"เอาล่ะบรู๊ค แกพร้อมมั้ย" ผมถามเจ้าหมาที่เอาแต่แลบลิ้นและแกว่งหางดุ๊กดิ๊กให้โดยไม่มีคำตอบใดๆ ให้สักคำ ก็แหงล่ะ...ลองมันตอบมาเป็นคำๆ ดูสิ ถ้าผมไม่วิ่งป่าราบล่ะก็นะ ให้คุณไปอมขี้มาพ่นใส่หน้าผมได้เลยเถอะ... ผมยอม! แต่สิ่งที่เจ้าบรู๊คทำก็คือมันเดินตรงไปหยุดยืนที่ประตูแล้วหันหน้าหมาของมันมามองผมทำสายตาทำนองจะบอกว่า 'พร้อมเสมอเมื่อเธอพร้อม' ประมาณนั้น กลับเป็นผมเสียอีกที่กลายเป็นฝ่ายที่ออกอาการลังเลและมีคำถามขึ้นมาว่าตัวผมเองจะพร้อมอย่างที่เอ่ยปากถามหมามันมั้ย แต่ก็นะ...ถึงจะยังไงก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้วผมก็ต้องจำใจขจัดความลังเลนั้นออกไปให้พ้นแล้วออกไปเผชิญกับความมืดข้างนอกนั่นเพื่อหาทางออกไปจากตึกบ้าๆ นี่อยู่ดี
คิดได้ดังนั้นผมจึงก้าวเท้าตรงไปยืนข้างเจ้าบรู๊คที่ยืนรออยู่ตรงประตูที่เปิดอ้าเอาไว้ ก่อนจะดึงปืนแม็กนั่มกระบอกโตออกจากซองมาถือไว้ มองไปที่เงาของตัวเองที่ทอดยาวออกไปพาดอยู่กับราวระเบียงเฉพาะส่วนที่เป็นช่วงลำตัว แต่ส่วนที่เป็นเงาหัวของผมมันถูกกลืนหายไปกับผืนพรมแห่งความมืดมิดที่นอกราวระเบียงเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุว่าอีกประเดี๋ยวหัวของผมก็คงจะ... "หยุดคิดอะไรบ้าๆ เดี๋ยวนี้นะ!" ผมหลุดปากตะคอกใส่ความคิดที่คอยเอาแต่จะหลอนตัวเองเสียงดังลั่นจนเจ้าบรู๊คสะดุ้งตกใจร้องเอ๋งแล้วหันมองหน้าผมอย่างมีคำถามแบบหมาๆ "โทษทีบรู๊ค...ไม่มีอะไรนะไอ้หนู" ผมลูบหัวมันพร้อมกับปลอบโยน ก่อนจะสูดลมเข้าปอดลึกๆ พลางกระชับด้ามปืนในท่าเตรียมพร้อมที่จะสาดกระสุนใส่อะไรก็ตามที่อาจจะซุ่มรออยู่และโผล่พรวดพราดมาขวางหน้าได้ทุกเมื่อ พลางเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา 08.13 น.แล้ว "ไปกันเถอะบรู๊ค" ผมพูดจบก็ก้าวออกจากประตูห้องจริงๆ เสียทีโดยมีเจ้าหมาแปลกหน้าเดินตามมาต้อยๆ เหมือนกับจะทำหน้าที่ระวังหลังให้กับผม
ก็ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เจ้าคู่หูสี่ขาแปลกหน้าตัวนี้กำลังรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่สำหรับผมแล้ว ความหวาดหวั่นกำลังถาโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งเหมือนคลื่นทะเลในพายุที่โหมซัดเข้าฝั่งแล้วถอยร่น กวาดและลากเอาความห้าวหาญออกไปจากจิตใจของผมจนแทบจะหมดสิ้นในทุกย่างก้าวที่เดินฝ่าเข้าไปในความมืดเบื้องหน้าและออกห่างมาจากแสงสว่างเดียวที่มีอยู่นั้น