ห้องคุณราเมศ

ก่อนที่จะทำสิ่งอื่นใดเมื่อออกจากห้องมาเผชิญหน้ากับความมืดของระเบียงทางเดิน ผมตัดสินใจตรงไปยังปีกตึกด้านที่ใกล้ที่สุดก่อนเลยเพื่อทำในสิ่งที่ใจคิดและหวังไว้ค่อนข้างสูง แต่แล้วก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างแรงที่สุดในชีวิต ลูกกุญแจที่มีอยู่ในพวงนี้มีไว้สำหรับประตูลูกบิดเท่านั้น มันไม่ได้มีไว้สำหรับเปิดแม่กุญแจแบบล็อกสายยูเลยสักดอกเดียว...บ้าจริง ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ก็คงไม่ต้องเสียเวลาเดินไปดูที่อีกฝั่งของตัวตึกแล้วล่ะ โคตรจะเซ็งเลยว่ะ แต่ว่าผมก็ยังไม่ยอมแพ้ให้เสียหน้าหรอกนะ ผมตัดสินใจอีกครั้งที่จะลองใช้ลูกกุญแจที่ได้มานี้ไขเข้าไปสำรวจห้องที่เหลือทุกห้องบนชั้นนี้เสียก่อนก็ได้ เผื่อว่าจะเจออะไรที่สามารถใช้งานได้เพิ่มขึ้นมาอีกสักอย่างสองอย่างก็ยังดี หึหึ...ดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนที่คิดรอบคอบและตัดสินใจอะไรได้เข้าท่ามากเลยใช่ไหมล่ะ เอาตามตรงเลยนะ...อันที่จริงแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมทำเป็นโยกโย้เถไปทางนั้นทีทางนี้ทีนั่นเป็นเพราะผมกำลังพยายามถ่วงเวลาตัวเองไม่ให้ลงไปพานพบกับความไม่รู้ในความมืดกว่าที่บันไดข้างล่างนั่นเร็วเกินไปต่างหากล่ะ!

07.34น. เวลาหมุนผ่านไปโดยไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ อย่างรวดเร็ว ในที่สุดผมก็ต้องจำใจยอมรับว่าการกระทำอะไรแบบนั้นมันช่างสูญเปล่าเสียจริงๆ เพราะนอกจากที่ผมจะไม่ได้อะไรเพิ่มเติมมาเลยสักอย่างแล้ว ผมก็ยังต้องเสียเวลามากมายในการสุ่มหาลูกกุญแจที่ถูกตัองเพื่อไขห้องแต่ละห้องเพียงเพื่อจะได้เข้าไปเจอแต่ห้องสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่าและมืดตื๊ดตีํอเท่านั้นอีกด้วย และที่สำคัญก็คือความจริงที่น่าปวดใจที่ว่า ไม่ว่าจะพยายามประวิงเวลาให้เนิ่นนานออกไปอีกสักแค่ไหนก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วผมก็หนีชะตากรรมของตัวเองไม่พ้นอย่างแน่นอน ใช่...ไม่มีใครบนโลกนี้ที่จะสามารถหนีพ้นไปจากชะตากรรมของตัวเองได้ นอกเสียจากจะเป็นผู้บรรลุนิพพานไปแล้ว ซึ่งแน่นอนเช่นกันว่าไม่ใช่ผม ท้ายที่สุด เวลาที่จะต้องลงไปข้างล่างนั่นก็ต้องมาถึงอยู่ดี แถมดูมันจะยิ่งเดินเร็วขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำเมื่อเราพยายามแข็งขืนฝืนเอาไว้

