รปภกะกลางคืน

ผมยังคงยืนงงในดงปิศาจอยู่อีกเป็นครู่ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้เบาะแสอะไรจากวิญญาณพนักงานต้อนรับสาวเลยแม้แต่น้อย ป่านนี้เธอคงจะถูกส่งไปที่แดนลงทัณฑ์แล้วล่ะมั้ง วูบหนึ่งที่ใจของผมเกิดอ่อนไหวจุดประกายความสงสารขึ้นมา 'ห้ามใช้ความเมตตาสงสารกับผู้ถูกลงฑัณฑ์เป็นอันขาด' เสียงนายโอเปอเรเตอร์ดังขึ้นมาย้ำเตือนความจำ...และ 'การให้ความเมตตาสงสารแก่วิญญาณบาปเหล่านั้นเป็นสิ่งต้องห้าม' คือสิ่งที่เขียนไว้ในบรีฟงาน จะมาตกม้าตายตอนนี้รึไงวะชาตรี...ผมคิด แต่ผมว่ามันไม่ใช่ความเมตตาสงสารหรอก มันเป็นเป็นแค่ความเศร้าใจในชะตากรรมที่เกิดจากสิ่งที่เห็นมากกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ผิดกฎใช่ไหม แต่ชั่งหัวมันก่อนมั้ยทนี่ผมยังไม่ได้เบาะแสอะไรสักอย่างเลยนะ "เอาไงต่อดีวะ" ทันทีที่ผมพึมพำจบ สมองของผมเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง จะไปยากอะไร ก็แค่ตามหาวิญญาณที่เหลืออีกสี่ดวงให้เจอไงล่ะ...สติของผมบอก

ผมกลับออกมาจากห้องสีชมพูหวานแหววสู่ความมืดมิดของโถงทางเดินอีกครั้ง แล้วสัญชาติญาณระวังภัยส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของผมอยู่ที่ไหนสักแห่งในความมืดนั่น ผมรีบส่องไฟฉายมองหาห้องที่มีสัญลักษณ์แปลกๆ อย่างเร่งด่วน ถัดไปจากห้องสีชมพูสามห้องทางฝั่งตรงข้าม มีสัญลักษณ์คล้ายดวงอาทิตย์ที่เด็กอนุบาลชอบเขียนสลักติดอยู่ นี่ไงล่ะห้องต่อไป ต้องใช่แน่ๆ...ผมคิดก่อนจะผลักประตูเปิดเข้าไปทันที แต่แล้วก็ต้องผงะเงิบใจหายวาบ ลำแสงไฟฉายแรงสูงสาดตรงเข้าใส่กลางลูกนัยน์ตากลมมหึมาเกือบเท่ากรอบประตูที่กำลังจ้องตรงมาที่ผม มือที่งอกออกมารอบๆ ขยับเคลื่อนไหวไปมายั๊วเยี๊ยไปมาเหมือนหนวดหมึกแวมไพร์ "ไอ้ชิบหาย!" ผมสบถเสียงลั่นอย่างตกใจ รีบปล่อยมือจากประตูและดีดตัวถอยหลังออกห่าง มันปิดเข้าที่แต่โดยดีไม่มีการขัดขืน จากนั้นก็เงียบ...ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะบอกว่าไอ้ปิศาจลูกกะตายักษ์นั่นจะตามออกมาแต่อย่างใด "เวร...ขวางประตูแบบนี้จะเข้าไปยังไงวะ!" ผมบ่นอุบอิบอย่างขัดใจขณะพยายามผ่อนลมหายใจให้เบาลงเพื่อควบคุมอะดรีนาลีนให้ลดระดับกลับมาเป็นปกติ หลังจากเจอจั๊มพ์สแกร์เข้าไปจังเบ้อเร่อ ในหัวดันไพล่คิดไปถึงเรื่องชื่อภาษาอังกฤษและฉายาที่เหมาะสมกับไอ้ปิศาจตัวนี้ทำไมล่ะเนี่ย เออ...ไหนๆ ก็คิดไปแล้วนี่ เอาเป็นชื่อเดอะบิ๊กอาย ฉายาหมึกแวมไพร์สยองขวัญดีมั้ยอ้ะ ผมตัดสินใจว่าจะปล่อยผ่านห้องนี้ไปก่อนดีกว่า แล้วเริ่มออกเดินไปมองหาห้องที่อยู่ลึกเข้าไปทั้งซ้ายขวา ในที่สุดก็เจอกับประตูที่มีสัญลักษณ์อีกครั้งทางขวามือ มันเป็นรูปร่างคล้ายกับหลอดแคปซูลแนวตั้งที่มีขีดด้านข้างด้านละสามขีด ผมหยุดยืนรวบรวมสติด้วยการสูดหายใจลึกๆ...แล้วกลั้นใจผลักมันเข้าไป

