พวกเราเริ่มเดินขบวนขึ้นไปตามบันไดที่มีความกว้างราวๆ สิบห้าฟุตซึ่งถูกขนาบข้างด้วยกำแพงปูนเปลือยเรียบๆ อันเย็นชืด ทอดตัวสูงขึ้นไปเป็นเส้นตรงที่เหมือนไร้จุดสิ้นสุด สู่ความมืดที่เวิ้งว้างอันไกลโพ้นและไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลยข้างบนนั่น ไม่มีชานพัก ไม่มีการทบศอกหรือหักมุมเลี้ยวไปทางไหนทั้งสิ้น "บันไดประเทศไหนวะเนี่ย" ผมบ่นด้วยเสียงที่เริ่มจะหอบเหนื่อยจากการปีนบันไดเป็นเส้นตรงเด่ขึ้นสู่ที่สูงนี่ มือซ้ายถือกระบอกไฟฉายในท่าคว่ำมือสุดเท่ห์แบบที่เคยเห็นในหนังแนวสืบสวนสอบสวนส่องไปข้างหน้าได้ไกลสุดราวๆ ยี่สิบฟุตเท่านั้น มือขวากำกระชับด้ามปืนเหยี่ยวทะเลทรายให้มั่นจนชักจะชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬเย็นเฉียบที่ซึมออกมาจากฝ่ามือ แต่นิ้วชี้ของผมก็พร้อมที่จะเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อถ้ามีอะไรก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในโหมดคิตตี้โผล่มาจากความมืดข้างหน้านั่นล่ะก็
พร้อมกันนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดหนักมากจากการที่ต้องถูกยัยลินดาปากตะไกรคอยแต่จะดึงรั้งชายเสื้อเชิ้ตอยู่เกือบตลอดเวลาหรือทุกๆ สิบห้า วินาที มันทำให้มีความรู้สึกเหมือนโดนปลาตอดยังไงก็ไม่รู้ "นาย... เดินเร็วไปแล้วนะ" หรือไม่ก็ "ช้าๆ หน่อยสิ มันมืด...ฉันเดินไม่ถนัด" และ "เจออะไรข้างหน้ารีบบอกเลยนะ เห็นอะไรบ้างรึยัง" เธอทำเสียงกระซิบกระซาบแทบจะไม่หยุดหายใจหายคอตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมย่างเท้าพาพวกเราเริ่มปีนขึ้นบันไดมา "นี่คุณ...ถ้าหุบปากไปสักสามนาทีจะชักตาตั้งตายมั้ยเนี่ย แล้วก็เลิกดึงเสื้อผมซะทีเถอะ มันน่ารำ...เอ่อไยจะตายไป!" ผมหันไปเอ็ดเธอด้วยเสียงกระซิบลอดไรฟันอย่างเหลือจะอดเหลือจะทนจนเต็มคาราเบล
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบันไดนี่จะสูงได้เกินคาดขนาดนี้ เท่าที่ตะกายกันขึ้นมานี่ กะคร่าวๆ ก็น่าเกินห้าสิบขั้นเข้าไปแล้วล่ะมั้ง มันคงจะไม่เหนื่อยขนาดนี้ถ้าหากว่าจะมีชานบันไดให้ยืนพักขาบ้างไรบ้าง นี่อะไร...ชี้เด่ขึ้นไปยังกับบันไดสู่สวรรค์เสียจนทำเอาผมหอบแบบไม่อายหมาและสองขาเริ่มล้าอ่อนแรงลงทุกที ไม่ต้องพูดถึงยัยลินดาเลยแหละ...รายนั้นเลิกทำเสียงกระซิบไปแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นโหมดโอดครวญเต็มอัตราแบบไม่ต้องออมเสียงอีกต่อไปเมื่อไต่ยังไม่ถึงครึ่งของทางที่กำลังปีนอยู่นี่เสียด้วยซ้ำ "โอย...ยังไม่ถึงข้างบนอีกเหรอนาย ขาฉันจะหักอยู่แล้วเนี่ย!" ถึงแม้ว่าผมเองก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างอะไรไปจากเธอนัก แต่ผมก็อดจะแซะแวะไปกีดเสียหน่อยไม่ได้ "หนกขูจริงๆ เลย! จะมาโอดโอยอะไรล่ะ ก็คุณเองไม่ใช่เหรอที่ยืนยันนั่งยันยองยองยันจะให้ขึ้นบันไดนี่ให้ได้น่ะ...