ผมผละจากห้องว่างห้องสุดท้ายมายืนทำใจอยู่ที่เชิงบันไดพร้อมกับสาดแสงไฟฉายเข้าใส่ความมืดด้วยความรู้สึกหลายๆ อย่างผสมปนเปกันจนยุ่งเหยิงไปหมด ที่เด่นชัดมากก็คือความตื่นระทึกและหวาดหวั่นจนสัมผัสได้ถึงความเปียกชุ่มชื้นแฉะจากเหงื่อที่ทะลักออกมาเต็มมือที่กำด้ามปืนแน่น แล้วผมก็ฝืนบังคับสองเท้าให้ก้าวลงบันไดสำเร็จจนได้ทั้งที่สั่นจนแทบจะก้าวขาไม่ไหวอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าผมจะค้นพบความกลัวที่เหนือกว่าอาการกลัวความเงียบเข้าให้แล้วล่ะมั้งนี่ สิ่งนั้นก็คือความมืดที่ครอบคลุมกลืนกินบันไดเอาไว้นั่น ซึ่งมันพยายามยัดเยียดความรู้สึกเย็นยะเยือกที่เสียดแทงทะลุเข้าไปถึงไขสันหลังจนเสียววาบๆ อยู่ตลอดเวลาที่ผมเผชิญหน้ากับมัน

และมันก็ทำสำเร็จได้อย่างงดงามโดยทีผมหมดสิ้นปัญญาที่จะต้านทานมันไว้ได้เสียด้วยสิ มันทำให้ผมลืมความเงียบบริสุทธิ์ที่ล้อมรอบตัวไปเสียสนิท ทุกย่างก้าวที่เท้าของผมเหยียบย่างต่ำลงบันไดไปแต่ละขั้น มันยิ่งเพิ่มความกดดันและหวาดกลัวให้ผมขึ้นเป็นทวีคูณ ยิ่งมันรวมตัวเข้ากับความเงียบระดับสงัดและความหวาดระแวงที่แสนจะตื่นระทึกด้วยแล้ว ผมหวังว่าหัวใจของผมคงจะไม่วายตายไปเสียก่อนที่จะได้ออกไปจากที่นี่หรอกนะ ผมพยายามสูดหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างเต็มกำลังที่จะสกัดกั้นไม่ให้อาการเซเดทโฟเบียมันฉวยโอกาสแผลงฤทธิ์พ่นพิษซ้ำเติมให้ผมแย่หนักมากไปกว่่านี้

ในที่สุด ผมก็เดินลงมาถึงชานพักบันไดชุดแรก ก่อนที่มันจะวกลงต่ำแบบหักศอกเข้าสู่บันไดทางลงชุดต่อไป แล้วหยุดยืนขาสั่นอยู่ตรงนั้น ความกดดันเพิ่มพูนคูณทวีขึ้นเป็นร้อยเท่า เมื่อมองตามลำแสงไฟฉายลงไปในความมืดเบื้องล่าง หัวใจของผมแทบจะทะลุออกมาแดนซ์กระจายอยู่นอกอก ทันใดนั้นเอง ผมก็ต้องสะดุ้งผวาสุดตัวเกือบจะตีลังกาไปแปดตลบและตบท้ายด้วยสปินสองรอบกลางอากาศก่อนลงถึงพื้น กัดกรามแน่นพร้อมกลั้นหายใจแทบไม่ทันเพี่อไม่ให้เผลอหลุดส่งเสียงกรี้ดวี้ดว้ายกลายเป็นแต๋วไปซะก่อน กับเสียงกึกก้องกังวานที่ดังขึ้นมาจากเชิงบันไดข้างล่างนั่น "โฮ่งๆ!"

สิ้นเสียงชวนหัวใจวายนั้น เจ้าหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวโตที่หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตรสุดๆ ก็โผล่พรวดเข้ามาในลำแสงของไฟฉาย มันวิ่งปรู๊ดปร๊าดขึ้นบันไดตรงเข้าหาผมด้วยท่าทางที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ามันกำลังดีอกดีใจที่ได้เจอกัน ดวงตาของมันสะท้อนแสงไฟฉายเป็นสีเขียวใสมาแต่ไกล นั่นแปลว่าเจ้าหมาตัวนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆ กับผมอย่างแน่นอน มันกระโจนเข้าตะกุยตะกายใส่ผมโดยไม่มีทีท่าว่าจะมุ่งร้ายแต่อย่างใดพร้อมกับส่งเสียงงื้ดๆ หงิงๆ ตามประสาหมาที่บ่งบอกถึงความเป็นมิตร นี่เองที่ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าเสียงขู่ที่ทำให้ผมต้องรีบหนีจนตาเหลือกเข้าไปในห้องนั้น ก็คงจะเป็นเสียงของเจ้านี่เองสินะ ผมถอนใจอย่างโล่งอก ความตื่นตระหนกของผมก็พลันสลายตัวลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ให้นึกขำกับความปอดแหกจนอดที่จะหัวเราะเยาะหยันตัวเองไม่ได้ ผมนั่งลงลูบหัวลูบตัวมันและมันก็พยายามจะเลียหน้าเลียปากผมอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นกัน