สภาพภายในห้องมีแสงสว่างมัวๆ ของหลอดฟลูออเรสเซ็นท์ ดูเหมือนว่าจะเป็นออฟฟิศอีกห้องหนึ่ง เพียงแต่เครื่องใช้แตกต่างออกไป มีโต๊ะไม้แบบพื้นๆ อยู่หนึ่งตัว ตั้งอยู่ชิดผนังห้องฝั่วประตูทางเข้า มีสมุดปกแข็งสีน้ำเงินวางบนนั้น กับเก้าอี้เหล็กพับที่ตั้งอยู่กลางห้องทำให้มันดูอยู่ผิดที่ผิดทาง เสื้อแจ็คเก็ตสีกรมท่าตัวหนึ่งแขวนอยู่กับตะขอบนผนังห้องด้านซ้ายและเก้าอี้นอนพับได้กางอยู่ชิดผนังด้านใน นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย เหมือนจะเป็นออฟฟิศรปภแฮะ...ผมคิดพร้อมกับก้าวเข้ามาข้างในและปล่อยให้ประตูปิดเองตามหลัง แต่ทันทีที่ประตูปิดสนิท เงาเลือนรางของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่เก้าอี้พับเหล็กกลางห้องทันที เป็นเงาร่างของผู้ชายในชุดรปภนั่งพิงพนักเก้าอี้ก้มหน้าก้มตา แขนทั้งสองข้างปล่อยห้อยอยู่ข้างตัว เสื้อสีฟ้าแขนยาวถูกพับขึ้นเกือบถึงข้อศอก เขาถือหมวกแก๊ปสีดำมีตัวอักษรสีเหลืองสดปักคำว่า 'ซิเคียวริตี้' ไว้ที่มือขวา เหนือข้อมือมีรอยปานแดงปื้นใหญ่พาดอยู่ ท่าทางเขาดูซีดเซียวและสิ้นหวังจนน่าหดหู่ใจ ผมขยับเข้าไปยืนตรงหน้าเขา "คุณคือ...รปภคนนั้นใช่มั้ย" ผมถามเสียงแผ่วเบาถึงจะรู้แน่แก่ใจดีอยู่แล้ว เขาไม่ตอบแต่ยื่นหมวกแก๊ปในมือมาที่ผม ทันทีที่ผมเอื้อมมือไปสัมผัสกับความเย็นเยียบของหมวกใบนั้น...ภาพความทรงจำของวิญญาณรปภหนุ่มใหญ่ก็แล่นปราดเข้าแทนที่ความทรงจำของผมทันที

