ภาพเขียนสีน้ำมัน

เกือบจะในทันทีที่เราทุกคนผ่านเข้าประตูมาและผมจัดการกดล็อกลูกบิดเรียบร้อย บานประตูสีขาวนั่นก็เริ่มละลายกลายเป็นของเหลวสีดำจากขอบด้านบน ไหลลงไปกองรวมกันอยู่ที่พื้นก่อนจะสลายกลายเป็นไอสีดำไปต่อหน้าต่อตา ทำให้ตรงที่เคยมีบานประตูติดอยู่เมื่อครู่กลับกลายเป็นผนังทึบตันแทนที่ไปมันที ถึงแม้จะเคยเจออะไรแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ก็เถอะ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาเสแสร้งแกล้งทำเป็นชิลแล้วบอกว่านี่คือเรื่องปกติที่จะต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้ได้เสียหน่อย แต่ถ้าจะมองในแง่ดีมันก็มีให้มองอยู่หรอกนะ อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ต้องห่วงพะวงระวังข้างหลังเพราะกลัวว่าจะมีพวกศพเดินได้สุดสยองพวกนั้นตามขึ้นมาไล่กระชากหัวก้นอีกต่อไปแล้วล่ะเนอะ

ในขณะเดียวกัน ผมก็ต้องทำใจยอมรับว่า ในตอนนี้ พวกเราไม่มีใครเหลืออาวุธใดๆ สำหรับใช้ป้องกันตัวกันอีกต่อไปแล้ว เพราะกระสุนนัดสุดท้ายจากปืนบาเร็ตต้า ในมือของคุณราเมศได้พุ่งหายเข้าใส่ความมืดโดยเปล่าประโยชน์ไปเป็นที่เรียบแล้ว แต่เอาเถอะ... เพื่อความสบายใจของตัวผมเองแล้วล่ะก็ ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะฝืนแกล้งทำเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันเป็นเรื่องปกติธรรมด๊าธรรมดาที่พวกเราจำเป็นจะต้องเจอให้เนียนที่สุดเท่าที่ผมจะเนียนได้ก็แล้วกัน

ความช็อกของผมดูเหมือนว่าจะไม่ยอมจืดจางห่างหายไปไหนได้เลยสักนาทีเดียว ทันทีที่ผมหันกลับมาหาคนอื่นๆ ผมก็ต้องผงะและเย็นสันหลังวาบยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่อีกครั้ง ร่างก็อปปี้พวกนั้นมันกลับมายืนทื่ออยู่ข้างหลังพวกเขาทั้งสามคนอีกแล้ว! และยังมีอีกสองก็อปปี้ของคนที่ไม่ควรจะมาอยู่ในกลุ่มของเราอีกต่อไปแล้ว ก็ยังอุตส่าห์มายืนก้มหน้าอยู่ถัดไปทางด้านหลังพวกเขาด้วยในสภาพขาวซีดและโปร่งแสงสีเงิน มีนา...สาวน้อยที่เพิ่งจะถูกฝูงศพคืนชีพกระชากหัวจนหลุดจากตัวไปหมาดๆ กำลังยืนก้มหน้าก้มตาในสภาพครบสามสิบสองและหัวของเธอก็ยังตั้งอยู่ดีบนบ่าตามเดิม อยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มหน้าปรุชะตากุดจากการจู่โจมของมนุษย์ปลิงควายคนนั้น! ทั้งสองร่างต่างยืนก้มหน้านิ่งไม่ติงไหว ดูราวกับรูปปั้นอนุเสาวรีย์แห่งความตายที่ไม่มีใครมองเห็น... นอกจากผมเพียงคนเดียว! ที่สำคัญ...เหมือนว่าทั้งสองจะรู้ตัวว่าผมกำลังจ้องมองอยู่ เพราะทั้งสองร่างค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเหลือกตามองมาที่ผมอย่างพร้อมเพรียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด

"เป็นอะไรไปอีกล่ะ คุณ...คุณ!" เสียงคุณราเมศแว่วมาจากตรงไหนสักตรง ทำให้ผมรู้สึกตัวและพยายามดึงสติกลับคืนมาจนได้แล้วก็พบกับหน้าหนวดๆ ของ และเขากำลังกางมือปัดไปมาในระดับสายตาของผมเพื่อเรียกความสนใจ ผมกะพริบตาถี่ๆ พลางสะบัดหน้าไปมา "เป็นอะไร!?" เขาถามย้ำและมองหน้าผมพร้อมทำสีหน้าไม่สบายใจ ผมไม่ได้ตอบคำถามของเขาแต่มองไปรอบๆ อีกครั้ง...ไม่มีแล้ว! ร่างก็อปที่เห็นอยู่เมื่อครู่นี้พากันหายไปอีกแล้ว นอกจากพี่ล่ำราเมศที่ยืนจ้องหน้าผมอยู่นี่แล้ว ก็มีเพียงลินดาที่กำลังนั่งบีบนวดตามแขนขาให้กับลุงมานะที่ยังคงนั่งซึมกะทือเป็นโนบิตะอกหักเอาหลังแปะฝาอยู่เท่านั้น

"ปละ... เปล่า ผมคงเหนื่อยเกินไปหน่อยน่ะ แต่ไม่ได้เป็นไรหรอก" ผมตอบโดยที่ยังคงเลี่ยงที่จะบอกความจริงกับพวกเขาในสิ่งที่ผมมองเห็น เพราะไม่แน่ใจว่านี่เป็นแค่ความผิดปกติของจิตใจตัวเองที่คิดไปเองหรือว่าเป็นของจริงกันแน่ อีกอย่างถ้าขืนผมพูดออกไป ก็รังแต่จะสร้างความตื่นกลัวให้พวกเขายิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยัยลินดาปากตะไกรด้วยแล้ว ผมแน่ใจว่ารีแอ็คชั่นของเธอจะต้องสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย "ลุงมานะเป็นไงบ้าง" ผมเฉไฉไปเรื่องอื่น คุณราเมศหันไปมองที่ลุงมานะ "ยังช็อกไม่หายเลยน่ะสิ" เขาตอบ "อือ...เป็นใครก็ต้องช็อกเหมือนกันล่ะนะ ให้เวลาเขาหน่อยก็แล้วกัน" ผมพูดพลางตบแขนล่ำกล้ามโคตรแน่นของเขา ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

"อะไรของแม่งฟะเนี่ย!" ผมร้องด้วยความหัวเสียหน่อยๆ เมื่อเห็นว่าเข็มนาฬิกามันชี้บอกเวลาบ่ายสามโมงสี่สิบสามนาที และเข็มวินาทีก็ยังคงขยับถอยหลังไปเรื่อยๆ "อะไรอีกล่ะทีนี้" คุณราเมศหันกลับมาทำคิ้วย่นใส่ผมอย่างมีคำถาม "อ๋อ...เปล่าหรอก...ก็แค่นาฬิกาซังกะบ๊วยน่ะ ช่างมันเถอะ" ผมบอกปัดพลางยักไหล่ "ก็ไม่น่าจะต่างกับเจ้าของหรอกมั้ง...ฉันว่านะ" หญิงสาวปากตะไกรโพล่งขึ้น "ว๊าว...ลินดาคนเดิมกลับมาแล้วสินะ...แขวะซะแผลเหวอะได้ขนาดนี้ก็คงไม่มีอะไรให้เป็นห่วงอีกแล้วล่ะมั้ง" ผมเหน็บกลับทันควันพร้อมกับถอนใจเฮือกและมองบนใส่เธอ ก่อนจะหันมาสนใจกับสภาพของโถงทางเดินของชั้นที่ -37แทน

มันเป็นโถงทางเดินกว้างราวๆ สี่ถึงห้าเมตร สว่างไสวด้วยแสงสีเหลืองที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นจากเชนเดอร์เรียคริสตัลพวงระย้าที่แขวนอยู่บนเพดานสูงเป็นระยะๆ พื้นโถงปูด้วยไม้ปาร์เก้สีน้ำตาลทองขัดจนขึ้นเงาวาววับดูหรูหราหมาเห่าเหมือนทางเดินในโรงแรมเก่าสไตล์แอนทีค ทอดยาวเข้าไปสู่ช่องทางบันไดทางขึ้นที่มองเห็นอยู่ตรงด้านไกลสุดนั่น ระยะทางจากตรงนี้ไปก็น่าจะสักราวๆ ร้อยเมตรเห็นจะได้ พอๆ กับความยาวของสนามฟุตบอลมาตรฐานเลยนะนั่น! เป็นทางเดินที่ยาวไกลมากเสียจนไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะอยู่ข้างใต้อพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ของคุณราเมศได้ แต่ก็นั่นแหละ...จะมาเอานิยมนิยายอะไรกับความบิดเบี้ยวของสถานที่ที่พวกเรากำลังเผชิญวิบากกรรมกันอยู่นี้ล่ะ ทางด้านซ้ายมือเป็นเพียงผนังปูนทาสีเบจเรียบโล่งไม่มีการปนะด้บตกแต่งใดๆ เลย ผิดกับด้านขวาที่มีการตกแต่งด้วยภาพเขียนสีน้ำมันในกรอบสไตล์วิคตอเรียสีทองสุกปลั่งขนาดใหญ่ สูงจากพื้นไปจนเกือบถึงเพดานจำนวนมากมายเรียงรายเป็นแถวเป็นแนวอยู่บนผนัง

ดูผิวเผินแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีภาพเขียนแขวนประดับประดาในสถานที่ที่ค่อนข้างโอ่โถงโอ่งมังกรอย่างนี้หรอก แต่ความแปลกประหลาดชวนขนคอดั้งชันของมันอยู่ที่ภาพทั้งหลายที่อยู่ในกรอบนั่นต่างหากล่ะ โดยปกติคนทั่วไปที่คิดจะใช้ภาพเขียนสีน้ำมันในการตกแต่งที่อยู่อาศัยก็น่าจะใช้ภาพพอร์ตเทรตสีสันสดใสของคนสำคัญในตระกูล หรือไม่ก็ภาพแนวอิมเพลสชั่นนิสม์ที่ลอกเลียนมาจากผลงานของศิลปินดังแห่งอดีตกาลอย่างโมเนห์หรือปิซาโรอะไรเทือกนั้นสิ มีคนสติดีที่ไหนกันที่จะเลือกใช้รูปเขียนตุ๊กตาลูกเทพมาใส่กรอบแขวนโชว์อย่างที่นี่บ้างวะ! ผมคิดพลางขยับกระเป๋าเป้สะพายมารูดซิปเปิดออกเพื่อเก็บกระบอกไฟฉายไปด้วย

ถึงมันจะเป็นตุ๊กตาหน้าตาหน้ารักตากลมบ้องแบ๊วขนตางอนเป็นช่อฟ้าใบระกาหางหงษ์อย่างนั้นก็เถอะ แต่การที่มีแต่ภาพตุ๊กตาตาโตๆ เรียงรายไปตลอดตามทางเดินอย่างนี้มันก็ชวนหลอนอยู่ไม่ใช่น้อยเลย ผมตั้งใจมองไปที่ภาพแรกที่ใกล้ตัวที่สุด มันเป็นภาพตุ๊กตาเด็กหญิงผิวขาวเอมชมพูน่ารักน่าชังอย่างที่ตุ๊กตาควรจะเป็นในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน แต่สิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างไม่น่าให้อภัยศิลปินเลยก็คือ มีอย่างอื่นตั้งเป็นร้อยเป็นล้านสถานที่ที่จะเอามาเขียนเป็นฉากหลัง แต่ทำไมถึงดันเลือกเอาสุสานมืดๆ ทึมๆ ใต้แสงจันทร์เสี้ยวที่แสนจะน่าหดหู่นั่นมาเขียนเป็นฉากหลังด้วยก็ไม่รู้! แล้วความอยากรู้อยากเห็นก็เข้ามาจูงมือพาผมเดินดูภาพเขียนภาพต่อๆ ไปอย่างช้าๆ ทอดเวลาให้ลุงมานะได้แหวกว่ายอยู่กับความโศกเศร้าให้สาแก่ใจต่อไปอีกสักนิด จากภาพแรกไปภาพที่สอง ที่สามและสี่ ก็พบว่าจำนวนตุ๊กตาที่ปรากฏในภาพต่อๆ มาดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สัดส่วนของตุ๊กตาแต่ละตัวก็ยังคงมีขนาดเท่าเดิม จนทำให้ภาพเริ่มจะขาดความสมดุลขึ้นและสร้างความอึดอัดอย่างแปลกประหลาดเมื่อมองพวกมันที่อัดแน่นเป็นปลากระป๋องในกรอบรูปที่กลายเป็นแคบลงถนัดใจนั้น

