ความตื่นกลัวโหมกระหน่ำเข้าใส่ผมอย่างบ้าคลั่งไร้ความปราณี และมันก็ทำให้ขี้ในลำไส้ไหลขึ้นมารวมกันอยู่ในสมองได้ภายใน 0.0436510 วินาทีพร้อมอะดรีนาลีนฉีดพล่านพุ่งปรี๊ดปร๊าดจนเส้นเลือดแทบโป่ง "คุณราเมศ!" ผมแหกปากเรียกหาพร้อมกับสาดลำแสงไฟฉายกลับไปยังทางที่เพิ่งเดินมาแต่ไม่มีแม้แต่เงาของชายหน้าหนวดหุ่นแรมโบ้เลย เป็นไปไม่ได้!...หมอนั่นตัวยังกับยักษ์ปักหลั่นออกจะปานนั้น ไม่มีทางที่จะแอบเดินหนีกลับไปก่อนโดยที่ผมไม่รู้ตัวได้แน่ๆ แล้วเขาหลบไปตั้งแต่ตอนไหนทำไมถึงได้รวดเร็วผิดมนุษย์มนาแบบนี้...เอ๊ะ! หรือว่าหมอนั่นจะไม่ใช่มนุษย์ฟะ! เวรเอ๊ย! ความคิดบ้าบอคอแตกนี่ดันผุดขึ้นมาสร้างอารมณ์หลอนให้ตัวเองทำไมฟะเนี่ย! หัวใจของผมขยับสเต็ปแดนซิ่งควีนรัวกระหน่ำซัมเมอร์เซลจนเหมือนจะทะลุซี่โครงออกมาเสียให้ได้
จะรอช้าอยู่กับที่รอผีมาหลอกก็ไม่ใช่เรื่อง ตอนนี้ใจของผมไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวอีกต่อไปแล้ว ทั้งการที่อีตาคุณราเมศนั่นอยู่ๆ ก็หายวับไปไหนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่บอกไม่กล่าว รวมเข้ากับการถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวในความมืดและเงียบสงัดอย่างกะทันหันไม่ทันเตรียมตัวอีกดอกเบ้อเริ่ม มันจึงกลายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ให้เซเดทโฟเบียกลับมากำเริบเอาได้ง่ายๆ เลยแหละ เอาเป็นว่า...ช่างหัวประตูปริศนาหมายเลข -69 นั่นก่อนดีกว่า ตอนนี้ผมชักจะไม่ไหวกับความตื่นตระหนกที่โจมตีเข้ามาอย่างบ้าคลั่งนี่เต็มแก่แล้ว กลับไปที่ห้องนั่นก่อนดีกว่า อย่างอื่นค่อยว่ากัยทีหลัง... คิดได้ดังนั้นผมจึงรีบออกเดินแบบขาขวิดไปขวิดมาตรงเข้าใส่ความมืดด้วยความกล้าหาญ มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวได้ตั้ง...สองก้าว ก่อนที่ความปอดแหกจะท่วมท้นขึ้นมาแทนที่และถีบก้นผมให้ออกวิ่งสับขาอย่างไม่ยอมเหลียวหลัง กลับทางเดิมอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่กี่อึดใจต่อมา...ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นผู้โชคดีได้มากมายขนาดนี้มาก่อนเลย ที่ผนังทางเดินฝั่งขวามือนั้นมีแสงไฟสีเหลืองมัวๆ ลอดออกจากช่องว่างระหว่างตีนประตูกับพื้นมาและมันก็เด่นชัดมากในความมืดระดับตึ๊ดตื๋อแบบนี้ ประตูจ๋า...พี่มาแล้ว!
พอรู้สึกตัวอีกที กำปั้นของผมทุบลงไปบนบานประตูที่ทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างรัวๆ แบบไม่ยั้ง วินาทีนั้นผมเชื่อแน่ว่าคนที่อยู่ข้างในห้องจะต้องมีการผวาแปดตลบด้วยความตกใจจนเผลอทำตดทะเล็ดกันบ้างแหละ ที่อยู่ๆ ก็มีใครหรืออะไรก็ไม่รู้มาทุบประตูโครมครามเสียงลั่นไม่มีปี๋มีขลุ่ยอย่างนี้ ต่อให้เป็นคนจิตแข็งเป็นหินแค่ไหนก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้างล่ะน่า "เปิดประตูหน่อย นี่ผมเอง!" ผมแหกปากอย่างแพนิกเต็มสูบพร้อมกับทุบประตูแบบไม่ให้มีเว้นวรรค 'ปึง...ปึงๆ ปึงๆ ปึงๆ ปึงๆ' ฟังๆ ดูก็คล้ายกับจังหวะสามช่าเหมือนกันแฮะ...ใช่เวลาจะมายิงมุขมั้ยล่ะเนี่ย! ชั่วอึดใจหนึ่งก็ได้ยินเสียงถอดกลอนก่อนที่บานประตูจะเปิดแง้มออกมา แต่มันทำไมถึงได้ชักช้าไม่ทันใจได้ขนาดนั้นก็ไม่รู้ ผมจับขอบประตูกระชากอ้ากว้างแล้วรีบยัดตัวเองเข้าไปข้างในแสงสว่างทันทีโดยไม่ทันได้ดูตาม้าตาเรือจึงทำให้ชนเขัากับลุงมานะซึ่งเป็นคนเปิดประตูเข้าอย่างจังจนร่างผอมของเขาเซแซดๆ เกือบจะล้มแต่ก็ยังทรงตัวไว้ได้ทัน "เฮ้ยๆๆ!" เขาร้องเสียงหลงอย่างตื่นตกใจ "ใจร่มๆ เถอะพ่อคุณ เกิดอะไรขึ้น!" ลุงมานะถามหน้าตื่น "ขะ...เขาหายตัวไป ยะ...อยู่ๆ เขาก็หาย..." ผมละล่ำละลักพูดแทบจะไม่เป็นคำพร้อมกับหอบซี่โครงบานและกวาดตามองหน้าทุกคนที่อยู่ในห้องไปด้วย "คะ...คุณราเม็ง! ขะ...เขาหายตัวปะ..."