ชาญชัยเป็นชายหนุ่มพื้นเพอยู่ที่ดินแดนที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือ รูปร่างสันทัดผิวเนื้อดำแดงหน้าตาธรรมดาที่พอจะไปวัดไปวาได้ในตอนตีสาม ความรู้ที่มีก็ไม่ได้มากมายอะไรเพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยจะแข็ง...แรงจึงไม่มีเงินจะส่งเสียให้เรียนสูงกว่าชั้นประถมปีที่หกได้ เมื่อหมดโปรฯจากโรงเรียนรัฐและไม่มีใครจะคอยส่งเสีย เขาจึงถือโอกาสสั่งเสียแล้วบอกลาระบบการศึกษาตั้งแต่นั้นมา แต่จะว่าไปแล้ว...มันก็เป็นเพราะไม่อยากเรียนอยู่แล้วด้วยแหละ ก็เลยต้องออกมาปากกัดตีนถีบหาเงินซื้อข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีพมาตั้งแต่วัยเพิ่งจะแตกพาน เป็นด้วยความยากจนบวกกับการศึกษาอันน้อยนิดและรูปลักษณ์ที่แม้แต่หมายังไม่เต็มใจจะเห่าใส่นี่เอง ที่ทำให้เขากลายเป็นชายนอกสายตาสำหรับเพศตรงข้ามไปโดยไม่สามารถร้องอุทรณ์ใดๆ ได้เลย ถึงแม้ว่าในหัวใจจะบริสุทธิ์ผุดผ่องปานใดก็ตาม แต่เขาก็มักจะถูกหักอกอยู่บ่อยครั้งที่คิดจะป้อสาวใด ตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่มกระทงจนกระทั่งตอนนี้ปาเข้าไปสี่สิบเจ็ดปีแล้วก็ยังหาเมียไม่ได้เลย "อย่างพี่เนี่ยนะจะมาขอเป็นแฟนหนู กลับไปทำหน้ามาใหม่ก่อนเถอะค่อยมาคุยกัน" เป็นถ้อยคำแสนจะหักหาญน้ำใจที่สาวโรงงานคนล่าสุดที่เขาไปหลงรักเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนใช้ย่ำยีบีฑาหัวใจของเขาจนแหลกราญจนไม่มีขิ้นดี หลังจากนั้นมาชาญชัยก็ไม่มีความกล้าที่จะไปหลงรักสาวคนไหนอีกเลย และคำดูถูกเหยียดหยันจากผู้หญิงคนนั้น ก็ยังติดตราตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้

อาการอกหักรักคุดซ้ำซากนี้เองที่ชักนำเขาให้เดินลงไปแช่อยู่ในขวดน้ำเมามาตั้งแต่อายุสิบเจ็ดย่างแปดปี ชีวิตของเขาล้มลุกคลุกคลานอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเรื่อยมา เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ พร้อมกับสะสมพิษสุราให้พอกพูนอยู่ในตับ พอมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า ร่างกายของเขาขาดแอลกอฮอล์ไม่ได้ไปเสียแล้ว แต่เขาก็ยังคงดื่มแบบคงเส้นคงวามาตลอดไม่เคยขาด ทั้งที่ช่วงหลังๆ มานี้ เขาถูกไล่ออกจากงานอยู่หลายครั้งหลายคราเพราะดันไปเมาในหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ นั่นจึงเป็นเหตุให้เขากลายเป็นมนุษย์ขี้เหล้ากระเป๋าแห้งอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งที่แทบจะไม่มีเงินซื้อข้าวกินอยู่แล้ว แต่ก็น่าแปลกที่เขายังสามารถหาเหล้ามากรอกปากตัวเองได้เสมอ จนดูเหมือนกับว่าตลอดเวลายี่สิบเก้าปีที่ผ่านมา เขายึดเอาการดื่มสุราเป็นอาชีพหลัก และรปภเป็นอาชีพเสริม ทั้งชีวิตของเขาทำเป็นอยู่เพียงสองอย่างคือกินเหล้าและเฝ้ายามเท่านั้นเอง...ช่างน่าเศร้าใจ จนกระทั่งมาถึงเมื่อวานนี้ที่เขาได้พบกับ 'ประกาศรับสมัครรปภอิสระกะกลางคืน' จากใครบางคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ตอนที่เขากำลังถังแตกหลังจากถูกไล่ออกจากงานจับกังครั้งล่าสุดด้วยสาเหตุเดิมๆ และเขาก็มาลงเอยอยู่ในป้อมยามแห่งนี้

