สิบเอ็ดชั้นต่อมา

นายแรมโบ้ราเมศหนีบผมกับลุงมานะติดสีข้างไต่บันไดขึ้นมาได้ราวสิบกว่าขั้นเท่านั้น เขาก็ต้องยอมปล่อยผมลงให้เดินเองเสียแล้ว แต่มันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้แหละ เพราะต่อให้เขากลายร่างเป็นกัปตันอเมริกาได้ก็เถอะ ไม่มีทางที่จะแบกน้ำหนักของคนสองคนแล้ววิ่งขึ้นบันไดสูงๆ แบบนี้ได้หรอก อีกอย่าง...การวิ่งขึ้นบันไดชันในความมืดนี่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนมีสติดีๆ เขาทำกันแน่ๆ โชคดีที่ผมยังคงกำกระบอกไฟฉายเอาไว้ในมือได้อย่างเหนียวแน่น และเมื่อผมเปิดสวิตช์ส่งลำแสงไล่ขึ้นไปตามขั้นบันได ผมก็เกิดอาการต๊อแต๊ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยเพราะออกจะมั่นใจว่าบันไดที่ชี้โด่ขึ้นฟ้าไปนี้ มันก็น่าจะมีจำนวนขั้นไม่ต่างกับครั้งก่อนหน้านี้หรอก ผมเพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของนักบวชชาวมายาที่ต้องปีนขึ้นไปหาวิหารของตัวเองบนยอดปิรามิดก็คราวนี้แหละ!

เมื่อผมตั้งตัวและเรียกสติกลับคืนมาได้แล้ว จึงหันไปหานายล่ำราเมศและมองหน้าเขาอย่างขอความเห็น โดยที่ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาสักคำ "นำขึ้นไปเลย!" เขาเหลือบตามองผมแว่บหนึ่งแล้วพูดเสียงหอบตอบมา ผมเขม้นตามองหน้าเขาชัดๆ ก็เห็นว่าเขากำลังยืนลิ้นห้อยหอบจนตัวโยนด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังจำเป็นที่จะต้องทั้งหิ้วปีกและออกแรงลากลุงมานะแบบถูลู่ถูกังให้ขึ้นมาด้วยกันอยู่ดี สภาพของลุงมานะในตอนนี้ผมเชื่อแน่ว่าไม่ว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อคนไหนก็ตาม ถ้าได้มาเจอเข้ากับความสูญเสียอันแสนโหดร้ายทารุณอย่างที่เกิดขึ้นกับลูกของตัวเองต่อหน้าต่อตาอย่างเช่นเมื่อครู่นี้ เป็นใครก็ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับชายวัยเฉียดแซยิดคนนี้เหมือนกันทั้งนั้น "มีนา...ไม่ มีนา...มีนาลูกพ่อ!" ลุงมานะร้องไห้ฟูมฟายพร่ำร่ำรำพันไม่หยุดปากอยู่ตลอดเวลาที่ถูกพี่ล่ำราเมศลากตัวขึ้นบันไดตามหลังผมมาติดๆ

ประมาณยี่สิบชั้นบันไดต่อมา ผมต้องผวาสุดตัวพร้อมกับขนหัวลุกซู่ซ่า กับเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่ดังแว่วลงมาจากความมืดเบี้องบน "ฮือๆๆ ไม่เอาแล้ว ฉันไม่ไหวแล้ว ฮือๆๆ...พาฉันออกไปจากที่นี่ที ได้โปรด..." ผมชะงักฝีเท้าลงก่อนจะหันกลับไปมองคุณราเมศที่กำลังหิ้วรักแร้สองข้างของลุงมานะลากเดินถอยหลังขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล "คุณ...ได้ยินเสียงร้องไห้นั่นมั้ย!" ผมกระซิบถ้อยเขาด้วยความตื่นผวา "อือ...ผมได้ยินแล้ว" เขาตอบและหอบหายใจฟืดฟาดเหมือนวัวกระทิงดุที่วิ่งมาราธอนจากแม่สายไปสุไหงโกลกแบบรวดเดียวจบ แต่ก็ไม่ได้มีแววของความตื่นตระหนกหรือตกใจใดๆ เจืออยู่เลยสักนิด "เสียงผอสระอีรึเปล่าคุณ!" ผมถามพร้อมกับอาการขนลุกที่ลามลงมาที่ต้นคอและแผ่นหลังแล้ว "เหลวไหลน่า...นั่นเสียงลินดา!" นายล่ำแรมโบ้ราเมศตอบเสียงเหมือนรำไยสุดซอย แต่นั่นมันก็ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาและคลายใจลงไปพร้อมกับโล่งใจที่จะได้ไม่ต้องมีขนส่วนที่ต่ำลงไปลุกตามกันขึ้นมาอีก

