ผู้ร่วมชะตากรรม

ผมกับเขาเราสองคนยืนนิ่งคล้ายกับการไว้อาลัยให้กับเจ้าหมาผู้พลัดพรากได้เพียงชั่วอึดใจเดียว ก่อนที่จะมีเสียงประตูห้องเปิดออกอีกครั้งและแสงสีเหลืองอ่อนแรงก็สาดออกมาอีกครา ตามด้วยอีกเสียงของผู้ชายที่น่าจะเป็นวัยรุ่นดังตามออกมา "ไม่ดีมั้งพี่ลิน อาเมศบอกให้รออยู่ในห้องนะฮะ" น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าคนพูดกำลังไม่สบายใจอย่างยิ่ง "นั่นสิคะพี่ลิน อย่าออกไปเลยค่ะ" เสียงเล็กๆ ของผู้หญิงสาวอีกคนทักท้วง "ไม่เป็นไรหรอกน่าเกริก ปล่อยแขนพี่เถอะมีนา อย่าป๊อดให้มันมากไปกว่านี้หน่อยเลย" เสียงหญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็ไม่ได้จะมั่นใจในตัวเองอะไรมากนักแต่หนักไปทางดื้อดึงดันเสียมากกว่า จากนั้นประตูห้องก็เปิดอ้าออกกว้าง ก่อนที่กลุ่มคนราวห้าหรือหกชีวิตทยอยเดินออกมาจากประตูห้องที่พึ่งจะปรากฎออกมาอย่างลึกลับซึ่งพวกเขาใช้เป็นที่หลบซ่อนอยู่นั่น มีสามคนที่มีดวงไฟจากไฟฉายโทรศัพท์มือถือที่แสงเจิดจ้าและขาวเว่อร์ยิ่งกว่าแสงประกายที่ออกมาจากผ้าที่ซักด้วยโอโม่อยู่ในมือ เมื่อพวกเขาพามันลอยออกมาจากแสงสีเหลืองมัวๆ นั่นแล้ว พวกเขาก็พากันกลายเป็นเงาดำตะคุ่มไปทันที "กลับเข้าไปข้างในซะ" ชายหุ่นแรมโบ้หันไปโบกมือและออกปากไล่ด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าเกิดอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน แต่นั่นก็เป็นการกระทำที่ไร้การตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับหญิงผู้ดื้อดึงคนนั้นก็ยังคงสาวเท้าเข้ามาตรงที่เรายืนอยู่โดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น

"นั่นคุณอยู่กับใครน่ะ ใช่คนรึเปล่าคะ คุณราเมศ" หญิงสาวเอ่ยถามพร้อมกับเดินนำหน้าคนอื่นมายืนเคียงข้างชายชื่อราเมศ ก่อนจะสอดสองแขนกอดเกี่ยวเข้ากับแขนของเขา เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาจัดว่าสวยเลยทีเดียว เจ้าของผมยาวหยักศกน้อยๆ กับปอยผมหนึ่งปอยที่ย้อยสวาทลงมาปกหน้าจนดูน่ารำไยแทน และเธอมีหน้าอกหน้าใจตู้มต้ามมหึมาบาละหึ้มที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นผู้หญิงมา สวมชุดสายเดี่ยวเอวลอยสีชมพูลายฮัลโหลคิตตี้และกางเกงยีนส์ขาสั้นที่ดูไม่เข้ากับวัยที่น่าจะเลยวัยรุ่นไปแล้วหลายปีของเธอสักนิด บ่องตงนะ...เธอดูเหมือนสก๊อยวาวใหญ่วัยทำงานเสียมากกว่า...พับผ่าเหอะ!

แต่นั่นมันไม่ได้เจ็บจี๊ดสะกิดใจเท่ากับคำถามของเธอที่ทำเอาผมสะอึกนั่นเลย ผมถึงกับเลือดขึ้นหน้าเพราะความฉุนติดปลายจมูกอย่างแรงยิ่งกว่ากินข้าวหน้าปลาดิบที่จิ้มวาซาบิเกินขนาดเข้าไปเต็มปากเต็มคำเสียอีก "หมามั้งคุณ! ไม่ใช่คนหรอก" ต่อมขี้ประชดระบบออโต้ไพรอทของผมจัดการตอบไปโดยอัตโนมัติ "ไหงถามแมวๆ อย่างนั้นล่ะนั่น" ผมโวย "อ้าว...เหรอ โทษที...ก็ใครจะไปรู้ล่ะ นึกว่าจะไม่มีคนเป็นๆ อยู่ข้างนอกนี่ได้นี่นา" เธอต่อปากต่อคำได้สุดแสนจะยียวนกวนประสาทอย่างไม่ยอมลดวาราศอก ซึ่งมันก็เหมือนเธอยัดวาซาบิก้อนโตใส่ปากผมซ้ำแล้วเอามือบีบปากเอาไว้

