดแบบนั้นมันไม่ดีเลยนะ" เธอเหลียวหน้าเหลียวหลังมองไปรอบๆ อย่างหวาดๆ พลางกอดและลูบแขนตัวเองไปมา ลุงมานะมองหน้าลินดาด้วยแววตาสำนึกผิดที่ดันเผลอพูดในสิ่งที่น่ากลัวสุดติ่งสำหรับเธอออกมา...

แต่พูดก็พูดเถอะนะ ที่เขาพูดมานั่นมันก็เขย่าขวัญผมไม่น้อยเหมือนกันนั่นแหละ! "โอ้...ขอโทษด้วยนะหนูลิน ลุงพูดเล่น...ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้กลัว" เขาปลอบเสียงอ่อน "โห...นี่ขนาดพูดเล่นนะ เอาซะขนผมตั้งเด่ไปทั้งตัวเลยเนี่ยลุง!" ผมพูดแล้วถอนใจพร้อมกับมองบน เบนสายตามองเข้าไปที่โถงทางเดิน และนั่นเองที่ทำให้อะดรีนาลีนขึ้นผมสูบฉีดปรี๊ดปร๊าดขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหัน "เชี่ยอีกแล้ว! รีบคายพระร่วงออกจากปากเดี๋ยวนี้เลยนะลุง!" ผมพูดมและรู้สึกว่าเสียงที่หลุดออกมาจากลำคอนั้น มันช่างแหบแห้งเสียเหลือเกิน "วิ่ง! กลับลงไปข้างล่าง...ไป!" เสียงคุณราเมศแหกปากดังกึกก้อง พร้อมกับร่างล่ำบึ๊กของเขาที่ผลุนผลันหันตัวกลับและออกตัววิ่งมาทางที่พวกเรายืนตะลึงอยู่

ที่ช่องบันไดที่อยู๋ด้านไกลสุดของทางเดิน ร่างเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงยาวจำนวนน่าจะประมาณว่ามากันทั้งกองพันทหารบก พากันวิ่งกรูลงมาจากช่องบันไดเหมือนฝูงมดที่แย่งกันออกจากรูตรงมาทางพวกเราพร้อมกับเสียงประหลาดที่ดังระเบ็งเซ็งแซ่ "แอ๊ะๆๆ" อย่างที่พวกเด็กทารกชอบทำตอนที่พูดคุยและเล่นสนุกอยู่กับอากาศตรงหน้าพวกเขา ถึงจะอยู่ในระยะไกลเกือบร้อยเมตร แต่ผมก็เห็นได้ชัดเลยว่าร่างเล็กๆ พวกนั้นมันคือฝูงตุ๊กตาลูกเทพอย่างไม่ต้องสงสัย! "ลุงเคยถูกหวยรางวัลที่หนึ่งบ้างไหมเนี่ย!" ผมครางออกมาปากคอสั่น สองขาชาดิกยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ "ยังจะยืนเป็นบื้ออะไรอยู่! วิ่งสิวะ...วิ่ง!" คุณราเมศตะคอกใส่หน้าพร้อมกับผลักไหล่ของผมเมื่อเขาวิ่งมาถึง นั่นเองที่ทำให้ผมคืนสติมาได้ก่อนจะกลับหลังหันโดยอัตโนมัติ แต่แล้วผมก็ต้องชะงักเท้ากึกลงอีกครั้งพร้อมทำตาเหลือกลาน จะอะไรเสียอีกล่ะ...ก็บานและกรอบประตูที่พวกเราเพิ่งจะเดินผ่านเข้ามานั้นมันกำลังหลอมละลายกลายเป็นของเหลวสีดำลงไปกองอยู่บนพื้นต่อหน้าต่อตา ก่อนที่จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็วน่ะสิ เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาก็เหลือไว้แค่เพียงกำแพงทึบตันเอาไว้ให้ดูต่างหน้าเสียแล้ว!