หา!" ผมพูดโดยพยายามที่จะไม่แสดงอาการให้เธอเห็นว่าผมเองก็กำลังหอบแฮกๆ เหนื่อยจนรากแทบจะเลือดอยู่เหมือนกัน "ก็ใครมันจะตรัสรู้ได้ล่ะว่ามันจะโหดมันส์ฮาบ้าบอทะลุโลกเบอร์นี้อ่ะ โอยยยย... อีกนานมั้ยกว่าจะถึง..." คราวนี้ลินดาไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดแต่อย่างใด เธอโอดครวญเสียงอ่อยก่อนจะกลับไปยุ่งอยู่กับการไล่งับอากาศเข้าปอดและหายใจเสียงดังพอๆ กับท่อพญานาคสำลักน้ำ
"ใกล้จะถึงหรือยังน่ะคุณโนเนม" เสียงนายแรมโบ้ราเมศตะโกนถามเสียงอ่อนระโหยขึ้นมา อันที่จริงไม่ต้องแหกปากตะโกนขนาดนั้นก็ได้เพราะยังไงเสียงก็ดังจนก้องเหมือนพูดใส่ไมโครโฟนอยู่แล้วแม้จะพูดด้วยเสียงกระซิบกระซาบก็เถอะ "พูดธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องตะโกนหรอก...ยังไม่เห็นข้างบนเลย" ผมตะโกนตอบกลับโดยไม่หันไปมอง "เราหยุดพักกันก่อนได้ไหมคะ ท่าทางพ่อจะไม่ไหวแล้วค่ะ" มีนาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิตกกังวลปนหอบหายใจ นั่นเองที่ทำให้ผมต้องหยุดเดินและหันมองกลับลงไปเบื้องหลัง เห็นลินดาทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจซี่โครงบานเป็นสก๊อยย้อยสวาทที่หมดสภาพไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนลุงมานะนั่งพิงกำแพงท่าทางอิโรยและสีหน้าซีดเซียวแต่หอบหายใจแรงๆ ดูเหมือนกับโนบิตะตอนไต่เขาเป๊ะเว่อร์อยู่บนชั้นบันไดที่ต่ำลงไป โดยมีลูกสาวนั่งลงบีบนวดตามแขนขาให้แก่ผู้เป็นพ่อ ส่วนนายล่ำบึ๊กราเมศยืนเอาแผ่นหลังพิงผนังคุมเชิงอยู่ท้ายสุดของขบวนอย่างหมดเรียวหมดแรงเช่นกัน
"นี่มันจะพาเราขึ้นไปอีกไกลไหมเนี่ย ทำไมไม่ถึงซะที" ลินดาบ่นกระปอดกระแปดพลางนวดขาตัวเองไปพลาง "นั่นสิคะ นี่เราคิดผิดรึเปล่าเนี่ย" มีนาพูดเสริมเหมือนคนท้อแท้ที่เริ่มจะลังเลกับการตัดสินใจของตัวเอง "บางทีเราอาจจะเดินขึ้นไปจนถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลยก็ได้ล่ะมั้ง" ผมพูดด้วยเจตนาแกมประชดประชันเป็นสำคัญ "เป็นอย่างที่ผมบอกไหมล่ะ เราไม่รู้ว่าบันไดนี่จะพาเราไปเจอกับอะไร แล้วดูซิ...เรากำลังเจอกับอะไรกันอยู่เนี่ย" ได้ทีก็ต้องขี่แพะไล่สิจ๊ะ... จะรออะไร "เอาเถอะน่า ไหนๆ ก็ขึ้นมาไกลขนาดนี้แล้ว จะกลับลงไปมันก็ใช่ที่หรอกนะว่ามั้ย" คุณราเมศพูดสอดขึ้นมา "พ่อเป็นยังไงบ้างคะ ไหวไหม" มีนาเอ่ยถามผู้เป็นพ่ออย่างห่วงใย "พ่อค่อยยังชั่วแล้วลูก ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงนะ" ชายวัยเฉียดแซยิดโบกมือที่อ่อนเปลี้ยไปมาเป็นเชิงปฎิเสธ ผมมองดูทรงแล้วก็เห็นท่าว่าจะไปต่อกันไม่ไหวเสียแล้ว นี่ถ้ายังฝืนเดินขึ้นไปต่ออีกสักสี่ห้าขั้นล่ะก็ เห็นทีจะมีคนหัวใจล้มเหลวตายคาบันไดกันบ้างล่ะ ผมถอนหายใจก่อนจะพูด "เอ่อ...