สิ่งเดียวที่พอจะช่วยประคับประคองจิตใจและสติสะตังไม่ให้กระเจิดกระเจิงเพราะความหวาดกลัวไปได้อยู่บ้างก็คือเจ้าสี่ขาขนสีน้ำตาลปุกปุยตัวนี้ กับแม็กนั่มเหยี่ยวทะเลทรายที่กำแน่นอยู่ในมือและไฟฉายกระบอกเท่าแขนที่ถืออยู่นี่เท่านั้น และผมก็ดันจะมาต้องการสัมผัสกับความอุ่นใจอันน้อยนิดนี้อยู่ตลอดเวลาเสียด้วยสิ ผมซุกปืนเข้าซองเป็นเวลาชั่วครู่และดึงออกมาถือตามเดิมเป็นพักๆ เพื่อที่จะมีมือว่างไปขยี้ขนที่คอของเจ้าบรู๊คที่เดินคลอเคลียอยู่ข้างๆ เหมือนเป็นการพยายามปลอบใจเราทั้งคู่อยู่เช่นกัน พร้อมกับภาวนาอยู่ในใจตลอดเวลาว่าขออย่าได้มีอะไรที่ไม่เข้าท่าโผล่มาจากความมืดที่ไม่เข้าทีนี่เลย...โดยเฉพาะผอสระอี 'ไอ้บ้า! หยุดคิดเดี๋ยวนี้เชียวนะ!' คราวนี้ผมตวาดใส่ตัวเองในใจเพื่อจะได้ไม่สร้างความตื่นตกใจให้เจ้าบรู๊คเป็นครั้งที่สอง หยุดความคิดฟุ้งซ่านที่ดันวกมาเข้าเรื่องที่ไม่ควรคิดเมื่อต้องติดอยู่ในความมืดที่ไม่คุ้นเคยอย่างนี้ "ไอ้เวรเอ้ย!" ผมพึมพำด่าตัวเองเบาๆ และนั่นมันก็ทำให้ผมต้องการความอุ่นใจขึ้นมาอีกแล้ว ผมจัดการซุกปืนใส่ซองเป็นครั้งที่ร้อยแล้วล่ะมั้งและกำลังเอื้อมมือจะไปขยี้ขนบนหัวของเจ้าบรู๊ค
ทันใดนั้นเอง อย่างไม่ทันจะตั้งตัวใดๆ ทั้งสิ้น พื้นปูนที่ใต้ฝ่าเท้าของผมก็เกิดอาการไหวตัวยวบยาบเหมือนกับว่าผมกำลังเหยียบเดินอยู่บนสวนสนุกเป่าลมกลางแจ้งยังไงอย่างงั้น จนผมแทบจะทรงตัวอยู่ไม่ได้ เจ้าบรู๊คก็คงจะรู้สึกได้เช่นกันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ เพราะมันก็ร้อง "เอ๋ง!" เสียงดังลั่นขึ้นมาด้วยความตกใจเช่นกันอยู่ข้างผม ดูเหมือนว่าตึกทั้งตึกจะโยกโยนโคลงเคลงไปมาอย่างรุนแรงจนน่ากลัวว่าจะถล่มโครมครืนลงไปได้ทุกวินาที ก่อนที่พื้นระเบียงทางเดินทั้งแถบจะหายวับไป! แล้วท้องของผมก็วูบโหวงเบาหวิวขึ้นก่อนที่ร่างจะจมลงไปในความดำมืดตรงที่เคยมีพื้นคอนกรีตรองฝ่าเท้าอยู่อย่างแปลกประหลาด กระบอกไฟฉายหลุดไปจากมือและลอยคว้างหมุนควงอยู่ในความว่างเปล่า สองหูของผมได้ยินเสียงเจ้าบรู๊คร้องลั่นอย่างตื่นตกใจดังมาจากที่ไหนสักที่...ข้างบนนั่น