ภาพตัดมาที่ชาญชัยกำลังยืนอ่านแผ่นบรีฟงานอยู่หน้าป้อมยามหน้าตึก เขาเห็นชายหนุ่มสองคนขี่จักรยานยนต์แม่บ้านเข้ามาจอดที่ลานจอดรถ ก่อนจะพากันเดินตรงมาที่เขา ทั้งคู่มีรูปร่างหน้าตา ท่าทางที่มองปราดเดียวก็รู้ได้เลยว่าขี้ยาชัวร์ นี่ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเขาคงจะปรี่เข้าไปสะกัดดาวรุ่งไม่ยอมให้เข้าใกล้ตัวตึกเป็นแน่ แต่ในบรีฟงานบอกว่าห้ามขัดขวางใครก็ตามที่จะเข้ามาที่นี่ ถึงมันจะฟังดูแปลกไปสักหน่อยก็เถอะ ในเมื่อมันเป็นคำสั่งจากนายจ้าง...เขาก็มีหน้าที่จำเป็นต้องต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น "โทษทีพี่ ผมกับเพื่อนมาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด ต้องไปทางไหนพี่" ไอ้คนหน้าเซี่ยมตัวเล็กท่าทางไม่เกรงกลัวใครพูดกับเขา ชาญชัยมองสองหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า ไอ้คนตัวสูงกว่าที่เดินตามมานั่นดูท่าทางล่อกแล่กเหลียวหน้าเหลียวหลังตลอดเวลา เออ...เป็นใครก็ต้องระแวงล่ะวะ อย่าว่าแต่ไอ้ขี้ยานั่นเลย...เขาคิดพลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะชี้ไปที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์์ข้างในตัวตึก "ไปเซ็นเอกสารให้เรียบร้อยแล้วเริ่มงานได้เลย" เขาบอกพวกนั้นเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินไปยืนเอามือไขว้หลังที่ข้างประตูกระจก รอคอยคนที่เขาถูกสั่งให้คอยต้อนรับโดยพยายามไม่คิดถึงอาการเปรี้ยวปากอยากจะกรึ๊บที่เกิดขึ้นอย่างสุดจะห้ามใจ

อีกสี่นาทีจะถึงเวลา 18:00น. เขาก็เห็นรถปิกอัพสีดำกลมกลืนกับความมืดรอบด้านแล่นเข้ามาที่ลานจอดรถ สักครู่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งลงมายืนจุดบุหรี่สูบอยู่ข้างรถ ท่าทางและการแต่งกายที่ดูภูมิฐานนั้นทำให้ชาญชัยมั่นใจว่าจะต้องใช่คนที่ได้รับคำสั่งให้มารอต้อนรับอย่างแน่นอน ชายคนนั้นมีทีท่าสงสัยอะไรบางอย่างกับรถปิกอัพสีดำที่จอดข้างๆ ชาญชัยนึกหวาดวิตกกับท่าทีนั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เอ๊ะ...หรือว่าหมอนั่นจะเป็นอะไรอย่างที่ในบรีฟงานบอกให้ระวังกันนะ...เขาคิดแล้วก็ให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ อึดใจต่อมาชายคนนั้นก็เดินกึ่งวิ่งตรงมาที่เขาเมื่อสายฝนเริ่มลงเม็ด ชาญชัยพยายามข่มความหวาดกลัวอย่างเต็มความสามารถ ไม่ใช่หรอกน่า ไม่มีอะไรหรอกน่าไอ้ชัย...เขาปลอบใจตัวเอง

"สวัสดีครับคุณ..." เขาชิงเอ่ยทักทายขึ้นก่อนเมื่อชายคนนั้นมาถึงใต้ชายคา ด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้และพยายามบังคับขาไม่ให้สั่น "เอ่อ...ครับ สวัสดี...คือผมมาทำงานเป็นวัน...เอ้อ คืนแรกน่ะครับ" ชายคนนั้นพูด น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นมิตรมาก นั่นทำให้ชาญชัยรู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง "อ้อ...ครับ คุณคงเป็นผู้ดูแลคนใหม่สินะครับ" เขาถามเพื่อความแน่ใจ "ใช่ครับ...แต่ผมไม่รู้ว่าห้อง เอ่อ...ผู้จัดการอยู่ไหน ผม..." ชายคนนั้นมีท่าทีลังเล แต่ชาญชัยไม่รอช้า เขากระวีกระวาดขยับไปที่ประตูอย่างเร็ว "ครับๆ เชิญติดต่อที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์เลยครับ" เขาพูดเร็วปรื๋อจนลิ้นแทบจะพันกันพลางดึงประตูบานกระจกเปิดให้ ชายคนนั้นมองหน้าเขาอยู่ชั่วอึดใจทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ก่อนจะเดินผ่านตัวเขาเข้าไปข้างในตึก "โชคดีนะครับ คุณผู้ดูแล" เขาอวยพรตามหลังตามคำสั่งที่ได้รับในบรีฟงาน จากนั้นก็รีบดึงประตูปิดแล้วโกยอ้าวกลับเข้าป้อมมา