"อารมณ์สุนทรีย์จุงเบยเนอะ คุณโนเนม" คุณราเมศพูดขึ้นจนทางด้านหลังของผม ตอนที่ผมเกือบจะเดินมาถึงภาพถ้ดไปที่เกือบจะครึ่งทางเดิน "ไม่คิดจะรอกันเลยสินะ" เขาเหน็บมาเบาๆ ผมหันกลับไปมองก็เห็นว่าเขาและลินดากำลังประคองลุงมานะเดินตามมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ "เขาโอเคแล้วใช่มั้ย" ผมถามพลางบุ้ยใบ้ไปที่ชายผมสีดอกเลาที่ยังคงมีอาการเหม่อลอยอยู่แต่ก็พอจะเดินสะโหลสะเหลด้วยสองขาของตัวเองได้ "ก็...หวังว่างั้น" คุณราเมศตอบ ผมหันไปทางลินดาก็เห็นว่า เธอมีทีท่าสงบเสงี่ยมลงไปอย่างผิดปกติซะอีกแล้ว "คุณโอเคใช่ไหมลินดา" ผมถามด้วยความเป็นกังวลนิดๆ อาจจะเป็นเพราะไม่คุ้นเคยกับท่าทีแปลกใหม่ของเธอก็เป็นได้ รวมถึงรู้สึกเห็นใจที่เธอต้องเจอกับความรู้สึกแย่ๆ ที่เป็นต้นเหตุให้มีนาต้องพบจุดจบสุดสะพรึงอย่างนั้น "เอาเป็นว่าถ้าฉันไม่โอเค ฉันจะบอกคุณเป็นคนแรกเลยก็แล้วกัน พอใจรึยัง" คำตอบของเธอทำให้ผมรีบเขวี้ยงความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อเธอเมื่อครู่ทิ้งลงพื้นแทบจะในทันที

พวกเราใช้เวลาพอสมควรเดินผ่านรูปภาพเหล่านั้นกันเงียบๆ จนมาถึงรูปสุดท้ายก่อนเจะถึงบันไดทางขึ้นที่สุดทางเดิน ผมลองนับจำนวนดูแล้วก็ได้รวมทั้งสิ้น 13 ภาพ ถ้าผมนับไม่ผิดล่ะนะ ในทุกภาพที่ผ่านมาจะมีจำนวนตุ๊กตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งภาพสุดท้ายนี้ ตุ๊กตาเหล่านั้นก็อัดกันแน่นเอี๊ยดอยู่ในกรอบเดียวกันจนตัวลีบเกือบจะแบนเป็นปลาหมึกบดกันหมดทุกตัวไปแล้ว แถมดวงตากลมโตของพวกมันก็ยังดูเหมือนกับจะจ้องมองมาที่พวกเราตลอดเวลาในทุกฝีก้าวอย่างไม่ลดละเสียอีกด้วย นี่ถ้ามีใครสักคนที่เป็นเพดิโอโฟเบียหลงเข้ามาเจออย่างนี้เข้าล่ะก็ มีหวังต้องหัวใจชายรักชาย(Y)ช็อกตายสามเวลาหลังอาหารแน่ๆ "ใครเป็นคนเขียนรูปบ้าๆ พวกนี้วะเนี่ย!" พี่ล่ำราเมศพูดพึมพำขึ้นมา แต่ดูจะเป็นการบ่นกับตัวเองเสียมากกว่าที่จะบ่นให้ใครฟัง น้ำเสียงของเขาบอกว่าเขาเองก็ไม่สบายใจกับรูปพวกนี้ไม่น้อยไปกว่าผมเหมือนกัน

จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมากันอีกเลยสักคำ ถ้าคิดกันแบบเอาความรู้สึกของผมเป็นบรรทัดฐานล่ะก็...พวกเขาคงจะมัวแต่ขนคอตั้งกันอยู่แน่ๆ เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยัยลินดาปากตะไกรที่เอาแต่หุบปากสนิทก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าวๆ โดยไม่ยอมที่จะเงยหน้าขึ้นมองรูปนั่นเลย แล้วเธอก็ทิ้งลุงมานะให้เป็นภาระของนายล่ำราเมศแต่เพียงผู้เดียวไปโดยสมบูรณ์ เพื่อมาเดินเป็นวิญญานตามติดอยู่กับหลังของผม ในที่สุดผมก็เดินมาถึงเชิงบันไดสูงสิบสามขั้นที่ทอดขึ้นไปสู่ความมืดสลัวข้างบน และเมื่อผมเขม้นตาจนแทบเข มองขึ้นไปก็พบกับบานประตูสีขาวอีกบานที่มีหมายเลข -36 ติดหราอยู่ "คุณราเมศ เราเจอประตูต่อไปแล้ว" ผมหันกลับไปตะโกนข้ามหัวลินดาที่ตามตูดผมมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังบอกนายแรมโบ้ราเมศทันที เห็นเขายืนอยู่กับลุงมานะที่ก็ยังซึมเศร้าไม่สร่างซา และกำลังมองภาพเหล่าลูกเทพที่อัดกันแน่นเอี๊ยดจนตาแทบปลิ้นนั่นโดยไม่หันมามองผมเลย