ความมืดและความหนาวเย็นไหลผ่านร่างของผมขึ้นสู่เบื้องบนที่สูงลิบลิ่วไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผมกลับรู้สึกถึงการดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกอย่างเชื่องช้าราวกับจมลงสู่ก้นบึ้งสะดือทะเลอันมืดมิดสุดจะหยั่งถึง เวลาเลื่อนผ่านเนิ่นนานราวกับเป็นชาติที่ผมล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าที่เหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด ความทรงจำที่พร่าเลือนเลื่อนไหลออกจากห้วงมโนสำนึกก่อนที่มันจะฟุ้งกระจายกลายเป็นเกล็ดสีเงินและสีทองระยิบระยับแล้วดับสนิทไป...ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ผมไม่มีโอกาสที่จะรับรู้ได้เลยว่าความทรงจำที่หลุดออกไปนั้นมันมีจำนวนมากมายมหาศาลเพียงใด นั่นก็เป็นเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่กับผมในตอนนี้มีเพียงแค่ความว่างเปล่าไร้ซึ่งนิยามและกาลเวลาเท่านั้น...จริงๆ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่อาจจะรู้ได้ แต่แล้วความทรงจำอันมหาศาลที่หลุดออกไปนั้นมันก็หยุดนิ่งงันราวเสี้ยววินาทีก่อนที่จะกลับมาเคลื่อนที่อีกครั้ง เหมือนมีใครกดปุ่มรีเวิร์สให้ภาพเหล่านั้นไหลย้อนกลับหลังเข้ามาในหัวผมอย่างรวดเร็วอยู่ชั่วหลายอึดใจ จนผมรู้สึกมึนงงและปั่นป่วนมวนในท้องขึ้นมาอีกครั้ง แล้วสมองก็สั่งให้ร่างกายเกิดความรู้สึกอยากจะสำรอกเอาความปั่นป่วนในช่องท้องนั้นออกมา แต่ทว่าร่างกายของผมมันกลับไม่ยอมตอบสนองต่อคำสั่งที่ได้รับ ผมจึงจำเป็นต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับอาการพะอืดพะอมนั้นเอาไว้อย่างไม่มีทางเลือก กว่าที่ผมจะลืมตาขึ้นมองเห็นสีดำสนิทของความมืดที่ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่านี่ผมกำลังลืมตาแล้วจริงหรือเปล่า ก่อนจะรับรู้ถึงความเย็นเยียบที่คืบคลานเข้าเกาะกุมตามแผ่นหลังและลุกลามไปจนทั่วร่างกาย รู้สึกคล้ายถูกแท่งน้ำหนักที่มองไม่เห็นกดทับลงมา แต่มันกลับทำให้ผมรับรู้ถึงความเป็นตัวของตัวเองได้อีกครั้งอย่างน่าประหลาด ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนี้มันเหมือนเวลาล่วงผ่านไปแล้วชั่วกัปชั่วกัลป์
แต่ในที่สุด สติสัมปชัญญะของผมก็กลับคืนมาเข้าที่เข้าทางอย่างสมบูรณ์จนได้... ความรู้สึกพะอืดพะอมนั่นก็หายไปแล้วเป็นปลิดทิ้ง ตามมาด้วยความรู้สึกตัวว่ากำลังนอนแผ่หราอยู่บนพื้นคอนกรีตอันเย็นชืดเหมือนนอนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งอาร์คติกก็ไม่ปาน และมันคงจะดูดกลืนความร้อนภายในร่างกายของผมไปจนหมดสิ้นในอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้เป็นแน่ ถ้าขืนผมยังนอนแบแถ่นแบ่นอยู่อย่างนี้ต่อไปอีกสักครึ่งวินาทีล่ะก็ แต่ความนึกคิดแรกที่พุ่งปรู้ดเข้ามาในหัวของผมก็คือ...