รปภหนุ่มใหญ่เดินขาอ่อนกระปกกระเปลี้ยไปนั่งลงที่เก้าอี้พับที่เขาลากมันมาไว้ที่กลางห้องแคบๆ นี้ 'จงระวังชายแปลกหน้าที่จะเข้ามาขอให้คุณขึ้นไปตรวจตราความเรียบร้อยบนชั้นสามด้วย ดูให้แน่ใจว่าเขาเป็นมนุษย์จริงๆ' ข้อความในแผ่นบรีฟงานผุดขึ้นในหัว มีอะไรที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่ที่นี่ด้วยงั้นเหรอ...เขาคิด แต่อย่างน้อยชายคนนั้นก็ไม่ได้ขอให้เขาทำอย่างนั้นล่ะน่า...แต่แค่ตอนนี้รึเปล่าล่ะ ไม่แน่ว่าอีกสักประเดี๋ยวเขาอาจจะกลับมาทำอย่างนั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง แล้วถ้าคนนั้นไม่ใช่มนุษย์แล้วจะเป็นอะไรได้งั้นเหรอ แถมยังมีกฎและคำเตือนแปลกๆ นั่นอีกล่ะ 'หลังหนึ่งทุ่มตรง ให้คุณรีบขึ้นไปหาห้องไหนก็ได้ที่บนตึกและจงหลบอยู่ในนั้นอย่าออกมาเดินเำ่นพ่านจนกว่าจะเลยเที่ยงคืนไปแล้ว อย่าอยู่ข้างนอกตัวตึกเป็นอันขาดเพราะอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้' กฎบ้าอะไรวะนั่น มันจะมีอะไรที่สามรถทำให้เขาตายได้ออกมาจากป่านั่นงั้นหรือ ความคิดนั้นทำให้เขาเกิดอาการหลอนอย่างไรก็ไม่รู้ จะเป็นยังไงถ้าอะไรในกฎนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา ที่สำคัญ ที่นี่ไม่มีเหล้าให้กรึ๊บย้อมใจเลยสักอึก อยากจนมือสั่นไปหมดแล้วเนี่ย "จะไหวมั้ยวะกู ถอยตอนนี้ก็น่าจะทันอยู่นะ" เขาพึมพำทำหน้าดคร่งดครียดปรึกษากับตัวเอง แต่ว่าเงินค่าจ้างรายชั่วโมงที่จะได้รับก็ยังคงเย้ายวนใจอยู่ไม่น้อย...จะทิ้งมันไปได้ลงคอจริงเหรอวะ ชั่วโมงละสองพันห้าร้อยบาทเชียวนะ...เอาไงดีวะกู...จะอยู่ต่อเพื่อเงินหรือจะทิ้งงานบ้านี่ซะ ก่อนที่จะกลายเป็นโรคประสาทหวาดระแวงไปซะก่อน

ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ความหวาดกลัวก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ความคิดในหัวของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด เขานั่งมองสองความคิด ความโลภและความกลัวต่อสู้กันในหัวสมองอยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ และแล้ว ความกลัวก็เป็นฝ่ายชนะ เขาตัดสินใจที่จะออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะหมดโอกาส ถึงแม้จะต้องขี่มอเตอร์ไซค์ฝาสายฝนที่กำลังกระหน่ำลงมาเข้าไปในอุโมงค์ต้นไม้ที่น่าสยองนั่น และชวดเงินก้อนมหมึมาที่จะได้รับหลังจบงานก็เถอะ มันคงจะดีกว่าที่ต้องมานั่งระแวงกับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้อย่างนี้ เงินจะสำคัญมากไปกว่าชีวิตได้ไง เขาดูนาฬิกาข้อมือ อีกห้านาทีจะหนึ่งทุ่มตรง "เอาวะ" ชาญชัยตัดสินใจเด็ดขาด ลุกขึ้นเพื่อจะเดินออกจากป้อมยามเพื่อตรงไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่ลานจอดรถ แต่ไม่ทันจะพ้นจากประตู อากาศภายนอกป้อมก็เกิดการสั่นไหวขึ้น ก่อนจะปรากฏไอหมอกควันสีดำพวยพุ่งทะลุบานประตูกระจกออกมา มันหมุนวนเป็นเกลียวตรงเข้ามาขวางประตูป้อมไว้ และค่อยๆ เพิ่มความหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ อึดใจต่อมา ร่างสยองขวัญก็ปรากฏขึ้นที่ใจกลางกลุ่มควันนั่น มันเป็นหนอนยักษ์ครึ่งมนุษย์ตัวมหึมาสูงกว่าหัวของเขาเกือบเท่าตัว ผิวของมันเป็นสีเทาซีดเซียว ร่างส่วนบนของมันคล้ายมนุษย์ที่มีแขนงอกมาเพิ่มตรงสีข้างและสะโพกรวมเป็นหกแขน มือสีเทาซีดเหมือนคนตายทั้งหกข้างที่มีกรงเล็บแหลมเปี๊ยบ ส่วนหัวของมันเรียงรายไปด้วยลูกตานับสิบลูกแปะติดเหนือปากดูดแบบปลิงที่เป็นวงกลมเต็มไปด้วยฟันเลื่อย กำลังอ้าๆ หุบๆ ด้วยท่าทีมุ่งร้ายหมายชีวิต ควันดำที่ตีเกลียวรอบตัวมันแผ่ไอเย็นเข้าเสียดแทงไขกระดูกของเขาอย่างไร้ความปราณี

"ตาสวยจัง...ขอเถอะนะ" มันพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งของมนุษย์ ชายหนุ่มยืนตัวแข็งตาเบิกกว้างจ้องมองร่างสยองตรงหน้า มือคู่บนของมันคว้าไหล่สองข้างของเขาเอาไว้ เล็บยาวแหลมเปี๊ยบจิกลงในเนื้อและส่งผ่านความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ประสาทสัมผัสจนชาญชัยต้องแหกปากร้องลั่น มันก้มส่วนที่น่าจะเป็นหัวยื่นมาใกล้หน้าของเขา ดวงตานับสิบถูกยึดไว้ด้วยเส้นเอ็นห้อยร่องแร่งเหนือปากที่เหมือนปากปลิงควายนั่นอ้ากว้างอวดวงแผงฟันเลื่อยที่แหลมคมยาวเหมือนเข็มขนาดยักษ์นับพันซี่ ทำท่าเหมือนจะเขมือบหัวของเขาเข้าไป แต่เปล่า...ปากงองุ้มคล้ายปากนกแก้วเล็กๆ สี่ปากยื่นยาวออกมาจากปากหลักของมันอีกที สองปากแรกพุ่งเข้าฉกลูกนัยน์ตาทั้งคู่ของเขาก่อนกระชากมันออกจากเบ้า เลือดสดๆ สีแดงฉานทะลักตามออกมา แล้วสองปากที่เหลือก็เสียบเข้าไปแทนที่ ร่างของชาญชัยเกร็งสั่นระริกขณะที่เนื้อหนังเหี่ยวแฟบย่อบแย่บลงติดกระดูกอย่ารวดเร็ว ไอ้หนอนปากปลิงควายสลายร่างของมันกลายเป็นควันสีดำหมุนเป็นเกลียวเข้าไปทางเบ้าตาที่กลวงโบ๋ ก่อนจะหายเข้าไปในร่างของรปภหนุ่มใหญ่ผู้โชคดี แล้วพาถอยหลังกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้พับ เพื่อรอให้ผมเดินออกมาขอ...เทียนไขกับไฟแช็ค

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!