อินโยร๋เฮด

แสงไฟฉายที่สาดส่องนำทางตามรอยเมือกบนพื้นซึ่งเลื้อยเข้าไปสู่ความมืดนั้นดูเหมือนว่าจะอ่อนกำลังลงนิดหน่อยแล้ว มันจะบรรลัยแค่ไหนนะถ้าเกิดแบตเตอรี่ดันมาหมดเกลี้ยงหลอดลงเอาตอนนี้ ถ้าหากว่าจะต้องมะงุมมะงาหราคลำทางไปในความมืดขึ้นมาจริงๆ ล่ะจะทำยังไง แล้วถ้ามันเกิดขึ้นมาจริงๆ จะมีใครรอดออกไปได้สักคนมั้ยนะ...ผมพยายามจะคิดเรื่อยเปื่อยเพื่อเบี่ยงเบนตัวเองออกจากอาการหัวร้อนขณะเดินห่างจากจุดแยกมา โดยมีลุงมานะเดินถือไฟฉายโทรศัพท์ตามมาข้างหลังอย่างเงียบๆ

"แล้วลุงล่ะครับ คิดว่าไง...เราควรจะเลือกไปทางไหนกันดี" ผมตัดสินใจที่จะมูฟออนจากการหมกอยู่กับอารมณ์บูดเน่าของตัวเองด้วยการชวนใครสักคนพูดคุย และคนๆ นั้นก็ต้องเป็นลุงมานะนั่นแหละจะมีใครอีกล่ะ "ก็ไม่รู้สินะ แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหนมันอาจจะดีกว่าหรือแย่กว่าอีกทางก็ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครรู้หรอกว่าทางไหนถูกต้องกว่าอีกทางน่ะ และที่แน่ๆ... พวกเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิดบนทางที่เราเลือกได้ตลอดเวลาโดยที่อาจจะไม่มีทางให้เลี่ยงหรือเบี่ยงหลบไปได้เลย แล้วถ้าจะให้ผมเลือกล่ะก็นะ ผมขอเลือกทางประตูนั่นดีกว่า" เขาตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ "ผมคิดว่ามันน่าจะพาเราขึ้นไปเจอบันไดที่จะพาเราขึ้นข้างบนต่อไปอีกก็ได้ อาจจะเป็นทางออกของเราหรืออย่างน้อยก็พาเราเข้าใกล้ทางออกมากขึ้นล่ะนะ" ลุงมานะพูดพลางก้มลงส่องไฟฉายเข้าไปใกล้รอยเมือก

"แล้วลุงไม่คิดเหรอว่าเราอาจจะต้องวิ่งกันตับทรุดกันอีกถ้าเกิดไปเจออะไรอย่างที่เราเจอมาก่อนหน้านี้อีกน่ะ" ผมถาม "ก็อย่างที่ผมบอก ถ้าอะไรแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นอีก ยังไงๆ เราไม่สามารถที่จะหลบเลี่ยงไม่ให้มันได้หรอก นอกจากต้องทำใจยอมรับแล้วหาทางรับมือกับมันให้ได้ ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ทำให้เราร่วงลงมาอยู่ที่นี่ มันคงไม่ปล่อยให้พวกเรากลับขึ้นไปได้อย่างปลอดโปร่งโล่งสบายแน่ๆ" คำพูดของเขาทำเอาผมอึ้งไป "แล้วคุณล่ะ คิดว่าไง" เขาเปลี่ยนกลับมาเป็นฝ่ายถามบ้าง นั่นทำให้ผมอึกอักไม่รู้จะตอบยังไงเพราะสิ่งที่ชายวัยเฉียดแซยิดเพิ่งจะพูดไปนั้นมันรบกวนจิตใจของผมอย่างแรง "ไม่รู้สิครับ ก็หวังว่าในพวงกุญแจนั่นจะมีสักดอกที่ไขประตูนั่นได้นะ!" ผมตอบด้วยรู้สึกอย่างนั้นจรริงๆ "นั่นแปลว่าคุณก็เลือกที่จะไปทางประตูเหมือนกันสินะ" ลุงมานะสรุป