"ไปไงล่ะ! ประตูหายไปแล้ว!" ผมแหกปากอย่างเพนิกเต็มคาราเบลพร้อมกับหันกลับไปเผชิญหน้ากับกองทัพตุ๊กตาลูกเทพที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งขบวนอย่างน่าขนลุกมุ่งตรงเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที "ทำยังไงกันดี!" ลินดากรีดร้องเสียงแหลมปรี๊ดยังกับนักร้องโอเปร่า "เราไม่มีอาวุธอะไรบ้างเลยเหรอ!" ลุงมานะถาม "มากันทั้งอำเภออย่างนี้ ต่อให้มีเอ็ม79 กันทั้งสี่คน ก็ไม่น่าจะเอาอยู่หรอกลุง!" ผมตะโกนตอบเหมือนคนเสียสติ "มีทางเดียวที่เราจะไปได้" คุณราเมศพูด " ทางไหนฟะ! ลองเอาหัวโหม่งกำแพงดูมั้ย เผื่อมันจะเป็นรูกว้างพอให้พวกเรามุดหัวออกไปได้" ผมประชด "งั้นเหรอ...ก็เอาสิ! ผมไม่ว่าหรอกถ้าคุณจะลองดูน่ะ แต่ถ้าเป็นผม...บันไดนู่นแหละคือทางออกของเรา" เขาประชดตอบพร้อมกับเสนอความเห็น

"มันก็เข้าท่าดีนะ แต่จะดีกว่านี้ถ้ามันไม่มีตุ๊กตุ่นพวกนั้นขวางอยู่น่ะ" ลุงมานะพูดขณะที่ตาจ้องอยู่กับร่างเล็กๆ ในชุดกระโปรงสีกระดำกระด่างสกปรกและขาดวิ่นสี่ห้าตัวที่เป็นทัพหน้าวิ่งร้องแอ๊ๆ ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว "มันจะซักแค่ไหนกันเชียววะ ไอ้พวกตุ๊กตาเปรต!" นายแรมโบ้ราเมศกัดกรามคำรามโชว์ห้าวแล้วก้าวออกไปยืนขวางระหว่างพวกมันกับพวกเราเอาไว้ "แต่ผมว่าพวกมันตัวเล็กเกินกว่าจะเป็นเปรตนะ ลุงว่ามั้ย" ผมหันไปถามลุงมานะ ชายวัยเฉียดแซยิดฟาดหางตามาใส่ผมเต็มแรง "หน้าสิ่วหน้าขวานยังจะมา..." เขาทำหน้าดุและบ่นพึมพำ อึดใจต่อมาร่างเล็กๆ ผมยาวหยิกสีน้ำตาลกับผิวสีซีดอมเขียวดวงตากลมโตและโบ๋ข้างหนึ่งตัวแรกก็มาถึง มันกระโดดนำตัวอื่นตรงเข้าใส่พวกเรายืนตาเหลือกอยู่

"น่ารักน่าชังจังเลยนะนังหนู!" ด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อสำหรับผู้ชายล่ำบึ๊กอย่างคุณราเมศ เขาเหวี่ยงหมัดอันเท่าค้อนปอนด์ซัดเข้าเต็มหน้าลูกเทพตัวนั้นเข้าอย่างถนัดถนี่ตรงกลางใบหน้าของมันเป๊ะๆ ทำให้ร่างเล็กๆ ของมันปลิวหวือข้ามหัวพวกที่ตามหลังมาไปซะไกลลิบ "ก็ไม่เท่าไหร่นี่หว่า!" เขาร้องเย้ยหยันพวกมัน ขณะที่อีกสามตัวกระโจนจู่โจมเข้ามาอีก แต่ก็ต้องกระเด็นหวือกลับไปด้วยแรงมหาศาลของพี่ล่ำของเรา "จะยืนรอโบกแท็กซี่กันรึไง ไปกันได้แล้ว!" เขาแหกปากตะโกนพร้อมกับเดินส่ายอาดๆ เข้าใส่กองทัพตุ๊กตาลูกเทพที่กรูกันเข้ามา

ผมและลุงมานะมองตากันแวบหนึ่งก่อนที่จะวิ่งตามคุณราเมศที่กำลังทั้งเตะทั้งต่อยมวลหมู่ตุ๊กตาที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเขาเช่นกัน "ตามมาเร็วเข้าลินดา!" ผมตะโกนเรียกสก๊อยสาวปากตะไกรที่ยังคงยืนตะลึงงันอยู่กับที่ พร้อมกับที่ลูกเทพกระโดดเข้าใส่ผมเหมือนเห็บหมัดกระโดดเกาะหมา ตอนนี้แม่ไม้มวยไทยและนายขนมต้มต้องลงทรงผมแล้วล่ะ ผมทั้งเตะทั้งต่อยทั้งจับเหวี่ยงมือเป็นระวิงเช่นเดียวกับพี่ล่ำราเมศและลุงมานะที่เดินตะลุยกรุยทางเข้าไปสู่กลางดงตุ๊กตาสยองขวัญนับร้อยๆ เปิดทางให้กับสุภาพสตรีสติหลุดที่เอาแต่ร้องกรี้ดๆ ตามหลังพวกเรามาติดๆ "ว้าย!...ออกไปนะไอ้ตุ๊กตาบ้า!" ลินดาร้องดังลั่นเสียงหลง เมื่อลูกเทพตัวหนึ่งที่ถูกคุณราเมศตวัดกำปั้นใส่จนมันปลิวหวือเข้าหาเธอ

