ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาสั่งหรอกมั้งเนอะ ผมหันกลับแล้วออกวิ่งทันที กระโจนข้ามร่างกายที่แตกหักและบิดเบี้ยวที่ต่อให้หมอเก่งไอคิวระดับไบร์ทนอมอลที่ไอคิวทะลุ200ก็ไม่อาจจะซ่อมแซมให้กลับคืนดังเดิมได้ของเด็กหนุ่มชะตากุด มุ่งหน้าตรงไปยังหนองน้ำด้วยความเร็วระดับ5Gพลัส โดยมีไอ้มนุษย์ปลิงควายทั้งกระดืบทั้งวิ่งสี่ขาตามหลังมาติดๆ แสงไฟฉายในมือผมสาดไปถึงขอบหนองน้ำที่ไกลจากตัวผมไปราวสิบเมตรน่าจะได้ ที่ด้านไกลออกไปในความมืดนั้น มีดวงแสงสว่างสีขาวเว่อร์จากไฟฉายจากโทรศัพท์ที่อยู่ในมือใครสักคน กำลังส่องวับๆ แวมๆ วูบๆ วาบๆ มาจากฟากหนองน้ำฝั่งกระโน้น นั่นหมายความพวกที่เขาทั้งสี่ได้ว่ายน้ำข้ามไปขึ้นฝั่งนั้นได้แล้วใช่มั้ยอ้ะ เก่งนะนั่น...ว่ายน้ำข้ามไปได้โดยที่มือถือไม่จมน้ำเจ๊งไปซะก่อนก็ได้ด้วย!...ก็เม้าท์มอยกันไป ใช่เวลาจะมาชื่นชมใครไหมล่ะเนี่ย! ทีนี้ก็เหลือแต่ไอ้คนหลวมตัวกลายเป็นตัวล่อหลอกแบบไม่ตั้งใจอย่างผมเพียงคนเดียวแล้วสินะที่จะต้องว่ายน้ำข้ามตามไปสมทบ ส่วนไอ้เรื่องจะหนีมันได้ทันไหม...นั่นก็เป็นเรื่องที่ผมต้องวัดดวงเอาเองแล้วล่ะ ผมกระชับด้ามกระบอกปืนเหยี่ยวทะเลทรายเอาไว้มั่น พยายามระลึกไว้เสมอว่าเวลายิงต้องจับมันด้วยมือทั้งสองข้างและเหยียดแขนให้ตรง ไม่อย่างนั้นมีหวังแสกหน้าผมแหกแตกเป็นเสี่ยงๆ แน่ๆ เพราะแรงรีคอยล์มหาศาลของเจ้าอาวุธพิฆาตแสนจะอันตรายกระบอกนี้
อีกไม่เกินสิบก้าวก็จะไปถึงขอบหนองน้ำอยู่แล้ว ผมต้องรีบหาจังหวะอัดกระสุนใส่ไอ้มนุษย์ปลิงควายนั่นก่อนที่มันจะตามมาประชิดตัวมากไปกว่านี้แล้วล่ะ "ระวังข้างหลัง!" เสียงคุณราเมศตะโกนเตือนข้ามน้ำมา ผมไม่รู้หรอกว่าเขากำลังเตือนให้ระวังอะไรตรงไหน แต่สองเท้าก็พาร่างของผมกระโจนไปทางซ้ายมือโดยไม่รอให้สมองได้มีเวลาคิดประมวลผลแม้สักเสี้ยววินาที เป็นจังหวะเดียวกับที่ปลายงวงยาวยืดของมันพุ่งเข้าใส่จุดที่ผมวิ่งอยู่เมื่อชั่วเสี้ยวอึดใจที่ผ่านไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดหารสิบสอง พื้นคอนกรีตตรงนั้นแตกกระจายกลายเป็นรูโบ๋วงเบ้อเริ่มเมื่อมันดึงงวงมรณะของมันกลับไป เป็นจังหวะนาทีทองของผมที่จะหันกลับไปตั้งหลักสาดลำแสงไฟฉายพร้อมชี้ปลายกระบอกปืนไปที่มันทันที ผมมีเวลาไม่ถึงอึดใจสำหรับการเล็งเป้า แต่ก็ยังดีหน่อยที่ตอนนี้ไอ้มนุษย์ปลิงควายนั่นมันกำลังยืดตัวยืนขึ้นด้วยสองขาสั้นๆ ของมันพอดี ผมพยายามเล็งไปที่จุดกึ่งกลางแผงอกสีเขียวนวลนั่นแล้วเหนี่ยวไกทันที 'เปรี้ยง! เปรี้ยง!' มีเบิ้ลซะดั๊วะ...สองนัดซ้อนกันเหนียวไว้หน่อยก็ไม่เสียหลายกระไรนักหรอก