เจ้าหมาหน้ายิ้มตัวนั้น "บรู๊ค! แกอยู่ไหน!" ผมร้องเรียกพร้อมกับพลิกตัวขึ้นมาอยู่ในท่าคลานสี่ขาพลางมองไปรอบตัวที่มีเพียงแค่ความเงียบงันและมืดมิด ไม่มีเสียงเห่าหรือแม้แต่เสียงครางหงืดๆ หงิงๆ ใดๆ ตอบรับกลับมาให้ชื่นใจสักแอะ
"ฟะ...ไฟฉายล่ะ!" ผมนึกขึ้นมาได้อีกอย่างจึงรีบคลำไปบนพื้นที่เย็นเฉียบก่อนที่จะสะดุดเข้ากับกระบอกไฟฉายที่ดับสนิทตกอยู่ข้างๆ ตัวและถูกปิดสวิตช์ไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ผมรีบเปิดลำแสงขึ้นขับไล่ความมืดทันที โชคดีที่มันยังคงใช้งานได้ดีเป็นปกติ จากนั้นก็คลำๆ ตบๆ ไปตามตัว ก็ยังเจอกระเป๋าเป้สะพายติดแยู่กับไหล่ไม่ได้หลุดหายไปไหนเพราะมีเสื้อเชิ๊ตที่สวมทับอยู่กันเอาไว้ และปืนแม็กนั่มกระบอกโตก็ยังคงเหน็บสงบนิ่งอยู่ที่เอวดีอยู่ จะมีก็เพียงสร้อยคอด็อกแท็กที่ผมจำได้ว่าเป็นของเจ้าบรู๊คตกอยู่ที่พื้นข้างตัว ว่าแต่ทำไมมันถึงมาตกอยู่ตรงนี้ล่ะ "แกหายไปไหนนะ...บรู๊ค" ผมรำพึงกับตังเองพลางหยิบสร้อยด็อกแท็กอันนั้นขึ้นมาสวมไว้กับคอตัวเองกันตกหายก่อนจะสาดแสงไฟฉายไปรอบตัวก็พบว่าถึงมันจะมืดและเงียบสงัดเหมือนกันกับที่ที่ผมเพิ่งร่วงหล่นลงมาก็ตาม แต่ที่นี่มันไม่ได้มีร่องรอยของความวินาทสันตะโรให้เห็นแต่อย่างใด มันเป็นเพียงโถงทางเดินที่มีผนังคอนกรีตขนาบข้างทั้งสองด้าน ทึบตันและทอดยาวเข้าไปในความมืดที่ไม่มีสิ้นสุดทั้งด้านหน้าและด้านหลังเท่านั้น
ความเงียบที่น่าขนลุกนี่มันกระตุ้นให้อาการเซเดทโฟเบียเริ่มหวนกลับมาตั้งท่าจู่โจมผมอีกแล้ว แต่ผมจะไม่ยอมปล่อยให้มันครอบงำผมง่ายๆ อีกแล้วหรอกนะ "ตั้งสติเดี๋ยวนี้เลย! ไอ้...!" ผมสั่งตัวเองและก็ยังคงนึกชื่อตัวเองไม่ออกอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่คราวนี้ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเกือบๆ จะจำได้มันพุ่งขึ้นมาติดอยู่ที่ปลายลิ้นไก่แต่ก็ไม่ยอมหลุดออกมานอกปากอยู่ดี หลังจากนั้นน่าจะราวๆ สองสามนาทีต่อมาผมก็กลับเข้าควบคุมตัวเองและสกัดกั้นไม่ให้อาการกลัวความเงียบกำเริบได้สำเร็จ "เอาล่ะ" ผมพึมพำแผ่วเบาก่อนจะสูดลมเข้าปอดลึกๆ อีกครั้ง ตอนนี้ผมคงจะต้องลองออกเดินสำรวจที่นี่เสียก่อน เผื่อว่าจะเจอเจ้าบรู๊คอยู่ตรงไหนสักตรงในความมืดมิดของที่นี่หรือจะให้ดีกว่านั้นถ้าโชคเข้าข้างนะ ผมอาจจะเจอใครบางคนที่ยังมีชีวิตตัวเป็นๆ อยู่ที่นี่อีกก็ได้ ก็ทำไม่จะเป็นไปไม่ได้ล่ะ ดูจากตัวผมเองนี่เถอะ...