แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าผลโหวตจะออกมาเกือบจะเป็นเอกฉันท์อย่างนี้ นอกจากยัยลินดาปากตะไกรที่เอาแต่ทำท่าทางกระเง้ากระงอดจนหน้าตูม ยืนกอดอกและไม่ยอมยกมือขึ้นแล้ว นอกนั้นต่างก็พากันชูมือขึ้นสู่ฟ้ากันสลอนเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอ้เจ้าเกริก...เด็กหนุ่มหน้าปรุที่คอยแต่จะขยันทำสีหน้าประหลาดๆ ใส่ยัยลินดาให้ผมได้บังเอิญเห็นตั้งหลายครั้ง ทั้งยังเอาแต่นั่งเป่าสากไม่พูดไม่จาก้มหน้านิ่งเสมือนเข้าสู่ห้วงสุขานิทรารมย์ไปแล้ว กลับรีบเงยหน้าขึ้นมายกมือโหวตเป็นคนแรกเลยทีเดียว ราวกับว่าเขาตั้งตารอคอยซีนนี้มาทั้งชีวิตงั้นแหละ ทำเอาทุกคนในห้องถึงกับต้องหันไปมองเขาเป็นตาเดียวโดยไม่ได้นัดหมายด้วยความประหลาดใจ "ผมก็แค่...อยากออกไปจากที่นี่...เอ่อ...อ่ะครับ" เขาย่นคอพูดอ้อมแอ้ม ยิ้มแหยๆ พร้อมกับลดมือลงอย่างช้าๆ มองดูคนอื่นๆ รวมทั้งผมด้วยอาการเขินอายจนหน้าสิวเขอะของเขาแดงเถือกเป็นตูดลิงกัง แล้วทำตัวลีบหดกลับลงไปนั่งจ้องพื้นห้องของเขาต่อไป
ราวสิบห้านาทีต่อมา พวกเราทุกคนก็พากันออกจากห้องมาเดินเกาะกลุ่มอยู่ในทางเดินมืดตึ๊ดตื๋อนี่เสียแล้ว มันเป็นเวรกรรมอะไรของผมก็ไม่รู้ที่เกิดจะดันใช้เหยี่ยวทะเลทรายนี่เป็นอยู่คนเดียว จนทำให้ผมต้องกลายเป็นคนที่ถือปืนพร้อมส่องไฟฉายเดินนำหน้าอย่างนี้ แถมยังมียัยลินดาปากกรรไกรที่ตอนนี้ยอมสงบปากสงบคำแล้วมาเกาะติดหนึบอยู่กับชายเสื้อเชิ้ตด้านหลังของผมแจแทน อย่างกับปลิงยักษ์ตัวเมียที่รักการกวนประสาทเป็นชีวิตจิตใจ ถัดไปก็คือสองพ่อลูก มีนาที่ประคองคู่ตามมากับลุงมานะ เอาจริงๆ นะ พูดชื่อสองพ่อลูกนี้ทีไรผมก็นึกถึงวิชาภาษาไทยตอนป.1 ทุกทีเลยสิน่ะ...พับผ่า! แต่ก็นะ...สองคนนี้ดูจะเป็นคนที่มีสติสตังครบถ้วนที่สุดแล้วในกลุ่มของพวกเรา
ตามด้วยเจ้าเกริก หนุ่มวัยรุ่นผู้เงียบขรึมหัวเกรียนและหน้าปรุ ไม่รู้ว่าผมคิดมากไปรึเปล่านะ ผมคิดว่าผมเห็นสีหน้าแสดงความพอใจฉายวาบขึ้นบนใบหน้าของเขาเมื่อตอนที่ผมจัดขบวนและบอกให้เขาอยู่ใกล้คุณราเมศเข้าไว้ ปิดท้ายขบวนด้วยคุณราเมศผู้รับบทผู้ถือปืนบาเร็ตต้ากระบอกเล็กที่ดูยังไงก็ไม่สมกับความถึกบึกบึนบิ๊กไบค์ไซส์แรมโบ้ของเขาเลยสักนิดคุ้มกันหลังอยู่รั้งท้าย แต่กว่าที่เขาจะเกลี้ยกล่อมให้ยัยลินดาจอมเกาะหนึบยอมปล่อยแขนของเขาเพื่อมาเกาะชายเสื้อของผมแทนได้ก็เล่นเอาเปลืองน้ำลายกันไปหลายกระบวยอยู่เหมือนกัน ว่าแต่ไอ้ปืนกระจิ๋วหลิวนั่นมันจะช่วยอะไรพวกเราได้สักกี่มากน้อยกันนะ นี่ขนาดผมถือเหยี่ยวทะเลทรายกระบอกเบ้อเริ่มเทิ่มออกอย่างนี้ ผมยังไม่ค่อยจะมั่นใจเลยว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ มันจะเอาอยู่รึเปล่าฟะเนี่ย