ได้ผลเว่ย! ร่างใหญ่ถึกเหมือนตึกเดินได้ของมันผงะเงิบหงายหลังผลึง ลงไปนอนดิ้นพราดๆ อย่างบ้าคลั่งอยู่บนพื้น เลือดสีดำดูหนืดเหนียวและข้นคลั่กน่าหยะแหยงพุ่งทะลักพลั่กๆ ออกมาจากบาดแผลที่กลางหน้าอกไหลนองเต็มพื้น งวงยืดยาวของมันสะบัดปัดป่ายกระแทกพื้นซ้ายทีขวาทีอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง สองแขนไขว่คว้าลมไปมาส่วนสองขาปั่นจักรยานอากาศยิกๆ ในขณะที่ส่วนหางที่สั้นกุ๊ดดุ๊ดของมันก็กระดกขึ้นลงฟาดพื้นอย่างถี่รัว...ป้าบๆๆๆๆ เป็นอะไรที่ดูพิลึกกึกกือเป็นอย่างยิ่ง "รีบข้ามมาเร็วเข้า!" เสียงคุณราเมศตะโกนเรียกมาอีก "เร็วหน่อยคุณโนเนม!" เป็นอีกเสียงจากลุงมานะที่แหกปากเร่งเร้าผม ถึงแม้จะกำลังคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันอาจจะกำลังใกล้หมดฤทธิ์เสร็จมะก้องด้องเดทสะมอเร่ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้แล้วก็เถอะ แต่ผมจะไม่ดื้อในตอนนี้ล่ะ รีบเก็บปืนเข้าซองแล้วคลำหาพวงกุญแจดึงเอามาถือไว้ขณะที่พุ่งตัวเข้าหาขอบหนองน้ำ "เอากุญแจไปเปิดประตูเลย!" ผมตะโกนบอกก่อนจะขว้างพวงกุญแจสุดแรงไปที่ฝั่งตรงข้าม ไม่ได้มีเวลารอดูว่าใครจะเป็นคนรอรับหรือว่ามันจะไปไม่ถึงฝั่งเพราะตกน้ำไปแล้วรึเปล่า จากนั้นก็กระชับมือเข้ากับกระบอกไฟฉายจนแน่นก่อนที่จะกลั้นใจกระโจนตูมลงในหนองน้ำจากนั้นก็รีบจ้วงแขนใส่น้ำจนแตกกระจาย พยายามว่ายตรงไปยังฝั่งตรงข้ามให้เร็วที่สุดอย่างทุลักทุเล ใครที่ไม่รู้ว่ามันทุลักทุเลยังไงก็ลองถือกระบอกไฟฉายอันเท่าแขนพร้อมกับว่ายน้ำดูสิ
อีกนิดเดียวก็จะถึงขอบหนองแล้ว เสียงหวีดร้องของผู้หญิงก็ดังขึ้น "ว้าย! มันตามมาแล้ว!" เป็นเสียงแปร๋นๆ ของยัยลินดานั่นเอง "เร็ว หน่อยค่ะคุณราเมศ!" อ้าว...ไหงไปเร่งคุณราเมศล่ะยายเบื้อก ผมเป็นคนว่ายน้ำอยู่นี่แต่ทำไมไม่มาเร่งผมวะ แล้วคำตอบก็ตามมาติดๆ "อย่าเร่งได้มั้ยลิน ยิ่งลนผมยิ่งเลือกไม่ถูกนะ" คุณราเมศตอบด้วยน้ำเสียงลนลาน อ้อ...ที่แท้ก็เร่งให้เปิดประตูนี่เอง ไม่ได้ห่วงตูข้าที่อุตส่าห์ยอมเป็นตัวล่อจำเป็นจนตัวเองต้องตะเกียกตะกายหนีตายอยู่ในน้ำนี่เลยสักนิด นางปีศาจลำโพงแตกตัวแม่เอ๊ย! "พ่อ...