มันเป็นจังหวะเดียวกับที่สายตาของผมกระทบเข้ากับแสงเรื่อๆ จางๆ ของอะไรบางอย่างที่ปลายสุดของลำแสงไฟฉาย แต่มันก็เลือนลางจนผมคิดว่าอาจจะเป็นเพียงการเล่นกลของแสงไฟฉายเท่านั้นก็ได้ "เดี๋ยวนะ...มันจะใช่เหรอครับ ห้องนั่นมันเป็นห้องหมายเลข -49 แล้วนะ เป็นไปได้เหรอที่บันไดนั่นจะพาเราตรงขึ้นมาตั้งสิบชั้นรวดเลยน่ะ" ผมพูดในสิ่งที่แม้แต่ตัวผมเองยังไม่คิดว่ามันจะออกมาจากปากของผมเองได้ "ความเป็นไปของที่นี่มันคงไม่ต้องการอธิบายตัวมันเองให้เรารู้หรอก ผมรู้แต่ว่า ตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงข้างบนนี่มันก็เกือบร้อยขั้นเข้าไปแล้ว พวกเราถึงได้หอบลิ้นห้อยขนาดนั้นกันไง" ลุงมานะพูดจบก็ยืดตัวขึ้นมามองหน้าผม "นี่อย่าบอกนะว่าลุงนับขั้นมาด้วยน่ะ อะไรจะสุโค่ยเบอร์นั้น?!" ผมหันกลับไปมองหน้าเขาด้วยความทึ่งจัด ชายวัยเกือบแซยิดส่งยิ้มแห้งแล้งมาให้ก่อนจะชะเง้อมองข้ามไหล่ผมไปทางด้านหน้าของผม "นั่นอะไรน่ะ!" เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นๆ

ผมหันกลับไปมองทันที ท่ามกลางอากาศในลำแสงไฟฉายห่างจากจุดที่เราเดินอยู่ราวสิบห้าฟุตปรากฎกลุ่มควันลักษณะเป็นเส้นบางเบาที่เรืองแสงสีน้ำเงินจางๆ ออกมา กำลังเลื่อนไหลม้วนตัวขี้นลงอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง ดูเหมือนลำตัวงูที่โปร่งแสงอยู่ในแสงสีเหลืองของไฟฉายแต่ก็ดูไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างใด และถ้าผมไม่ได้คิดไปเองล่ะก็นะ ผมคิดว่ารอยคราบเมือกมันไปสิ้นสุดลงข้างใต้ของกลุ่มควันนั้นนั่นเอง "อะไรฟะนั่น!" ผมอุทานเบาๆ รู้สึกฉงนสนเท่ห์มากกว่าที่จะนึกกลัวขณะย่างเท้าเข้าไปหามันอย่างช้าๆ "ระวังนะ เราไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร!" ลุงมานะร้องเตือนมา แต่ผมเหมือนโดนมนตร์สะกดดึงดูดให้เอื้อมมือไปหามันอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ "อย่าแตะมัน!" ชายวัยจวนแซยิดร้องห้ามเสียงลั่น แต่ทว่าไม่ทันเสียแล้ว ทันทีที่ปลายนิ้วของผมสัมผัสกับควันประหลาดนั่น ความเย็นยะเยือกสลับกับความร้อนวูบวาบก็แล่นผ่านเข้ามาในเนื้อหนังก่อนที่จะแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เกิดแสงสีขาวเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นในหัว แล้วภาพแปลกๆ สีขาวดำแบบภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่มก็ฉายขึ้นในสมองของผม