ผมยิ่งฉุนหนักจนรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า กำลังจะขยับปากโต้คารม แต่ก็ถูกชายหุ่นแรมโบ้เบรคเอาไว้เสียก่อน "เอาล่ะๆ ใจเย็นกันก่อน ทั้งสองคนนั่นแหละ" เขากล่าวเตือนและเรียกสติ ผมหยุดพร้อมกับหันมองหน้าก็เห็นว่าเขากำลังพยายามแกะมือหญิงสาวออกจากแขนตัวเองอยู่เป็นพัลวัน "เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ ผมคิดว่าข้างนอกนี่ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยนักหรอก ไปเร็วลินดา" ชายชื่อราเมศแกะมือเหนียวหนึบนั่นออกจนได้เมื่อพูดจบประโยค เขาคว้าแขนของหญิงสาวปากร้ายแล้วหมุนตัวออกเดินย้อนสวนทางไปขวางหน้าชายหญิงอีกสองคนที่ตามมายืนชะเง้อคอมองเก้ๆ กังๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ อยู่ที่หน้าประตูบานนั้น "พวกเธอตามออกมาทำไมกัน กลับเข้าไปข้างในซะ...ไปเลย...ไปไป!" นายแรมโบ้สั่งเสียงเข้ม ทำให้พวกเขาต้องหันกลับไปดึงประตูเปิดอ้าออกแล้วกลับเข้าไปในห้องตามเดิม...อดเสนอหน้าไปเลย

ผมมองตามหลังไปพวกเขาแล้วต้องขมวดคิ้วเป็นปมขนาดมหึมาติดเต็มหน้าผากอีกแล้ว เมื่อนับจำนวนคนอีกครั้ง "อ้าว...อะไรฟะ อีกสามคนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ" ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะออกเดินตามคนแปลกหน้ากลุ่มนั้นตรงไปหาแสงสว่างจากประตูที่เปิดรออยู่ แต่ก็ไม่วายอดที่จะเหลียวกลับไปมองความมืดที่อยู่เบื้องหลังอย่างหวาดระแวงไม่ได้ และยังคงมีความหวังว่าจะได้ยินเสียงของเจ้าบรู๊คเห่าเรียกมาจากตรงไหนสักตรงในความมืดนั่น ก่อนที่ชายหุ่นแรมโบ้ชื่อราเมศที่ยืนต้อนคนอื่นๆ อยู่รวมถึงผมด้วยจะปิดประตูแล้วล็อกทั้งลูกบิดและสับกลอนเสียจนแน่นหนา ทำท่าทางเหมือนกับกำลังกลัวว่าจะมีอะไรตามเข้ามาด้วยงั้นแหละ

ภายในห้องมีสภาพเป็นเหมือนกับห้องเช่าหรือหอพักทั่วไป หรือจะพูดให้เห็นภาพก็คือเหมือนกับห้องที่ผมเข้าไปสำรวจก่อนที่จะร่วงลงมาก็น่าจะได้ เพียงแต่บรรดาเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในห้องนี้ยังอยู่ในสภาพใหม่เอี่ยมเป็นชิ้นเป็นอันดีไม่มีบุบสลายเละเทะอย่างห้องข้างบนนู้น ผมกวาดตามองไปที่กลุ่มคนภายในห้องก็เห็นว่า นอกจากนายแรมโบ้ราเมศและหญิงปากตะไกรที่ชื่อลินดานั่นแล้ว ก็ยังมีชายร่างเล็กผอมบางใส่แว่นตาขอบบางทรงกลมอันโตอีกคนหนึ่ง ผมสีดอกเลาบนหัวของเขามันฟ้องวัยแบบโต้งๆ เลยว่าน่าจะใกล้ๆ แซยิดอยู่รอมร่อ แว่บแรกที่ผมเห็นเขาทำให้ผมไพล่นึกไปถึงโนบิตะตอนกลายเป็นคุณปู่ไปแล้วได้ยังไงก็ไม่รู้ กับหญิงสาวผมยาวหน้าสวยใสร่างเล็กดูบอบบางในชุดกระโปรงเอี๊ยมสีครีมทับเสื้อยืดสีขาว เธอไว้ผมยาวและมัดเป็นหางม้าแถมยังจะทำผมด้านหน้าให้เป็นทรงหน้าม้าอีก ม้าทั้งหัวเลยสิทีนี้ล่ะก็! หวังว่าเธอจะไม่ได้ชื่อแก้วหรอกนะ...ขอร้องล่ะ! ดูจากทรงแล้วน่าจะเป็นลูกสาวของชายเลยกลางคนคนนั้นแน่ๆ เพราะหน้าตายังกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกันเป๊ะเว่อร์