ไม่ทันที่ผมจะได้จบประโยคกระท่อนกระแท่นของตัวเอง เสียงห้าวๆ ที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในห้องนี้ก็แทรกขึ้น "ใครชื่อราเม็งน่ะ! ถ้าคุณกำลังหมายถึงผมล่ะก็ ผมอยู่นี่... และผมชื่อราเมศเฟ้ย!" ผมหันขวับไปมองทันทีแล้วก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อชายหนวดเฟิ้มหุ่นแรมโบ้ล่ำบึ๊กที่ชื่อราเมศเดินออกมาจากประตูห้องน้ำด้านหลังสุดของห้องด้วยสีหน้าดุดันและหัวคิ้วผูกโบอันโตเท่าบ้านอย่างมีคำถาม "ดะ...ได้ไง คะ...คุณมาอยู่ในนี้ได้ไง ก็คุณหายไป..." การปรากฏตัวของเขากลับทำให้ผมสับสนจนมีปัญหากับการพูดหนักเข้าไปอีก "พูดบ้าอะไรของคุณ ใครกันแน่ที่หายตัว... ช่วยพูดให้รู้เรื่องหน่อยได้ไหม" นายราเมศยืนปั้นหน้าเคร่งเครียดและยุ่งเหยิงจนหนวดกระดิกเท้าสะเอวมองตรงมาที่ผม
กว่าที่ผมจะตั้งสติได้ก็ใช้เวลาหลายนาทีด้วยการปลอบประโลมจากสาวน้อยมีนาผมม้าทั้งหัวผู้อ่อนหวาน เธอเข้ามาจูงมือผมมานั่งลงที่ขอบปลายเตียง "ไม่เป็นไรนะคะคุณ ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พูดค่ะ" น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาแต่ก็ฟังแล้วช่างใสแจ๋วระรื่นหูและไพเราะเพราะพริ้งปานกระดิ่งลม ผิดกับยัยปากตะไกรลินดาเสียงกะละมังถังแตกนั่นยังกับกับนางฟ้ากับแม่มด! "นี่เกิดจะบ้าอะไรขึ้นมาของนายเนี่ย ทำฉันกลัวอีกแล้วนะ!" ลินดาขยับเดินมายืนกอดอกแน่นอย่างปกป้องตัวเองอยู่ข้างๆ ร่างล่ำบึ๊กของนายราเมศพร้อมส่งสายตาเขียวปั๊ดใส่ผม "คุณเองก็ต้องเย็นลงหน่อยเหมือนกันนะลิน" คุณราเมศเอ่ยปรามใช้มือใหญ่โตตบลงบนไหล่ของหญิงสาวเบาๆ เป็นเชิงตักเตือน นั่นเป็นอีกครั้งที่ผมบังเอิญสังเกตเห็นรอยยิ้มเยาะหยันอย่างสะใจแว่บหนึ่งที่มุมปากของเด็กหนุ่มผมเกรียนเข้าให้อีกแล้ว พูดก็พูดเถอะนะ...ดูเหมือนว่าเธอจะเชื่องกับนายล่ำแรมโบ้เป็นพิเศษเพราะเธอยอมหุบหน้าตัวเองให้ตูมลงทันทีอย่างว่าง่าย พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสสอดสองแขนเลื้อยเข้าเกาะเกี่ยวแขนล่ำของเขาด้วยท่าทางฉอเลาะออเซาะเก่ง แต่ก็คงอดใจที่จะไม่ทำตาค้อนปะหลับปะเหลือกส่งมาให้ผมไม่ได้อยู่ดี ทำเอาผมคันปากยุบๆ ยิบๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
แต่ก่อนที่ผมจะทันได้โต้คารมกับผู้หญิงปากร้ายคนนั้น นายแรมโบ้ราเมศก็หันมายิงคำถามใส่ผมเสียก่อน "ว่าไงละคุณ ตกลงว่าอะไรของผมหายเหรอ" ขณะที่พูดอยู่เขาก็พยายามแกะมือลินดาออกจากแขนของเขาไปด้วย ถ้าให้เดานะ...ผมว่าเขาก็คงจะอึดอัดแทบจะคลั่งกับยัยหนวดปลาหมึกนั่นไม่น้อยเลยทีเดียว "คุณ...กลับมาตั้งแต่ตอนไหน ทำไมไม่เรียกผมด้วย รู้มั้ย...