แสงไฟฉายในมือของผมสาดไปตามทางเดินเบื้องหน้า พาขบวนผู้อพยพเดินฝ่าความมืดตรงไปยังจุดที่ประตูบานนั้นตั้งอยู่ ในหัวก็คิดไปต่างๆ นานา กลัวว่าจะมีอะไรที่ไม่พึงประสงค์โผล่พรวดออกมาจากความมืดตรงไหนสักตรง เพื่อมาลากพวกเราคนใดคนหนึ่งไปแหวกอกควักไส้กิน หรือจะมีอะไรรออยู่หลังประตูประหลาดนั่นกันนะ และประตูนั่นจะพาพวกเราออกไปจากที่นี่จริงหรือ แล้วถ้านั่นมันไม่ใช่ทางที่จะพาพวกเราออกไปล่ะ แล้วแทนที่มันจะพาเราขึ้นไปแต่กลับพาดิ่งลงไปลึกยิ่งกว่านี้...พวกเราจะเป็นยังไงล่ะที่นี้ ไม่รู้ว่าการสัณนิษฐานของลุงมานะนั้นมันจะเป็นไปได้หรือเปล่า แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าหากพวกเราไม่สามารถจะหาทางกลับขึ้นไปข้างบนได้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ที่เรากำลังเดินดุ่มๆ กันอยู่นี้จะเป็นชั้นข้างใต้ตึกจริงหรือไม่ เพราะนี่เราก็เดินกันมาเกือบจะสิบนาทีแล้ว ถ้ามันเป็นใต้ตึกจริงๆ อย่างน้อยตอนนี้เราก็ควรที่จะเห็นประตูบานนั้นได้แล้วสิ ก็ตึกนี่มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรขนาดนั้นสักหน่อย... ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ผมเวิ่นเว้อหนักขึ้นทุกที
ผมแน่ใจว่าตอนที่ออกมาตามหาเจ้าบรู๊คนั้นมันไม่ได้ใช้เวลาเดินนานขนาดนี้เลยนี่นา แต่ดูตอนนี้สิ...เท่าที่เห็นสภาพแวดล้อมในแสงไฟฉายก็คือพื้นคอนกรีตราบเรียบที่ทอดตัวยืดยาวเข้าไปในความมืดเบื้องหน้าและกำแพงตันๆ ที่ขนาบสองข้างทางจนทำให้ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุดเท่านั้น "เมื่อไหร่จะเจอประตูที่ว่านั่นซะทีล่ะนาย นี่พวกเราก็เดินกันมาตั้งนานแล้วนะ" อยู่ๆ ลินดาก็กระตุกชายเสื้อผมค่อนข้างแรงก่อนจะพูดขึ้น "จะไปรู้ไหมล่ะ ก็เดินมาด้วยกันเนี่ย อย่าบ่นนักเลยน่า" ผมตอบ พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้แสดงออกว่ากำลังหงุดหงิดและรำไยยัยนี่อย่างปริ่มแปร้จะแย่อยู่แล้ว "ข้างหน้าไม่เห็นอะไรเลยเหรอ" เสียงคุณราเมศถามมาจากด้านหลัง "อือ ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากกำแพงคอนกรีต แต่ผมว่ามันไม่น่าจะไกลขนาดนี้นะ" ผมตอบด้วยความที่ชักจะไม่แน่ใจว่าประตูที่เคยเห็นนั่นมันมีอยู่จริงหรือเป็นแค่ภาพหลอนกันแน่เสียแล้ว "คุณแน่ใจเหรอว่าที่นี่มันคือใต้ตึกของคุณน่ะ" ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกไม่สบายใจที่ก่อตัวขึ้นมาพลางเหลียวกลับไปมองคนที่ตามมาข้างหลังในขณะที่สองเท้ายังเดินไปข้างหน้าอยู่