และเด็กหนุ่มวัยรุ่นน่าจะสัก 16ย่าง17 ปีน่าจะได้อีกหนึ่งคน เขาไว้ผมเกรียนแบบหนุ่มม.ปลายหน้าปรุไปด้วยสิว แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เหอะ ผมคิดว่าถ้าเอาสิวทั้งหมดออกไปจากหน้าของเขาได้ล่ะก็ เขาจะเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดีคนหนึ่งเลยทีเดียว ท่าทางของเขาแหยๆ แต่ก็ดูมีแววของความไม่พอใจอะไรบางอย่างฉาบฉายอยู่บนใบหน้า ทั้งสามคนต่างก็มองมาที่ผมเป็นตาเดียวด้วยท่าทีที่แตกต่างกันไป ในขณะที่ชายผมสีดอกเลาจ้องเขม็งมาที่ผมด้วยสายตาคลางแคลงใจต่อการปรากฏตัวของของผมเป็นอย่างสูงนั้น หญิงสาวม้าทั้งหัวกลับมองผมอย่างตื่นเต้น แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าเธอตื่นเต้นดีใจหรือตื่นเต้นตกใจที่เห็นหน้าผมกันแน่ ส่วนเจ้าเด็กหนุ่มผมเกรียนกลับดูไม่ได้สนใจผมจริงจังนัก หน้าแหยๆ ที่ในตอนนี้กำลังบูดบึ้งของเขาหันไปส่งสายตาเหลือบมองเป็นพักๆ ไปที่นายล่ำราเมศกับยัยสก๊อยปากตะไกรที่พยายามเอาหน้าอกภูเขาไฟของเธอถูเข้ากับต้นแขนของเขาพร้อมกับสองแขนพันรอบแขนของอีกฝ่าย

"อ้าว...พวกคุณอยู่กันแค่นี้เหรอ ก็เมื่อกี้ผมเห็นมีคนตั้ง..." ผมเอ่ยปากขึ้นมาเมื่อมองไปที่กลุ่มคนแปลกหน้า "พูดอะไรของนายน่ะ อย่ามาพูดอะไรน่ากลัวอย่างนั้นนะ!" อยู่ๆ หญิงสาวที่ชื่อลินดาก็ตวาดแหว๋ใส่ผม "อะไรที่ว่าน่ากลัวนั่นก็คงจะไม่เกินปากคุณไปได้หรอกมั้ง" ผมตอกกลับทันควันอย่างมีน้ำโหไม่หาย ผู้หญิงเมนส์ขาดคนนี้เป็นบ้าอะไรฟะ!...ผมคิดอย่างเดือดดาล ฝ่ายยัยลินดาหมาว้อนั่นก็ชักสีหน้าและมองมาตาขวางเขียวปั้ดพร้อมจะเชือดเฉือนคารมกับผมเต็มที่ "ผู้ชายอะไรปากจัดจ้านไม่ย่านจะปากแตกบ้างเลยเหรอ" เธอเปิดศึกน้ำลายอย่างไม่ยอมลงให้ใคร "อ้าวคุณ...แล้วผมจะรู้มั้ยล่ะว่าในห้องนี้เขาอัดปลากระป๋องอยู่กันกี่คนน่ะ...หา!" ผมเองก็รู้ตัวนะว่าไม่ควรจะใส่อารมณ์กับคนแปลกหน้าอย่างนี้ แถมยัยนั่นยังเป็นผู้หญิงเสียอีก แต่ก็นะ...เจอผู้หญิงแบบนี้ใครจะไปหยุดปากห้ามใจไหว "เอาล่ะๆ พอก่อนเถอะลิน พูดกันดีๆ จะได้ไหม" คุณราเมศเหยียบดิสเบรคดังเอี๊ยดจนคู่กรณีพากันหัวทิ่มหัวตำไปตามๆ กัน