ผมตกใจขี้แทบแตกตอนที่หันกลับมาไม่เจอคุณ..." ผมรู้สึกเหมือนกำลังตัดพ้อเขายังไงพิกล นายล่ำราเมศจ้องหน้าผมด้วยสายตาขุ่นเคืองใจพร้อมกับยกมือขึ้นห้าม "เดี๋ยวๆๆ ใครกันแน่ที่อยู่ๆ ก็หายน่ะ!" เขาพูดเสียงเข้มยิ่งกว่ากาแฟโรบัสต้าคั่วบดไม่ใส่น้ำตาลเสียอีก "คุณนั่นแหละที่ตามผมไปแล้วก็เอาแต่พูดๆๆ แล้วอยู่ๆ ก็หายตัวไปดื้อๆ ผมก็นึกว่าคุณเผ่นกลับมาที่ห้องแล้วก็เลยเลิกตามหาเจ้าบรู๊คแล้วกลับมาที่ห้องก่อนหน้าที่คุณจะโผล่หัวมาเนี่ย" หน้าตาของเขาดูซีเครียดและจริงจังมากจนผมมองไม่เห็นแววโกหกหรือล้อเล่นจากใบหน้าใต้หนวดเฟิ้มนั้นเลยสักนิด "อะไรนะ!" ผมตาเหลือกอุทานได้แค่นั้นแล้วอ้าปากค้าง "เป็นไปได้ไง!...ก็คุณ...ก็ผม..." ผมพยายามคิดหาเหตุผลมาหักล้างกับสิ่งที่เขาพูดมา แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ได้แต่ทำปากเงิบงาบเหมือนจะไล่งับคำพูดในอากาศและนั่งทำหน้าเป็นหมางง มองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยความสับสนเต็มคาราเบล
"เอาล่ะๆ" ลุงมานะขัดขึ้น "ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณสองคนใครจะอะไรมายังไง แต่ตอนนี้พวกเรามาคิดหาทางไปจากที่นี่กันจะดีกว่ามั้ย" เขาออกความเห็น "เราก็ทำกันอยู่แล้วตอนที่อีตานี่ยังไม่ได้โผล่มาป่วนนี่คะลุง ตัวซวยชัดๆ!" ลินดาพูดขึ้นพลางจิกตามองผมเหมือนกำลังมองกองขี้ของสัตว์ประหลาดน้ำหนักหกสิบห้ากิโลกรัมยังไงยังงั้น พูดก็พูดเถอะนะ...ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้ดูจะไม่ถูกชะตากับผมเอาเสียมากมายได้อย่างนี้ และที่เพิ่งพูดออกมานั่น เธอตั้งใจจะแขวะผมแหละ...ดูออก! "ใช่เวลาจะมาแซะกันไหมล่ะเนี่ย" ผมถลึงตาใส่เธอ และก็ทันสังเกตเห็นนายแรมโบ้ราเมศกรอกตามองบนอย่างเหนื่อยใจ ส่วนลุงมานะถอนหายใจเฮือกๆ ก็คงจะระอาพฤติกรรมของผมกับเธอไม่น้อยเลยล่ะ "อย่ามัวทะเลาะกันเองเลยค่ะ...ว่าแต่พวกคุณออกไปข้างนอกนั่นน่ะ เจอหมาตัวนั้นมั้ยคะ" สาวน้อยมีนาแทรกเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย นี่นับว่าเป็นการแก้ไขสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด และนั่นเองที่ทำให้ผมนึกถึงประตูหมายเลข 59 ที่มีขีดนำหน้าบานนั้นขึ้นมาได้
"ผมคิดว่าขีดที่นำหน้าตัวเลขนั่นมันน่าจะเป็นเครื่องหมายลบนะ" ลุงมานะกล่าวด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิดหลังจากที่ได้ฟังผมบอกเล่าสิ่งที่พบมาให้ทุกคนฟัง "ไม่แน่ว่าเลข -59 ที่คุณพูดถึงนั่นกำลังบอกเราว่าตอนนี้เราอยู่ลึกลงมาแค่ไหน...บางที เราอาจจะต้องผ่านประตูนั่นเข้าไปเพื่อหาทางไปเจอทางขึ้นไปข้างบนก็ได้นะ" ชายวัยเฉียดแซยิดตั้งข้อสันนิษฐานพลางเกาคางไปด้วยเหมือนโคนันรุ่นปู่ที่กำลังวิเคราะห์สถานการณ์ เขาหรี่ตาพยักหน้างึกงักท่าทางพออกพอใจในความคิดของตัวเอง ส่วนผมต้องขมวดคิ้วมุ่นจนกลายเป็นปมปูดเหมือนหูดไดโนเสากับสิ่งที่ได้ยิน "อะไรกัน!" ผมเหลือบมองไปทางลินดาที่ยืนทำหน้าตึงยังกับเพิ่งไปฉีดโบท็อกซ์มาสักสิบเข็มอยู่ข้างๆ คุณราเมศ สองมือก็ยังเกาะติดหนึบหนับเหนียวแน่นอยู่กับแขนล่ำยังกับหนวดหมึกยักษ์จับเหยื่อ เหนียวเบอร์นี้อีตาราเมศดูท่าจะหมดปัญญาแกะออกแล้วล่ะ