ภาพเลือนๆ ของตึกขนาดกลางที่ล้อมรอบด้วยสิ่งที่เหมือนกำแพงสีดำทึบโผล่ขึ้นมา ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยภาพของพื้นผิวของอะไรก็ไม่รู้ที่มีสีแดงมีตัวหนังสือที่อ่านไม่ออกเขียนด้วยสีดำดูสกปรกเปรอะเต็มไปทั่ว จากนั้นก็มีโครงร่างลางเลือนของคนในชุดสีดำสนิททาบทับเข้ามาแทนที่ แล้วก็มีภาพลูกนัยน์ตาขนาดใหญ่โตมโหฬารซ้อนทับลงมาอีกชั้น ภาพเหล่านั้นมันหมุนเวียนกันกลับมาฉายแบบวนลูปเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด จับต้นชนปลายอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวเลยสักนิด ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนตอนที่ได้ยินเสียงหึ่งๆ ดังอึงอลเหมือนเสียงที่เพิ่งจะเกิดขึ้นกับผมตอนที่บันไดหายไปไม่มีผิด แล้วภาพขาวดำเหล่านั้นก็หายวับไป กลายเป็นภาพเขี้ยวแหลมคมในปากสีดำมืดของตัวอะไรก็ไม่รู้ที่อ้ากว้างเต็มที่และพุ่งเข้าใส่หน้าผมอย่างรวดเร็วจนทำให้ผมต้องยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกั้นพร้อมกับแหกปากร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนกเต็มคาราเบล "ไม่!" แล้วผมก็ลืมตาขึ้น! "ไม่อะไรวะ! หน้าผมมันน่ากลัวเบอร์นั้นเลยเร๊อะ!" เสียงของคุณราเมศดังนั้นจากตรงเบื้องหน้า

วินาทีต่อมาเมื่อความรู้สึกกลับคืนมาเข้าที่เข้าทางดีแล้ว ผมก็พบว่าตัวเองกำลังกึ่งนอนกึ่งนั่งเหยียดขาอยู่บนพื้นโดยมีใครคนหนึ่งพยุงตัวไว้ไม่ให้ล้ม และใบหน้าหนวดเฟิ้มที่เคร่งเครียดของคุณราเมศปรากฏขึ้นในสายตาเป็นอันดับแรก เขากำลังนั่งคุกเข่าคร่อมขาของผมพร้อมกับจับสองไหล่ของผมเขย่าเกือบจะตลอดเวลาเพื่อเรียกสติให้กลับคินมา แต่สมองของผมยังคงประมวลผลไม่ทันจึงได้แต่กระพริบตาปริบๆ ทำหัวส่ายด๊อกไปแด๊กมาตามแรง พยายามมองสบตาดุดันของเขา "ตื่นเดี๋ยวนี้นะโว้ย...ตื่นสิวะ!" เขาตะคอกใส่หน้าผมเสียงลั่นพร้อมกับเขย่าตัวผมแรงขึ้นอีก แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้สมองทำงานได้เร็วขึ้นเลยสักนิด ต้องใช้เวลาอีกชั่วอึดใจกว่าที่ผมจะนึกขึ้นได้ว่าจะต้องมีรีแอคชั่นอะไรสักอย่างที่จะทำให้หลุดจากการที่ต้องกลายร่างเป็นติ้วเสี่ยงเซียมซีนี่เสียทีแล้ว "โอ๊ยยยย พอแล้วคุณ เดี๋ยวหัวผมก็หลุดกันพอดี" ผมโวยขึ้นพลางพยายามผลักเขาออกห่างจากตัว "มันใช่เวลาจะมานอนพักผ่อนหย่อนใจไหมล่ะยะ... พ่อคู๊ณณณ" เสียงแปร๋นๆ ของลินดาแทรกมาจากทางด้านซ้ายมือ เมื่อผมหันไปมองก็เห็นเธอกำลังยืนทำผมปอยย้อยสวาทกอดอกถือไฟฉายโทรศัพท์ส่องลงมาใส่หน้าผมอย่างจัง จนผมต้องหยีตาแล้วรีบเบือนหน้าหลบ ส่วนมีนาคุกเข่าส่องไฟฉายอยู่เช่นกันอยู่ทางขวา และแน่นอน คนที่กำลังประคองตัวผมอยู่ข้างหลังก็คือลุงมานะนั่นเอง "เกิดอะไรขึ้น นี่คุณสลบอย่างนี้เป็นครั้งที่สองแล้วนะ" คุณราเมศถามเสียงเครียด "ผมเหรอ...ก็ มะ...ไม่รู้สิ ผมจำไม่ได้" ผมตอบตามจริง "สงสัยจะความจำเสื่อมไปแล้วล่ะมั้ง...ใช่มั้ยคะ คุณผู้ชาย!" ลินดาแดกดันมาอีกแล้ว "พี่ลินคะ" มีนาปรามเธอด้วยเสียงละเหี่ยเพลียใจ