"ผมบอกแล้วไงว่าผมก็ไม่รู้ แต่จะให้คิดเป็นอย่างอื่นได้อีกเหรอ อย่าลืมสิว่าพวกเราหล่นลงมาจากบนนู้นนะ ถ้าไม่อยู่ใต้ตึกแล้วจะให้คิดว่าเป็นที่ไหนได้อีกเหร..." คุณราเมศพูดไม่ทันจบ ยัยปากกรรไกรลินดาก็ขัดคอด้วยการอุทานขึ้นเสียงดัง "นั่นมันอะไรน่ะ!" เธอทำตาเบิกโพลงพร้อมกับชี้นิ้วไปยังทางเดินข้างหน้า ผมหันขวับกลับไปทันที "ระวัง!" เป็นเสียงของลุงมานะที่ร้องเตือนขึ้นดังลั่นพร้อมกับมีมือมาคว้าปกคอเสื้อเชิ้ตของผมเอาไว้อย่างรวดเร็วแล้วออกแรงกระชากจนผมหงายเงิบไปข้างหลัง ชนเข้ากับลินดาก่อนที่จะพาเธอลงไปกองนอนหงายทับกันอยู่บนพื้น พร้อมกับที่ปืนที่ถืออยู่กระเด็นหลุดมือไปกระทบผนังด้านขวาแล้วหล่นแป้กไปกองนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่กระบอกไฟฉายยังถูกกำแน่นเหมือนติดกาวตราช้างเอาไว้อยู่ในมืออีกข้างและชี้ลำแสงตรงไปข้างหน้า
ห่างจากปลายเท้าของผมไปไม่ถึงฟุต ทางเดินคอนกรีตอันตรธานหายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ กลายเป็นแอ่งที่ยุบตัวลงอย่างกะทันหันและมีน้ำขุ่นขลักทะลักท่วมขึ้นมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของมัน เท่าที่ดูอยู่ตรงนี้มันก็น่าจะลึกเอาเรื่องเลยทีเดียว ประมาณว่าถ้าเกิดเผลอเดินทะเล่อทะล่าตกลงไปล่ะก็ ต้องมีอะไรสักอย่างในร่างกายที่จะต้องหักกันบ้างล่ะ ไม่แขนขาก็คอนี่แหละ สาบานได้ว่าตอนที่ผมส่องไฟไปก่อนหน้านี้มันไม่ได้มีร่องรอยที่จะบอกว่าข้างหน้ามีหลุมที่เป็นแอ่งยุบแบบนี้ให้เห็นเลยแม้แต่รอยปูนกระเทาะ แต่ตอนนี้มันเกิดจะมีแอ่งน้ำขึ้นมาดื้อๆ ซะงั้น ไม่สิ...มันใหญ่กว่านั้น ควรจะเรียกมันว่าหนองน้ำเลยก็น่าจะได้ และตอนนี้ น้ำที่ทะลักขึ้นมานั้นก็เพิ่มระดับสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนเต็มเกือบเสมอขอบทางเดินแล้ว แต่ก็นะ ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็เถอะ มันก็ยังถูกขนาบข้างด้วยผนังคอนกรีตอยู่ดี
ที่ด้านไกลสุดของแอ่งนั้นเองที่แสงไฟฉายในมือของผมสาดไปกระทบ ประตูสีขาวแบบลูกบิดตั้งตระหง่านให้เห็นเด่นตาสง่าอยู่ มีหมายเลข -59 สีเงินสะท้อนแสงวาววับติดอยู่ตรงกลางบาน "โอ๊ย! นอนทับอยู่ได้...ลุกขึ้นซะทีสิยะ ตัวหนักยังกับวัวกับควาย ฉันไม่ใช่กล้วยปิ้งนะ อิตาบ้า!" เสียงยัยลินดาตะแว๊ดตะแหว๋อยู่ที่ข้างหูพร้อมกับประเคนฝ่ามืออรหันต์พยายามผลักไสและทั้งตบทั้งตีลงบนตัวผม ผมรีบตะเกียกตะกายพาตัวเองลุกออกจากการหงายเงิบอยู่บนตัวเธออันเป็นผลจากแรงกระชากของลุงมานะ "ทับลงมาได้ ไอ้บ้า อู๊ยยยย ซี่โครงฉันควรจะหักกี่ซี่ดีล่ะเนี่ย!" หญิงสาวปากร้ายบ่นพึมพำกระปอดกระแปดขณะยันร่างลุกขึ้นโดยมีมีนาช่วยประคอง "ปากยังกับตะไกรติดเทอร์โบอย่างนี้ทำไมไม่แบนติดพื้นไปซะให้รู้แล้วรู้รอดนะ" ผมอดไม่ได้ที่จะตอบโต้ขณะที่ตามไปก้มเก็บปืนขึ้นมาซุกไว้ในซองปืนก่อนจะลุกยืนขึ้น พร้อมๆ กับลินดา เธอฟาดสายตาขวางเขียวปั๊ดอย่างขุ่นเคืองใส่ผมอีกหนึ่งดอกและกำลังอ้าปากแยกเขี้ยวเตรียมพร้อมที่จะฉีกผมให้เป็นชิ้นๆ และผมก็คงจะเหวอะหวะเละเทะไปแล้วถ้าคุณราเมศไม่ชิงพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน "แอ่งน้ำนี่มันมายังไงล่ะเนี่ย!"