"ตอนแรกที่ผมอ่านบันทึกของคุณ คุณเขียนว่าออกจากห้องของคุณลงไปห้องคุณราเมศที่ชั้นล่าง ผมก็นึกว่าตึกนี่จะมีอยู่แค่สองชั้นเสียอีก แต่ตอนที่ผมลงมาห้องคุณราเมศ ผมก็เห็นว่ามีบันไดทางลงชั้นล่างได้อีก..." ผมพูดยังไม่ทันจบประโยค คุณราเมศก็โพล่งอทรกขึ้นมา "พูดบ้าๆ น่ะ จะเป็นไปได้ไง ตึกนี้มันมีแค่สองชั้นเท่านั้นนะคุณ แล้วบันทึกที่ว่านั่น คุณไปเอามาจากไหน" น้ำเสียงและสีหน้าของเขามันบ่งบอกว่าให้ตายยังไงเขาก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดเป็นอันขาด "ผมไม่รู้ ผมแค่บอกว่าผมสรุปเอาจากบันทึกที่ยัย...เอ้อ คุณลินดาเขียนเท่า..." ผมอธิบาย และเป็นอีกครั้งที่ผมถูกขัดคอจนทำให้พูดได้ไม่จบประโยค "อะไร! บันทึกอะไรของนาย...ฉันไม่เคยเขียนบันทึกบ้าบออะไรของนายนั่นซะหน่อย! แล้วฉันก็ไม่เคยลงไปหาคุณราเมศที่ห้องมาก่อนเลยสักครั้งด้วย อย่ามามั่วนะยะ!" นั่นแหละ...ยัยลินดาฉบับออริจินัลตัวจริงเสียงจริงมันต้องตะแว๊ดตะแหว๋ใส่หูชาวบ้านชาวเมืองโดยทั่วหน้าแบบนี้...โดยเฉพาะกับผมนี่แหละ ถึงผมจะพยายามอดกลั้นที่จะไม่ตอบโต้กับอาการกินปูนร้อนท้องของเธอได้เป็นผลสำเร็จ แต่ก็อดแปลกใจกับรีแอคชั่นออกตัวแรงเว่อร์ของเธอไม่ได้ ไหนจะอาการหน้าแดงเป็นตูดลิงกังนั่นอีกล่ะ
ผมถอนใจเฮือกเบือนหน้าหนีจากสายตาเขียวปั๊ดนั่น อดที่จะทำปากคว่ำมองบนเข้าใส่ไม่ได้ และสายตาของผมก็เห็นอากัปกิริยาแปลกๆ ของเด็กหนุ่มหัวเกรียนแบบผ่านๆ เข้าอีกจนได้ เขาเหลือบมองลินดาด้วยหางตาที่มีแววเชือดเฉือน ทำปากคว่ำนิดๆ และขมุบขมิบแบบเดียวกับผมแป๊ะ แต่ก็เป็นเพียงแว่บเดียวเท่านั้นเพราะผมสนใจในสิ่งที่กำลังจะทำของตัวเองมากกว่าจึงไม่ได้กลับไปมองซ้ำ ผมดึงกระเป๋าเป้ที่สะพายบ่าใต้เสื้อเชิ้ตออกมารูดซิปหยิบสมุดบันทึกปกสีน้ำตาลมีน้องแมวเหมียวคิตตี้ต้วเบ้อเร่อแปะอยู่บนปกออกมา "นี่ไง หลักฐาน ผมเจอมันในห้องน้ำของคุณ" ผมโยนสมุดบันทึกเล่มนั้นลงบนที่นอน คราวนี้ลินดาทำคิ้วย่นและยอมผละจากแขนคุณราเมศเดินมาหยิบไปเปิดดู "อย่าบอกนะว่านั่นไม่ใช่แมวคิตตี้กับลายมือของคุณน่ะ" ผมดักคอ มองหน้าเธอนิ่ง
หญิงสาวทำหน้ายุ่งเหยิงกวาดตาดูแต่ละหน้ากระดาษที่เปิดผ่าน และ ผมก็ชักรำคาญผมปอยย้อยสวาทของเธอเสียเหลือเกิน "ใช่...นี่มันเหมือนลายมือของฉันเปี๊ยบเลย แต่...ทำไมฉันถึงจำไม่ได้ล่ะว่าเคยเขียนอะไรแบบนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่" เธอแบ่งรับแบ่งสู้พลางปัดปอยผมไปข้างๆ เพื่อปล่อยให้มันตกกลับมาย้อยอยู่ที่เดิม นั่นทำให้ผมอารมณ์ปรี๊ดขึ้นอีกจนได้ หน็อย...ยอมรับเองแท้ๆ ว่าเป็นลายมือของตัวเองแต่ดันบอกไม่ได้เขียนซะอีก "ถ้างั้นน้องแมวเหมียวที่ไหนเขียนเหรอวิ!" ปากลั่นจนได้สิน่าผม "คงเป็นความทรงจำที่หายไปของพี่ลินรึเปล่าคะ" มีนารีบชิงพูดแทรกขึ้น แต่ก็เป็นการแทรกที่ทำได้ถูกจุดแหละ เพราะเธอช่วยเตือนให้ผมนึกถึงการสนทนาก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ 'ความทรงจำบางอย่างของเราแต่ละคนหายไป' นั่นทำให้ผมนิ่งอึ้งไปและยอมสงบปากสงบคำแต่ก็ยังไม่วายที่จะส่ายหน้าน้อยๆ อย่างขัดใจอยู่ดี