"คุณไหวนะ" นายแรมโบ้ราเมศถามเมื่อผมพยายามยักแย่ยักยันพาตัวเองลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กับเขา "ไม่เป็นไร...ผมโอเค ขอบคุณ" ผมตอบ "ดีเลย ถ้างั้นเราไปกันเถอะ" เขาพูดก่อนจะหันหลังกลับ ลินดาได้จังหวะรีบถลาตามหลังเข้ากอดรัดแขนล่ำของเขาอย่างเร็วรี่ไม่รีรอ "ไปไหน?!" ผมถามอย่างมึนๆ เขาชะงักกึกกับคำถามของผมแต่ก็ไม่ได้หันกลับมา "นั่นไง...ฉันบอกคุณแล้วไงคะ...คุณราเมศ สมองของเขาคงได้รับการกระทบกระเทือนจนความจำเสื่อมไปหมดแล้ว เห็นมั้ย" แม่สาวปากตะไกรยังคอยแต่โอกาสที่จะแขวะผมอยู่ทุกลมหายใจเลยสิเนอะ แต่ผมก็คร้านจะไปต่อล้อต่อเถียงกับเธอแล้วในตอนนี้ และแม้แต่คุณราเมศเองก็คงเซ็งเป็ดไม่แผ่วเพราะผมเห็นหัวของเขาส่ายน้อยๆ อย่างเอือมระอาเธอเช่นเดียวกัน เอ๊ะ... หรือเขาเซ็งผมกันแน่วะเนี่ย!? "ประตูนั่น...ผมเปิดมันได้แล้วนะ พอดีลุงมานะเรียกให้มาดูคุณเสียก่อนก็เลย..." เขาตอบ ผมต้องใช้เวลาอีกหนึ่งวินาที กว่าที่ต่อมเอ๋อจะหายอักเสบและสำนึกได้ว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร "ประตูเหรอ!? อ๋อ...เออ ใช่ๆ ไปสิไป"

พวกเราพากันเดินกลับมายืนออกันอยู่ที่หน้าประตูห้องหมายเลข -48 แต่ละคนก็มีทีท่าที่บอกว่าไม่ค่อยจะเต็มใจจะเข้าไปในนั้นกันเลยสักคนไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง ในขณะที่คนอื่นๆ ก็ต่างพากันเงียบไปกันหมดคล้ายกับกำลังทำใจและสวดอภิธรรมให้กับโชคชะตาของตัวเองโดยไม่มีการนัดหมาย ผมมองลูกบิดประตูอยู่เป็นนาน พยายามปลุกปลอบใจตัวเองให้กล้าๆ เข้าไว้ "เอาวะ...ยังไงก็ต้องผ่านเข้าไปให้ได้สิ...นะวิ" ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเอาไฟฉายขึ้นหนีบไว้ที่รักแร้หลังจากนั้นก็ชักปืนเหยี่ยวทะเลทรายออกมากำไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าปอดพร้อมกับเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู "พร้อมนะทุกคน" ผมถามเสียงเรียบ และไม่รอคำตอบให้เสียเวลาเพราะยังไงซะก็คงไม่มีใครจะมีกะจิตกะใจมาตอบกันหรอก ผมบิดลูกบืดแล้วดึงเปิดผางออกกว้าง ก่อนจะทำหัวใจเต้นตุ้มๆ ต้ามๆ เดินนำเข้าไปทันที