"คุณก็ตกลงมาจากข้างบนเหมือนกันหรือคะ" หญิงสาวร่างเล็กเอ่ยถามน้ำเสียงตื่นเต้น คล้ายกับจะพยายามกอบกู้สถานการณ์ให้ดีขึ้นไปด้วยในตัว ผมพยักหน้ารับแต่ก็ยังปั้นหน้าให้เหมือนกำลังดมจั๊กกะแร้ตัวเองอยู่ "ก็คงงั้น...ว่าแต่ มีใครช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่าที่นี่มันคือที่ไหน" ผมตอบและกลับเป็นฝ่ายตั้งคำถามบ้างพลางมองสำรวจไปทั่วอีกครั้งก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ชายผมสีดอกเลาผู้มีท่าทีปกป้องหญิงสาวร่างเล็กอย่างเต็มคาราเบล เขากำลังจ้องมองลอดกรอบแว่นกลมมาที่ผมตลอดเวลาด้วยสายตาไม่ไว้วางใจเบอร์ใหญ่มาก "เท่าที่พวกเรารู้ก็คือ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าพอฟื้นขึ้นมา พวงเราก็ติดอยู่ที่นี่กันแล้ว" เขาให้คำตอบที่ไม่ได้ตอบคำถามให้กับสิ่งที่ผมตั้งใจจะถามเลยสักนิด "คุณมีนาฬิกาข้อมือนี่คะ มันยังใช้งานได้ไหม" อยู่ๆ สาวน้อยมีนาก็พูดขึ้น ตากลมใสของเธอมองมาที่ข้อมือของผมพร้อมกับยิงคำถามแปลกประหลาดเข้าใส่ "ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ คือ...เวลาในมือถือของพวกเรามันเออเร่อกันไปหมดทุกเครื่องเลยน่ะค่ะ" เธอพูดพลางทำหน้ายุ่งใส่มือถือที่เธอถืออยู่ "อะไรนะ เออเร่อพร้อมๆ กันหมดทุกเครื่องเลยเหรอ เป็นไปได้ไง" ผมถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเองพร้อมกับยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา

แล้วผมก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวลาบนข้อมือของตัวเอง "อ้าว... เฮ้ย! ไหงเป็นงี้ล่ะ!?" ผมอุทานและทำคิ้วย่นก่อนจะใช้นี้วชี้เคาะลงบนหน้าปัดรัวๆ "มีอะไรเหรอคุณ" คุณราเมศถาม "ไม่รู้สิ...จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ดูเวลาก่อนที่จะร่วงลงมาที่นี่ มันยังบอกเวลาเกือบๆ จะสองทุ่มอยู่เลยนี่นา แต่ตอนนี้มัน เอ่อ...เแปลกๆ อ่ะ" ผมตอบพลางยื่นแขนออกไปให้เขา นายล่ำราเมศขยับเข้ามาแต่ก็ช้ากว่าชายวัยเฉียดแซยิดที่ปรี่เข้ามาก้มมองนาฬิกาข้อมือของผมด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้เต็มพิกัด "สิบเอ็ดโมงสี่สิบห้าแล้วเหรอ...เอ่อ เดี๋ยวก่อนนะ!" เขาพูดก่อนจะปรากฏแถบบาร์โค้ดแถบเบ้อเริ่มแปะหราบนหน้าผากของเขา "ทำไมเข็มวินาทีมันถึงเดินถอยหลังอย่างนั้นล่ะ!" เขาอุทาน "ว่าไงนะ!" คุณแรมโบ้ราเมศถามพลางคว้าข้อมือของผมดึงไปดูใกล้ๆ ทำเอาแขนผมเกือบหลุดเป็นชิ้นๆ

ความเงียบเข้าครอบงำผู้คนที่อยู่ภายในห้องอยู่ชั่วครู่ ผมและชายแปลกหน้าทั้งสองได้แต่มองหน้ากันไปมา แต่ละคนมีสีหน้าพิศวงงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนข้อมือของผมไปตามๆ กัน ผมเหลือบไปมองที่สาวน้อยหน้าใสก็เห็นว่าเธอเองก็มีสีหน้าปั้นยากอยู่เช่นเดียวกัน ผิดกับยัยผู้หญิงปากตะไกรคนนั้นทึ่ยังไม่เลิกทำหน้าตูมและมองค้อมผมขวับๆ ไม่ได้รับรู้ถึงความแปลกประหลาดที่คนหมู่มากเขากำลังอินกันอยู่เลยสักนิด ผมรู้สึกว่าเธอพร้อมเสมอที่จะโผเข้ากอดรัดแขนล่ำๆ ของนายแรมโบ้ราเมศทุกนาทีที่มีโอกาสเลยแหละ ส่วนเด็กหนุ่มหน้าปรุหัวเกรียนคนนั้นเลิกมองชายหญิงทั้งสองไปแล้ว แต่เปลี่ยนมาเป็นนั่งอึมครึมก้มหน้านิ่งเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้าแทนพร้อมทั้งแผ่รังษีมาคุเพิ่มความกดดันเข้ามาในบรยากาศตรึงเครียดให้มันหนักเข้าไปอีกต่างหาก