"เอาจริงๆ นะ ก็อย่างที่บอกล่ะ ตึกนี้มันมีแค่สองชั้นเท่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงหรอกนะ รู้แต่ว่า เรื่องบ้าบอคอแตกทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อตอนหัวค่ำ..." คุณราเมศพูดขึ้นมาหลังจากที่ต่างพากันเงียบไปครู่หนึ่ง "คุณจะบอกว่าตึกนี้มันงอกชั้นเพิ่มมาได้เองตั้ง 59 ชั้นงั้นเหรอ!? มันจะไม่อเมซิ่งทิงน็องนอยไปหน่อยเลยมั้ง!" ผมทะลุกลางปล้องอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง "ผมยังไม่ได้พูดอะไรอย่างนั้นสักหน่อย แต่รู้มั้ย...ถ้าประตูหมายเลข -59 มันอยู่ข้างนอกนั่นจริงอย่างที่คุณว่าล่ะก็ ผมเองก็ไม่ได้อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้หรอกนะ แต่...ใช่ ผมกำลังบอกคุณอย่างนั้น ฟังไม่ผิดหรอก" เขายอมรับ "พวกเราก็ไม่มีใครอยากจะเชื่อหรอกน่า แต่รูปการณ์มันก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่นะ" ลุงมานะยืนยันอีกเสียงอย่างหนักแน่น "แต่มันจะเป็นไปได้ไง ตึกงอกชั้นออกมาได้เองเนี่ยนะ พูดเป็นการ์ตูนไปได้ พวกคุณบ้าไปแล้ว" ผมทักท้วงพลางส่ายหน้าไปมาเหมือนพัดลมตั้งโต๊ะที่กำลังเสียสติแบบรับไม่ได้ "คุณยังจะมาหาเหตุผลอะไรอีกงั้นเหรอ...คุณโนเนม" ดู๊...นายล่ำราเมศถือโอกาสอุปโลกน์ชื่อให้ผมเสียแล้ว!
"กับสิ่งที่เกิดขึ้นนี่น่ะ คุณองก็ได้เห็นกับตาเจอกับตัวขนาดนี้แล้วว่าพวกเรากำลังเจอกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ของคุณอยู่นี่ ฉันไม่คิดว่าคุณจะปฏิเสธมันได้หรอกนะ" ลินดาขึ้นเสียงใส่ผมอย่างมีอารมณ์ "เบาได้ก็เบานะคะพี่ลิน เขาก็แค่กำลังช็อค..." มีนาออกปากเตือนเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "แล้วเธอคิดว่าฉันไม่ช็อครึไงล่ะ!" ลินดาหันไปแหวใส่หญิงอ่อนวัยกว่าซะอีกคน ปากของเธอสั่นระริก ดวงตาแดงก่ำและเอ่อน้ำตา มีนาหน้าม่อยหงอยเหงาเป็นผักเฉาแดดลงไปทันทีทันใด และเหมือนกำลังจะขยับปากจะพูดอะไรออกมาอีก แต่นายล่ำราเมศรีบเข้าขวางทางมวยเอาไว้เสียก่อน
"เอาน่าลิน ผมรู้ว่าพวกเราทุกคนในที่นี้ก็ช็อคกันทุกคนนั่นแหละ เราอย่ามาทะเลาะกันเองเลยนะ มาคิดกันดีกว่าว่าพวกเราจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง" เขาลูบไหล่ของหญิงสาวเบาๆ อย่างปลอบโยนและเอาใจ และดูเหมือนว่าลินดาจะยอมรับกับสิ่งที่เขาพูดอย่างง่ายดาย เธอหยุดสูดหายใจลึกๆ อย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ คราวนี้ผมจงใจมองตรงไปยังเด็กหนุ่มหัวเกรียนโดยตรงและก็ไม่ผิดหวัง ผมเห็นความไม่พอใจอย่่งแรงปรากฎขึ้นบนใบหน้าเห่อสิวของเขาพร้อมส่งสายตาเคียดขึ้งเหลือบมองไปที่นายล่ำราเมศและลินดาแวบหนึ่งก่อนจะเบือนลงไปมองที่พื้นและจ้องเขม็งนิ่งงันอยู่อย่างนั้น 'เด็กนี่...เป็นบ้าอะไรของมันฟะ!' ผมคิดในใจ