"ว่าไง ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ตัวเดียวล่ะ หือ" ผมพูดทักทายพร้อมกับสังเกตเห็นว่ามันสวมปลอกคอผ้าใบอันใหญ่ มีสร้อยคอด็อกแท็กอีกเส้นหนึ่งแขวนห้อยอยู่ใต้คอของมันด้วย ผมจับขึ้นมาส่องไฟฉายดูก็เห็นว่ามีตัวอักษรเอาไว้ด้วย อ่านได้ใจความว่า 'ผมชื่อบรู๊ค ระวัง! อย่าให้ผมอยู่ใกล้...' ตัวอักษรท้ายๆ ดูเลือนๆ ไปเพราะรอยขูดขีด จนทำให้อ่านต่อไม่ได้ ก็เลยไม่ต้องได้รู้กันล่ะว่าป้ายนี่จะบอกใครให้ระวังอย่าให้มันอยู่ใกล้กับอะไร ผมไม่แน่ใจว่า 'บรู๊ค' นี้จะเป็นชื่อของมันหรือชื่อของเจ้าของของมันกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ...เจ้าหมาตัวนี้เป็นหมาเพศผู้ที่โตเต็มวัย และหน้าตาท่าทางของมันดู...คุ้นหูคุ้นตาผมเอามากๆ เลยเหมือนกับว่าเคยเห็นมาก่อนจากที่ไหนก็ไม่รู้

หลังจากที่นั่งลูบหัวลูบท้ายทักทายกันอยู่นานหลายอึดใจ ผมก็วางมือลงบนหัวที่มีขนสีน้ำตาลยาวนุ่มหนาของมันเบาๆ "ไปด้วยกันนะบรู๊ค" ผมเลยตามเลยไปกับการเรียกชื่อนั้น มันเห่าตอบอย่างรู้ภาษาพร้อมกับแกว่งหางไปมา ท่าทางจะถูกฝึกมาเป็นอย่างดีซะด้วยนะเนี่ย ผมขยี้ขนบนหัวของมันก่อนที่จะลุกขึ้นสาดแสงไฟฉายลงไปยังพื้นเบื้องล่าง แล้วค่อยๆ ขยับเท้าก้าวเดินลงบันไดอย่างช้าๆ ถึงจะยังหวั่นใจอยู่ว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาจากความมืดอีกหรือเปล่า แต่อย่างน้อยในตอนนี้ผมก็อุ่นใจขึ้นมาได้นิดหน่อยที่มีเจ้าบรู๊คเดินเคียงข้างมาด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่หมาก็ตาม แต่มันก็คือสิ่งมีชีวิตตัวแรกที่ผมได้เจอในสถานที่ที่น่าขนลุกนี่