ร่วงมาจากข้างบนนั่นลงมาลึกแค่ไหนก็ไม่รู้ซะขนาดนั้น แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ดีแถมยังไม่มีส่วนใดแตกหักสึกหรอเลยสักนิดเดียวได้เลยนี่นา มันก็มีสิทธิ์เป็นไปได้สูงไม่ใช่รึไงที่จะมีคนอื่นๆ ที่ร่วงลงมาแบบเดียวกับผมเหมือนกัน คิดดังนั้นผมจึงตัดสินใจที่จะเดินตรงไปตามทางด้านที่หน้าของผมหันไปนั่นก่อนเลย ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันเป็นทางที่ถูกผิดหรือไม่อย่างไร...แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยล่ะนะ อาศัยสัญชาติญาณล้วนๆ เลยนะเนี่ยงานนี้
เวลาผ่านไปน่าจะสักเกือบๆ สิบนาทีเห็นจะได้ที่ผมเดินสาดแสงไฟฉายฝ่าความมืดมาเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีประตูห้องหรือช่องบันไดทางขึ้นปรากฏให้เห็นเลย นั่นทำให้ผมชักจะไม่แน่ใจแล้วว่า สัญชาตญาณที่ผมอาศัยมันนำทางอยู่นี่อาจจะพามาผิดทิศผิดทางเข้าให้แล้วหรือเปล่า แต่ก่อนที่ผมจะได้ทันตัดสินใจใหม่อีกครั้งว่าจะเดินหน้าต่อหรือลองถอยกลับไปฝังตรงข้ามดี ผมก็ต้องใจหายวาบเมื่อแสงไฟฉายสาดไปข้างหน้านั้นกระทบเข้ากับอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายโครงร่างดำทะมึนของคนๆ หนึ่งยืนอยู่ที่ด้านไกลสุดเท่าที่ปลายของลำแสงจะสาดส่องไปถึง!
ผมเขม้นตาพยายามมองให้ชัดๆ แต่ก็เห็นเป็นเพียงแค่เงาอันเลือนรางอย่างกับว่าร่างนั้นเป็นแค่ควันที่ลองลอยหมุนวนอยู่ในความมืดเท่านั้น "นะ...นั่นใครน่ะ" ผมตัดสินใจตะโกนถามออกไป แต่ก็มีเพียงแค่เสียงของความเงียบสงัดที่ตะโกนตอบกลับมา ผมกลั้นใจพยายามผลักไสความคิดที่คอยแต่จะผุดขึ้นมาหลอกหลอนตัวเองว่า...นั่นจะเป็นผอสระอีหรือเปล่าทิ้งไปอย่างยากเย็นแสนเข็ญ "เฮ้...ใครอยู่ตรงนั้น!" ผมตะโกนถามซ้ำพร้อมกับก้าวเท้าออกเดินเข้าไปช้าๆ พร้อมกับส่องไฟฉายเข้าใส่ร่างนั้นแบบตรงๆ แต่ดูคล้ายกับว่าลำแสงได้ทะลุผ่านไปอย่างกับว่าร่างที่มองเห็นอยู่นั่นมันไม่มีตัวตน "ผมต้องการความช่ว..." คำพูดของผมต้องติดคอหอยอยู่แค่นั้นเมื่ออยู่ๆ เงาร่างนั้นก็ระเบิดออกไปทุกทิศทางก่อนที่จะกลายเป็นควันแล้วหายวับไปอย่างไม่ทิ้งร่องรอย เอาเข้าแล้วไงกรู...ผมคิด แล้วก็มีเสียงดังจากความมืดด้านหน้านั่นสนั่นลั่นโถงทางเดินจนผมสะดุ้งจนผวาชักขากลับแทบไม่ทัน "โฮ่งๆ!"