ภายในห้องเบื้องหลังประตูนี้เป็นอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปมากเลยทีเดียว มันไม่ได้มีความมืดมิดรอคอยพวกเราอยู่ก็จริง เพราะมีแสงสีเทาหม่นๆ ซีดๆ ที่เรื่อเรืองออกมาจากเพดานที่สูงมากและผนังห้องทั้งสี่ด้านที่กว้างใหญ่เกือบจะน้องๆ ห้องประชุมขนาดใหญ่ในโรงแรมหรูได้เลย และที่สุดติ่งกระดิ่งแมวเกินบรรยายก็คือสิ่งที่มันยัดเยียดความสยองสุดสะพรึงเข้าสู่หัวใจของผมอย่างไม่อาจจะปฎิเสธมันได้ แถมมันยังมีอำนาจตรึงสองขาให้แข็งติดอยู่กับที่ไปในบัดดลอีกต่างหาก ที่ตรงกึ่งกลางห้องพอดิบพอดีนั้น ปรากฏว่ามีตู้สไตล์แอนทีคขนาดใหญ่มหึมาและสูงชะลูดเกือบจรดเพดานซึ่งมันทำจากไม้สีเทาเกือบจะขาวซีด มีบานประตูที่ถูกแกะสลักเป็นลวดลายละเอียดยิบดูหรูหราวิจิตรอยู่รอบทุกด้านน่าจะรวมถึงด้านหลังที่ผมมองไม่เห็นในตอนนี้ด้วย มันตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ และส่วนที่พีคสุดๆ ของความสยองในครั้งนี้ก็คือ บรรดาร่างของมนุษย์ชายหญิงจำนวนมากมายนับร้อยๆ ร่าง เผลอๆ จะแตะครึ่งพันด้วยซ้ำ กำลังยืนทื่อสงบนิ่งล้อมรอบตู้ใบนั้นเอาไว้และกระจายตัวออกไปจนติดกับผนังห้องทั้งสองด้านจนแทบจะไม่มีทางให้เดินฝ่าเข้าไปได้เลย และมันจะไม่สยองขวัญสั่นประสาทถึงระดับสิบอย่างนี้เลย ถ้าร่างเหล่านั้นมีอวัยวะครบสามสิบสองอย่างที่ควรจะเป็น แต่ทว่า ร่างที่ว่าพวกนั้น...ไม่มีหัวเลยแม้แต่ร่างเดียว!

ขณะที่ผมยืนตะลึงลานกับภาพที่เห็นอยู่นั้นเอง "กรี๊ดดดดดด!" เสียงหวีดร้องดังลั่นและยาวนาน เสียดแทงเข้ามาในหัวจนแก้วหูแทบทะลุ มาจากทางด้านหลังข้างๆ หู ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัวจนเผลอหลับตาปี๋ ย่นคอและหลุดจากอาการตื่นตะลึงออกมาได้ก่อนจะหันกลับไปหาเจ้าของเสียง ลองได้กรี้ดลั่นสนั่นโลกอย่างนี้ถึงจะไม่ได้หันไปมองผมก็รู้แจ้งเลยว่านั่นคือเสียงของลินดา ผู้หญิงที่คงจะโตมากับบ้านที่ขายลำโพงเป็นอาชีพแน่นอนอย่างไม่ต้องถามกูเกิ้ลให้เสียเวลา "อะไร!... เกิดอะไรขึ้นน่ะ หนูลินดา!" เป็นเสียงของลุงมานะร้องถามขึ้นพร้อมกับพาร่างเล็กถลันพรวดพราดเข้ามาข้างใน ตามด้วยสาวน้อยมีนาและปิดท้ายด้วยคุณราเมศที่ยัดตัวเองตามกันเข้ากรอบประตูเพื่อจะผ่านเข้ามาข้างในอย่างเร่งรีบ "คุณพระช่วย!" มีนาอุทานพร้อมกับเอามือปิดปากตัวเองและซวนเซถอยหลังไปชนเข้ากับร่างถึกบึกบึนของคุณแรมโบ้ราเมศที่ยืนเบิกตากว้างอย่างเหลือกลานมองไปที่ภาพสุดวยองนั่น แล้วสิ่งที่ไม่ควรเกิดมันก็เกิดขึ้นซ้ำเติมความประหวั่นพรั่นพรึงของพวกเราให้มันหนักเข้าไปอีก ประตูที่พวกเราเพิ่งจะผ่านเข้ามาหยกๆ นั้น กำลังหลอมละลายกลายเป็นของเหลวสีดำไหลลงสู่พื้นแล้วสลายตัวเลือนหายวับไปกับตา! เหลือไว้เพียงแต่ผนังห้องตันทึบเอาไว้ให้ดูต่างหน้า จบกัน...เรากลับออกไปทางเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!