ถ้างั้นพวกคุณพักกันตรงนี้ให้หายเหนื่อยกันก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมจะลองขึ้นไปดูว่ามันใกล้จะถึงรึยังนะ" ว่าแล้วผมก็หันตัวกลับเตรียมจะก้าวขึ้นไป "นี่นายจะทิ้งพวกเราแล้วหนีไปคนเดียวล่ะสิ!" นั่นไง...กลับมาเป็นลินดาปากตะไกรซะอีกแล้ว "คุณนี่มัน..." ความปรี้ดกะทันหันทำให้ผมนึกคำพูดไม่ออก ได้แต่ทำฟึดฟัดฮึดฮัดเพราะขัดใจ "...เหลือเชื่อชะมัด ปากดีไม่มีเบอร์ให้เปลี่ยนจังเลยนะ..." ผมฟาดเธอกลับ แต่แล้วผมก็พลันต้องชะงักค้างคำพูดไว้แค่นั้น เมื่อเกิดเสียงของอะไรบางอย่างดังลงมาจากความมืดบนชั้นบันไดข้างหลังผม...ตึง!
"เสียงอะไรน่ะ!" ผมหลุดอุทานออกมาพร้อมกับหันขวับไปสาดแสงไฟฉายพร้อมปลายกระบอกปืนชี้ตรงขึ้นไปยังทิศทางของเสียงนั้นโดยอัตโนมัติ จากทางเบื้องล่างข้างหลังของผมรู้สึกได้ว่าทุกคนต่างก็กำลังพากันหูตั้งหลังตรงตื่นตัวผุดลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และชายเสื้อเชิ้ตด้านหลังถูกดึงรั้งอย่างแรงอีกครั้ง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากยัยมือปลาหมึกลินดานั่นเอง "เสียงอะไรน่ะ! นาย...เห็นอะไร!?" เธอกลับมาอยู่ในโหมดพรายกระซิบ เอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ท่าทางตื่นผวา "ไม่เห็น!" ผมตอบห้วนๆ ก่อนที่สองเท้าจะพาผมก้าวขึ้นบันได "นายจะทำอะไร!" ลินดาดึงชายเสื้อของผมแรงขึ้นเป็นเชิงห้าม แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่กลับขืนตัวจนชายเสื้อหลุดจากมือของเธอแล้วเดินขึ้นไปทันที "อีตาบ้า! กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ!" เธอกระซิบสั่งอย่างตื่นตระหนกตามหลัง
ผมเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างช้าๆ โดยที่ปืนในมือพร้อมที่จะส่งกระสุนไปใส่กลางกบาลของอะไรก็ตามที่ดูน่าจะเป็นภัยต่อสุขภาพพลานามัยอย่างไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น เสียงนั่นเงียบหายไปแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววการเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้นในความมืดข้างบนนั่นเลย แต่แล้ว ที่ปลายสุดของลำแสงไฟฉาย ผมก็เห็นความว่างเปล่าปรากฏขึ้นตรงนั้น ไม่มีขั้นบันไดต่อขึ้นไปอีกแล้ว! ความรู้สึกโล่งใจเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วก็ถูกถีบตกบันไดไปด้วยความหวาดระแวงเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าผมขึ้นมานี่เพราะตามเสียงแปลกๆ ที่เงียบไปแล้วนั่นอยู่นะเฟ้ย!