เมื่อเดินต่อมาอีกสี่ห้าชั้นบันได แสงไฟฉายก็กระทบเข้ากับร่างของหญิงสาวผมยาวในชุดเสื้อสายเดี่ยวกางเกงยีนขาสั้นรัดรูปนั่งอยู่บนขั้นบันได ลินดาที่ตอนนี้ผมของเธอดูกระเซอะกระเซิงปรกหน้าปรกตากำลังกอดตัวเองพร้อมกับโยกตัวไปมา ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในแสงไฟฉายตรงจุดที่ผมคิดว่าน่าจะราวๆ เกือบจะครึ่งทางแล้ว ด้วยความสูงระดับนี้ก็น่าจะห่างไกลจากพวกศพคืนชีพพอสมควรแล้วล่ะ แต่เอาจริงๆ นะ ด้วยสารรูปของผู้หญิงคนนั้นรวมเข้ากับสภาวะแวดล้อมชวนหลอนแบบนี้ ถ้าผมไม่ได้เป็นคนอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ล่ะก็ มีหวัง...ป่าราบไปทั้งแถบตั้งแต่เหนือจรดใต้แน่ๆ ก็ยิ่งมองก็ยิ่งชวนให้คิด ยิ่งคิดก็ยิ่งขนลุกขนาดนั้นอ่ะเนอะ

"คุณ...โอเครึเปล่าน่ะ" ผมส่งเสียงนำทางขึ้นไป "ไม่เอาแล้ว!...ฮือๆ ฉันไม่ไหวแล้ว..ฉันอยากออกไปจากที่นี่ ฉันยังไม่อยากตาย! ฮือๆ" หญิงสาวปากตะไกรครวญคร่ำรำพันสะอึกสะอื้นตอบกลับมาและไม่ตรงกับคำถามสักนิด แปลได้ว่าไม่โอเคเป็นอย่างยิ่งสินะ เสียงคร่ำครวญของเธอดังลงมาจากข้างบนแข่งกับชายวัยใกล้แซยิดที่ก็ร่ำไห้ตลอดเวลาดังขึ้นมาจากทางเบื้องล่างนั้น ฟันดูก็เหมือนกับวงออเคสตร้ากำลังบรรเลงบทเพลงแห่งความโศกเศร้าเคล้าความหวาดกลัวที่ชวนให้รู้สึกสลดหดหู่และขนลุกขนชันไปพร้อมๆ กัน "มีนา...ลูกพ่อ อย่าทำกับพ่ออย่างนี้...ฮือๆ"

ผมเดินกลับลงไปช่วยคุณราเมศหิ้วแขนลุงมานะคนละข้างขึ้นมาวางแหมะข้างๆ ลินดา จากนั้นก็ถอยออกมายืนมองการแข่งขันคร่ำครวญชิงแชมป์โลกของคนทั้งสองด้วยความรู้สึกหดหู่ใจผสมกับกระอักกระอ่วนใจยังไงบอกไม่ถูก มันเป็นการชาเลนจ์กันระหว่างคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับคนที่เหมือนจะเป็นต้นเหตุของความสูญเสียที่น่าสยดสยองนองเลือดครั้งนี้ ผมอยากจะโทษว่าความตายอันสุดสยองของมีนานั้นเป็นความผิดของลินดาเพียงคนเดียว แต่ก็กลับรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับเธอนัก เพราะผมเข้าใจธรรมชาติของความหวาดกลัวอยู่พอสมควร ว่าเมื่อมันพุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุดแล้ว ก็มักจะบดบังสามัญสำนึกเอาไว้ไม่ให้ทำงานได้เต็มที่ จนทำให้คนเราทำอะไรอย่างไรก็ได้ เพื่อพาตัวเองออกมาจากเหตุของความหวาดกลัวนั้นอยู่เสมอ

ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ยุติธรรมสำหรับมีนาที่จะต้องกลายเป็นคนรับผลกระทบรุนแรงจากความขาดสตินั้นจนถึงขั้นชีวิตต้องจบลง ซึ่งมันสร้างแรงกระเพื่อมขนาดมหีมาปานคลื่นสึนามิขนาดยักษ์ ถล่มหัวใจของคนเป็นพ่ออย่างลุุงมานะเช่นกัน และแม้แต่คุณราเมศที่อาจจะดูเป็นตัวต้นเรื่องที่แท้ทรู เพราะร่างกายที่ใหญ่โตเทอะทะของเขาทำให้ศพพวกนั้นล้มระเนระนาดและฟื้นคืนชีพมาไล่กระชากหัวพวกเรา แต่ก็นั่นแหละ ก็ใช่ว่าเขาจะตั้งใจทำตัวโตเพื่อที่จะมาทำให้เกิดเรื่องร้ายนี่เสียเมื่อไหร่ จะมองไปที่ใครก็ไม่อาจจะโบ้ยความผิดไปให้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยสักคน เมื่อไม่มีคำใดๆ ที่จะเอ่ยออกมา สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้ก็คือ ปล่อยให้พวกเขาได้ระบายความหวาดกลัวและความเศร้าโศกออกมาด้วยการแบทเทิลคร่ำครวญสักครู่เท่าที่จะมีเวลาให้ได้เท่านั้น

"เอาล่ะทุกคนฟังนะ...เราจะมัวมานั่งจ่อมก้นกันอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เราต้องขึ้นไปกันแล้ว" ผมตัดสินใจพูดขึ้นเบาๆ แต่ก็พอที่จะได้ยินกันทั่วหน้าหลังจากที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปราวๆ ห้านาที "ลินดา...โอเคนะ" ผมหันไปพูดกับลินดา "ไม่... ฉัน... ไม่..." เธอพูดแค่นั้นแล้วก็ก้มหน้าร้องไห้ต่อไปและส่ายหัวไปมาจนปอยย้อยสวาทของเธอสะบัดตาม "ลินดา...คุณตั้งสตินะ ถ้าคุณอยากไปจากที่นี่ เราต้องปีนบันไดขึ้นไป...บนนั้น" ผมพยายามดึงสติของเธอกลับคืนมาให้ได้มากที่สุดก่อนจะหันไปมองหน้าคุณราเมศที่กำลังปลอบลุงมานะอยู่เพื่อขอการสนับสนุน "ใช่แล้วล่ะ ลิน...คุณต้องแข็งใจและไปต่อให้ได้ ไม่ต้องกลัว...เราจะไม่ทิ้งคุณ ผมจะไม่ทิ้งคุณ ผมสัญญา" เขาตอบสนองการร้องขอของผมด้วยวลีลิงหลับที่ได้ผลชะงัดกับผู้หญิงคนนี้ เธอนิ่งไปคล้ายกับกำลังชั่งใจและไตร่ตรองคำพูดของเขาอยู่ชั่วครู่

ทันใดนั้นก็มีเสียงบางอย่างดังสะท้อนแว่วแผ่วเบาขึ้นมาจากความมืดมิดที่อยู่ในเบื้องต่ำลงไป ผมสะดุ้งเฮือกและลินดาเองก็เหมือนจะได้ยินเช่นกัน เธอทำคอตั้งหลังตรงดีดตัวลุกขึ้นยืนเบิกตากว้างจ้องเขม็งลงไปในความมืดข้างล่างนั่นด้วยสีหน้าตื่นกลัว "เราต้องรีบไปกันแล้ว!" คุณราเมศกระซิบพลางลุกขึ้นยืนก่อนจะสอดแขนล่ำเข้าใต้รักแร้ของลุงมานะแล้วออกแรงฉุดให้ลุกขึ้น แต่ความหมดอาลัยตายอยากของชายผมสีดอกเลามันคงมีน้ำหนักมากมายจนนายล่ำแรมโบ้ถึงกับฉุดแทบจะไม่ขึ้น "ลินดา...นำขึ้นไปเลย เดี๋ยวนี้!" ผมกระซิบบอกพร้อมกับยัดกระบอกไฟฉายใส่มือเธอ ก่อนจะรีบตรงเข้าช่วยคุณราเมศหิ้วปีกลุงมานะอีกแรง ขณะที่ลินดาหันตัวกลับและเริ่มวิ่งขึ้นบันไดไป "ลินดา! อย่าวิ่ง รอพวกเราด้วย!" ผมเผลอตัวตะโกนเรียกตามหลังเธอเสียงดังด้วยความตกใจ "จะบ้ารึไง! เสียงดังไปแล้ว! เดี๋ยวอะไรข้างล่างนั่นก็ได้ยินเข้าพอดีหรอก!" นายแรมโบ้ราเมศตะคอกเอ็ดผมด้วยเสียงที่ดังกว่า...สิบเท่า