"โอเค...รับแซ่บ แล้วจะรอถั่วอะไรงอกอยู่เหรอ ทำไมไม่ขึ้นไปเปิดมันล่ะ" เขาตอบพลางลูบแขนตัวเองไปมา และคำตอบของเขาทำเอาหัวผมติดไฟลุกพรึ่บก่อนจ้องเขม็งมองเขาด้วยอาการหน้าตึงเหมือนเพิ่งออกจากคลีนิคดึงหน้ามาหมาดๆ "ถั่วดำคุณล่ะมั้ง กุญแจอยู่ไหน!" ผมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกัดกรามพูด "ฉันคืนให้เขาไปแล้วนี่" ลินดาบุ้ยใบ้ไปทางคุณราเมศ ในที่สุดก็ยอมพูดขึ้นอีกครั้งจนได้สินะ "อะ...อ้อ ใช่ๆ" เขาละสายตาจากภาพนั้นมาทำสีหน้าเอ๋อเหรอกลบเกลื่อนความโก๊ะของตัวเอง แล้วกุลีกุจอพาลุงมานะเดินมาส่งให้ลินดารับช่วงดูแลต่อ "หลีกหน่อยสิ จะขวางทำไมเนี่ย" เขากวาดผมออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะกระโจนขึ้นบันไดไปทีละสองขั้น ปล่อยให้ลุงมานะกลายเป็นภาระของลินดาแทน

ไม่ถึงสองนาทีต่อมาประตูหมายเลข -36 ก็ถูกไขเปิดออกได้สำเร็จ "ทำเวลาได้ดีขึ้นนี่" ผมพูดขณะช่วยลินดาพาลุงมานะเดินผ่านนายล่ำหน้าหนวดเข้าสู่โถงทางเดิน "อะ...อ้าว อะไรฟะ!" ผมอุทานออกมาด้วยความงุนงงกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าพร้อมกับผละจากลุงมานะแล้วเดินออกไปยืนเท้าสะเอวที่ด้านหน้าพร้อมกวาดตามองไปทั่วด้วยความมึนงง โถงทางเดินประดับเชนเดอร์เรียเป็นพวงระย้า กับพื้นที่ปูด้วยปาร์เก้สีน้ำตาลทองหรํหราและยาวไกลที่ทอดไปสู่บันไดที่อยู่ด้านไกลลิบ กรอบรูปภาพเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่และสูงเกือบจรดเพดานที่ผนังสีเบจทางด้านขวามือ กับภาพเขียนตุ๊กตาลูกเทพมี่ผมแน่ใจว่ามันเป็นรูปเดียวกันกับที่เห็นในชั้นที่เพิ่งจะทิ้งเอาไว้ข้างหลังนั่นเปี๊ยบ กำลังปรากฏแก่สายตาอีกครั้งเหมือนกับย้อนกลับมาอยู่ที่จุดเริ่มต้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

"อ้าว...นี่มันชั้นเดิมเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ" เป็นเสียงของลินดาที่ตามติดตูดผมมาพูดขึ้น "ว่าไงนะ!" ลุงมานะร้องถามมาด้วยเสียงที่บอกว่าประหลาดใจ ท่ามกลางความประหลาดใจกว่าของพวกเราทั้งสามคน ที่อยู่ๆ ชายวัยเฉียดแซยิดก็สลัดภาพคนอมทุกข์ทิ้งไปได้อย่างฉับพลันทันใดอย่างนี้ "ทำไมทำหน้าแปลกใจอะไรกันอย่างนั้นล่ะ" เขาพูดพลางมองสำรวจไปรอบๆ ก่อนที่เขาจะก้าวมายืนงงในดงลูกเทพช้างๆ กันกับผมทางด้านซ้ายมือ "นี่มันห้องมายากลรึไงวะ!?" คราวนี้เป็นตาของคุณราเมศได้ร่วมวงงงงวยกับเราบ้าง และเขาก็ก้าวมายืนขนาบผมไว้ทางด้านขวา "หยุดทิ้งฉันไว้ข้างหลังเดี่ยวนี้นะ!" ลินดาพูดพร้อมกับใช้มือแหวกทางระหว่างผมกับคุณราเมศแล้วยัดตัวเองเข้ามายืนเรียงหน้ากระดาน...นั่นทำให้ตอนนี้พวกเรากลายสภาพเป็นสี่กุมารไปเรียบร้อยแล้ว!