ช่วยหน่อยค่ะ" เสียงของสาวน้อยมีนาดังขึ้น และเธอกระวีกระวาดยื่นมือมาให้ผมและยังเรียกให้ผู้เป็นพ่อมาช่วยอีกด้วย โอ้...นางฟ้าในหมู่มารชัดๆ เลยแม่คุณ! ในที่สุดมือผมก็แตะขอบสระก่อนที่จะมีมือยื่นมาจับข้อมือของผมแล้วออกแรงฉุด "เร็วเข้า มันตามมาแล้ว!" ลุงมานะและลูกสาวช่วยกันออกแรงดึงผมขึ้นมาบนขอบหนองจนได้ ไม่มีเวลาว่างจะหยุดหอบหายใจให้คลายเหนื่อยเลยแม้แต่วินาทีเดียว ผมรีบหันตัวกลับไปมองข้างหลัง
เป็นจังหวะเดียวกับไอ้มนุษย์ปลิงควายซึ่งหยุดดิ้นทุรนทุรายแล้วลุกขึ้นยืนอยู่ในท่าเตรียมกระโจนข้ามน้ำมา "เร็วหน่อยคุณราเม็ง!" ผมแหกปากเร่ง "ใกล้แล้ว อีกนิดเดียวและผมชื่อราเมศโว้ย!" นายแรมโบ้ราเมศแหกปากตะโกนตอบในขณะที่ไอ้มนุษย์ปลิงเผ่นแผลวเข้าหาขอบหนองแล้วกระโจนลงกลางหนองด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลของมันจนน้ำกระจายเป็นวงกว้าง "มันข้ามมาแล้ว" ลินดากรีดร้องเสียงหลง "ได้แล้วๆ รีบเข้าไปข้างในเลย...เร็วเข้า!" ในที่สุดนายราเมศก็เอื้อนเอ่ยเสียงสวรรค์ชั้นเจ็ดออกมาจนได้ตามด้วยเสียงประตูถูกกระชากเปิดออก แสงไฟสีเหลืองอ่อนล้าโรงแรงแบบเดียวกันเป๊ะกับห้องที่พวกเราเพิ่งจะจากมาสว่างวาบขึ้น "ไปเลยมีนา! ลุงมานะพาเธอไป...เร็วเข้า!" ผมตะโกนไล่สาวน้อยที่ยังละล้าละลังอยู่ข้างหลังผม "มาเร็วเข้าลูก!" ชายวัยเลยกลางคนคว้ามือลูกสาวแล้วดึงไปทันที
เกิดเงาวูบวาบเมื่อทุกคนพากันวิ่งผ่านเข้าประตูไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี เพราะไอ้มนุษย์ปลิงนั่นมันมุดน้ำแล้วมาโผล่ตรงขอบหนองตรงหน้าผมด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ สัญชาตญาณสั่งให้ผมคลำหาปืนที่เอวแบบอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องใช้สมองคิดให้เสียเวลา ไม่ถึงเสี้ยววินาทีต่อมาสองมือที่เป็นมันเลื่อมเคลือบด้วยเมือกลื่นๆ ของมันก็เกาะขอบปูนเอาไว้ มันจะเร็วกว่าแสงไปมั้ยวิ! งวงยืดยึกหยึยของมันโผล่พ้นน้ำขึ้นสบัดไปมาเหมือนพยายามจะหาที่เกาะอย่างน่าขนลุก พริบตานั้นเองที่ร่างครึ่งมนุษย์ของมันทะลึ่งพรวดตามขึ้นมาจากน้ำสู่อากาศห่างจากผมไปไม่ถึงสิบฟุต เหยี่ยวทะเลทรายในมือของผมก็ระเบิดกระสุนให้พุ่งเข้าใส่กลางอกของมันอีกครั้งอย่างทันทีทันใดเช่นกัน 'เปรี้ยง!' ร่างของมนุษย์ปลิงควายกระเด็นถอยหลังกลับไปตกลงในน้ำเสียงดังตูม!