ราวสิบห้านาทีต่อมา ในที่สุด... ความทุลักทุเลในการหิ้วปีกชายวัยเลยกลางคนผู้ไร้สติจะควบคุมตัวเองไต่ขึ้นบันไดก็สิ้นสุดลงจนได้ ที่ขั้นบนสุดของบันไดเป็นชานพักที่มีพื้นที่พอที่จะให้พวกเรานั่งหอบเพื่อให้ซี่โครงที่บานแล้วบานเล่าเฝ้าแต่บานได้มีโอกาสได้หุบๆ ลงเสียบ้าง โชคดีที่ลินดาได้ยินเสียงนายล่ำราเมศตะคอกใส่ผม ทำให้เธอชะงักและชะลอความเร็วลงแล้วหันมาช่วยส่องแสงไฟให้เป็นระยะๆ ตลอดทาง จนกระทั่งสามารถตะกายขึ้นมาถึงประตูห้องหมายเลข -37ที่ปรากฏเด่นเป็นสง่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่จนได้ แต่ผมละอดตะหงุดตะหงิดติดใจสงสัยไม่ได้ว่า ถ้ายัยปากตะไกรลินดาไม่ได้ถูกเสียงของนายล่ำราเมศดึงเอาไว้เสียก่อน เธอจะปล่อยให้ผมงมทางในความมืดไปเลย...รึเปล่านะ

แต่ดูเหมือนพวกเราจะยังไม่มีปัญญาจะไปจัดการอะไรกับประตูนั่นได้ในตอนนี้ ผมกับคุณราเมศที่ต่างก็อยู่ในสภาพเหงื่อท่วมตัวง่ามตูดชุ่มชื้นและจั๊กกะแร้ฉ่ำแฉะไปตามๆ กัน ช่วยกันหิ้วลุงมานะมาแปะติดไว้ตรงผนังข้างประตูได้สำเร็จ จากนั้นต่างคนต่างทรุดนั่งขนาบข้างและแข่งกันหอบลิ้นห้อยยิ่งกว่าลาบราดอร์สองตัวที่เพิ่งวิ่งหนีน้ำร้อนมาหมาดๆ เสียอีก ส่วนลินดานั่งหอบหายใจจนตัวโยนพิงผนังฝั่งตรงข้ามอย่างหมดสภาพสก๊อยรุ่นใหญ่เช่นกัน แต่เธอก็มีท่าทีที่สงบลงไปมากแล้ว คงเป็นเพราะด้วยความเหน็ดเหนื่อยกับการปีนบันไดนั่นเองที่เบี่ยงเบนอารมณ์ของเธอไม่ให้จดจ่ออยู่กับความหวาดกลัวต่อไปได้อีก อย่างน้อยก็ในตอนนี้ล่ะ ส่วนลุงมานะนั้น ตอนนี้เปลี่ยนจากโหมดคร่ำครวญไปสู่โหมดซึมเศร้าไปเรียบร้อยแล้ว เขาเอาแต่นั่งพิงฝาตาลอย น้ำตาไหลพรากๆ อยู่อย่างเงียบๆ ในโลกของตัวเอง ไม่ได้สนใจที่จะเดือดร้อนกับการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของตัวเองหรือใครอื่นอีกต่อไป

"นี่เราปีนบันไดกันทีละสิบเอ็ดชั้นรวดเลยเหรอวะเนี่ย..." คุณราเมศพูดพึมพำพลางหอบหายใจเสียงดังรุนแรงจนเกืองจะดังไปถึงด้านหลังของดวงจันทร์ได้เลบ "ไม่ดีรึไง อย่างน้อยเราก็ขึ้นมาใกล้ชั้นบนได้เร็วขึ้นนะ" ผมประสานเสียงหอบตอบไปด้วยความแรงในระดับเดียวกันจนน่าจะเป็นการเพิ่มวอลลุ่มให้ดังถึงดาวอังคารแล้วมั้งตอนนี้ "ดีกับผีน่ะสิ รากแทบจะเลือดขนาดนี้" เขาเถียง แต่แล้วอยู่ๆ ลินดาก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่มีปี๋มีขลุ่ย "หนูขอโทษค่ะลุงมานะ...หนูไม่ได้ตั้งใจ" เธอเริ่มต้นคร่ำครวญขึ้นมาอีกจนได้ท่ามกลางความตื่นตกใจของผมและคุณราเมศ "ไม่เป็นไรนะลิน ไม่มีใครโทษคุณหรอก" นายล่ำราเมศผละจากอีกข้างของลุงมานะ แล้วขยับคลานย้ายข้างไปนั่งติดกับเธอ โอบไหล่แล้วดึงตัวเธอเข้าซบกับแผงอกหนา อะจึํย!...จะเข้าเลิฟซีนอีกแล้วล่ะมั้งเนี่ย!?