"พวกมันมาจากไหนกันวะเนี่ย!" ผมตะโกนขึ้นมาไม่ได้เจาะจงว่าจะถามใคร พร้อมกับออกอาวุธเตะและต่อยคลื่นตุ๊กตาเป็นพัลวัน "ไม่อยากจะพูดในกลัวกันหรอกนะ แต่ผมว่าลุงมานะพูดถูกล่ะ!" พี่ล่ำราเมศใช้แขนล่ำของเขากวาดเอาพวกมันปลิวหวือกลับไปข้างหลัง "บ้าน่า...มันจะออกมาจากกรอบรูปได้ยังไง!" ผมเถียงขณะดึงเด็กสยองขวัญออกจากแขนและเหวี่ยงมันเข้าใส่ผนัง "เฮ้ย! ถอยไปนะ" ลุงมานะร้องลั่น ผมหันไปมองพร้อมกับหยุมหุวพวกมันสองตัวเหวี่ยงไปอย่างสะเปะสะปะ "ไหวมั้ยลุง!" ผมตะโกนถามชายวัยเฉียดแซยิดที่ตอนนี้ร่างของเขาถูกกองทัพลูกเทพกลุ้มรุมจนเหลือแต่หัว แต่ก็ยังพยายามดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดกำลัง "ถ้าบอกว่าไหวจะแปลกไหมเล่า!" เขาตอบกลับมาก่อนที่จะล้มลงและหายไปในคลื่นตุ๊กตาปิศาจ!

เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของลินดาดังลั่นจนแสบแก้วหู ในตอนนี้ นอกจากลุงมานะที่ถูกทับถมอยู่ใต้กองทัพตุ๊กตานั่นแล้ว คุณราเมศก็กำลังถูกมะรุมมะตุ้มและมีตุ๊กตาเกาะเต็มตัวไปหใดเช่นกัน ทั้งที่เขาก็ทั้งต่อยทั้งกระชากจับเขวี้ยงแต่มันก็กลับถาโถมเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง ส่วนตัวผมเองก็กำลังจวนจะตกที่นั่งเดียวกับลุงมานะในอีกไม่กี่อึดใจนี้แล้ว พวกมันมีจำนวนมากมายเกินกว่าที่กำลังของพวกเราสามคนจะตะลุยฝ่าไปให้ถึงบันไดทางขึ้นได้ มือเล็กๆ เย็นชืดนับร้อยๆ ของพวกมันเหนียวหนึบเกาะติดเนื้อได้อย่างแนบแน่นและแต่ละตัวก็มีน้ำหนักมากจนไม่น่าเชื่อ เมื่อมันกระโดดเกาะแขนขาและลำตัวของผมได้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดึงพวกมันออกไปให้พ้นตัวได้โดยง่าย น้ำหนักตัวของพวกมันทำให้ผมเริ่มเข่าทรุด ผมดิ้นรนสุดชีวิตด้วยความหวังว่าจะหลุดพ้นจากการรุมเกาะที่น่าสะพรึงนี้แต่ก็ไม่เป็นผล

"ปล่อยข้านะโว้ย...ไอ้พวกตุ๊กตุ่นผีบ้า!" พี่ล่ำราเมศแหกปากลั่นขึ้นมาอีกประสานกับเสียงร้องกรี้ดยาวนานของลินดาที่ดังสนั่นโถงทางเดิน เมื่อเธอถูกฝูงตุ๊กตากระโดดเกาะมะรุมมะตุ้มจนล้มลงไป ส่วนลุงมานะนั้นเงียบเสียงไปแล้ว ทันใดนั้นผมก็เห็นร่างสก๊อยรุ่นใหญ่ของลินดาลอยขึ้นเหนือพื้นโดยมีมือเล็กๆ นับร้อยๆ ยกร่างของเธอชูขึ้นเหนือหัวแล้วส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ พาเคลื่อนที่ไปยังช่องทางบันไดที่อยู่ไกลลิบอย่างรวดเร็ว โดยที่เธอแหกปากกรี๊ดๆ สนั่นไปตลอดทาง ก่อนที่จะมีมือเล็กๆ ที่เย็นเยียบโผล่จากข้างหลังมาปิดตาทั้งสองข้างของผมจนมิด แล้วทุกอย่างก็มืดดับลงไปแบบปุบปับฉับพลัน

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!