ผมตาลีตาเหลือกหันกลับไปหาประตูอย่างไม่รีรอชมผลงานให้โง่หรอก ออกจะมั่นใจว่าไอ้มนุษย์ปลิงควายนั่นจะยังไงก็คงไม่ยอมตายง่ายๆ เป็นแน่ ตอนนี้ทุกคนที่เหลือก็ผ่านเข้าปนะตูไปเรียบร้อยแล้ว ผมจึงพุ่งเตัวข้าใส่ประตูและผลักให้มันเปิดออกแล้วผลุบเข้าไปอย่างด่วนจี๋อีเมล์จ๋าเพราะยุคนี้แล้วจะมัวพึ่งแต่ไปรษณีย์จ๋าก็คงจะไม่ทันทั้งการและกาล แต่ก่อนที่ผมจะกระแทกบานประตูให้ปิดเข้าที่ได้นั้น ผมยังทันได้เห็นร่างอมนุษย์ตัวนั้นเผ่นโผนโจนทะยานขึ้นจากน้ำและพุ่งลิ่วเข้ามาอีก ใจผมหายวาบรีบเหวี่ยงบานประตูไม้ปิดเข้าที่โครมใหญ่ก่อนจะหันหลังพิงยันเอาไว้อีกที เป็นขณะเดียวกันกับที่มีแรงกระแทกจากอีกฝั่งสะท้อนมาใส่แผ่นหลังของผมจนบานประตูสั่นกราวจนน่ากลัวจะหักเป็นสองท่อนไปในบัดดล แต่แล้วทุกอย่างที่ข้างหลังประตูก็สงบเงียบลง...เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ทุกอย่างสงบนิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนที่ผมยืดตัวขึ้นยืนเต็มสองขาพลางพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ด้วยความโล่งอกที่สามารถหนีรอดจากความสยดสยองสุดระทึกขวัญนั้นมาได้แต่โดยดีมีสวัสดิ์ ครั้นพอเงยหน้าขึ้นมองหาเหล่าผู้ร่วมชะตากรรมที่น่าจะกำลังยืนอกสั่นขวัญระทึกรอผมอยู่ก่อนแล้วนั่น ผมก็ต้องผงะเส้นขากระตุกเผลอใส่เกียร์ดีดตัวถอยได้เองโดยไม่ตั้งใจ...เอาแผ่นหลังกลับไปแปะติดกับบานประตูตามเดิม! "เย้ยยยย!" ผมร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตกใจ ให้ตายสิ... นี่ผมจะต้องตกใจซ้ำซ้อนอะไรขนาดนี้สักกี่ร้อยครั้งฟะเนี่ย! สิ่งที่ผมเห็นก็คือ...