"แต่ฉันเป็นต้นเหตุ..." เธอสะอึกสะอื้น "มันเป็นอุบัติเหตุนะลิน ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอก" เขาพูดปลอบเสียงนุ่มนวลและยืนยันคำพูดนั้นด้วยการลูบหัวเธอเบาๆ และใช้นิ้วมืออีกข้างปัดผมปอยน้อยๆ แต่ย้อยสวาทของเธอออกจากใบหน้าไปคล้องเข้ากับใบ ลินดาขืนตัวออกมาจากอ้อมกอดของเขาเล็กน้อยเพื่อที่เธอจะได้เงยหน้ามองตาเขาได้ถนัดขึ้น ทั้งคู่ประสานสายตากันนิ่งและต่างคนต่างเงียบกันไปชั่วครู่ จนกระทั่งลมหายใจของทั้งสองที่เพิ่งจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อครู่ก็กลับกระชั้นถี่ขึ้นมาอีกครั้งจนผมสังเกตได้ ก่อนที่นายล่ำราเมศจะเชยคางหญิงสาวให้เชิดขึ้นอีกนิดหน่อย แล้วเขาก็ยื่นหน้าลงไปช้าๆ เข้าหาริมฝีปากอวบอิ่มของลินดาที่เผยอรับพร้อมกับพริ้มตาลง

"เดี๋ยวก่อน!" แล้วรักแท้ก็แพ้มารคอหอยเข้าอย่างจัง! ผมดีดตัวขึ้นนั่งหลังตรงแน่วสั่งคัทเลิฟซีนของคนทั้งสองกลางอากาศ พร้อมกับดึงปืนออกจากซองมาถือไว้ "โทษทีที่ต้องขัดจังหวะนะ แต่ผมว่าผมได้ยินเสียงอะไรจากข้างล่างนั่นล่ะ ขอไฟฉายให้ผมหน่อย เร็วเข้า!" ผมพูดเสียงแผ่วเบาแต่อะเลิร์ททะลุขีดแดง คุณราเมศคว้ากระบอกไฟฉายจากมือของลินดายื่นให้ผม ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่านะว่า อยู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงรังษีความหงุดหงิดอันเกิดจากอารมณ์ค้างแผ่ซ่านตามมาด้วย แต่ช่างแม่มันก่อนเถอะ ตอนนี้ผมคิดว่าเสียงเดินแซก...แซกนั่นมันอยู่ใกล้มากๆ ดังแว่วขึ้นมาตามขั้นบันไดมืดมิดที่ด้านล่าง และมันก็ชักจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยสิ ทำเอาผมหูผึ่งรีบหันแสงไฟฉายส่องลงไปทันที

"อะไรอีกล่ะ! ไม่เอาแล้วนะ!" ลินดาครางเสียงแผ่วเบาเมื่อเธอเริ่มได้ยินเสียงนั่นแล้วเหมือนกัน "ลิน!...เอากุญแจนี่ไปไขประตู...เร็ว" คุณราเมศกระซิบสั่งพลางดึงเอาพวงกุญแจและโทรศัพท์มือถือออกมาส่งให้ลินดา แต่เธอกลับไม่ยอมรับมันไปง่ายๆ "ไม่...ฉันทำไม่ได้...ไม่" เธอผลักไสพวงกุญแจในมือของเขาออกห่างจากตัวยังกับว่ามันเป็นตัวไส้เดือนกิ้งกือก็ไม่ปาน "ลิน... คุณต้องทำ ได้โปรด...เปิดไฟฉายนี่ซะ แล้วหากุญแจเปิดประตูนั่นเดี๋ยวนี้เลย เร็วเข้า!" คุณราเมศยัดเยียดพวงกุญแจกับมือถือใส่มือของเธอจนได้ก่อนที่เขาจะดึงปืนพกกระบอกจิ๋วจากเอวขึ้นมาถือไว้