"นี่เรากลับมาที่เดิมกันงั้นเหรอคะ" ลินดาถามขึ้น และเธอไม่ได้จะถามปมแน่ๆ ถ้าลงท่านประโยคด้วยคะแบบนั้น "ไม่ใช่หรอก ดูนั่นสิ" ลุงมานะกลับคืนสถานะของผู้มีสติสมประกอบที่สุดในหมู่สี่กุมารอย่างพวกเราพูดพร้อมกับชี้ไปยังผนังด้านซ้ายที่ว่างเปล่า "ชั้นข้างล่างนั่นมันไม่มีรอยราดำอย่างนี้หรอก" พวกเราสามคนพร้อมใจกันหันไปมองชายผมสีดอกเลาพร้อมกับเครื่องหมายคำถามอันเท่าบ้านติดหน้าผากหรา "เลิกมองผมอย่างนั้นซะทีเถอะน่า ถึงจะอยู่ในโหมดดราม่า แต่สมองและสองตาของผมยังทำงานอยู่นะ" เขาพูด "จริงด้วย! เขาพูดถูก...ดูที่พื้นสิ" คุณราเมศทำเสียงตื่นพลางชี้นิ้วไปที่พื้นตรงหน้า

จริงของพวกเขาทั้งคู่ ตอนนี้ที่ผนังห้องสีเบจนั้นเกิดมีรอยคราบจางๆ ของราดำเป็นปื้นที่ดูสกปรกและอับชื้น และบนพื้นไม้ปาร์เก้นั่นก็มีการกระเทาะจนหลุดร่อนออกมาหลายจุด ผมมองไปที่รูปภาพเขียนสีน้ำมันก็จำได้ว่า ตุ๊กตาลูกเทพที่อยู่ในฉากหลังสุสานรูปนี้มันไม่ได้ดูเก่าและมีตะไคร่สีเขียวอ่อนขึ้นตามหน้าตาและแขนสีขาวนวลของมันอย่างนี้ อีกทั้งชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนนั้นก็ดูมอซอซีดหมองกว่าภาพที่เพิ่งเคยเห็นมาก่อนหน้านี้เหมือนกับว่ามันผ่านกาลเวลามาหลายปีโดยที่ไม่ได้รับการดูแลสภาพเลย "ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่า กลิ่นมันชักทะแม่งๆ แล้วล่ะ" ผมพูดอย่างร้อนรน อันเกิดจากความหวาดวิตกเพราะลางสังหรณ์ของผมมันเริ่มทำงานขึ้นมาอีกแล้ว "มีอะไรงั้นเหรอ!?" ลินดาถามย้ำเสียงหวาดหวั่นและทำท่าจะขยับตัวเข้าหาแขนล่ำบึ๊กของคุณราเมศ "งั้นก็ไปซะทีสิ จะรออะไรอยู่อีกล่ะ นำไปสิคุณ" พี่ล่ำราเมศพูดพร้อมทำเนียนขยับตัวหนีมือปลาหมึกของลินดาอ้อมมารุนหลังผมเป็นการเร่งให้ออกเดิน ผมก็ไม่ได้ขัดใจเขาแต่อย่างใด เพียงแต่เหลือบมองไปที่กำแพงทึบตันข้างหลังของเขาและพบว่าประตูที่เพิ่งจะผ่านเข้ามานั้น...หายไปแล้วตามระเบียบ ก่อนจะหันกลับและเริ่มออกเดินนำหน้าไป