"เอาน่ะ...ผมว่ามันไม่มีอะไรหรอก นาฬิกานี่มันก็เก่ามากแล้ว มันคงจะพังตอนที่ผมตกลงมาจากข้างบนน่ะแหละ" ผมพูดขึ้นมาทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดในที่สุด แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ในใจของผมก็ยังไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาเลยสักนิด "เราเจอแต่เรื่องแปลกๆ กันอยู่แล้วนี่ ถ้าจะให้แปลกกว่านี้ก็คงต้องมีแมวเห่าเป็นเสียงลิงแล้วล่ะเนอะ...ว่ามั้ย" ผมพยายามพูดติดตลก แต่มันก็เป็นตลกตกงานที่มีแต่คนขำไม่ออก "ว่าแต่...เอ่อ คุณช่วยคืนแขนให้ผมก่อน จะได้มั้ยครับ...คุณราเมศ" ผมพูดพร้อมกับพยายามดึงเอาข้อมือออกจากอุ้งมืออันใหญ่โตของนายล่ำราเมศ "อ้อ...โทษที" เขาปล่อยข้อมือของผมให้เป็นอิสระแต่โดยดี

"ว่าแต่ พวกคุณหล่นลงมาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้วเนี่ย" ผมถามพลางบิดข้อมือไปมาเพื่อตรวจเช็คดูว่ามันยังใช้งานได้ปกติดีอยู่หรือเปล่า "ก็สักพักแล้วล่ะ แต่ผมก็บอกเวลาที่แน่นอนไม่ได้หรอกนะ" ชายวัยเฉียดแซยิดตอบ "ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมาก็ไม่เจอใครเลย ทุกอย่างมันมืดไปหมดมองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง แต่พอเดินคลำทางไปสักพัก อยู่ๆ ผมก็เจอห้องนี้เข้า และคุณราเมศกับเกริกก็อยู่ในห้องนี้ก่อนแล้ว" เขาสาธยายเหตุการณ์ "เราเจอมีนากับลินดาหลังจากนั้นไม่นาน แล้วผมก็ออกไปเจอคุณนี่แหละ" นายแรมโบ้ราเมศพูดพร้อมกับบุ้ยใบ้ไปทางสองสาวก่อนจะตวัดสายตากลับมาหาผม "หมายความว่า พวกคุณไม่ได้ร่วงลงมาพร้อมกันงั้นสินะ" ผมพูด "แต่ที่แน่ๆ พวกเราทุกคนที่อยู่ในห้องนี้มีอะไรอย่างนึงที่เหมือนกันล่ะ" คุณราเมศบอก "อะไรหรือครับ" ผมถาม

"คุณบอกผมว่าจำชื่อตัวเองไม่ได้ใช่ไหม พวกเราก็เหมือนกัน ความทรงจำบางอย่างของเราแต่ละคนหายไปน่ะ อย่างมีนา..." เขากวาดสายตาไปที่สาวน้อยร่างเล็ก อ้อ...ชื่อมีนาสินะ ค่อยโล่งอกหน่อยที่เธอไม่ได้ชื่อแก้ว...ผมคิด "เธอเกิดจำไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ ว่าเธอคือลูกสาวของลุงมานะ" เอ๋!...ลูกสาวชื่อมีนา ผวนซะหน่อยก็เป็นมานี มีพ่อชื่อมานะ แล้วจะมีใครชื่อปิติและชูใจไหมล่ะนี่ อ๊ะ!...โทษที มุขแก่ไปหน่อย "กว่าเราจะพูดให้เธอเชื่อว่าเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของลุงแกได้ก็ใช้เวลาตั้งนานแน่ะ" คุณราเมศพูดเหมือนบ่นอยู่กลายๆ ออ...ลุงมานะที่ว่านั่นคงจะหมายถึงชายผมสีดอกเลาวัยเฉียดแซยิดคนนั้นสินะ "ส่วนลุงมานะ ถึงแกจะยังจำได้ว่ามีนาเป็นลูกของแก แต่ความทรงจำที่เกี่ยวกับพวกเรากลับหายไป พูดตรงๆ ก็คือ แกจำพวกเรารู้จักกันมาก่อนเป็นอย่างดีไม่ได้ซะงั้น" คำบอกเล่าของเขาทำให้ผมฉงนฉงายไม่น้อย "สูญเสียความทรงจำงั้นเหรอ" ผมพึมพำเบาๆ แต่ก็คงจะดังไปหน่อยอยู่ดี "จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกนักหรอก เพราะเราแต่ละคนจะจำไม่ได้กับเฉพาะบางอย่างเท่านั้น แต่ยังจำเรื่องอื่นๆ ได้เป็นปกตินะ" ลุงมานะพูดเสริมขึ้นบ้าง "มีใครคิดว่ามันเป็นเพราะการร่างหล่นลงมาจากข้างบนบ้างไหมคะ ที่ทำให้ความจำบางอย่างของพวกเราหายไป" มีนาเอ่ยถามขึ้น แต่ข้อสันนิษฐานของสาวน้อยหน้าใสก็มีเพียงผมกับคุณราเมศที่ตอบสนองด้วยการส่ายหน้าแทนคำตอบเท่านั้น แต่ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไรต่อ