"นี่มันบ้าอะไรเนี่ย! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะต้องมาติดอยู่ที่นี่ บ้าเอ๊ย!" ลินดาคือคนที่สติแตกมากที่สุดอย่างไม่มีข้อสงสัย เธอเอาแต่ฟูมฟายและโวยวายไม่มีแผ่วตั้งแต่รู้ตัวว่าพวกเราติดอยู่ในห้องสยองขวัญนี้เมื่อห้านาทีที่แล้ว "ทำไม... ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยนะ ฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ถึงได้ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่ที่น่ากลัวอย่างนี้...ทำไม" เธอคร่ำครวญเสียงแหลมปรี้ด "ใจเย็นๆ ก่อนนะคะพี่ลิน เราจะช่วยกันหาทางออกให้..." มีนาพยายามปลอบโยนเธอแต่ก็ดูจะไร้ผล "ใจเย็นงั้นเหรอ เธอไม่เห็นรึไงว่าเราติดอยู่ในห้องนี้กับอะไร!?" ลินดาตวาดแว๊ดแหว๋ใส่หน้าเธอ "ศพไม่มีหัวไงวิ! ถ้าเผื่อว่าเธอไม่รู้จักล่ะก็!" เธอมองไปที่ร่างไร้หัวเหล่านั้นด้วยสายตาที่หวาดผวาจนดูเหมือนคนที่เริ่มจะคุ้มคลั่ง "เอาน่า อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ทำอะไรที่ดูเป็นภัยคุกคามพวกเราซะหน่อย" ผมแทรกขึ้นอย่างเหลืออดเหลือทนกับความเหวี่ยงวีนของเธอเต็มแก่ "ใช่สิยะ พวกนั้นก็แค่ศพไม่มีหัวที่ทำได้แค่ยืนเฉยๆ เท่านั้นแหละย่ะ แต่นายได้นึกถึงบ้างไหมล่ะว่าอะไรที่ทำให้พวกเขามาอยู่ในสภาพที่ไม่มีหัวอย่างนี้น่ะ" ลินดาหันขวับมาแยกเขี้ยวใส่ผมแทน

มันก็จริงอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ ไม่มีใครรู้เลยจริงๆ ว่าอะไรที่ทำให้หัวของพวกเขาหายไป...และหัวหายไปไหน!? บางทีสิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดในตอนนี้ก็ได้ "ทุกคน หยุดฟัดกันเองก่อนเถอะ ดูนู่นสิ...ที่กำแพงฝั่งโน้นน่ะ" คุณราเมศที่ตัวสูงกว่าใครเพื่อนพูดขึ้น เขากำลังพยายามเขย่งปลาวเท้าเพื่อเพิ่มความสูงให้กับตัวเองและชะเง้อทำคอยืดยาวเกือบจะพอๆ กับยีราฟในวัยเรียนที่พยายามลอกข้อสอบจากโต๊ะข้างๆ สองตามองข้ามร่างไร้หัวไปที่ด้านไกลของห้อง ผมที่ตัวสูงแค่ติ่งหูของเขารีบมองตามสายตาไปตามช่องห่างระหว่างร่างหัวขาด แต่ก็เห็นแต่ภาพความสยดสยองที่ยืนขวางสายตาบดบังทัศนวิสัยให้เป็นศูนย์เท่านั้น

"อะไร คุณเห็นอะไร...คุณราเมศ" ผมหันมาถามและมองหน้าเขาอย่างจนปัญญาที่จะมองเห็นสิ่งที่เขาพูดถึงได้ นายล่ำบึ๊กราเมศหดคอกลับลงมามองหน้าผมแล้วพ่นลมหายใจพร้อมกับโคลงหัวด้วยท่าทีเซ็งเป็ดระดับสี่จุดห้าคาราเบล ก่อนจะจับตัวผมหมุนหันหลังให้เขา "เฮ้ยๆ! จะทำอะไรน่ะ...ฮึก!" ผมร้องอย่างตกใจเมื่อเขาย่อเข่าอ้าแขนล่ำบึ้กรวบเข้าตรงใต้ลิ้นปี่ของผมแล้วกระชับกล้ามรัดจนแน่นตดแทบทะเล็ด แล้วออกแรงยกตัวผมให้สูงขึ้นจากพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว "ไปกินอะไรมาฟะเนี่ย...ตัวก็แค่เนี้ยะ แต่หนักชิบเป๋งเลย เอ้า... ดูซะ เห็นรึยัง!" เขากัดกรามพูด