ทุกๆ ฝีก้าว ผมพยายามที่จะไม่ใส่ใจความรู้สึกที่เหมือนถูกจับจ้องมองตามอยู่ตลอดเวลาจากภาพตุ๊กตาที่กลายเป็นปลากระป๋องยิ่งๆ ขึ้นไปในรูปถัดมาพวกนั้น และบังคับตัวเองอย่างเต็มกำลังไม่ให้แม้แต่จะเหลือบตามองมัน พยายามเดินผ่านไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จนมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ลินดาประท้วงขึ้น "นี่นาย ฉันแน่ใจนะว่าในนี้ไม่มีควายให้นายรีบไปตามหรอก ช้าๆ หน่อย ขาฉันขวิดหมดแล้วเนี่ย!" ถึงกระนั้นผมก็ไม่ได้คิดที่จะชะลอฝีเท้าลงแม้แต่นิดเดียว ผมไม่อยากจะเดินอยู่ในความกดดันจากสายตาชวนหลอนนั่นนานไปกว่านี้สักวินาทีเดียว

ในที่สุดก็มาถึงเชิงบันไดจนได้ "หลบหน่อย!" ไม่ต้องรอให้ผมหันกลับไปบอก นายแรมโบ้ราเมศรีบเดินขึ้นหน้าแล้วปีนขึ้นบันไดไปทันที ผมเดินตามหลังเขาขึ้นไปหาบานประตูที่มีหมายเลข -35 ติดหราอยู่ตามคาด สองถึงสามนาทีถัดมาพวกเราก็เข้าประตูมายืนมองภาพเดิมที่เคยเห็นมาก่อนแล้วสองครั้งสองครา แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คือโถงทางเดินที่ทรุดโทรมและเก่าแก่ลงไปอีกสักยี่สิบปี โคมไฟระย้าบนเพดานหลุดห้อยร่องแร่งน่ากลัวจะหล่นใส่หัวใครเข้าให้ บ้างก็ร่วงหล่นลงแตกกระจายเกลื่อนพื้นปาร์เก้ที่หลุดร่อนจนเผยให้เห็นพื้นปูนเป็นบริเวณกว้างและลึกเข้าไปตามทาง รอยดำหนาเป็นชั้นของเชื้อราบนผนังที่ตอนนี้มองไม่เห็นสีเดิมของมันไปแล้ว และภาพเขียนสีน้ำมันซึ่งก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมของมัน เพียงแต่ตุ๊กตาในภาพนั้นมันเปลี่ยนไปเป็นภาพที่ชวนขนหัวลุกอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว ถึงผมจะไม่อยากจะมองพวกมันเอาเสียเลย แต่กลายเป็นว่าสายตาของผมถูกพลังงานบางอย่างบังคับให้ต้องมองมันเข้าเต็มสองตา และที่นี่ต้องสะพรึงไปกว่านั้น...ผมไม่สามารถบังคับตัวเองให้ละสายตาไปจากมันได้เลยแม้สักชั่วกะพริบตาเดียว!

ต้องยอมรับว่านี่เป็นการแปรเปลี่ยนสารรูปของลูกเทพชนิดสุดขั้วตัวสยองจริงๆ จากที่เคยดูสะสวยน่ารักน่าใคร่ตอนอยู่ที่ชั้นที่ -37 แล้วกลายเป็นตุ๊กตาขึ้นตะไคร่เขียวอื๋อเมื่อชั้นก่อนหน้า บัดนี้มันกลายเป็นตุ๊กตาที่ตาโบ๋ไปข้างหนึ่ง ในชุดกระโปรงสีซีดสกปรกขาดวิ่นกะรุ่งกะริ่ง รวมถึงผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสีเทาซีดเซียวเหมือนซากศพที่ขึ้นอืด นั่นทำให้มันเข้ากันได้ดีอย่างน่าขนหัวลุกกับฉากหลังที่เป็นสุสานใต้แสงจันทร์เกือบจะเต็มดวงสีแดงเรื่อ ซึ่งผมจำได้ว่ามันเคยเป็นแค่พระจันทร์เสี้ยวมาก่อน!