"ตายโหง! ศพพวกนั้น...มันตามเราขึ้นมา!" ผมร้องเสียงหลงด้วยความตื่นผวา ดีดตัวลุกขึ้นกระโจนลงบันไดไปสามสี่ขั้นพร้อมกับกระชับมือเข้ากับด้ามปืนเหยี่ยวทะเลทรายแล้วชี้ปลายลงไปที่สุดปลายของลำแสงไฟฉาย แล้วร่างแข็งทื่อสีเทาซีดเซียวก็โผล่เข้ามาในระยะแสงไฟ ไม่ใช่แค่ตัวเดียว แต่มันโผล่ตามหลังกันขึ้นมาเรื่อยๆ หนึ่งตัว...สองตัวและสามตัว และยังมีอีกไม่รู้กี่ตัวที่กำลังไต่บันไดตามตูดกันขึ้นมา "เร็วเข้าลิน! ไปเปิดประตู!" คุณราเมศตะหวาดสั่น แล้วพาร่างอันบึกบึนสูงใหญ่เผ่นแผลวลงมายืนข้างๆ ผม ผมเหลือบมองหน้าเขาและแวบๆ ที่หางตาลินดายังคงยืนงกๆ เงิ่นๆ ทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงที่เดิม "ไปเร็วเซ่! พวกมันตามขึ้นมานั่นแล้ว เดี๋ยวก็ได้ขิตกันทั่วหน้าหรอก!" ผมตวาดสำทับ "เอ่อะ... กะ...ก็ได้!" เธออึกอักรับคำแล้วลนลานหันไปจัดการกับประตู "ลุง! ช่วยเธอหน่อย!" ผมหันไปทางลุงมานะ แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ จากชายผมสีดอกเลาที่ท่านเรียก เขายังคงนั่งพิงผนังด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่ยอมรับรู้กับนาทีชีวิตกับวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ห่างจากเชิงบันไดที่พวกเรายืนตั้งท่ารับอยู่ราวสิบขั้น ร่างศพคืนชีพตัวแรกเดินกระย่องกระแย่งขึ้นบันไดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ "เรามีกระสุนจำกัด ใช้ให้คุ้มล่ะ!" นายแรมโบ้ราเมศเตือนผมยังกะผู้พันทหารบกเตือนพลทหารผู้ร่วมสนามรบ "เออ! ผมจะพยายามครับจ่า!" ผมประชด "สถานการณ์คับขันอย่างนี้ยังจะมีอารมณ์ประชดประชันอีกเนอะ" คุณราเมศว่า เป็นจังหวะเดียวกับที่ศพนั่นส่งเสียงขู่ขึ้น "กรรรร!" ก่อนที่มันจะตั้งท่าจู่โจม แล้วฉับพลันนั้นเอง จากที่มันเคยเดินแข็งทื่อและเชื่องช้าก็กลับเปลี่ยนท่าทีไปอย่างที่ผมคาดไม่ถึง มันกระโจนพรวดฝืนแรงโน้มถ่วงของโลกขึ้นบันไดมาอย่างเร็วรี่ "เฮ้ย! ชิบหาย!" ผมเผลอแหกปากร้องลั่นด้วยความตกใจ "เปรี้ยง!" นิ้วชี้ของผมพลันเหนี่ยวไกส่งกระสุนเข้าใส่แสกหน้าของมันอย่างถนัดถนี่จนกะโหลกครึ่งบนแหว่งหายวับไปกับตา มันชะงักกลางอากาศแล้วกระเด็นหงายเงิบกลับลงไปชนกับพรรคพวกที่เดินงุ่มง่ามตามขึ้นมาและพากันหงายเงิบลงบันไดไป "สไตรค์!" คุณราเมศอุทานพร้อมกับหันมามองหน้าผมอย่างทึ่งจัด "เจํงเป็นบ้าเลยว่ะ!" เขาพูด

"ให้ตาย! นั่นมันตัวอะไรวะ!" ผมร้องลั่นเมื่อศพคืนชีพอีกตัวทะลึ่งพรวดพราดขึ้นมาจากความมืดเข้าสู่ระยะแสงไฟ ศพตัวนี้แปลกออกไปจากตัวแรกมากมายก็ตรงที่มันมีสองหัวในตัวเดียวกัน! หัวทั้งสองของมันหันไปคนละทาง หัวหนึ่งเป็นผู้ชายไว้หนวดทรงนายจันหนวดเขี้ยวงอนโง้งชี้ฟ้ามาเลยทีเดียว ส่วนอีกหัวก็เป็นผู้ชายเช่นกันแต่หัวล้านจนกบาลใส มีแก้มยุ้ยขนาดใหญ่ที่ดูหย่อนยานเหมือนบูลด็อกที่อายุเยอะแล้วยังไงพิกล ทั้งสองหัวติดอยู่กับร่างผอมแห้งผิวหนังเหี่ยวย่นสีเทาอมเขียวดูแคระแกร็นคล้ายกับหญิงชราตัวเล็กๆ ดูไม่สมส่วนเอาเสียเลย และมันกำลังแยกเขี้ยวยิงฟันส่งเสียงขู่ประสานแข่งกันอย่างดุร้ายพร้อมกับตั้งท่ากระโจนเข้าใส่เราสองคน