ที่ผนังด้านไกลสุดของห้อง มีช่องทางบันไดทอดขึ้นไปสู่เบื้องบนอยู่ตรงนั้นอย่างชัดเจน มันอยู่ห่างจากจุดที่พวกเรากำลังยืนอยู่นี้เกือบห้าสิบเมตรเห็นจะได้ ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทำให้ผมไม่คิดว่าบันไดนั่นมันคือเส้นทางที่พวกเราต้องไปต่อได้เลย มันออกจะชัดเจนยิ่งกว่าทีวี8เคเสียอีก แถมยังเป็นเส้นทางบังคับให้พวกเราต้องผ่านไปให้ได้เสียอีกด้วย เพราะในตอนนี้ถึงแม้เราจะเกิดอยากกลับลำแล้วย้อนกลับทางเดิมแทบตายมากมายแค่ไหน มันก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว "มีบันไดทางขึ้นอยู่ที่ด้านโน้นแน่ะ" ผมพูดเสียงค่อนข้างดังเพื่อให้ได้ยินกันอย่างทั่วถึง "เราต้องไปที่นั่นหรือคะ?!" มีนาถามเสียงตื่น "ไม่มีทาง! ฉันจะไม่ยอมเฉียดเข้าไปใกล้ศพหัวขาดพวกนั้นเป็นอันขาด!" ลินดาเอะอะโวยวายขึ้นมาอีก "ใจเย็นก่อนเถอะนะ หนูลิน...มันอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นก็ได้" ลุงมานะพูดปลอบ "จะยังไงก็เถอะ ผมเกรงว่าเราจะต้องเดินข้ามไปให้ถึงนั่นแหละ นอกเสียจากว่าใครจะมีทางเลือกอื่นให้ไปน่ะนะ" ผมตอบพร้อมกับรู้สึกหนักใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เมื่อมองเห็นปัญหาที่ใหญ่มากในตอนต่อจากนี้ ซึ่งนั่นก็คือ พวกเราจะผ่านความสะพรึงที่ยืนทื่ออยู่นี่เข้าไปให้ถึงโดยสวัสดิภาพได้ยังไง ในเมื่อในกลุ่มของพวกเรามีคนสติแตกขนานหนักอย่างยัยลินดาปากตะไกรที่กำลังคลั่งน้ำลายอยู่ในแก๊งด้วยอย่างนี้ และซากศพไร้หัวมากมายที่ขวางทางเราอยู่นี้ก็ไม่ได้ดูเป็นที่น่าไว้วางใจเลยสักนิด

จากความสยดสยองที่พวกเราได้เผชิญมาก่อนหน้านี้นั้น มันได้ให้บทเรียนที่สำคัญสำหรับการเอาชีวิตรอดในสถานที่ที่เกินความคาดหมายแห่งนี้เอาไว้ นั่นก็คือ...อย่าได้วางใจสิ่งใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นอย่างผิดธรรมชาติในสถานที่แห่งนี้เป็นอันขาด และสัญชาตญาณของผมมันบอกว่า อย่าได้แม้แต่จะคิดที่จะไปแตะต้องหรือสัมผัสกับร่างไร้หัวพวกนั้นเป็นอันขาดเช่นกัน ถ้าไม่อยากจะต้องวิ่งหน้าตั้งจนป่าราบหรือไม่ก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรมศพหัวขาดพวกนั้นล่ะก็ "เห็นพอแล้วรึยังล่ะเนี่ย?!" คุณราเมศกัดฟันกรามกรอดๆ พูดเมื่อเวลาผ่านไปยังไม่น่าจะถึงสามนาทีดีเลยด้วยซ้ำ และผมยังไม่ทันได้ตอบอะไรเขาก็ชิงวางผมลงเสียแล้ว "ตัวเท่าลูกหมะ...เอ่อ...แมว ไหงหนักโคตรๆ ได้ขนาดนี้เลยฟะ! ไปกินวัวกินควายที่ไหนมา!" เขาบ่นอุบพลางนวดแขนตัวเองไปพลาง