ทุกคนที่ผมเพิ่งจะคุ้นหน้าคุ้นตากำลังยืนเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุกอยู่อย่างแออัดยัดเยียดยังกับปลากระป๋องตราสามแม่วัวในโถงทางเดินแคบๆ ขนาดกว้างราวๆ สักยี่สิบฟุต แต่ความยาวนั้นผมไม่อาจจะประมาณได้ในตอนนี้เพราะมันทอดตัวลึกเข้าไปข้างในไปไกลจนไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นข้างใต้ตึกสองชั้นของพี่ล่ำราเมศ ภายใต้ความสว่างมาจากแสงสีเหลืองมัวๆ จากหลอดไฟแรงเทียนต่ำที่ติดอยู่บนเพดานเป็นระยะๆ ตามทางเดินที่ลึกเข้าไปข้างในนั้น นอกจากนายล่ำราเมศกับยัยลินดาปากตะไกรเรียกพี่นั่น สาวน้อยมีนาและลุงมานะผู้เป็นพ่อของเธอแล้ว แต่ละคนก็ยังมีพวกเขาอีกคนยืนแข็งทื่ออยู่ข้างหลังด้วย!...มาไงฟะเนี่ย! คนที่เพิ่มมาจากไหนก็ไม่รู้นั้นมีหน้าตาเหมือนกับชายหญิงทั้งสี่แบบเป๊ะๆ ไม่มีผิดเพี้ยนยังกับหลุดออกมาจากกระจกเงางั้นแหละ แต่ที่พีคสุดติ่งกระดิ่งแมวก็คือ อีกหนึ่งคนที่ไม่ได้มีคู่เหมือนอย่างใครเขาแต่ก็เข้ามายืนรวมอยู่ในกลุ่มนั่นด้วย...คือร่างสีเงินโปร่งแสงของผู้ชายที่มีใบหน้าของเด็กหนุ่มชื่อเกริกที่เพิ่งจะร่่างแหลกเละตายกลายเป็นศพไปหมาดๆ เมื่อตะกี้เนี๊ยะ...ติดอยู่บนใบหน้านั้นด้วย!
"อะ...อะไรวะนั่น!" ผมพูดปากคอสั่น ทำให้ทุกคนต่างพากันมองมาที่ผมเป็นตาเดียวและพลอยทำหน้าตาเหลอหลาตามๆ กันไปหมดทุกคน เหมือนกับว่าไอ้อาการตื่นตกใจนี้มันเป็นโรคระบาดที่ติดต่อกันทางการมองเห็นและได้ยินอย่างนั้นแหละ "อะไร... อะไรน่ะ!" คุณราเมศถามหน้าตื่นจนหนวดเฟิ้มกระดิกพลางเหลียวมองรอบตัวไปทั่ว ในขณะที่มีนาโผเข้ากอดแขนชายผู้เป็นพ่อที่ยืนเหลียวหน้าเหลียวหลังสลับกับจ้องมาที่หน้าของผมเขม็งอย่างมีคำถามและคำตำหนิไปพร้อมๆ กัน แต่คนที่มีรีแอ็คชั่นแรงสุดซึ่งคุณก็น่าจะรู้ดีว่าเป็นใคร "อีตาบ้า!... อยู่ๆ ก็แหกปากซะดังเลย ตัวอะไรกัดตูดรึไงยะ โอ๊ย! หัวใจจะวายตาย!" ลินดา...เธอจะไม่ยอมพลาดที่จะตวาดแหว๋ใส่ผมสักครั้งเลยชิมิ และแน่นอน...มีรึที่เธอจะปล่อยโอกาสทองนี้หลุดลอยไปง่ายๆ แล้วแขนล่ำของนายราเมศก็หมดสิ้นอิสรภาพไปอีกหนึ่งวาระ...เฮ้อ!
ดูท่าว่าทุกคนในที่นี้นอกจากผมแล้ว ก็ไม่มีใครเห็นร่างก็อปปี้ของพวกเขาที่เพิ่มเข้ามาปะปนนั่นเลยสักคน ในขณะที่ผมมองดูพวกเขาทุกคนที่อยู่ข้างหน้าแสดงอาการตื่นตระหนกตกใจอยู่นั้น ผมก็เห็นสี่คนที่เป็นตัวก็อปปี้นั้นกลับยืนทื่อมะลื่ออยู่แทบจะติดกับหลังของตัวจริงในท่าก้มหน้าเล็กน้อยและตาเหลือกมองบนด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แม้แต่จะกะพริบตาให้เห็นสักครั้งก็ไม่มี ส่วนร่างขาวซีดและโปร่งแสงเกริกก็อปปี้นั้นยืนก้มหน้าเข้าหาผนังและแข็งทื่ออยู่อย่างเดียวดายไร้คู่อยู่เอกา "เอ้า...ว่าไงล่ะคุณ! เป็นอะไรไป?" คุณราเมศขยับเข้ามาแล้วเอามือแตะสะกิดที่แขนของผมเบาๆ พร้อมกันนั้นเองที่ตัวเขาอีกคนก็เดิน เอ่อ...ไม่สิ น่าจะเรียกว่าลอยตามติดประชิดหลังในระยะที่เรียกว่าหายใจรดต้นคอเสียมากกว่า เพราะผมไม่เห็นว่าร่างนั้นจะมีการขยับขาเพื่อก้าวเดินแต่อย่างใด!