"ปัง!" เสียงปืนแผดดังที่ข้างหูของผมจนวิ๊ง คุณราเมศตัดสินใจส่งกระสุนนัดแรกของเขาเข้าใส่หัวล้านกบาลใส และมันก็แม่นอย่างกับจับวางเหมือนกันเลยนี่หว่า! ขมับของมันถูกเจาะเอาของเหลวสีดำข้นคลั่กทะลักออกมา "ไหนบอกไม่เคยใช้ปืนมาก่อนไงคุณ!?" ผมตะโกนถาม แต่เขาคงไม่มีเวลาจะตอบแน่ๆ เพราะแทนที่ไอ้ศพสองหัวนั่นจะผงะหรือชะงักสักครึ่งวินาทีก็ยังดี มันกลับกระโจนพรวดขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว "เปรี้ยง!" สิ้นเสียงปืนในมือของผม ครึ่งบนของหัวหนวดโง้งก็แหว่งหายไปในพริบตา ก่อนที่ร่างพิกลพิการนั้นจะหงายหลังผลึงลงบันไดไป "เปิดได้รึยังลิน!" นายแรมโบ้ราเมศหันไปตะโกนถาม "ฉันหาไม่เจอ ดอกไหนก็ไม่รู้!" ลินดาตอบกลับมาด้วยเสียงร้อนรนปนสะอื้น "พยายามหน่อย! คุณทำได้น่าลิน" คุณราเมศตะโกนให้กำลังใจ "มันโผล่มาอีกแล้ว!" ผมแหกปากชั่นขึ้นอีกเมื่อศพเดินได้ตัวที่สามโผล่เข้ามาในแสงไฟฉาย ดีหน่อยที่ไอ้ตัวนี้มีหัวเดียวตามปกติและก็เป็นนายล่ำราเมศที่เป็นคนเป่าขมองจนมันร่วงลงไป จากนั้นก็มีตัวต่อๆ มาทยอยโผล่ขึ้นมาให้เขาจัดการทีละตัวสองตัว จนในที่สุด

"ซวยแระ! ยิงกันเพลินจนลืมนับไปเลย กระสุนผมหมดแม็กซ์แล้ว ของคุณล่ะ!" ผมตะโกนถามหลังจากที่ระเบิดหัวศพชายผิวคล้ำผมหยิกหยอยแต่ร่างตุ้ยนุ้ยขาวจั๊วะยังกับเด็กสมบูรณ์ให้หงายเงิบลงบันไดไป "ตายล่ะ! ผมก็ลืมนับเหมือนกัน!" นายแรมโบ้ราเมศทำเสียงตื่น "อ้าวแล้วกัน ไหนมาดูซิ!" ผมสบถพลางซุกปืนที่ไร้กระสุนซึ่งไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้อันหนึ่งไปแล้วเก็บเข้าซอง ก่อนจะคว้าบาเร็ตต้ากระบอกจิ๋วในมือของเขามาถอดตลับรังเพลิงออกดู เป็นขณะเดียวกันกับที่เสียงขู่ดังขึ้นมาอีก "ชิบหายแล้ว! เหลือนัดเดียว" ผมละล่ำละลักอย่างตื่นตระหนกพร้อมกับเสียบแมกกาซีนเข้าที่ "ลินดา! ยังเปิดไม่ได้อีกเหรอ!" ผมตะโกนถาม "อย่าเร่งสิ ฉันสั่นไปหมดแล้วนะ!" เธอตอบกลับมาน้ำเสียงสิ้นหวัง

"แฮ่ร์..." เจ้าของเสียงขู่โผล่เข้ามาในระยะแสงไฟฉาย "แม่เจ้าโว้ย อะไรจะเอ็กซ์อึ๋มสะบึมโบ๊ะขนาดนั้นวะน่ะ...อาแปะ!" ผมอุทานเสียงเบาหวิวเมื่อเห็นร่างศพคืนชีพที่กางมือกางเท้าไต่บันไดขึ้นมานั่น "อย่าบอกนะว่านั่นสเป็กคุณน่ะ" คุณราเมศทำเสียงเหมือนละเมอเพราะเขาเองก็กำลังตะลึงกับมันอยู่เช่นกัน "พูดอะไรน่าขนแขนสแตนอัพเป็นยิ่งนัก!" ผมตอบ "คุณรีบไปช่วยเธอเร็วเข้า!" อยู่ๆ พี่ล่ำราเมศก็เปลี่ยนท่าทีไป เขาพูดด้วยเสียงคำรามในลำคอ "ส่งปืนมาให้ผม!" ทันใดนั้นเขาก็แย่งปืนไปจากมือผมพร้อมกับไฟฉายด้วย ผมไม่คิดที่จะบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอนใดๆ ทั้งสิ้นในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ "ฝากด้วยนะ ผมขอหนึ่งนาที!" ผมบอกกับเขาก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปหาเงาตะคุ่มในแสงไฟฉายมือถือของลินดา "มีให้แค่สิบห้าวินาทีเท่านั้นแหละ ด่วนเลย!" นายล่ำราเมศสำทับตามหลังมา