"ขอโทษนะมีนา" ลินดากล่าวกับหญิงสาวอ่อนวัยกว่าด้วยท่าทีหงอยๆ หะแรกผมคิดว่าเธอจะโผเข้าใส่แขนล่ำๆ ของคุณราเมศเสียอีก แต่ผิดคาด...เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาก่อนจะหมุนตัวเดินไปนั่งซุกหน้าซบหัวเข่าที่มุมห้องข้างๆ เด็กหนุ่มที่ชื่อเกริกซึ่งนั่งก้มหน้าจ้องโหดเหมือนโกรธพื้นห้องมาแต่ปางบรรพ์ ผมเห็นเจ้าเด็กนั่นใช้หางตามองยัยลินดาแวบหนึ่งแล้วขยับหนีห่างยังกับรังเกียจเสียเต็มประดา แต่ ก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ จะว่าไปแล้ว...เจ้าเด็กนี่มันก็เอาแต่นิ่ง แทบจะไม่พูดจาหรือออกความเห็นใดๆ เลยสักกะแอะมาตั้งแต่แรกๆ ที่พวกเขาพาผมเข้ามาในห้องแล้วนี่เนอะ จะว่าเป็นใบ้ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะผมยังได้ยินเสียงเขาพูดห้ามยัยสก๊อยปากตะไกรไม่ให้ออกมาจากห้องอยู่เลยนี่นา
คุณราเมศถอนใจเบาๆ ก่อนจะหันมาหาผม เขายักไหล่น้อยๆ "ก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ พวกเรากำลังสติแตก แต่ถึงยังไงเราก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นข้างนอกนั่นอยู่ดีล่ะนะ" เขาพูดขณะที่ผมเองก็กำลังพยายามจัดการกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเองเหมือนกัน ดูเหมือนว่ามีนาจะรับรู้ได้ เธอเอื้อมมือมาแตะเบาๆ ที่ต้นแขนของผม "ไม่เป็นไรนะคะคุณ" น้ำเสียงของเธอปลอบประโลมฟังดูอบอุ่นและนุ่มนวล มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นไอ้หน้าโง่จอมงี่เง่าที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลยในสถานการณ์ที่บีบคั้นนี่ สู้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ดูบอบบางอย่างเธอก็ไม่ได้ ผมยิ้มน้อยๆ ให้เธอเป็นการขอบคุณ
"บางทีเราอาจจะต้องพิจารณาถึงเรื่องประตูหมายเลข -59 นั่นโดยด่วนกันแล้วล่ะ มันอาจจะเป็นทางออกจากที่นี่เพียงทางเดียวที่มีอยู่ก็ได้" ลุงมานะพูดขึ้น "แต่ก็อีกนั่นแหละ เราไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง พวกเราไม่มีอาวุธป้องกันตัวกันเลยสักอย่างเดียว" เขาทำหน้าเครียดเดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิด "อาวุธงั้นเหรอ!" คำพูดของเขาเป็นเหมือนนิ้วที่กดลงบนสวิตซ์ให้หลอดไฟแอลอีดีในหัวผมเกิดสว่างปิ๊งขึ้นมา ผมรีบคลำไปจับด้ามเหยี่ยวทะเลทรายในซองหนังที่คาดอยู่กับเอวก่อนจะดึงมันออกมา "เจ้านี่พอจะช่วยให้ความอุ่นใจได้บ้างไหม" ผมถาม
ลุงมานะกับนายแรมโบ้ราเมศพุ่งเข้ามารุมล้อมผมแทบจะพร้อมกันด้วยท่าทีตื่นเต้นจนตาโต "คุณมีของแบบนี้ด้วยเหรอ!? ให้ตาย...ไปเอามาจากไหนน่ะ!" คุณราเมศถามน้ำเสียงตื่นเต้น "ก็...ในห้องของคุณไง" ผมตอบพลางมองหน้าเขา แล้วก็เห็นความประหลาดใจระรอกใหญ่ฉายฉาบไปทั่วใบหน้าของเขา "ในห้องผมเหรอ!? บ้าน่า...ผมไม่เคยมีปืนไว้ในครอบครองมาก่อนในชีวิตนี้เลยนะ แล้วมันจะไปอยู่ในห้องผมได้ไง" เขาจ้องปืนในมือผมด้วยสีหน้าฉงนสนเท่ห์ "และผมก็ไม่เคยใช้ปืนมาก่อนเลยด้วย" นั่นเป็นคำสารภาพที่ทำให้จิตใจของผมห่อเหี่ยวแบบเดียวกับเจี๊ยวหดลงถนัดตา นี่พวกเราจะหวังพึ่งพาอีตาแรมโบ้ยักษ์ปักหลั่นนี่ได้ไหมหนอ