"พะ...พวกคุณ ทะ...ทำไม..." ผมพูดตะกุกตะกักพลางชี้มือไปยังคนที่เพิ่มขึ้นมาพวกนั้นก่อนจะมาหยุดที่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา คุณราเมศมองหน้าผมพร้อมกับผูกหัวคิ้วเข้าหากันท่าทางฉงนฉงายเบอร์แรงมาก "ทำไม...มีอะไร เป็นอะไรของคุณ!?" เขาถามพร้อมหันไปมองตามที่ผมชี้นิ้ว ในขณะที่คนอื่นที่เหลือต่างพากันเหลียวหน้าเหลียวหลังกันเลิกลั่ก "พะ...พวกเขา มะ...มาจากไหน แล้วทำไม...เกริกถึงมาอยู่ที่นี่ ก็เขาเพิ่ง..." ผมยังไม่หายตื่นตกใจไปได้ง่ายๆ แต่ก็พยายามพูดปากคอสั่นและกลายเป็นคนติดอ่างเฉียบพลันออกมาแบบกระท่อนกระแท่นจนได้
ทันทีที่ผมพูดชื่อเด็กหนุ่มที่กำลังยืนชมผนังห้องยู่ตรงนั้นออกมาจากปาก ร่างก็อปปี้เกริกก็ค่อยๆ หันหน้าอันขาวซีดมาพร้อมกับดวงตาแดงฉานแลัแข็งกร้าวจ้องเป๋งมาที่ผมราวกับเคียดแค้นแน่นอกมาแต่ชาติปางไหนก็ไม่รู้ และก็จ้องอยู่อย่างนั้นไม่ยอมละสายตาไปไหนจนเป็นผมเองที่ต้องเป็นฝ่ายเบนสายตาหลบมาหาใบหน้าของคุณราเมศแทน เชี่ย! ไม่น่าไปทักแม่งเลยกรู...ผมคิดด้วยความหวาดผวา แต่ก็ยังต้องมาเจอเข้ากับราเมศก็อปปี้เข้าอีกจนได้สิน่า "คุณพูดอะไรน่ะ พวกเราก็มีกันอยู่แค่ห้าคนนะ ส่วนเจ้าเกริก...เอ่อ คุณก็เห็นนี่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน" เขาหน้าสลดลงเมื่อหันกลับมาจ้องหน้าผมอีกครั้ง ทีนี้ก็ต้องกลายเป็นผมเองที่เป็นฝ่ายผูกโบรักสัดำจนหางคิ้วชี้เด่ขึ้นฟ้า จ้องหน้าเขาสลับกับมองไปที่ร่างที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ที่ด้านหลังของเขา แล้วขนแขนของผมสแตนอัพขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อสติเริ่มจะกลับมาและสายตาถูกปรับให้เข้ากับแสงสว่างจากดวงไฟแรงเทียนต่ำได้เต็มที่แล้ว รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็ปรากฎเด่นชัดขึ้น ใบหน้าของคนที่ยืนก้มหน้าน้อยๆ อยู่ข้างหลังคุณราเมศนั่น นอกจากผิวเนื้อที่กลายเป็นสีออกเทาๆ อมเขียวจางๆ แล้ว ทุกอย่างของเขาดูเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่ไฝเม็ดเป้งที่หัวคิ้วซ้ายเม็ดนั้นและรอยแผลเป็นเล็กๆ ตรงลูกคางด้านขวา มันก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกันเป๊ะ พนันได้เลยว่าแม้แต่เซียนเกมแนวดิฟเฟอเรนซ์ออปเจ็คที่เก่งที่สุดก็ไม่สามารถมองหาความแตกต่างเจอได้อย่างแน่นอน ผมคงพินิจพิจารณารูปลักษณ์ของเขานานไปหน่อย จนอาจทำให้นายราเมศก็อปปี้เกิดไม่พอใจขึ้นมารึเปล่าก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าร่างนั้นขยับยกมุมปากทั้งสองข้างขึ้นแล้วแสยะยิ้มส่งมาให้พร้อมกับดวงตาแดงก่ำเหมือนย้อมด้วยเลือดจนแดงฉานและเหลือกขึ้นอย่างน่าขนหัวลุก จ้องเขม็งเข้ามาในวิญญาณของผม...ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างเจิดจ้าฉายวาบขึ้นจนดวงตาของผมพร่าพราย!