ต้องใช้ความปรารถนาอันแรงกล้าเป็นในการต่อต้านขัดขืนพลังงานลึกลับที่บังคับให้ต้องจ้องมองภาพสยองนั่นเป็นอย่างมาก กว่าที่ผมจะสามารถดึงสายตาออกจากลูกเทพตาโบ๋นั่นได้ ก็ใช้เวลาพอสมควรเพื่อที่จะพาสายตาตัวเองไปติดหนึบอยู่กับภาพถัดไปที่มีแต่ความแออัดยัดเยียดของจำนวนตุ๊กตาที่เพิ่มขึ้น โดนไม่มีความเจริญหูเจริญตาเลยสักนิดเดียว "มันเกิดอะไรกับฉันเนี่ย!?" ลินดากระซิบขึ้นมาประโยคเดิมซ้ำกันในทุกภาพที่เดินผ่าน ตอนแรกผมคิดว่าเธอดูเหมือนจะพูดกับตัวเองเสียมากกว่า แต่ครั้นเมื่อผมเดินนำพวกเรามาถึงภาพที่แปดซึ่งเป็นจุดเลยกึ่งกลางของทางเดิน ซึ่งมันก็เป็นไปด้วยความเชื่องช้าและใช้เวลานานเหลือเกินในความรู้สึก เนื่องจากต้องเสียเวลากับการดึงสายตาออกจากภาพแต่ละภาพที่ต้องผ่าน "แย่แล้ว! แย่แน่ๆ เลยแบบนี้!" เสียงแหบแห้งของลินดาดังขึ้นอีก "ฉันหยุดมองภาพนี้ไม่ได้! ช่วยฉันด้วย... ใครก็ได้!" มีความสั่นเครือและหวาดหวั่นอย่างเต็มเปี่ยมอยู่ในน้ำเสียงของเธอ ผมกลั้นใจฉุดรั้งสายตาของตัวเองออกจากภาพเหล่าลูกเทพที่บุบบู้บี้เพราะอัดแน่นกันอยู่ในกรอบที่แปดมาจนได้หลังจากที่ลินดาร้องขอความช่วยเหลือไปแล้วเกือบครึ่งนาที! เพื่อทำให้สายตาของผมกลับมาติดหนึบอยู่กับภาพเดียวกันกับที่เธอจ้องมองอยู่แทน!

ใช้เวลานานหลายอึดใจกว่าที่ผมจะถอนสายตาออกมาจากภาพสยองที่เจ็ดเพื่อจะหันไปหาหญิงสาวปากตะไกรได้ ซึ่งตอนนี้เธอก็กลายเป็นตะไกรขึ้นสนิมที่ง้างปากไม่ออกไปเรียบร้อยแล้ว สายตาของเธอกำลังจับจ้องรูปภาพนี้อย่างไม่อาจจะวางตาได้เลย ในขณะที่สองมือลูบไปตามแขนของตัวเองพร้อมกับสีหน้าที่บอกว่าเธอกำลังรู้สึกสยดสยองเอามากๆ แต่เธอก็ยังเอาแต่จ้องดูเหมือนชื่นชมภาพเขียนของจิตรกรเอกในแกลเลอรี่ไฮโซยังไงยังงั้น "ทำไมถึงได้เพ่งมองซะอย่างนั้นน่ะคุณ เลิกมองเถอะ เดี๋ยวติดตาแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ" ผมเตือนเธอทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่ากับภาพถัดไป

"ฉันรู้...แต่ ฉันละสายตาไปจากมันไม่ได้!" น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นมีแต่ความตื่นตระหนกอยู่เต็มเปี่ยม "เป็นอะไรล่ะนั่น คุณราเมศ!" เสียงลุงมานะที่ตามอยู่ข้างหลังดังขึ้น เมื่อผมหันกลับไปมองก็เห็นว่าเขาพูดกับนายล่ำราเมศที่ทำท่าทางเหมือนว่า เพิ่งจะหลุดออกมาจากมนตราลึกลับของภาพสยองภาพที่หกมาได้หมาดๆ เขาไม่ได้ตอบคำถามของลุงมานะ แต่กลับหันมาตะโกนเตือนพวกเราแทน "พวกคุณ!...อย่าไปมองภาพพวกนี้นะ!" มันเป็นคำเตือนที่ดีเลย์ไปนานหลายชั่วโมงแล้วมั้งเพ่...ผมอยาก จะตะโกนเถียงดังๆ ใส่หน้าเขา แต่ก็ยั้งปากเอาไว้ได้ทัน เพราะต้องใช้ความพยายามสูงมากในการต่อต้านแรงดึงดูดลึกลับที่แผ่ซ่านออกมาจากรูปนั่น และเมื่อพี่ล่ำราเมศเห็นว่าลินดากำลังจ้องมองภาพนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ก็ถึงกับทำหน้าตื่น และพาร่างยักษ์ปักหลั่นถลาเข้าหาเธอทันทีอย่างเร่งรีบ "ลิน...เลิกมองมันซะ!" เขาตะคอกใส่หน้าเธอ

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!