นั่นน่ะสิ...มันมาได้ยังไง ผมสาบานอย่างจริงจังได้เลยว่ามองไม่เห็นสักนิดว่าพื้นคอนกรีตมันหายไปตอนไหน ทั้งที่สองตาของผมก็จับจ้องมองทางอยู่ตลอดเวลาแทบจะไม่กะพริบเลยด้วยซ้ำ "ประตูนั่น" มีนาพูดพรเอมกับขี้นิ้ว "ใช่ประตูที่ว่าไหมคะ... นั่นเป็นทางออกของเราใช่ไหมคะพ่อ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและมีความคาดหวัง "ก็น่าจะใช่แล้วล่ะ แต่ว่า..." ลุงมานะพูดอย่างคนกำลังใช้ความคิด "แต่อะไรคะพ่อ" มีนาถาม "เราจะข้ามไปฝั่งนู้นได้ยังไงน่ะสิ ท่าทางหลุมนี่จะลึกเอาเรื่องอยู๋นา" ชายวัยเลยกลางคนพูดด้วยสีหน้าที่แสดงความหนักใจ "อย่าบอกนะว่าจะต้องว่ายน้ำข้ามไปน่ะ ยี้...ไม่เอาหรอก น้ำสกปรกแบบนั้น" ลินดาทำท่ารังเกียจรังงอนจนน่าหมั่นไส้
"แต่ผมคิดว่าเราควรจะรีบว่ายน้ำข้ามไปกันนะฮะ ที่นี่มันไม่น่าอยู่เลย หรือพี่ลินอยากจะติดอยู่ที่นี่ต่อล่ะฮะ" คราวนี้เจ้าเด็กหนุ่มหัวเกรียนยอมทิ้งมาดเงียบขรึมมาเปิดปากออกความเห็นแฮะ แต่ไม่รู้ว่าผมจะคิดไปเองอีกแล้วมั้ยหว่า ว่าเขาแค่จงใจพูดแขวะยัยปากตะไกรซะมากกว่าจะพูดจริงจังหรือเปล่า แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็คิดว่าที่เจ้าเด็กนั่นพูดมามันเป็นความคิดที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับตอนนี้แล้ว "ถ้ามันจำเป็นเราก็คงต้องทำอย่างนั้นแหละ ใครไม่ไปก็ปล่อยให้นอนบ่นจนแห้งเหี่ยวอยู่ที่นี่คนเดียวไปก็แล้วกัน" ผมเหน็บก่อนจะมองหน้าเด็กหนุ่มที่ก็มองมาที่ผมแล้วอมยิ้มน้อยๆ แถมยักคิ้วให้มาด้วย...หึหึ ถูกใจล่ะสิท่า แต่ก่อนที่สงครามน้ำลายจะปะทุขึ้นมาอีกคำรบ คุณราเมศก็เข้ามาทำหน้าที่ขัดตาทัพอีกตามเคย "แซะกันอีกแล้วคู่นี้ มันใช่เวลามั้ยเนี่ย" เขาทำหน้าดุเสียงเข้มพร้อมกับเอาตัวเข้าขวาง ผมจึงหันหน้าหนีไปจากดวงตาเขียวปั้ดที่จ้องมาอย่่างนางเสือร้ายที่หมายจะกระโจนเข้าฟัดคู่แค้นแสนรักอยู่ทุกวินาที
ลุงมานะขยับเข้าไปชะโงกดูหนองน้ำประหลาดใกล้ๆ "ไม่มีทางอื่นให้เลือกหรอก เราต้องไปที่ประตูบานนั้นให้ได้" เขาพูด "นี่เราต้องว่ายน้ำไปกันจริงๆ หรือคะ" มีนาขยับเข้าไปเกาะแขนผู้เป็นพ่อพลางถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงความไม่สบายใจ "ก็คงต้องอย่างนั้นล่ะลูก เราไม่..." ชายสูงวัยพูดไม่ทันจบประโยค ลินดาก็โวยวายทะลุกลางปล้องขึ้นมาอีก "ไม่เอานะ ฉันจะไม่ลงไปดำผุดดำว่ายในน้ำนี่เป็นอันขาด!" เสียงแปร๋นๆ ของเธอทำให้หัวของผมปะทุประกายจนไฟลุกพรึ่บขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "แล้วคุณมีทางอื่นให้เลือกอีกไหมล่ะ เลิกโวยวายซะทีเถอะ น่ารำคาญ!" ผมเผลอตัวตะคอกใส่เธอเสียงดังลั่น ทีแรกผมคิดว่าจะถูกโต้ตอบกลับมาด้วยสารพันคำด่าเผ็ดๆ ร้อนๆ แสบๆ คันๆ เสียอีก แต่ที่ไหนได้ ลินดาจ้องหน้าผมด้วยดวงตากลมสั่นระริกและปริ่มน้ำก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมา เล่นเอาผมหน้าเหวอเหลอหลาและชาดิกเพราะความรู้สึกผิดมันผุดขึ้นมาตบหน้าฉาดเบ้อเร่อ
"นะ...นี่คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย!" ผมละล่ำละลักถามด้วยความตกใจ แล้วมือใหญ่แข็งแรงก็ตะบบเข้าที่ไหล่ของผมแล้วกระชากอย่างแรงจนผมผงะเซถอยไปชนเข้ากับผนังคอนกรีตดังอั้ก "นายทำเธอกลัวแล้วนะ!" คุณราเมศตะคอกใส่หน้าผมอย่างดุดันแบบไม่ได้ทันตั้งตัว เขาเงื้อหมัดขึ้นสูงเตรียมจะซัดมาที่ปลายคางของผม ท่ามกลางเสียงเอะอะด้วยความตกใจของสามคนที่เหลือที่พากันร้องห้ามอุตลุดจนเสียงหลง ลุงมานะรีบคว้าแขนของคุณราเมศเอาไว้อย่างคล่องแคล่ว ดูไม่เหมือนรีแอ็คชั่นที่เกิดจากชายวัยเกือบหกสิบตัวเล็กๆ อย่างเขาเลย "ใจเย็นกันหน่อยได้มั้ย!" ชายร่างเล็กตวาดเสียงลั่น "นี่ไม่ใช่เวลามาไฟ่ท์กันนะคุณราเมศ...คุณก็ด้วย ใจร่มๆ ลงหน่อย" เขาหันมาทำหน้าดุดันใส่ผม แต่ก่อนทุกคนจะได้เริ่มเคลียร์ข้อพิพาทกัน อยู่ดีๆ เจ้าเด็กเกริกก็ร้องเอะอะเสียงดังลั่นขึ้นมาซะอีกคน เมื่อทุกคนหันขวับไปมองก็พบว่าหน้าสิวปรุของเด็กหนุ่มกำลังแสดงอาการตื่นกลัวเต็มคาราเบล และมือที่สั่นระริกของเขากำลังชี้ตรงไปที่แอ่งน้ำ "อะไรอีกล่ะ!" คุณราเมศถามเสียงตื่น ก่อนที่พวกเราทุกคนจะหันกลับไปวาดแสงไฟฉายทุกดวงที่มีไปที่กลางหนองน้ำแทบจะพร้อมเพรียงกัน
อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตสีดำเมื่อมโผล่ขึ้นมาจากตรงกลางหนองน้ำประหลาดนั่น รูปร่างของมันเหมือนงวงช้างที่ชูขึ้นเหนือน้ำและยืดๆ หดๆ ไขว่คว้าหาที่เกาะอยู่ในอากาศ จากส่วนปลายเรียวเล็กแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นที่ตรงส่วนโคน และมันก็กำลังขยับเหินน้ำเข้ามาใกล้กับขอบหนองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ส่วนที่อยู่ใต้น้ำของมันจะโผล่ตามขึ้นมาเป็นร่างกายทะมึนของมนุษย์เพศชายที่ตัวสูงใหญ่และล่ำบึ๊กยังกับนักกล้ามโอลิมปิก ขนาดตัวน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับแรมโบ้ราเมศของเราได้สบายๆ เอ่อ...