ในห้วงมโนสำนึกที่มีแต่ความว่างเปล่าสีเทาหม่นมัว กลุ่มควันหนาแน่นสีเทาเข้มระเบิดตัวเองออกมาจากรอบๆ ตัวของผมอย่างรุนแรงและกระจายตัวเป็นวงกว้างไปทั่วทุกทิศทาง แล้วจู่ๆ กลุ่มควันนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวช้าลง ช้าลงเรื่อยๆ เหมือนภาพสโลโมชั่นก่อนที่จะหยุดนิ่งไปเหมือนมีคนกดปุ่มพอสเอาไว้ ไม่ถึงอึดในต่อมากึเปลี่ยนมากดปุ่มรีเวิร์สให้ทุกอย่างจะเกิดกระบวนการย้อนกลับ กลุ่มควันประหลาดนั้นหดตัวลงและเข้าชำแรกแทรกผ่านเข้าสู่เนื้อหนังของผมอย่างรวดเร็ว มันแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายและทะลุทะลวงเข้าไปถึงไขกระดูกจนหมดสิ้นทุกอณู ผมรู้สึกได้ถึงก้อนอะไรบางอย่างกำลังหมุนคว้างอยู่ที่กลางอกและมันก็บีบอัดตัวเองให้มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนเหลือขนาดเท่ากำปั้น และในที่สุด ก้อนที่ว่านั้นก็เปล่งรัศมีสีขาวเจิดจ้าออกมาก่อนที่จะดับวูบลงไปเหมือนกับเปลวเทียนสิ้นเชื้อ...ก่อนที่ผมจะรู้สึกวูบดิ่งลงเบื้องล่างอย่างฉับพลันทันใด
ผมตะลึงนิ่งงันตัวชาวาบอยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ จนกระทั่งมีมือมาแตะที่ไหล่พร้อมกับเสียงของคุณราเมศที่ดังขึ้นมาจากที่ที่ไกลแสนไกล "...คุณ เป็นอะไรไปน่ะ เฮ้ย... ไอ้คุณโนเนม ได้ยินมั้ยเนี่ย!" ก่อนที่จะรับรู้ถึงแรงกระทบของฝ่ามือที่ตบลงบนไหล่ทั้งสองข้าง จากเบาๆ แล้วค่อยๆ แรงขึ้นจนกระทั่งทำให้ผมหลุดจากห้วงภวังค์อันประหลาดล้ำนั้นออกมาและดึงสายตาออกจากการสบตากับร่างก็อปปี้ราเมศนั่นได้ ผมสะบัดหน้าพร้อมกะพริบตาถี่ๆ ขับไล่ความมึนงงอยู่เป็นครู่ เมื่อมองกลับไปในกลุ่มพวกเขาก็พบว่า ร่างก็อปปี้ของคนทั้งหมดนั่น...หายไปไหนกันหมดแล้ว!