มีแสงไฟสีเหลืองอ่อนสาดแสงทาบบนพื้นคอนกรีตจากทางระเบียงทางเดินด้านขวามือที่เละเทะระเกะระกะไปด้วยสิ่งของแตกหัก และยังมีบันไดทางลงไปสู่ความมืดมิดของชั้นล้างได้อีก อ้าว...ก็ไหนบันทึกนั่นบอกว่าตึกนี้มีแค่สองชั้นไม่ใช่รึ แล้วนี่อะไร...บันไดนี่จะพาลงไปถึงไหนเหรอ บางทีอาจจะนรกล่ะมั้ง แล้วมันจะมีตัวอะไรไต่ขึ้นมาจากข้างล่างนั่นรึเปล่าวะ "บ้าชิบ! จะหลอนตัวเองทำไมเนี่ยหยุดคิดอะไรบ้าบอคอแตกอย่างนั้นเดี๋ยวนี้นะ" ผมกัดกรามพึมพำดุตัวเองก่อนจะรีบปัดความคิดที่ไม่พึงประสงค์ที่ผุดขึ้นมาทิ้งไปโดยเร็ว "แกต้องไปหาห้องคุณราเมศอะไรนั่นไม่ใช่รึไง ช่างหัวบันไดนั่นก่อนเถอะ รีบไปเร็ว!" ผมกระซิบบอกตัวเองเสียงแผ่ว "โฮ่ง" เจ้าบรู๊คส่งเสียงขึ้นเบาๆ แต่ก็ทำเอาผมสะดุ้งโหยงอย่างคนขวัญอ่อนและเมื่อผมมองไปที่มันก็เห็นมันกำลังแกว่งหางไปมาพร้อมกับเงยหน้ามามองผมเช่นกัน แถมเอียงคอเหมือนจะถามว่า 'เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ?' อะไรทำนองนั้น "เปล่า...ไม่มีอะไรหรอกบรู๊ค" ผมพูดกับมัน โอ...ไม่นะ นี่ผมเข้าใจภาษาหมาด้วยล่ะวุ๊ย!

เมื่อเยี่ยมหน้าไปมองดูระเบียงทางเดินที่มีแสงไฟสีเหลืองมัวๆ สาดส่องมานั้นก็เห็นว่าแสงสว่างนั่นมันมาจากห้องเดียวที่เปิดประตูอ้ากว้างอยู่ เป็นแสงจากหลอดไส้แรงเทียนต่ำเหมือนๆ กันกับห้องข้างบนที่ผมเพิ่งจะจากมา ผมลองส่องไฟฉายไปทางด้านซ้ายก็พบว่ามันก็มีแต่ห้องที่ปิดประตูเงียบอยู่ท่ามกลางความมืดไม่ต่างอะไรกับชั้นบนเลย จะมีผิดกันก็แค่ห้องที่มีแสงไฟเท่านั้นที่อยู่คนละฝั่ง ผมตัดสินใจที่จะไม่ไปเสียเวลาไล่เปิดประตูพวกนั้นอีกแล้ว และเมื่อผมหันกลับมาสนใจกับแสงจากห้องที่เปิดอ้าอยู่นั้น ผมก็รู้สึกเหมือนกับกลายร่างเป็นแมลงตัวจ้อยที่บินรี่เข้าหาแสงไฟไปในบัดดล ชั่วอึดใจต่อมาผมเข้ามาอยู่ภายในห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ภายในห้องนี้ก็มีสภาพไม่ต่างอะไรจากห้องข้างบนนั้นเลยในเรื่องของความเละตุ้มเป๊ะ สิ่งของต่างๆ ชำรุดเสียหายกลายเป็นขยะไปแทบทุกชิ้น เจ้าบรู๊คซึ่งวิ่งปรู๊ดนำหน้าผมเข้ามาก่อน มันตรงเข้าสำรวจก้มๆ เงยๆ ดมนู่นนี่นั่นไปทั่วตามประสาหมาของมัน ผมเหน็บปืนพกกระบอกจิ๋วเข้าทีขอบกางเกงด้านหลังข้างๆ สมุดบันทึกอย่างระมัดระวังเพราะไม่อยากเผลอทำปืนลั่นใส่แก้มก้นจนเป็นรูโบ๋ตายไปเสียก่อน ก่อนจะเดินกระย่องกระแย่งข้ามข้าวของที่ล้มระเนระนาดเกลื่อนพื้นตามเข้าไป พร้อมกันนั้นก็กวาดตามองสำรวจไปทั่วห้อง ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจว่าจะต้องปิดประตูห้องหรือเปล่าแล้ว เพราะคิดว่าความรู้สึกที่้กิดขึ้นก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นแค่ความคิดมากจนหลอนไปเองทั้งนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้มีอะไรอย่างที่คิดสักหน่อย

ผมตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าแบบน็อกดาวน์สีน้ำตาลทองตรงมุมห้องด้านในซึ่งเป็นอย่างเดียวที่ยังคงตั้งอยู่ดูเป็นปกติดี ไม่ได้ล้มระเนระนาดตามพวกพ้องเฟอร์นิเจอร์ของมันไปด้วยแต่อย่างใด จัดการเปิดประตูตู้ออกทันทีที่เดินไปถึงแล้วก็ต้องย่นหัวคิ้วเข้าชนกันโครมใหญ่ กับสภาพภายในตู้ที่ดูเรียบร้อยจนน่าประหลาดใจเบอร์ใหญ่มาก ทั้งๆ ที่ห้องทั้งห้องกลายเป็นสมรภูมิรบไปแล้วอย่างนี้ เสื้อยืดคอกลมสีขาวหลายตัวและเสื้อเชิ้ตแขนสั้นแบบผู้ชายอีกสามตัวที่ถูกรีดจนเรียบเป็นกลีบคมกริบแทบจะบาดคอคนใส่ให้ตายไปเลย ใส่ไม้แขวนเรียงรายบนราวเป็นระเบียบเนี๊ยบจนเว่อร์ กับกางเกงขายาวทั้งผ้ายีนส์และกางเกงสไตล์ซาฟารีถูกพับเป็นตั้งไว้อย่างดี รวมถึงพวกกางเกงชั้นในและถุงเท้าก็ยังถูกพับหรือม้วนเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ชิดมุมตู้ เหมือนอีตาราเมศอะไรนี่จะเป็นพวกเจ้าระเบียบเกินหน้าเกินตาผู้ชายทั่วไปงั้นแหละ เอ่อ...หมายถึงถ้าเอานิสัยส่วนตัวของผมที่ขี้เกียจตัวเป็นขนกับเรื่องงานบ้านมาเป็นบรรทัดฐานอ่ะนะ

ผมกวาดตามองไปทั่วตู้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เจออะไรอย่างอื่นที่น่าสนใจอีก แต่แล้วสายตาของผมก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่ถูกซุกเอาไว้ใต้กองถุงเท้าและตั้งของกางเกงชั้นในนั่น ผมเอื้อมไปดึงมันออกมาก็พบว่ามันคือซองปืนหนังสีน้ำตาลดำที่มีด้ามปืนสีดำเมื่อมเสียบคาอยู่ "ป้าดติโถ๊ะอะโบ๊ะจะมะฉะแม่เจ้า! อะไรฟะเนี่ย!" ผมอุทานออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะดึงเจ้าแม็กนั่มเหยี่ยวทะเลทรายมาร์คเจ็ด สีดำมะเมื่อมออกจากซองของมันมาพลิกซ้ายขวาหน้าหลังล่างบนสำรวจตรวจเช็คสภาพดูอย่างตื่นเต้น เจ้านี่มันน่าจะมีขนาดลำกล้องหกมิลลิเมตรและความยาวลำกล้องราวๆ เจ็ดจุดหกนิ้วเห็นจะได้ โว้วววว!...ยาวกว่าของผมอีกนะเนี่ย เอ่อ...ผมหมายถึงปืนบาเร็ตต้าที่เหน็บเอวของผมอยู่น่ะ มันบรรจุกระสุน .357 แม็กนั่มจำนวนเก้านัดไว้พร้อมเต็มแม็กซ์เสร็จสรรพ ในความรู้สึกของผม...หน้าตาของมันช่างใหญ่ยาวดูดุดันและน่าเกรงขามเป็นยิ่งนัก