หมายถึง ถ้านายนั่นจะอยากลงไปฟัดกับมันน่ะนะ ผิวหนังดูเป็นเมือกลื่นๆ มันปลาบสีเขียวขี้ม้าเข้มจนเกือบดำ ปลายลำที่ยาวเรียวยืดออกมาแบบเดียวกับคอของไดโนเสาคอยาว เพียงแต่การตวัดหวัดไหวของมัน ดูไปก็คล้ายกับการเคลื่อนไหวของทากหรือปลิงดูดเลือดตัวมหึมาเสียมากกว่า ส่วนปลายสุดเป็นปากดูดรูปทรงกลมที่มีเขี้ยวคมเป็นวงๆ อยู่ภายใน ดวงตาของมันเหมือนตาของหอยทากยื่นและยืดออกมาจากส่วนที่ควรจะเป็นท้ายทอยของมนุษย์ปกติ แต่นี่มันไม่ปกติไง ถึงได้ดูแล้วน่าเกลียดน่ากลัวได้ถึงปานนี้ พวกเราทุกคนต่างพร้อมใจกันถอยกรูดออกห่างจากขอบแอ่งโดยไม่ได้นัดหมาย
เสียงกรีดร้องสุดคอหอยจนแตกพร่าดังขึ้นอีกครั้งจากทางด้านหลังของผม คราวนี้มันเป็นเสียงกรีดร้องที่เสียดแทงรูหูเข้าไปถึงแกนสมองเลยทีเดียว ทำเอาผมถึงกับสะดุ้งผวาจนตัวโยน รีบหันกลับไปมองที่มาของเสียงก็พบว่าเจ้าของเสียงแหกปากจะเป็นจะตายเสียให้ได้นั้นก็คือไอ้เจ้าเด็กเกริกนั่นเอง เด็กหนุ่มล้มตัวลงบนพื้นและกำลังกระเสือกกระสนถอยหนีด้วยอาการหวาดกลัวสุดขีด ตาของเขาเบิกกว้างและจ้องมองไปยังเบื้องหลังของผม
แน่นอนว่า...สิ่งที่ทำให้เขาเกิดอาการหวาดกลัวจนขาอ่อนแรงและพยายามถอยหนีอยู่นั้นก็คือไอ้มนุษย์ปลิงยักษ์ที่เพิ่งปรากฏตัวออกมานั่นอย่างไม่ต้องสงสัย ดูจากอากัปกิริยาแบบสุดขั้วของเขาที่แสดงออกมาแล้ว ผมก็เกิดกลัวขึ้นมาจับใจว่าไอ้เจ้าเด็กนี่อาจจะเกิดหัวใจวายขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่งก็เป็นได้ ดูเขากลัวเป็นจริงเป็นจังเอาเสียเหลือเกิน "เกริก! เกริก...ใจเย็นๆก่อน!" นายราเมศโผเข้าไปจับไหล่เขย่าพยายามตะโกนเรียกสติเด็กหนุ่มแต่ก็ดูจะไม่เป็นผลเลยสักนิดเดียว "ว๊าย! มันขึ้นมาแล้วนะคุณ...ระวัง!" เสียงมีนาร้องเตือนขึ้น ผมรีบหันขวับกลับไปมองก็เห็นว่าเจ้ามนุษย์ปลิงควายนั่นไต่ขึ้นมายืนจังก้าขอบหนองน้ำและมันยืดลำคอยาวเรียวออกมาข้างหน้าและเกือบจะถึงตัวผมอยู่แล้ว ไม่ทันทีผมจะได้ทันตั้งตัวใดๆ ร่างของผมก็ถูกกระชากจากทางด้านหลังอย่างแรงจนหงายหลังผึงและล้มระเนระนาดอีกแล้ว!