ทันทีที่สิ้นเสียงเห่านั้น ร่างเงาของตัวอะไรบางอย่างที่ผมไม่คิดว่ารูปร่างของมันจะเหมือนหมาสักนิดก็กระโจนออกมาจากความว่างเปล่าที่มืดมิดเบื้องหน้าพุ่งทะยานเข้าใส่ผมเร็วมากจนผมต้องแหกปากร้องลั่นด้วยความตื่นตกใจและขี้หดตดหาย "เชี่ย!" นั่นทำให้ผมผงะถอยหลังแล้วหงายเงิบและล้มลงไปนั่งพับเพียบกองอยู่ที่พื้นอีกครั้ง แต่ยังดีที่ไม่เผลอปล่อยไฟฉายหลุดมือไปอีก "บรู๊ค!" ผมร้องเรียกชื่อเจ้าหมาเสียงดังลั่นอย่างลืมตัว นั่นทำให้ผมต้องสะดุ้งกับเสียงสะท้อนก้องที่กระเด้งไปมาของตัวเอง แต่นั่นมันก็ช่วยทำให้ผมตั้งสติได้เร็วขึ้น ก่อนจะรีบส่องไฟมองหาสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าบรู๊คไปรอบๆ ตัว แต่งสิ่งที่ผมพบเจอมันก็คือความมืดที่ว่างเปล่าและสงบนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่เงาของหมาตัวนั้นเลย แล้วอีกเสียงที่ทำให้ผมต้องผวาสุดหัวใจจนไข่หดตดทะเล็ดเกือบจะเผลอปล่อยสติหลุดไปอีกก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ผมรีบหมุนตัวกลับหันขวับไปมองทางต้นเสียงอย่างเร็วจนเอวแทบเคล็ดพร้อมกับสาดลำแสงไฟฉายเข้าใส่...ผมก็ต้องตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง...มันโผล่มาตอนไหน ได้ไงฟะ!
แสงสีเหลืองซีดเซียวส่องลอดออกมาจากรอยแยกของกรอบประตูที่มาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่ตอนไหน ทำไมผมถึงไม่เห็นมันทั้งที่ก็เพิ่งจะเดินผ่านมาชั่วเวลาตดไม่ทันหายเหม็นเลยเมื่อตะกี้นี้ล่ะ แสงไฟนั่นมันเด่นชัดอยู่ในความมืดของสถานที่แห่งนี้ ส่วนเสียงที่ดังมาพาสะดุ้งนั้นก็คือเสียงของครวญครางบานพับประตูฝืดๆ ที่ถูกเปิดอ้าออกอย่างช้าๆ 'แอ๊ดดดดด...' เหมือนเสียงประตูเปิดในหนังสยองขวัญเป๊ะ ยิ่งในความเงียบที่สงัดของที่นี่ด้วยแล้ว เสียงบาดโสตประสาทนั่นก็ยิ่งดังมากกว่าปกติจนเสียดแทงตับไตไปจนจรดไส้ติ่งเลยทีเดียว ก่อนที่จะมีหัวคนยื่นออกมาหันซ้ายแลขวาในลักณะของการระแวงระวังภัย อึดใจต่อมาร่างทั้งร่างของเจ้าของหัวนั้นก็ก้าวออกมายืนจังก้าเต็มตัวและหันมาทางผม พร้อมกับยกมือป้องหน้าทำตาหยีเพราะผมเผลอส่องไฟใส่หน้าค้างไว้ "นั่นใครน่ะ...ใครอยู่ตรงนั้น!" เสียงห้าวๆ เอ่ยถามขึ้น เป็นขณะเดียวกันกับที่ประตูห้องนั้นปิดตัวลงกั้นแสงไฟจากภายในเอาไว้ ทำให้ทุกสิ่งอย่างด้านหลังของเขาต้องตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง "ช่วยเอาไฟฉายของคุณออกไปจากหน้าผมก่อนได้ไหม" หมอนั่นไม่พูดเปล่าแต่ยังพาร่างล่ำบึ้กยังกับแรมโบ้เดินตรงดิ่งเข้ามาหาเสียอีกด้วย ไม่ถึงอึดใจเขาก็เข้ามาถึงตัวผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว "คะ...