"เยี่ยมเลย! อย่างน้อยพวกเราก็มีอาวุธอยู่ในมือหนึ่งชิ้นล่ะ" ลุงมานะพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความหวังขึ้น "ใครว่าแค่หนึ่งล่ะ" ผมพูดพลางเปิดกระเป๋าเป้อีกครั้งเพื่อหยิบบาเร็ตต้ากระบอกจิ๋วออกมาวางไว้บนที่นอนข้างตัว "นั่นมันปืนของฉันนี่... นายไปเอามาจากไหน!?" เป็นเสียงของยัยลินดาปากตะไกรที่ระเบิดเสียงตะแง๊วๆ ขึ้นมาจากทางด้านหลังของผม แต่ตอนนี้เสียงของเธอเปลี่ยนจากแปร๋นๆ เหมือนแม่ช้างขาดระดูมาเป็นเสียงอู้อี้ของคนที่จมูกตันหลังจากผ่านการร้องไห้สะอึกสะอื้นมาหมาดๆ แทน เอากับนางสิ...จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนเขียนบันทึกแต่ดันจำได้ว่าเป็นเจ้าของปืนซะงั้น...เฮ่อ "ห้องของคุณไง" ผมตอบโดยไม่ได้หันกลับไปมองเธอ "นี่นายเข้าไปขโมยของในห้องฉันงั้นเหรอ!" คำกล่าวหานั้นมันเบอร์ใหญ่เกินกว่าที่ผมจะสามารถรับไหวจริงๆ
ผมหันขวับไปทำตาเขียวหน้ายักษ์ใส่เธออย่างเร็วจนเอวแทบจะลั่นปั๊ดและเคล็ดขัดยอกไปในบัดดล "พูดดีๆ นะคุณ สถานการณ์อย่างนี้ใครจะไปมัวคิดเรื่องขโมยขะโจรได้อยู่อีกงั้นเหรอ ถ้าไม่อยากให้ใครเข้าห้องทำไมไม่ปิดประตูลงกลอนให้ดีก่อนจะหายหัวไปล่ะ!" ผมตอกกลับในแบบที่คิดว่าจะทำให้เธอแสบเข้าไปถึงทรวงได้บ้าง พร้อมกับตีหน้ายักษ์โดนโกงแชร์ใส่เธอหนักขึ้นอีกเพื่อเป็นการบอกว่า ผมนี่ปรี้ดขึ้นสมองระดับสิบแล้วนะเฟ้ย แต่ลินดาก็จ้องตาตอบอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน "แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่นายจะใช้เพื่อเข้าไปยุ่มย่ามเที่ยวหยิบฉวยอะไรๆ ในห้องคนอื่นได้หรอกนะยะ!" นั่นไง!...กลับมาเสียงแปร๋นซะอีกแล้วแม่คุณเอ๊ย และก็เช่นเคย... นายแรมโบ้ราเมศรีบถลาเข้ามาห้ามทัพแทบไม่ทัน "พอๆๆ นี่ไม่ใช่เวลามากัดกันนะ!" เขาตวาดเสียงดังจนผมกับลินดาสะดุ้งโหยง รีบหันกลับมามองหน้าเขาที่กำลังกัดกรามกรอดๆ เหมือนโกรธจัด
"เราต้องหาทางออกไปจากที่นี่...จำได้กันบ้างไหม!" เขาคำรามลอดไรฟัน ดูเหมือนว่าเขาจะต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ระเบิดระเบ้อจนเกิดปรากฎการณ์ตายหมู่กันทั้งห้องไปเสียก่อน "เดี๋ยวนะคะทุกคน แล้วพวกเราจะทำยังไง ถ้าเราเปิดปนะตูนั่นไม่ได้เพราะมันถูกล็อคอยู่" มีนาพูดแทรกประเด็นขึ้น เออ...ก็จริงของเธอแฮะ ผมลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปสนิทเลย การประเด็นฝหม่ของสาวน้อยม้าทั้งหัวทำเอาทุกครั้งอึ้งมองหน้ากันไปมาอยู่หลาวอึดใจ "แต่คิดอีกทีบางมีทันอาจจะไม่ได้ล็อคไว้ก็ได้นะ...มั้งคะ" สาวน่ามีนาเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมสีหน้าบอกว่าเธอรู้สึกผิดกับการเปิดประเด็นของเธอ ลินดาพ่นลมออกจมูก้ป็นเชิงเยาะหยันความคิดนั้น "ถ้าในมุมโลกสวยล่ะก็ อะไรที่เธอว่ามามันก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าโลกไม่ได้สวยอย่างที่เธอคิดล่ะ เราจะผ่านเข้าไปกันยังไงเหรอ" เธอพูดพร่ำกับฉวยโอกาสเลื้อยเข้าหาแขนนายล่ำราเมศ