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังตะกุยตะกายที่อีกฝั่งของประตูดังขึ้นอย่างฉับพลัน ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็หันขวับไปมองแทบจะพร้อมกันด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะหันกลับมามองหน้ากันเลิกลั่กไปมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงปากจัดที่ชื่อลินดา เธอถึงกับร้องกรี้ดเบาๆ แล้วโอกาสทองของเธอก็มาถึงจนได้ หญิงสาวผวากระโดดเข้าหานายแรมโบ้ราเมศอย่างไว จากนั้นก็เกาะติดหนึบอยู่กับแขนของเขาแนบแน่นจนดูเหมือนว่าชาตินี้ทั้งชาติคงจะแกะมือออกจากแขนล่ำๆ นั้นไม่ออกอีกเลย "อะไรน่ะ!" ชายวัยเฉียดแซยิดเอ่ยด้วยเสียงกระซิบพอให้ได้ยินกันในกลุ่ม โดยมีสาวน้อยมีนาม้าทั้งหัวหน้าซีดเผือดและยืนเบียดกับเด็กหนุ่มหน้าปรุที่ผุดลุกด้งดึ๋งขึ้นมายืนตัวแข็งเกร็งตาเหลือกลานจ้องเขม็งไปที่ประตูอยู่ที่มุมหัวเตียง

นายล่ำบึ้กราเมศเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากทำสัญญาณบอกให้ทุกคนเงียบโดยที่ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด เพราะตอนนี้ทุกคนก็หุบปากสนิทเหมือนติดกาวกันอยู่แล้ว ก่อนที่เขาจะพยายามแกะมือของลินดาออกจากแขนของตัว "ปล่อยผมก่อนเถอะนะลิน" เขากระซิบบอกโดยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากประตูเลยสักแวบเดียว สาบานได้ว่าน้ำเสียงนั้นบอกว่าเขากำลังอึดอัดและรำไยยัยนั่นอยู่ไม่น้อยเลยแหละ ส่วนผมก็ตั้งท่ากางแขนขาย่อเข่าในท่าเตรียมพร้อม มือจับด้ามปืนที่เอวและสองตาจ้องเขม็งอยู่ที่ประตูเขม็งเช่นเดียวกัน คิดๆ ดูแล้ว...เวรล่ะสิ! นี่ผมกำลังแอ็คท่าเหมือนพวกมือปืนจะดวลกันในหนังคาวบอยอยู่เลยนะเนี่ย!

ในที่สุดนายแรมโบ้ก็แกะมือที่เกาะติดเป็นปลาหมึกที่ดันกินกาวตราช้างเข้าไปทั้งหลอดนั่นออกไปได้สำเร็จ ถึงกระนั้นสาวปากตะไกรยังไม่วายจะไขว่คว้าถลาตามไม่วางวาย แต่ก็ถูกนายราเมศจับสองไหล่ผลักออกไปให้ยืนอยู่นิ่งๆ ก่อนที่เขาจะสืบเท้าไปหาประตูช้าๆ ไม่รู้ว่าผมจะคิดไปเองรึเปล่าเมื่อสายตาของผมเหลือบไปทางเด็กหนุ่มและสาวน้อยเข้าพอดีและเหมือนจะเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเด็กหนุ่มหัวเกรียนอยู่แว่บหนึ่งด้วย นายล่ำราเมศค่อยๆ แนบหูเข้ากับบานประตูนิ่งฟัง เสียงตะกุยตะกายนั่นดังอยู่เป็นพักๆ ผมอดรนทนยืนแอ็คท่านายอำเภอแห่งแดนตะวันตกอยู่เฉยๆ ไม่ได้อีกต่อไปจึงขยับเท้าเดินไปสมทบ ตอนนี้เองที่เสียงที่แปลกออกไปก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของประตู "โฮ่ง...โฮ่ง!"