ส่วนปลายสุดของงวงขนาดใหญ่ตวัดไปมาอย่างไร้ทิศทางแล้วพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว โดยที่เป้าหมายของมันก็อยู่ตรงที่ผมเพิ่งจะยืนงงอยู่ตรงนั้นเมื่อไม่ถึงอึดใจก่อนหน้านี้แบบตรงเป้าเป๊ะเว่อร์! ผมคงต้องกรรรรรรราบรั่นริ้นรัวๆ ร.เรือล้านตัว ขอบพระคุณลุงมานะที่เป็นคนกระชากจนหงายหลังเป็นรอบที่สองแล้วในคืนนี้ และในครั้งนี้เขาก็เพิ่งจะช่วยชีวิตผมเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดเสียด้วยสิ เจ้างวงยืดยาวนั่นหดตัวกลับไปหาส่วนลำตัวตามเดิมพร้อมกับเศษแผ่นพื้นคอนกรีตก้อนเบ้อเริ่มตรงที่เท้าของผมเคยยืนอยู่ติดปากดูดของมันกลับไปด้วย ทำให้พื้นตรงนั้นกลายเป็นรูโบ๋ขนาดเอาหัวมุดลงไปได้เลย ไม่อยากจะคิดว่าจะเป็นยังไงถ้ายังขืนยืนซื่อเบื้ออยู่ตรงนั้นต่อไปอีกเพียงเสื้ยววินาที
ก่อนที่ผมหรือคนอื่นๆ จะได้ทันทำอะไรต่อจากการตกอกตกใจ ไอ้เจ้าเด็กเกริกก็แหกปากขึ้นสุดเสียงอีกครั้งพร้อมกับสะบัดตัวออกจากมือของคุณราเมศแล้วตะเกียกตะกายลุกขึ้นหันหลังออกวิ่งกลับไปสู่ความมืดที่พวกเราเพิ่งจะจากมา "เกริก! อย่าไป!" คุณราเมศแหกปากร้องห้ามแต่ก็ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรไปมากไปกว่านั้น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีใครตั้งสติได้ทัน งวงยืดยาวของตัวประหลาดสุดสะพรึงนั่นพุ่งหวือแหวกอากาศผ่านหน้าผมไป ก่อนที่ร่างครึ่งมนุษย์ของมันจะยืดออกเหมือนยางยืดอีลาสติกพุ่งตามหลังเด็กหนุ่มไปด้วยความเร็วน้องๆ รถไฟชินกันเซ็น "เกริก!" ดูเหมือนคนที่เหลืออยู่จะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีหน้าที่ต้องร้องลั่นเรียกชื่อเสียงเรียงนามของเด็กหนุ่มตามระเบียบเสียก่อน จึงได้พร้อมใจกันตะโกนชื่อของเขาออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน
ไม่รู้ว่าวิญญาณซุปเปอร์ฮีโร่ค่ายดีซี่หรือมาแว๊วมาลงทรงกันแน่สิน่ะให้ตายเถอะ! รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ผมกระโจนแผลวตามหลังไอ้มนุษย์ปลิงควายนั่นมาเสียแล้ว พร้อมกับดึงเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายออกมาถือไว้ในมือขวา และถือกระบอกไฟฉายในมือที่เหลือ หูได้ยินเสียงคนอื่นๆ ร้องห้ามกันระเบ็งเซ็งแซ่อยู่ข้างหลัง ที่แน่ๆ มีเสียงลุงมานะคนหนึ่งล่ะที่แหกปากลั่น "จะทำอะไรน่ะ!" แต่ผมหยุดไม่ทันเสียแล้ว แต่ก็ยังมีแก่ใจเหลียวหลังกลับไปตะโกนบอก "พวกคุณรีบข้ามไปฝั่งนู้นกันก่อนเลย...เร็วเข้า! ผมจะไปช่วยเกริก เดี๋ยวตามไป!" แล้วผมก็หันมาสับขาวิ่งเข้าใส่ความมืดโดยไม่สนใจกับเสียงร้องห้ามและเสียงกร๊าดกรี้ดวี้ดว้ายของพวกผู้หญิงอีกแล้ว
ผมพยายามวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะให้ทันเวลาที่จะช่วยชีวิตเด็กหนุ่มคนนั้น แต่ทว่า...ผมวิ่งไปได้เพียงไม่เท่าไหร่ เสียงแหกปากร้องแสดงความเจ็บปวดก็ดังแหวกอากาศมาจากทางมืดๆ ด้านหน้า "อ๊ากกกกก!" เพียงแอะเดียวสั้นๆ แต่มีความหมายว่าผมขอตายก่อนนะพี่...บ๊ายบาย ก็ประมาณนั้น ก่อนจะเงียบลงไปแบบปุบปับ ไม่ถึงอึดใจต่อมาร่างๆ หนึ่งก็ลอยละลิ่วปลิวหวือผ่านลำแสงของไฟฉายขึ้นสู่อากาศและลอยข้ามหัวผมไปตกที่พื้นด้านหลังห่างจากตัวผมไปราวสิบฟุต ผมวาดลำแสงไฟฉายตามไปที่จุดนั้นก็เจอเข้ากับร่างที่แตกหักยับเยินของเด็กหนุ่มนอนกองอยู่ที่พื้นในสภาพแขนขาและคอบิดเบี้ยวจนผิดรูปเหมือนตุ๊กตาหุ่นเชิดที่ตกตึกสิบชั้นลงมากองกับพื้น เลือดเป็นลิ่มๆ ทะลักออกมารูกลวงที่กลางหลังย้อมเสื้อที่เคยเป็นสีขาวให้กลายเป็นสีแดงฉานและกระเซ็นไหลลงนองเต็มพื้นเหมือนน้ำพุกำลังกำลังผุดพรั่งๆ หันคอที่หักจนหัวบิดกลับมาข้างหลัง และใบหน้าที่แสดงความตื่นกลัวสุดชีวิตแถมด้วยสองตาไร้แววที่เบิกโพลงแข็งค้างอย่างคนนอนตายตาไม่หลับจ้องตรงมาที่ตาผมอีกต่างหาก
ทันใดนั้นเอง จากในความมืดที่ตอนนี้กลับไปอยู่ทางด้านหลังของผม มีเสียงอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กับเสียงจุกยางดูดที่ถูกดึงออกจากพื้นกระเบื้องเซรามิกแบบถี่ๆ ดังใกล้เข้ามาหาผมเรื่อยๆ ผมหันขวับพร้อมสาดแสงไฟฉายตรงไปยังจุดกำเนิดเสียงนั่นอย่างรวดเร็ว แล้วเลือดในร่างกายของผมก็ลดอุณหภูมิลงพรวดพราดจาก 37° เซลเซียสมาเหลือเป็นติดลบภายในเวลาแค่เศษเสี้ยวของวินาที เมื่อสายตาปะทะเข้ากับสัตว์ประหลาดตัวสีเขียวใบไม้เข้มจนค่อนไปทางดำขนาดมหึมา ตัวเป็นมันเลื่อมปลาบเมื่อสะท้อนแสงไฟฉาย
หน้าตามันเหมือนกับปลิงควายที่โดนลำแสงไฟฉายขยายส่วนของโดราเอม่อนจนทำให้ขนาดตัวใหญ่ขึ้นเท่าผู้ชายตัวโตๆ เผลอๆ จะใหญ่กว่านายแรมโบ้ราเมศเสียด้วยซ้ำ กำลังทำส่วนหัวเหมือนงวงช้างยืดยาวยึกหยึยโบกสะบัดไปมาในอากาศ ส่วนกลางลำตัวของมันมีแขนยาวเก้งก้างและขาของมนุษย์ที่สั้นผิดสัดส่วนงอกออกมา มีแถบสีเปลือกส้มเน่าแถบใหญ่พาดลากยาวจากใต้ปลายปากที่เป็นงวงลงไปตามหน้าอก หน้าท้องจนจรดหางที่สั้นเต่อ ผิวของมันเหมือนจะเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลาและมันก็กำลังอยู่ในท่าเตรียมพร้อมจะโจมตีเต็มกำลังแล้วด้วย ไม่ถึงอึดใจต่อมา มันก็ตัดสินใจออกตัวในแบบการเคลื่อนที่เร็วของกอลิลล่าที่วิ่งผลัดสี่คูณร้อยพุ่งเข้าใส่ผม!
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 26
Comments