เหลือขั้นบันไดอีกเพียงห้าขั้นเท่านั้นผมก็จะขึ้นสู่ทางเดินราบเรียบข้างบนนั่นแล้ว แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของนายแรมโบ้ราเมศดังกึกก้องทำลายความเงียบขึ้นมาจากความมืดข้างล่าง "ไปๆๆๆ...ขึ้นไป! เร็วเข้า!" จากนั้นก็ตามด้วยเสียงฝีเท้าหลายคู่วิ่งขึ้นบันไดตรงมาที่ผมพร้อมกับเสียงสูดหายใจกระหืดกระหอบอย่างบ้าคลั่งเพราะความเหนื่อยอ่อนดังฟืดๆ ฟาดๆ ใกล้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผมหันขวับพร้อมสาดแสงไฟฉายลงไปอย่างตื่นตกใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่ใบหน้าตื่นกลัวและลนลานของลินดาโผล่เข้ามาอยู่ในระยะลำแสง ดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปแล้วว่าเมื่อตะกี้นี้เธอยังนั่งลิ้นห้อยรากแทบจะเลือดอยู่เลย แต่ตอนนี้เธอกลับวิ่งปรู๊ดปร๊าดขึ้นบันไดมาลิ่วๆ ยังกับนักกีฬาวิ่งเทรลชิงเหรียญทองไปซะงั้น ตามมาติดๆ ก็คือสาวน้อยมีนาที่พยายามลากแขนลุงมานะผู้เป็นพ่อให้วิ่งขาอ่อนกระปกกระเปลี้ยเต็มแก่ตามเธอขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ปิดท้ายขบวนด้วยร่างใหญ่ล่ำบึ๊กของคุณราเมศที่กำลังทั้งผลักทั้งดันหลังของลุงมานะให้วิ่งขึ้นมาได้เร็วขึ้น "เกิดอะไรขึ้น!" ผมร้องถามเสียงหลง แล้วคำตอบก็ตามมาแทบจะในทันทีที่สิ้นเสียงของผม
ผนังคอนกรีตที่ขนาบบันไดเอาไว้ทั้งสองข้าง มีอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนของเหลวสีดำข้นคลั่กทึบตันและไม่สะท้อนแสงไฟเลยสักนิด กำลังทะลักไหลลงมาจากความมืดด้านบน เคลือบบนพื้นผิวผนังลงไปจรดขั้นบันไดอย่างรวดเร็วจนทำให้ดูเหมือนน้ำตกสีดำสนิทบนกำแพง บันไดด้านหลังคุณราเมศในขั้นที่ต่ำลงไปถูกท่วมท้นด้วยสีดำแล้วกลายเป็นความดำมืดที่ไร้มิติ ไล่ขึ้นมาทีละขั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกับที่สิ่งที่คล้ายของเหลวสีดำนั้นก็ไล่ลามตามผนังขึ้นมาเรื่อยๆ จนจวนจะถึงตรงที่ที่ผมยืนตาค้างตะลึงงันอยู่รอมล่อแล้ว ความดำมืดที่แสงไฟฉายไม่อาจจะทะลุทะลวงไปได้นั้นกำลังกลืนกินพื้นที่ว่างในอากาศและขั้นบันไดให้หายไป! "มัวยืนซื่อบื้ออยู่ได้ หลบไปสิยะ!" ลินดาซึ่งวิ่งหน้าตั้งขึ้นมาเกือบจะถึงตัวผมแหกปากตะโกนใส่ นั่นเองที่ทำให้ผมได้สติสตังกลับคืนมาอีกครั้ง!
ผมหันหลังกลับแล้วกระโจนขึ้นบันไดทีละสองชั้นขึ้นมาสู่พื้นทางเดินเรียบโล่งได้ภายในเวลา 0.007548 วินาที แสงของไฟฉายสาดไปกระทบเข้ากับหมายเลข -49 สีเงินวาววับที่ติดอยู่ตรงกลางบานประตูสีขาวซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตร เจอประตูไปต่อแล้วสินะ! แต่ผมยังไม่มีเวลาจะสนใจมันในตอนนี้หรอก...มันหน้าสิ่วหน้าขวานเกินไป ผมคิดและตัดสินใจอย่างรวดเร็วปานคอมพิวเตอร์ก่อนจะดีดตัวหมุนกลับไปมองข้างหลังอีกครั้งพลางเสียบปืนใส่ซองกลางอากาศไปด้วย...อย่างเท่ห์! ลินดาก็โชว์สกิลวิ่งเทรลขั้นเทพีของเธออย่างไม่ยอมน้อยหน้าตามตูดขึ้นมาติดๆ จนเกือบจะชนเข้ากับผม ดีแต่ว่าเธอเบี่ยงตัวหลบผมที่ขวางทางแล้วถลันไปทางด้านหลังของผมได้อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับคนที่เพิ่งจะนั่งหอบแฮ่กๆ เหมือนตูบน้อยตากแดดอยู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เลยสักนิด