คุณเป็นใครน่ะ!" ผมถามอย่างแพนิกพร้อมกับลดลำแสงลงมาที่แผงอกอันบึกบึนภายใต้เสื้อยืดฟิตเปรี๊ยะของเขา "คุณเป็นไงบ้าง...ไหวมั้ยเนี่ย" เขาไม่ได้ตอบคำถามผมแต่ดันถามกลับซะงั้นพร้อมกับคุกเข่าลงพลางเอื้อมมือมาแตะที่ต้นแขนผม สัมผัสผะผ่าวของไออุ่นจากมือของเขาทำให้ผมคลายใจลงได้โข อย่างน้อยเขาก็มีสัมผัสแบบมนุษย์ปกติธรรมดาล่ะ "มะ...ไม่ครับ แค่ขี้เกือบทะเล็ดนิดหน่อย นอกนั้นก็ยังโอเคอยู่" ผมตอบและถามกลับไปทันที "ที่นี่มันที่ไหนน่ะ"
ชายแปลกหน้าจ้องหน้าผมนิดนึงก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับระบายลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ เหมือนคนจนปัญญาที่จะตอบคำถามโลกแตกที่ผมถาม "เอาตรงๆ นะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน เท่าที่รู้ ผมและคนอื่นๆ ตกลงมาจาก...ข้างบนนั่น" เขาตอบ ขณะยื่นมือมาให้ผม เป็นทีบอกว่าจะช่วยฉุดผมให้ลุกขึ้น "ขอบคุณครับ" ผมตอบรับน้ำใจนั้นแล้วส่งมือให้เขา เมื่อเราทั้งคู่ลุกจากพื้นขึ้นมายืนประจันหน้ากันแล้ว ในระยะประชิดแบบนี้ แสงจากรัศมีไฟฉายก็เผยให้เห็นรายละเอียดของชายแปลกหน้าเพิ่มขึ้นได้อีกหน่อย เท่าที่ผมเห็น...ชายผมเกรียนคนนี้น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมนี่แหละ รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนากล้ามแน่นเทอะทะเหมือนคนเล่นเวทวันละยี่สิบสี่ชั่วโมงมาตลอดชีวิต สวมเสื้อยืดสีขาวฟิตเปรี๊ยะทำให้ผมนึกไปถึงเดอะร็อคในเวอร์ชั่นเอเชีย ไว้หนวดเฟิ้มที่เหนือปากประกอบกับผิวหน้าที่ดูแห้งกร้านกับทำสีหน้าเคร่งเครียดดุดันตลอดเวลานั้นมันทำให้หน้าตาของเขาแซงหน้าอายุไปหลายปีเลยทีเดียว แถมดูเหมือนจะมีผมขาวขึ้นแซมแถวจอนผมและยังมีไฝติดอยู่ที่หัวคิ้วข้างซ้ายอีกหนึ่งเม็ดเบ้อเริ่มเทิ่มอีกด้วย ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเอาแถบบาร์โค้ดนี่มาแปะมาบนหน้าผากจนดูเหมือนคนปวดขี้ที่หาส้วมไม่เจอมานานสักกี่ปีแล้วล่ะเนี่ย
"ผมชื่อราเมศ" ชายหุ่นแรมโบ้แนะนำตัว "อ้อ...ครับ ผม...เอ่อ... โทษที อาจจะฟังดูแปลกไปหน่อย แต่ผมจำไม่ได้ว่าผมชื่ออะไร เอ่อ..." ผมอึกอักตอบเขาไปพลางคิดว่าจะต้องเจอกับรีแอคชั่นด้านลบจากเขาเป็นแน่ แต่ผิดคาดแฮะ...เขากลับจ้องหน้าผมนิ่งอยู่ชั่วครู่ สีหน้าของเขาไม่ปรากฏความแปลกใจหรือขุ่นเคืองเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่เขาทำก็เพียงพยักหน้างึกงักเหมือนกับว่าสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดไปนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาซะอย่างนั้น กลับกลายเป็นผมเองเสียอีกที่ต้องขมวดคิ้วเป็นปมติดกลางหน้าผากอันเบ้อเริ่ม "อืม...