"บรู๊ค!" ผมกับนายราเมศอุทานขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่เขาจะจับลูกบิดพร้อมกับจับสลักกลอนกระชากออกแล้วเปิดประตูผลัวะออกไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงร้องห้ามปรามกันเซ็งแซ่จากสองสาวและหนึ่งหนุ่มวัยรุ่น "อย่าเปิดนะ!" เสียงผู้หญิงปากตะไกรที่ชื่อลินดาแหกปากดังกว่าใครเพื่อนโดยมีอีกสองเสียงดังสอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง "อย่าออกไป!" แต่มันช้าไปเสียแล้วล่ะต๋อย ร่างล่ำบึ๊กของนายราเมศถลันออกไปยืนหันซ้ายหันขวาอยู่ข้างนอกประตูนั่นเรียบร้อยโรงเรียนแรมโบ้ไปแล้วพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียกเสียดังลั่นอีกต่างหาก "บรู๊ค นั่นแกเหรอ...แกอยู่ไหน บรู๊ค!" ผมวิ่งตามออกมาส่องไฟฉายไปในความมืดทั้งสองด้านแล้วก็ต้องผูกหัวคิ้วเป็นปมด้วยความแปลกใจ "ไหนล่ะ...เจ้าบรู๊คของคุณน่ะ!?" ผมหันมาถามพร้อมกับมองหน้าหนวดเฟิ้มที่มี่ยืนงงทำหัวคิ้วปูดเป็นปมเต็มหน้าผากไม่ต่างอะไรไปจากผมเลย

สายตาของเขากำลังจ้องเขม็งและเขม้นมองไปในความมืดทางด้านซ้ายมือ "คุณมองอะไรน่ะ... เห็นอะไรงั้นเหรอ!?" ผมถามอย่างตื่นตระหนกกับท่าทีของเขาที่เหมือนจะเห็นอะไรสักอย่างในความมืดนั่น แต่พี่ล่ำหน้าหนวดก็ไม่ได้สนใจจะตอบคำถามสุขภาพผมเลยส้าาาาาากคำ...แต่กลับหันไปตะโกนพูดกับคนในห้องแทน "เกริก อาขอยืมไฟฉายหน่อย ส่วนพวกคุณ...รออยู่ที่นี่นะ" เขาสั่งเสียงเข้มเข้าใส่คนในห้อง มีเพียงเด็กหนุ่มหน้าปรุที่ขยับเดินอย่างกล้าๆ กลัวๆ มายื่นโทรศัพท์มือถือให้ด้วยมือที่สั่นเทากับสีหน้าที่ดูเป็นกังวล "อาเมศจะทำอะไรน่ะ จะไปไหน!" เด็กหนุ่มถาม "เออน่ะ...แกอยู่นี่แหละ แล้วล็อคประตูด้วยเดี๋ยวอากลับมา" เขาตอบส่งๆ พลางรับเอามือถือมาเปิดแสงไฟให้สว่างขึ้น "อย่าบอกนะว่าคุณจะออกไปตามหาเจ้าบรู๊คน่ะ" ผมถาม นายราเมศมองหน้าผมแวบหนึ่งก่อนจะตอบ "คุณก็อยู่ที่นี่แหละ ผมไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมา" พูดแค่นั้นเขาก็ผละเดินดุ่มเข้าหาความมืดทางด้านซ้ายมือของห้องทันที ทำให้ผมเกิดสองจิตสองใจขึ้นมาและลังเลว่าจะทำตามที่เขาบอกดีไหมนะ อดใจที่จะหันไปมองความมืดที่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ ครั้นเมื่อหันกลับมาก็เห็นว่าเขากลายเป็นเงาตะคุ่มห่างออกไปราวสิบกว่าก้าวแล้ว