"มาเร็ว!" ผมตะโกนเร่งเร้าพลางยื่นมือไปให้มีนาที่กำลังพยายามลากแขนลุงมานะขึ้นบันไดอย่างเอาเป็นเอาตาย ความมืดมิดนั่นก็ยังกลืนกินมุกอย่างมี่ขวางหน้าไล่หลังคุณราเมศขึ้นมาติดๆ เพียงไม่ถึงหนึ่งฟุตมันก็จะถึงตัวเขาแล้ว ผมคว้าข้อมือของสาวน้อยมีนาได้ก็ช่วยออกแรงกระชากตัวเธออย่างแรง นั่นทำให้มือของเธอเลื่อนหลุดออกจากข้อมือของชายวัยเกือบแซยิดผู้เป็นพ่อ ก่อนที่ร่างบอบบางของเธอจะปลิวหวือตามแรงกระชากขึ้นมาปะทะร่างของผมจนเสียหลักหงายเงิบพาเธอล้มกลิ้งไปบนพื้นที่แข็งโป๊กอย่างแรง "พ่อ!" เสียงเล็กๆ ของเธอกรีดร้องดังกังวานเข้ามาในหัวของผมที่กระแทกลงกับพื้นอย่างแรงจนสติวูบ ก่อนที่ภาพและเสียงถูกตัดฉับลงไปดื้อๆ
เกิดเสียงหึ่งๆ ดังอื้ออึงจนฟังไม่ได้ศัพท์จับความไม่ได้ขึ้นในหัวของผม มันฟังเหมือนเสียงฝูงผึ้งนับล้านกำลังกระพือปีกไต๋ตอมเกษรดอกไม้พร้อมๆ กันในหุบเขาสูงใหญ่ที่รายล้อม จนทำให้เสียงหึ่งๆ นั้นดังสะท้อนไปมาอยู่รอบๆ ตัวของผม ต้องใช้เวลาอีกสองสามวินาทีกว่าที่ประสาทหูของผมจะเริ่มประมวลผลจากเสียงนั้นได้ มันค่อยๆ ฟังเหมือนจะเป็นคำพูดที่ชัดถ้อยชัดคำขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดผมก็จับใจความได้อย่างสมบูรณ์ "...เนม... ตื่น...คุณ เป็นไงบ้าง คุณ..." แล้วก็ตามมาด้วยความรู้สึกเหมือนโดนจับเขย่าอย่างแรงจนโคลงไปทั้งตัว เมื่อผมลืมตาขึ้นมาก็เจอเข้ากับหน้าหนวดเฟิ้มของนายแรมโบ้ราเมศที่จ่อมาใกล้จนจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมล่อ และสองมือที่ใหญ่โตของเขากำลังจับสองไหล่ของผมเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนเป็นตุ๊กตาหัวดุ๊กดิ๊กไปเลย "เท่าที่ผมรู้มา... นี่ไม่ใช่วิธีการทำซีพีอาร์ที่ถูกต้องเลยนะ...คุณราเมศ" ผมพูดพลางจับข้อมือของเขาแล้วกันออกไปจากตัว
"แล้วไม่ต้องจะมาผายปอดด้วย...มันน่าขนลุกนะเฟ้ย" ผมพูดพลางหันมองไปรอบๆ ก็พบว่าคนอื่นๆ กำลังนั่งล้อมรอบตัวผมอยู่ "ฉันบอกคุณแล้วว่าเขามันพวกหัวแข็ง แค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก" ลินดาพูดพลางลุกขึ้นยืนค้ำหัวผม และกำลังถือไฟฉายมือถือส่องแสงอยู่ทางด้านหลังของผม "ห่วงใยผมสักนิดมันก็ไม่ผิดกฎหมายหรอกนะคุณ" ผมแดกดันไปหนึ่งดอก "แต่มันผิดต่อเจตนารมณ์ของฉันย่ะ" เธอตอกกลับมาอย่างใจร้าย "คุณไม่เป็นไรนะคะ" มีนาถามสอดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ผิดกับยัยปากตะไกรลินดาราวฟ้ากับเหว "ไม่...ผมโอเค ขอบคุณ" ผมตอบพร้อมกับยันร่างลุกขึ้นยืนโดยที่มีนาช่วยพยุง เมื่อมองไปตรงจุดที่เคยมีบันไดอยู่ก็พบเพียงผนังปูนเปลือยตันๆ กั้นอยู่แทนที่ และบันไดที่พวกเราปีนขึ้นมานั้น...มันก็หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย!