ผมหันกลับมามองหน้าคุณราเมศที่จ้องหน้าผมด้วยสีหน้าวิตกกังวลอยู่พลางกะพริบตาปริบๆ "เป็นอะไรไป" เขาถามย้ำ แต่ผมกลับคิดหาคำตอบให้เขาไม่ได้ขึ้นมาซะเฉยๆ คำที่ต้องการจะพูดมันติดค้างเติ่งอยู่ที่คอหอย "ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นคะคุณราเมศ คงไม่ใช่ว่าอีตานั่นตกใจกลัวจนสติแตกไปแล้วหรอกใช่ไหม" เสียงแหลมเปี๊ยบที่แสนจะระคายรูหูของลินดาพูดแขวะขึ้นพร้อมกับสองมือที่สอดเข้ามาคล้องแขนล่ำของพ่อหนุ่มใหญุ่หนวดเฟิ้ม นายแรมโบ้ราเมศราเมศก้มมองดูแขนตัวเองแล้วทำหน้าเหนื่อยหน่าย มองบนและแอบถอนใจเบาๆ ก่อนจะตอบโดยไม่ได้หันไปมองเธอ "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า...ลิน" ออกจะชัดเจนเลยว่าเป็นการตอบอย่างเสียไม่ได้ ผมแอบจับสังเกตได้ว่าน้ำเสียงที่ตอบไปนั้นมีความละเหี่ยเพลียใจและรำไยมากแฝงอยู่ไม่น้อย
"ว๊าาาา..." เธอทำเสียงเหมือนผิดหวังอย่างแรง "แล้วตกลงว่าไงคะ จะเอายังไงกันต่อ" เธอยังคงถามเจ๊าะแจ๊ะต่อไปอีก และดูเหมือนจะพยายามตั้งใจเพิ่มแรงกอดรัดแขนล่ำให้แนบแน่นขึ้นอีกจนขนมนมเนยของเธอบดเบียดเสียดสีกับต้นแขนของเขาจนน่าเสียวสยิวแทน ดูเธอจะไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของผมกับคุณราเมศที่กำลังพยายามจะหาทางตัดบทการสนทนากับเธอเลยสักนิดเดียว "เอ้า...ว่าไงล่ะคุณ นี่ใจคอจะยืนบื้อรอสู่สุขติอยู่อย่างนี้ไปตลอดชีวิตเลยรึไง" คุณราเมศถามด้วยน้ำเสียงกระด้างขึ้นเล็กน้อย ป้าดดดดด!...ปากร้ายไม่เบานะเราเนี่ย...หงุดหงิดกับยัยสก๊อยมือปลาหมึกแต่ไหงเอาความเหงามาลงที่ฉันซะได้ล่ะเนี่ย...อีตาแรมโบ้
"ปละ...เปล่า ไม่มีอะไรหรอก" ผมตอบพร้อมกับส่ายหน้าทำตาปริบๆ ส่งให้เขา ตัดสินใจที่จะหุบปากไม่พูดถึงสิ่งที่ผมเพิ่งจะได้เห็นเต็มสองตาไปหมาดๆ นั่นน่าจะดีกว่า เพราะไม่อยากทำให้พวกเขาแตกตื่นตกใจและขวัญเสียไปมากกว่านี้โดยเฉพาะยัยลินดาจอมโวยวายนั่นด้วยแล้ว การหุบปากเงียบน่าจะเป็นวิธีการถนอมแก้วหูของผมเองอย่างดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย อีกอย่าง...ความตายของชายเกริกมันก็เป็นอะไรที่เขย่าขวัญสั่นประสาพวกเราทุกคนที่เหลืออยู่จนเกินรับไหวไปหลายกิโลกรัมกันแล้ว แต่ก็นะ...ผมก็อดที่จะถามตัวเองต่อไปไม่ได้ว่า...สายตาของผมต้องมีปัญหาหนักเบอร์ไหนถึงได้มองเห็นอะไรแปลกๆ ที่คนอื่นๆ มองไม่เห็นได้อย่างนั้น คิดไปคิดมาก็ให้เสียวสันหลังวาบขึ้นมาจนขนต้นคอฟูฟ่อง ไม่รู้ว่าข้างหลังของตัวเองจะมีผมอีกคนที่ไม่มีใครมองเห็น กำลังยืนจ้องท้ายทอยคุมเชิงอยู่แบบเดียวกับพวกนั้นด้วยหรือเปล่าหนอ...คุณหมอสงสัย!
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 26
Comments