ผมรีบแย่งเอาพวงกุญแจจากมือลินดามาเลือกแบบสุ่ม "ฉายไฟให้ผมหน่อย!" ผมสั่งเธอพร้อมกับเสียบกุญแจดอกที่เลือกมาได้เข้ารูลูกบิด "ฉันอุตส่าห์แบ่งข้างดอกที่ใช้แล้วไว้อีกข้างแล้วนะ นายทำมันปนกันมั่วหมดเลย...อีตางั่ง!" หญิงสาวปากตะไกรทำเสียงแว๊ดๆ แล้วเธอก็ร้องกรี้ดออกมาพร้อมกับผมที่สะดุ้งโหยงชุดใหญ่ไฟกระพริบ เพราะ 'ปัง!' เสียงปืนนัดสุดท้ายดังขึ้นจากทางด้านหลัง "ตายโหงแล้ว...ผมยิงพลาดว่ะ!" นายล่ำราเมศตะโกนแตกตื่น "เปิดได้รึยังวะ!...ถอยไปให้พ้นนะโว้ย!" ประโยคท้ายน่าจะเป็นการขับไล่ไสส่งสิ่งที่เข้าจู่โจมเขานั่นแหละ "ขออีกสามวิ!" ผมตะโกนตอบไปในใจก็ภาวนาให้กุญแจแบบสุ่มดอกที่สามนี่เปิดประตูบ้านี่ได้เสียที สามวินาทีที่ใช้ไปกับการเสียบผิดเสียบถูกเพราะความลนลาน 'คลิก!' ในที่สุดแม่เจ้าก็เข้าข้างและฟ้าก็ประทานพร "ได้แล้ว! รีบมาเร็ว!" ผมตะโกนบอกด้วยความลิงโลดก่อนจะผลักประตูเปิดเข้าไป

"ไปเลยลินดา!" ผมสั่งหญิงสาวโดยไม่รอดูว่าเธอจะทำตามหรือเปล่า รีบเข้าไปลากคอลุงมานะที่นั่งหลังติดหนึบกับผนังด้วยความยากลำบาก เหลือบมองไปที่คุณราเมศในแสงไฟฉายวูบวาบไปมาที่บันไดขั้นต่ำลงไปก็เห็นว่าเขากำลังรัวกำปั้นเข้าใส่หน้าศพคืนชีพในร่างของผู้หญิงทรงเอ็กซ์สุดเซ็กซี่หน้าอกหน้าใจอะร้าอร่ามตู้มต้ามบักแตงโมแต่ดันไปคว้าเอาหัวของอาแปะหน้าย่นหนวดเคราขาวยาวเฟื้อยมาต่อเข้ากับร่างทำให้ดูน่าตลกและชวนขนหัวลุกไปพร้อมๆ กัน "มาเร็วเข้า...คุณราเม็ง!" ผมตะโกนเรียกเขาเสียงหอบจากการที่ต้องออกแรงลากตัวลุงมานะมาจนถึงปากทางเข้าประตู "บอกกี่ครั้งแล้วว่าผม...ชื่อ...รา... เมศ... โว้ย!" คำท้ายๆ คือการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดพร้อมกับปั๊มอัดกำปั้นเข้าใส่หน้าตาแปะหุ่นสะบึมจนมันหงายผลึงกลิ้งตกบันไดไปสู่ความมืดเบื้องล่าง แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขากำลังระบายความอัดอั้นขุนเคืองและคิดว่าหน้าตาแปะนั่นเป็นหน้าผมเองยังไงก็ไม่รู้ "ฮู่ว์!" นายแรมโบ้ราเมศพ่นลมหายใจออกมา "โทษทีว่ะ ผมว่าผมเผลอปั๊มหน้านางในฝันของคุณจนเละไปเสียแล้วล่ะ" เขาพูดพลางเช็ดหลังมือที่เลอะเลือดสีดำสกปรกของศพสยองนั่นกับขากางเกงของตัวเองขณะเดินกลับขึ้นมาช่วยผมหิ้วปีกลุงมานะเข้าประตู

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!