สองหรือสามวินาทีต่อมาสมองของผมก็กลับมาประมวลผลแล้วโหลดความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้เข้าที่เข้าทางจนครบถ้วนสมบูรณ์ "ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม" ผมถามพลางเหลียวมองหน้าทุกคนในกลุ่มอีกครั้ง "ก็นอกจากคุณแล้ว พวกเราที่เหลือยังสภาพโอเคกันดีไม่มีบุบสลายอยู่แหละค่ะ" สาวน้อยมีนาตอบ แล้วเครื่องหมายคำถามอันเท่าบ้านก็ผุดขึ้นมาในใจผม "แล้วเราผ่านประตูมาได้ยังไง ผมแน่ใจว่าตอนนั้นพวกเราคงไม่มีใครมีเวลาคลำหากุญแจหรอก...ใช่ไหม" ผมยิงคำถามแบบกราดเข้าใส่ทุกคน "ถามได้ดีนี่ นี่ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่าคุณจะสร้างภาระให้พวกเราต้องลากคุณเข้ามาอย่างนี้ โชคดีที่มีใครก็ไม่รู้ลืมล็อกประตูนี่ ไม่งั้น..." นายแรมโบ้ราเมศพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืน "ไม่ได้ล็อกงั้นเหรอ จริงดิ!" ผมถามอย่างแปลกใจพลางลุกขึ้นตาม นายล่ำหน้าหนวดยักไหล่แต่ไม่ได้ตอบอะไรออกมา "ไม่คิดจะขอบคุณฉันหน่อยเหรอ ถ้าฉันไม่ลองเปิดมันดู เราคงจะมืดหมู่ตายกันอยู่หน้าประตูนั่นแล้วล่ะย่ะ" ลินดาพูดขึ้น "แหม...ได้ทีลำเลิกบุญคุณเลยสินะ แต่ก็เอาเถอะ ครั้งนี้ยกให้เป็นความดีความชอบของคุณก็แล้วกัน พอใจรึยัง" ผมมองค้อนเธอนิดหน่อยก่อนจะตอบพร้อมเหลียวมองไปรอบๆ ตัวแล้วก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าหนึ่งในสมาชิกของเราไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มด้วย "แล้วลุงมานะล่ะ...เขาอยู่ไหน" ผมถาม
"ผมอยู่ทางนี้" เสียงของชายวัยเฉียดแซยิดตอบรับมามาจากด้านไกลของโถงทางเดิน "มาทางนี้สิ ดูสิว่าผมเจออะไร" เขาส่งเสียงเรียก "นี่ของคุณค่ะ" มีนาพูดพร้อมกับส่งกระบอกไฟฉายคืนให้ผม "ขอบคุณ" ผมรับมาแล้วเปิดมันส่องไปทางเสียงลุงมานะที่ยืนถือไฟฉายโทรศัพท์รออยู่ท่ามกลางความมืดห่างจากพวกเราไปราวห้าสิบฟุต ปลายลำแสงไฟฉายในมือของผมสาดใส่ร่างผอมของเขาและผ่านไปกระทบเข้ากับผนังทึบตันที่อยู่ห่างจากตัวเขาเข้าไปอีก ทำให้เกิดเงาขนาดใหญ่ทาบลงบนผนังนั่น "คุณเจออะไรเหรอครับ" ผมถามพลางเริ่มก้าวเท้าผ่านลินดาเข้าไปหาเขา เท่าที่เห็นอยู่ในตอนนี้ก็คือผนังทึบตันที่กำลังแกล้งทำตัวเป็นจอภาพรับร่างเงาของเขาเท่านั้น แต่เมื่อเขม้นตามองดูดีๆ พลางกวาดลำแสงไปทั้งซ้ายและขวาแล้ว ปรากฏว่ามีทางแยกอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