"คุณแน่ใจเหรอว่านั่นเป็นเสียงเจ้าบรู๊ค" ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ขยับสับเท้าเดินเร็วตามเขามาด้วย แทนที่จะเข้าไปหลบอยู่รออย่างปลอดภัยในห้องที่เพิ่งถูกดึงประตูปิดไล่หลังเมื่อสักอึดใจก่อนนี้ฟะ สงสัยตัวเองจริงๆ "หมาผม ผมต้องรู้สิ อยู่กับมันมานาน ทำไมจะจำเสียงมันไม่ได้ล่ะ" เขาตอบโดยไม่หันมามอง ยังคงเดินดุ่มๆ เข้าใส่ความมืดไม่ยอมหยุด ผมนึกไปถึงท่าทีของเขาเมื่อสักครู่แล้วให้นึกสงสัยขึ้นมาอีกจนได้ "เมื่อกี้คุณเห็นอะไรงั้นเหรอ?" ผมถาม พยายามที่จะเดินให้เร็วขึ้นเพื่อจะไปตีคู่กับเขาแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะขาหมอนั่นที่ยาวเกินไปหรือขาผมที่มันสั้นเกินไปกันแน่ แต่ที่แน่ๆ... หมอนี่เดินตามควาย เอ้อ...ตามหมาเร็วชะมัด! "ไม่แน่ใจ..." เขาตอบสั้นๆ ห้วนๆ จะด้วยเพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดหรือรำไยกับการซักไซร้ไล่เรียงยี่สิบคำถามสามตัวซวยของผมก็ไม่อาจรู้ได้

"แล้วนี่เราจะต้องเดินไปถึงไหนกันล่ะเนี่ย" ประโยคนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะถามเขาแต่อย่างใด เพียงแค่เปรยกับตัวเองเสียงดังไปหน่อยเท่านั้นเองตอนที่เหลียวกลัยไปมองข้างหลังอย่างหวาดระแวง แล้วอยู่ๆ นายแรมโบ้ก็หยุดเดินกะทันหันจนผมที่เดินตามหลังมาเบรคไม่ทัน ชนเข้ากับแผ่นหลังของเขาเข้าอย่างจัง "อุบ! อะไรของคุณเนี่ย!" ผมอุทานอย่างตกใจและแปลกใจ แต่ชายร่างล่ำตรงหน้ากลับยืนนิ่งเฉยไม่มีเซตามแรงปะทะเลยสักนิด "จะหยุดก็ไม่มีเตือนกันบ้างเลยเนอะคนเรา!" ผมโอดครวญทำนองตัดพ้อแต่นายยักษ์ปักหลั่นนี่ก็ยังคงยืนทื่อนิ่งเฉย ไม่ได้มีการขอโทษขอโพยเลยสักคำ ไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรเลยสักอย่าง...แต่กลับยกมือขึ้นชี้ตรงไปที่ความมืดตรงหน้า "อยู่นั่น" เขาพูดสั้นๆ ด้วยเสียงที่ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น

ผมสาดแสงไฟฉายไปตามที่เขาชี้นิ้ว ในใจคิดว่าเขาคงจะชี้บอกว่าเจอเจ้าบรู๊คอยู่ตรงนั้นแล้วแน่ๆ เลย แต่ก็ไม่ใช่...เท่าที่ปลายสุดของลำแสงจะส่องไปถึง ผมเห็นบานประตูสีขาวมัวๆ ตั้งเด่นอยู่ตรงนั้นเพียงบานเดียวโดดๆ โดยที่ไม่ได้ติดอยู่กับผนังหรือกำแพงแต่อย่างใด ยังกับว่าโดเรม่อนงัดเอาประตูสารพัดสถานที่ออกมาตั้งทิ้งไว้แล้วลืมเก็บงั้นแหละ "นั่นประตูอะไรน่ะ ใช่ทางออกจากที่นี่รึเปล่า!?" ผมถามพลางเดินผ่านร่างล่ำบึ๊กที่ยืนนิ่งอยู่กับที่มายืนอยู่ด้านหน้าของเขาเพื่อที่จะส่องไฟดูให้ชัดๆ เมื่อเขม้นตามองดูก็เหมือนจะเห็นตัวเลขติดอยู่กึ่งกลางประตูนั่นด้วย ถ้ามองไม่ผิดนะ...มันมีขีดเล็กๆ ของเครื่องหมายลบที่ขีดอยู่หน้าตัวเลข 59 นั่นด้วยแหละ "เราลองเข้าไปดูใกล้ๆ กันไหม คุณ..." ผมเอ่ยชวนพร้อมกับหันกลับไปหาเขา แต่คำพูดของผมก็ค้างเติ่งอยู่ที่ลิ้นไก่ หัวใจหล่นวูบลงไปกระเด้งกระดอนรอบข้อเท้า ร่างกำยำล่ำบึ๊กเบ้อเร่อบ้าร่าของนายแรมโบ้ราเมศ...อันตรธานหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้!

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!