ว่าแต่...อาวุธอานุภาพร้ายแรงอย่างนี้มันมาอยู่ในตู้เสื้อผ้าใต้กองกางเกงชั้นในของผู้ดูแลตึกห้องเช่าเนี่ยนะ...ได้ไงวะเนี่ย! ไอ้ปืนแบบนี้มันควรจะอยู่แต่ในเกมประเภทแอ็คชั่นเซอร์ไวเวอร์ประมาณว่าไล่ล่ายิงหัวซอมบึ้อะไรเทือกนั้นไม่ใช่เหรอ เอ๊ะ...หรือว่าอีตาราเมศอะไรนั่นจะเป็นเกมเมอร์ที่คลั่งไคล้อาวุธยุทโธปกรณ์ในเกมจนต้องหาซื้อมาเก็บสะสมไว้...เหรอ? เอาเข้าไป...จะเวิ่นเว้อเบอร์ใหญ่ไปหน่อยแล้วมั้ง...ไอ้คนลืมชื่อตัวเอง! ผมเบรคความคิดของตัวเองก่อนที่จะเตลิดตะเลยไปถึงดาวอังคาร แต่จะยังไงก็ช่างมันเลยเถอะ เอาเป็นว่าตอนนี้ผมก็มีอาวุธปืนติดตัวอยู่ตั้งสามกระบอกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บาเร็ตต้ากระบอกจิ๋วบรรจุกระสุนเพียบพร้อมที่เก็บมาจากห้องข้างบนนั่น กับปืนอนุภาพร้ายกาจอย่างเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายกระบอกนี้ที่ก็กระสุนเต็มแม็ก์เช่นกัน แล้วก็...ไอ้ที่เหลืออีกหนึ่งกระบอกนั่น เอ่อ...อย่าไปพูดถึงมันเลยดีกว่า ปล่อยให้มันหย่อนโยนโหนห้อยตามประสาอยู่ตรงที่ประจำของมันตรงนั้นแหละดีแล้วล่ะ...เนอะ

ก่อนที่ผมจะเวิ่นเว้อเพ้อหนักไปกว่านี้ "โฮ่งโฮ่ง" เสียงเห่าของเจ้าบรู๊คดังขึ้น และเมื่อผมหันไปมองก็พบว่ามันกำลังยืนอยู่ข้างเตียงนอนที่เละตุ้มเป๊ะพร้อมกับแลบลิ้นใส่และแกว่งหางไปมาทำท่าเหมือนจะบอกว่า "เฮ้ ดูนี่สิ ผมเจออะไรด้วยล่ะ" หรืออะไรเทือกๆ นั้น ก่อนที่มันจะตะกายขาหน้าขึ้นเตียงไปคาบเอาสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ไว้ในปากแล้วหันมองมาที่ผม "อะไรน่ะบรู๊ค แกเจออะไร" ผมถามพร้อมเก็บปืนเข้าซอง ถือมันเดินอ้อมห้องไปหาเจ้าบรู๊ค "อะไรเนี่ย สมุดบันทึกอีกแล้วเหรอ" ผมดึงสมุดนั่นออกจากปากเจ้าหมาหน้ายิ้มพลางวางมือขยี้ขนนุ่มๆ บนหัวของมันเบาๆ ก่อนจะนั่งบนขอบเตียงแล้วหันมาสนใจกับบันทึกในมือ

อันที่จริงมันเป็นสมุดโน๊ตสำหรับเตือนความจำเสียมากกว่า สิ่งที่เขียนลวกๆ ด้วยลายมือไก่เขี่ยขนาดพอๆ กันกับหม้อแกงในโรงทานพวกนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นข้อความสั้นๆ ที่ไม่ได้มีใจความอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อย่างเช่น 'ห้อง 103 เปลี่ยนหลอดไฟห้องน้ำ' หรือ 'นัดซ่อมราวระเบียง 09.00น.' และ 'ลูกกุญแจประตูอยู่ที่ลูกเทพ' เฮ้อ...เสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ ที่จะต้องมาเปิดอ่านอะไรพวกนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยสักนิด ผมเปิดผ่านๆ ตาอย่างเร็วไปจนถึงกลางเล่ม ข้อความสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่านั้นมันทำให้ผมแปลกใจอยู่ไม่น้อย 'ผู้เช่ารายใหม่ห้อง 210 ค่าเช่าล่วงหน้าสามเดือน 6,400บาท ค้างชำระ 1,400 บาท นัดชำระวันที่สิ...' ข้อความนี้มันดูเหมือนจะเขียนไม่ทันจบประโยคก็มีอันต้องสะดุดหยุดเขียนกลางคัน แบบเดียวกับบันทึกของผู้หญิงห้องข้างบนเลย เอ...มันจะเกี่ยวกันไหมนะ ผมคิด