"อะไรเนี่ย ยังจะมีทางแยกให้ต้องเลือกอีกเหรอ...ไม่เอาน่า!" ผมอุทธรณ์ขึ้นเมื่อเดินผ่านลุงมานะตรงไปหาทางแยกนั้น "ให้ตายสิวะ!" ผมพึมพำกับตัวเองขณะส่องไฟไปทางซ้ายมือ สิ่งที่ผมเจอเข้าเต็มสองตาก็คือความมืดมิดสนิทนานของโถงทางเดิน จากนั้นก็หันไปส่องทางขวามือบ้าง ที่สุดระยะของลำแสงมีประตูสีขาวอีกบานติดอยู่ตรงนั้น ที่กลางประตูนั่นมีหมายเลข -48 สีเงินตัวโตคิดอยู่ด้วย "คิดว่าไงล่ะพ่อหนุ่ม" ลุงมานะถามขึ้นเมื่อเขาเดินตามมายืนข้างๆ กันกับผม "ไม่รู้สิครับ แต่ผมว่าบางทีประตูนั่นอาจจะเป็นกับดักก็ได้ ผมว่าคราวนี้เราควรจะไปทางซ้ายกันนะครับ" ผมตอบด้วยความค่อนข้างจะมั่นใจ "งั้นเหรอ แน่ใจนะว่าถ้าเราไปทางซ้ายอย่างคุณว่าแล้ว เราจะไม่เจออะไรที่เหมือนกับที่เราเพิ่งเจอกันมาที่บันไดนั่นน่ะ" ผมรู้สึกถึงสายตาของเขาที่จ้องมองมาที่หน้าของผมนั้นทำให้ความค่อนข้างมั่นใจนั้นเกิดการสั่นคลอนอย่างแรง "ทะ...ทำไมล่ะครับ?!" ผมอึกอักลังเลขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ชายวัยเฉียดแซยิดไม่ได้ตอบคำถามของผมทันที แต่เขากลับส่องแสงไฟฉายโทรศัพท์ในมือลงไปบนพื้นแทน
รอยคราบเมือกเปียกๆ ลื่นๆ นั้นปรากฏอยู่บนพื้นอีกแล้ว มันลากผ่านใต้ฝ่าเท้าของผมเลี้ยวเข้าไปในทางแยกด้านซ้ายและหายเข้าไปในความมืด "ได้ไงเนี่ย!" ผมอุทานออกไปด้วยความประหลาดใจที่เหยาะด้วยความตื่นตระหนกตกใจเล็กน้อยพอให้ได้รสปะแล่มๆ "มีอะไรเหรอครับลุง" เสียงคุณราเมศถามขึ้นเมื่อเขาเดินนำสองสาวตามมาสมทบ "นี่มัน!" ลินดาอุทานเสียงแปร๋น และเมื่อผมเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าเธอกลายเป็นผู้หญิงมือหนวดปลาหมึกไปซะอีกแล้วและกำลังเกาะหนึบอยู่กับแขนล่ำพร้อมกับจ้องมองรอยที่พื้น "อย่าบอกนะว่า ตัวอะไรนี่มันตามพวกเราขึ้นมาด้วยน่ะ" เธอพูดเสียงตื่น "มันอาจจะไม่ใช่ตัวเดียวกันก็ได้น่า ใจเย็นๆ สิคุณ" สิ่งที่คุณราเมศพูด ฟังผ่านๆ เพียงเผินๆ แล้วก็คล้ายจะเป็นการปลอบใจพวกเรา แต่อันที่จริงนั่นมันเป็นคำพูดที่เขย่าขวัญเบอร์แรงสุดต่างหากล่ะ "พูดอย่างนั้นมันช่วยได้จริงเหรอคะ! นั่นไม่ได้หมายความว่ามันอาจจะไม่ได้มีอยู่แค่ตัวเดียวหรอกใช่ไหม! คุณราเมศ!" ลินดาโพล่งขึ้นพร้อมกับรัดแขนล่ำบึ๊กของคนที่เธอถามให้แน่นขึ้นไปอีก