งั้นเหรอ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน" เขาพูดพลางใช้มือหมึมาตบลงบนไหล่ผมเบาๆ อย่างให้กำลังใจ "พวกเราที่อยู่ที่นี่ทุกคนต่างก็มีความจำที่ไม่สมบูรณ์กันทั้งนั้นแหละ" เขาเฉลย "ยังมีคนอื่นอีกเหรอครับ" ผมถามอย่างตื่นเต้นและคาดไม่ถึง ชายหุ่นแรมโบ้พยักหน้าแทนคำตอบ
"ว่าแต่คุณเถอะ มาอยู่ที่นี่ได้ไง แล้วมีแค่คุณคนเดียวเหรอ นอกจากผมแล้วคุณได้เจอใครคนอื่นอีกบ้างรึเปล่า" เขาหันมาเป็นฝ่ายยิงคำถามใส่ผมแบบรัวๆ ทำให้ผมตั้งรับและหาคำตอบแทบไม่ทัน "ผม...ไม่รู้สิ เดินอยู่ดีๆ พื้นก็หายไป รู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่ที่นี่แล้ว แล้วก็เดินมาก็เจอคุณนี่แหละ เอ้อ...ผมตกลงมากับหมาตัวนึงด้วย คุณเห็นมันบ้างมั้ย" ผมนึกขึ้นได้จึงถามเขากลับบ้าง นายราเมศมีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด "หมาเหรอ หน้าตามันเป็นไงครับ" ดูเหมือนเขาจะกระตือรือร้นขึ้นมาจนน่าแปลกใจ "ก็...โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ๆ ขนสีน้ำตาล เออ...นี่ไง ด็อกแท็กนี่แขวนคอมันอยู่" ผมหยิบสายสร้อยด็อกแท็กที่ห้อยคอให้เขาดู ชายร่างบึ้กยื่นมือมาจับพลิกไปมาสำรวจดูก่อนที่จะทำตาโตพร้อมกับอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ "บรู๊ค! คุณเจอมันด้วยเหรอ!" เขามองหน้าผมที่มองหน้าเขาอยู่ ต่างคนต่างมีสีหน้าแปลกใจแบบที่ไม่มีใครจะยอมน้อยหน้าใคร "มันเป็นหมาของผมเอง" เขาบอก "จริงดิ..." ผมถามจบก็พบว่าครั้งนี้ผมชนะ เพราะความแปลกใจของผมมันขยายตัวกลายเป็นประหลาดใจเบอร์แรงแซงหน้าเขาไปหลายช่วงตัวแล้ว
"แต่ผมต้องขอโทษด้วยนะ ตอนนี้ผมไม่รู้ว่ามันหายไปไหนแล้ว" คำพูดของผมทำให้สีหน้าของเขาดูสลดลงนิดหน่อย "มันไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย" เขาพูดเศร้าๆ พลางยักไหล่น้อยๆ ก่อนจะพูดต่อ "แต่ถ้ามันอยู่แถวนี้เดี๋ยวเราก็คงจะเจอมันเองนั่นแหละ มันเป็นหมาที่ฉลาดมากนะ" ฟังดูแล้วมันเหมือนกับจะเป็นการปลอบใจตัวเองเสียมากกว่า แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาพูดถูก เจ้าบรู๊คมันเป็นหมาที่ฉลาดจริงๆ นั่นแหละ "คุณจะเอานี่คืนไปก็ได้นะ" ผมพูดพร้อมกับตั้งท่าจะถอดสร้อยออกเพื่อส่งให้เขา แต่กลับถูกเขายกมือเป็นเชิงห้าม "ไม่ๆ คุณเก็บไว้ก่อนเถอะ" เขาพูดแค่นั้นแล้วก็นิ่งไปเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปอีก
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 26
Comments