ผมโยนสมุดโน๊ตนั่นลงไปบนที่นอนเละๆ ตามเดิมอย่างไม่ใส่ใจ เจ้าบรู๊คทำเสียงงื้ดๆ หงิงๆในลำคอและกำลังมองหน้าผมพร้อมแกว่งหางคล้ายกับจะอยากถามว่าเป็นไง เจออะไรมั้ย ทำนองนั้นแหละ ผมขยี้หัวมัน "ก็แค่สมุดโน๊ตน่ะ ไม่มีอะไรหรอก" ผมบอกกับมันก่อนที่จะปลดเข็มขัดที่เอวเพื่อที่จะร้อยซองปืนเข้ากับหูกางเกงไปเหน็บไว้ข้างเอวเพื่อจะได้ไม่ต้องถือมันอยู่ตลอดเวลาให้หนัก และไม่ลืมคลำดูเจ้าบาเร็ตต้ากระบอกจิ๋วที่เหน็บไว้ที่ก้นเคียงข้างกับสมุดบันทึกให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ดีไม่หนีไปไหน จากนั้นก็มองไปรอบๆ ห้องอีกครั้งด้วยความหวังว่าจะเจอสิ่งของอื่นใดที่อาจจะเป็นประโยชน์ได้อีกก็เป็นได้ แล้วก็ไม่เสียใจเลย เมื่อเจอเข้ากับกระเป๋าเป้สะพายไหล่สีดำตกอยู่ที่ปลายเตียงและเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายสก๊อตสีขาวแดงพาดอยู่กับราวตากผ้าที่ล้มตะแคงขวางประตูห้องน้ำ ดีเลย...ผมกำลังต้องการกระเป๋าสำหรับใส่ของจุกจิกอยู่พอดี ผมจัดการย้ายสมุดบันทึกกับปืนพกมาใส่ไว้ในกระเป๋าเป้แทนแล้วสะพายเอาไว้ ก่อนจะสวมเสื้อเชิ้ตทับลงไป เป็นการป้องกันไม่ให้กระเป๋ากระเด็นหลุดไปห่างตัวถ้าเกิดสะดุดหกล้มขึ้นมา

ในหัวของผมกลับมาวุ่นวายคิดอยู่กับเรื่องทางที่ผมจะไปต่อหลังจากที่ออกจากห้องนี้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่มันก็ไม่น่าจะมีอะไรให้คิดมากมายเลยสักนิด ก็เห็นกันอยู่โต้งๆ ก่อนจะเข้ามาในห้องนี้แล้วว่า มันก็มีแค่เพียงบันไดทางลงไปชั้นล่างที่อยู่ตรงนั้นเท่านั้นที่จะเป็นทางที่ผมจะไปต่อได้ แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจของผมอยู่ตลอดเวลาก็คือความไม่รู้ของผมเองนี่แหละ ในบันทึกของผู้หญิงที่ชื่อลินดานั่น ผมไม่แน่ใจในประโยคที่เธอเขียนบอกว่า 'ถึงแม้จะลงไปแค่ชั้นล่างแค่ชั้นเดียว' นั้นมันควรจะหมายถึงว่าตึกนี้มีแค่สองชั้นเท่านั้นหรือจะหมายถึงนับจากชั้นบนลงมาชั้นเดียวกันแน่นะ ถ้ามันเป็นอย่างแรก... แล้วบันไดทางลงนั่นล่ะ...มันโผล่มาจากไหน!?

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!