แวบหนึ่งที่ผมเห็นสีหน้าสำนึกผิดฉายวาบบนใบหน้าใต้หนวดเฟิ้มนั้น เขาอาจจะเกิดความรู้สึกผิดที่ดันพูดให้เรื่องมันดูน่ากลัวหนักกว่าเดิม หรือรู้สึกผิดที่ทำให้แขนของเขาเองต้องถูกมือปลาหมึกรัดรึงตรึงแน่นจนแทบจะแหลกสลายไป ณ บัดนาวกันแน่...อันนี้ผมก็ไม่อาจจะรู้ได้ "เอาไงต่อดี ไปทางไหนล่ะคราวนี้" ผมหันไปมองหน้าพวกเขาทีละคนอย่างขอความเห็น "ถ้าเราผ่านประตูนั้นไป เราจะต้องปีนบันไดขึ้นไปแล้วเจออย่างเมื่อกี้นี้อีกไหมคะ" สาวน้อยมีนาถาม "อึย...คงไม่ไหวล่ะจ้ะ...น่ากลัวจะตายไป" ลินดาพูดพลางทำท่าทางขนพุขนพอง "ถ้างั้นคราวนี้ลองเดินตามรอยนี่ไปไหมล่ะ บางทีอาจจะเป็นทางออก..." ผมเสนอความเห็นยังไม่ทันจะได้เก็บลิ้นเข้าปาก ลินดาก็รีบตะแว๊ดตะแหว๋ขัดขึ้นแทบจะทันที "นายจะบ้าเหรอ! จะให้พวกเราเดินตามตัวอะไรก็ไม่รู้อยู่ได้ อยากไปก็ไปคนเดียวเถอะย่ะ ฉันไม่เอาด้วยหรอก!" เท่านั้นแหละ...หัวทั้งหัวของผมก็เหมือนทำจากฟอสฟอรัสแดงที่ถูกกระดาษทรายปัดเข้าอย่างจังจนไฟลุกพรึ่บ! "นั่นก็ไม่ดีนี่ก็ไม่เอา แล้วคุณจะยอมแห้งตายอยู่ที่นี่เลยไหมล่ะ! ก็ออกจะฟังดูดีนี่นะ...แต่ถ้าคุณตายอยู่ที่นี่ก็อย่ามาร้องไห้ใส่ผมก็แล้วกัน" ผมหันไปฟาดใส่เธอเต็มที่ ทั้งหน้าทั้งสองหูร้อนฉ่าอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ "หยุดนะ!" คุณราเมศ ลุงมานะและสาวน้อยมีนาประสานเสียงตวาดดังลั่นขึ้นพร้อมกัน ทำเอาคู่กรณีอย่างผมกับลินดาสะดุ้งเฮือกและเก็บลิ้นเข้าปากอย่างเร็วจี๋โดยพร้อมเพรียง...
"ไม่ว่าจะยังไง เราก็จำเป็นต้องเลือกสักทางกันอยู่ดีนั่นแหละ...เอางี้ คุณราเมศ...พวงกุญแจยังอยู่กับคุณรึเปล่า" ลุงมานะเอ่ยขึ้นเมื่อไฟที่ลุกโพลงบนหัวผมเริ่มอ่อนแรงลง นายล่ำบึ๊กราเมศที่ยืนตีหน้าเคร่งเหมือนปวดขี้มาสักปีกว่าๆ อยู่ตรงกลางระหว่างผมกับลินดาไม่ตอบว่าอะไร แต่คลำหาพวงกุญแจที่ห้อยอยู่กับหูกางเกงแล้วดึงขึ้นมาแกว่งไปมาตรงหน้าแทนคำตอบ "เยี่ยม! ผมไม่รู้หรอกนะว่าในนั้นจะมีลูกกุญแจสำหรับไขเปิดประตูนั่นหรือเปล่า แต่ผมอยากให้คุณลองเปิดมันดู เอ่อ...ถ้ามันล็อกอยู่นะ" ชายวัยเกือบแซยิดพูด "ส่วนผมจะลองไปสำรวจทางซ้ายนั่นดู เผื่อจะมีทางที่ดีกว่า" เขาพูดพลางมองหน้าผมเป็นเชิงถามว่าจะเอาไง จะอยู่หรือไปอะไรเทือกนั้น "ถ้าเกิดเปิดประตูได้แล้วก็เรียกผมละกัน แต่ถ้าไม่ ก็...นะ" ผมพูดกระฟัดกระเฟียดฟึดฟัดฮึดฮัดขัดใจ เพราะถึงไฟบนหัวกบาลจะเบาลงมากแล้วก็เถอะ แต่อารมณ์มันยังต่อเนื่องไม่จบง่ายขนาดนั้นหรอก "ไม่ดีมั้งคะ หนูว่าเราเกาะกลุ่มกันไว้น่าจะดีกว่านะคะพ่อ" มีนาเอ่ยปากทัดทานด้วยน้ำเสียงกวาดหวั่น "ไม่เป็นไรหรอกลูก แค่ตรงนี้เอง หนูอยู่กับคุณราเมศรอพ่อนะลูกนะ" ลุงมานะปลอบลูกสาวพลางทำท่าบอกว่าให้ปล่อยผมไปสงบอารมณ์เสียก่อนเถอะ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 26
Comments