ทั้งคุณราเมศและลุงมานะต่างก็มีสีหน้าเคร่งเเครียด ทั้งสองยังไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาดันเลยสักคำ นั่นทำให้ระดับความเครียดของผมไต่ระดับตามพวงเขาไปด้วย ผมผุดลุกขึ้นยืนกะจะออกเดินไปเดินมาตาใฟอร์มของคนคิดไม่ตกเสียหน่อย ตอนนั้นเองที่เสียงโลหะเล็กๆ กระทบกันดังของมาจากเอวของผมเอง และเมื่อคลำๆ ดูก็เจอเข้ากับพวงกุญแจมหึมาที่แขวนอยู่กับหูกางเกง ความคิดแวบแรกผุดขึ้นมาในหัว "ไม่จริงน่า!" ผมพึมพำออกมาเบาๆ แต่ไหงทุกคนในห้องถึงพากันได้ยินกันทั่วหน้าก็ไม่รู้ เพราะ ทุกคนหันพรึ่บมามองผมเป็นตาเดียว "มีอะไรรึ" ลุงมานะถาม ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้นแต่ปลดพวงกุญแจออกมาโชว์
"ให้ตายเถอะ นั่นมันพวงกุญแจของผมนี่!" คุณราเมศร้องเสียงดังพลางคว้ามันไปจนมือผมอย่างหยาบคาย "นี่ไงหลักฐาน" พูดจบเขาก็จับป้ายชื่อโลหะเล็กๆ ที่แขวนรวมไว้ในหมู่กุญแจออกมาให้ดู มันถูกสลักชื่อ 'ราเมศ' เอาไว้ชัดเจน "นั่นไง นายขโมยมาจากห้องฉันอีกแล้ว ฉันจำได้ว่าเป็นคนเก็บมันได้ตอนที่คุณราเมศทำตกไว้และวางมันไว้บนที่นอน!" ลินดาส่งเสียงแปร๋นๆ มาเลยงานผมอีกแล้ว แน่นอนว่าปากผมต้องเกิดอาการคันยิบๆ อย่างไม่ต้องสงสัย กำลังจะสวนกลับอยู่แล้วเชียว "เอาน่าลิน" นายล่ำราเมศหันไปปรามเธอเอาไว้เสียก่อน ก่อนเขาจะกลับมาสนใจพวงกุญแจต่อ "แต่ลูกกุญแจพวกนี้มันเพิ่มมาจากไหนล่ะเนี่ย" เขาพูดพร้อมทำหน้างงๆ มองมาที่ผม "ไม่รู้สิ ตอนที่ผมหยิบมามันก็พวงเบ้อเร่อแบบนี้อยู่แล้ว" ผมตอบ
"โอเค ผมดีใจด้วยที่คุณเจอพวงกุญแจที่พลัดพรากจากกันไปนานนะ แล้วไงต่อล่ะ อย่าบอกนะว่า...คุณคิดว่าลูกกุญแจพวกนี้จะไขล็อคประตูนั่นได้น่ะ" ลุงมานะพูดขึ้นพลางมองหน้าผมสลับกับคุณราเมศไปมา พี่ล่ำแรมโบ้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องพวงกุญแจให้มืดนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง "ผมรู้ว่ามันฟังดูงี่เง่า แต่...ใช่ ผมคิดอย่างนั้น" เขาตอบออกมาในที่สุด พลางส่งพวงกุญแจคืนมาให้ผม ไอ้ผมเองก็บ้าจี้รับมาคล้องกับหูกางเกงแบบงงๆ ว่าพี่แกจะยื่นคืนมาให้ผมทำไมฟะ!? "เราต้องเสี่ยงดูกันแหละ ถ้าไม่ใช่ก็ค่อยกลับมาคิดกันอีกทีก็ได้นี่ หรือใครมีความคิดอะไรที่ดีกว่านี้ก็ว่ามาเลย" เขาเสริมคำพูดของตัวเองซะยาวเหยียด และมันก็ทำให้เกิดความอึ้งขึ้นมาอีกหนึ่งคำรบ ผมมองดูหน้าแต่ละคนแล้ว บอกได้เลยว่าไม่มีใครสักคนที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ แม้แต่ตัวผมเอง แต่ในเมื่อมันไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้ว ถ้าจะค้านกันไปเถียงกันมาและไม่กล้าเสี่ยงล่ะก็ มีหวังได้แห้งตายกันอยู่ในห้องนี้เป็นแน่แท้ "เอาเถอะๆ ถ้าอย่างนั้นผมว่าเรามาโหวตกันดีกว่า" ลุงมานะตัดบทดังฉัวะ "ใครเห็นด้วยว่าเราควรจะออกไปหาประตูหมายเลข -59 นั่น...ยกมือขึ้น"
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 26
Comments