"ตกลงว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ" ลุงมานะพูดขึ้น เขามีสีหน้าที่ดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยและผมก็รู้ว่าเขากังวลเรื่องอะไรอยู่ "ไม่...ไม่มีทาง ฉันจะไม่ยอมเดินฝ่าเข้าไปในดงผีขาดหัวนี่เด็ดขาด!" สิ่งที่เขากังวลแสดงอาการต่อต้านจริงจังเต็มคาราเบลมาก "อันที่จริงหนูก็ไม่อยากหรอกนะคะพี่ลิน แต่เราจะไปจากที่นี่ไม่ได้ถ้าเราไม่เดินผ่านพวกนั้นไปนะคะ" มีนาพูดอย่างอ่อนโยน อดทนและมีเหตุมีผล "ใช่...ไม่มีทางอื่นอีกแล้วนะคุณ หรือคุณอยากจะอยู่ที่นี่รอให้อะไรที่เอาหัวของพวกเขาไปนั่นมาเอาหัวคุณไปด้วยอีกคนล่ะ" ผมเองก็ต้องพยายามควบคุมอารมณ์เช่นกัน และนี่ผมก็พยายามเลือกเฟ้นหาคำพูดที่ฟังดูซอฟท์ที่สุดมาเกลี้ยกล่อมเธอแล้วนะเนี่ย "ไม่...ไม่เอา! ฉันไม่...ไม่" ลินดาตะโกนอย่างสติแตกถอยหลังกรูดๆ จนหลังชนกำแพง สองแขนของเธอกอดตัวเองแน่นพลางส่ายหน้าไปมาอย่างบ้าคลั่งจนปอยย้อยสวาทของเธอสะบัดไปมา แล้วเธอก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดังพร้อมกับค่อยๆ ไถลรูดทรุดตัวลงนั่งคร่ำครวญกับตัวเอง

คุณราเมศตวัดสายตาเขียวปั๊ดมามองหน้าผมด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะขยับเข้าไปนั่งลงตรงหน้าเธอ "ฟังนะครับ...ลิน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลพลางลูบไหล่สองข้างของเธอเบาๆ "ผมรู้ว่าคุณกำลังกลัวนะครับ และมันก็ไม่ผิดหรอกที่คุณจะกลัว ผมเองก็กลัว...พวกเราทุกคนต่างก็กลัวเหมือนกันทั้งนั้น แต่ว่าเราจะปักหลักอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกนะครับ คุณเองก็ไม่ได้จะอยากอยู่ที่นี่หรอกใช่ไหม" เขาเชยคางหญิงสาวขึ้นพร้อมกับตั้งคำถามกระตุ้น ลินดาที่น้ำตานองหน้าสบสายตากับเขาอยู่ชั่วครู่เหมือนกำลังคิดตาม แล้วเธอก็ส่ายหน้าไปมาพลางสะอึกสะอื้นแทนคำตอบ "ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องเดินฝ่าเข้าไปหาทางออกของเราที่ฝั่งโน้น โอเคมั้ย...ไม่ต้องกลัวนะ ผมรู้ว่าคุณทำได้แน่ๆ และคุณจะได้ออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยอย่างไม่ต้องสงสัย ผมสัญญา" คุณราเมศพูดพร้อมกับสบตาซึ้งใจกับเธอ นี่ถ้าผมเป็นลิงก็คงจะหลับปุ๋ยไปแล้วเพราะคารมของเขา และถ้าไม่ติดว่ายังมีพวกเราที่ยืนหัวโด่อยู่อีกสามชีวิตกับกองทัพศพไร้หัวอีกเป็นร้อยๆ อยู่ในห้องนี้ด้วยล่ะก็นะ ฟันธงได้เลยว่าอีกเดี๋ยวจะต้องเกิดบทอัศจรรย์เลิฟซีนขึ้นอย่างแน่นอนเลยทีเดียว!

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!